Thursday, 4 June 2026
เกษตรกร

26 กุมภาพันธ์ 2459 วันสหกรณ์แห่งชาติ เริ่มสหกรณ์แรกที่พิษณุโลก จดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก วางรากระบบเงินกู้ชุมชนสู้หนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันจดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก นามว่า 'สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้' ในตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สหกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาของเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนเงินทุน และพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เนื่องจากเศรษฐกิจชนบทกำลังเปลี่ยนแปลงจากระบบพึ่งพาตนเองมาสู่การผลิตเพื่อการค้า การตั้งสหกรณ์โดยใช้โมเดลเครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงสินเชื่อและลดภาระหนี้สิน

พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น 'พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย' และดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก ทรงเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดและจดทะเบียนสหกรณ์วัดจันทร์ฯ เพื่อทดลองแนวทางนี้ในพื้นที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐสามารถดูแลและควบคุมได้อย่างเหมาะสม

ต่อมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสหกรณ์แห่งชาติ" เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกนี้ (ประกาศใน ครม. 9 ต.ค. 2527)

การเกิดขึ้นของสหกรณ์เครดิตแบบหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินจากนายทุนเงินกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบขยายไปสู่ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างเศรษฐกิจชนบทอย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/263080

ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พื้นที่บางบาล จ.อยุธยา พบขายราคาสูงผิดปกติ เร่งตรวจสอบต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง

ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT 

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที

นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ปาล์มไทยวิกฤต! ‘รัดเกล้า’ ซัดนโยบายพาณิชย์กดราคาปาล์ม ชง 5 ข้อถึง รมว.พาณิชย์ หยุดรัฐซ้ำเติมเกษตรกร จี้แก้ราคาปาล์มตกด้วยนโยบายที่เป็นธรรม

“รัดเกล้า” อภิปราย เสนอ 5 แนวทางถึง รมว.พาณิชย์ แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้นโยบายรัฐซ้ำเติมราคาดิ่ง

ที่ รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อการบริหารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ หลังราคาปาล์มในประเทศปรับตัวลดลงสวนทางตลาดโลก

นางรัดเกล้า ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อน “3 ปรากฏการณ์สำคัญ” ที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

1.ตลาดช็อก จากนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ส่งผลให้ราคาหน้าลานปรับลดลงทันทีจากเกือบ 9 บาท เหลือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 21% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์

2.อ้างนโยบายกดราคา จากความไม่ชัดเจนในการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่คนกลางใช้ช่องว่างนี้กดราคาซื้อ

3.สุกแดดซ้ำเติม  จากผลกระทบภัยแล้งเอลนีโญ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สส.รัดเกล้า ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มไทย โดยเฉพาะระบบลานเทที่ยังใช้การประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ แทนการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ พร้อมได้เสนอ 5 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่

1. ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องต้นทุนจริง โดยพิจารณามาตรการประกันรายได้ที่สมเหตุสมผล หรือระบบโควตาบริหารสต๊อก ควบคู่กลไกตลาด เพื่อไม่ให้รัฐกลายเป็นตัวบิดเบือนราคา

2. ยกระดับมาตรฐานหน้าลาน โดยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

3. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลปาล์มน้ำมันแบบบูรณาการ เสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะด้าน คล้าย “Malaysia Palm Oil Board (MPOB)” ของมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการทั้งระบบอย่างมีเอกภาพ

4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม SAF (Sustainable Aviation Fuel) ชี้ว่าเป็นทางรอดระยะยาวในการดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดยตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ

5. ผลักดันการลงทุนและลดการพึ่งพาการนำเข้า SAF ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน SAF ทั้งหมด 100% แม้จะมีผู้ประกอบการไทยเริ่มลงทุนแล้ว แต่กำลังผลิตยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของความต้องการใช้ในประเทศ

นางรัดเกล้า แสดงความกังวลว่า วิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม หรือภัยแล้ง อาจควบคุมไม่ได้ แต่วิกฤตจากนโยบายรัฐที่ขาดความรอบคอบและการพลาดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง SAF เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันและแก้ไขได้  “รัฐไม่ควรเป็นผู้ปิดประตูโอกาสของเกษตรกรไทย ในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังเปิดรับ” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ฝนถล่มไทย!! วิเคราะห์ฝน 15 วันล่วงหน้า ฝนตกทั่วไทยโดยเฉพาะตะวันตก คลื่นลมแรงในอันดามันระวัง เกษตรกรเตรียมกักเก็บน้ำทันที

อัพเดทภาพผลการพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน (ทุกๆ 24 ชม.:(นับตั้งแต่ 07.00น. ถึง 07.00น.วันรุ่งขึ้น) และลมที่ระดับ 925hPa (750ม.) 15 วันล่วงหน้า ระหว่าง 14-27 พ.ค.69

วิเคราะห์จากแบบจำลองฯของศูนย์พยากรณ์อากาศยุโรป( ECMWF)  init. 2026051312: มีสัญญาณของลมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาพอากาศยังแปรปรวน ช่วง 14-22 พ.ค.69 ทั่วไทยมีฝนเ/ฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตกของไทย ภาคเหนือ( จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ) ภาคกลาง (อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก ตามแนวชายฝั่ง กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่  )

ส่วนภาคอีสานมีฝนบางแห่ง (ฝนน้อยกว่าภาคอื่นๆ) ฝน/ฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้หลายเวลา ยังต้องติดตามเฝ้าระวัง กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูกาล (จากฤดูร้อน เตรียมเข้าสู่ฤดูฝน)  สภาวะฝนของไทยยังตกไม่สม่ำเสมอ ทั้งเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณ เช้าถึงบ่ายอากาศร้อน เย็นถึงค่ำมีฝนฟ้าคะนอง ช่วง18-20 พ.ค.69 ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก

คลื่นลมในทะเลอันดามันแรงขึ้น ท่องเที่ยวในระยะนี้ต้องระวังฝนฟ้าคะนองคลื่นลมแรง ส่วนชาว กทม.และปริมณฑล ฝนจะเริ่มมีในช่วงบ่ายถึงค่ำ (ฝนหลังเลิกงาน) ต้องเฝ้าระวัง ฝนตกรถติด การจราจรติดขัดโดยเฉพาะใกล้เปิดเทอม ต้องเผื่อเวลาเดินทาง ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ออกนอกบ้านพกร่มไปด้วย รวมถึงเสื้อกันฝนโดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์ สำหรับช่วง 23 - 28 พ.ค.69 ฝนของประเทศไทยตอนบน ลดลงบ้าง แต่ยังมีฝนบางแห่ง เน้นด้านรับมรสุมสำหรับภาคใต้ฝั่งอันดามันยังมีฝนกระจายและมีฝนตกหนักได้  ขอให้ติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

ส่วนการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน รอประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมอุตุนิยมวิทยาเร็วๆนี้ ในระยะนี้พื้นที่ใดที่เริ่มมีฝนแล้ว พี่น้องเกษตรกร ควรหาวิธีกักเก็บน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ ในช่วงที่มีฝนน้อย การลงมือเพาะปลูกพืช ควรเตรียมการ รอให้ฝนตกสม่ำเสมอมากว่านี้จึงค่อยลงมือเพื่อป้องกันความเสียหาย กิจกรรมกลางแจ้งยังมีความเสี่ยงพายุฝนฟ้าคะนอง ในระยะนี้ต้องระวัง ข้อมูลยังมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่มีการนำเข้าและประมวลผลใหม่ ใช้เป็นแนวทางในการติดตามสภาพอากาศ)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top