Thursday, 4 June 2026
ปตท

‘สเร จันทร’ ปธ.กุน ขแมร์ ปัดกัมพูชาทิ้งระเบิด ‘เซเว่น’ ในไทย โบ้ยคนไทยทำกันเอง แล้วโยนความผิดให้เขมร

(1 ส.ค. 68) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่น หลังเกิดเหตุโจมตีหลายจุดในฝั่งไทย เช่น โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อในปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการระเบิด

ขณะที่ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ล่าสุด สเร จันทร ประธานกุน ขแมร์ ของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมโต้กลับว่า “คนไทยเป็นฝ่ายวางระเบิดใส่ร้านเซเว่นฯ เอง แล้วมาโทษกัมพูชา”

“คนเสียม (ไทย) กล้าทิ้งระเบิดใส่เซเว่นอีเลฟเว่น ทำให้ประชาชนตาย แล้วมาโทษเขมร นิสัยต่ำ ๆ เปลี่ยนไม่ได้หรอก พวกเสียมเป็นแบบนี้” สเร จันทร โพสต์อย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝั่งไทยที่มองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่รับผิดชอบต่อการกระทำ

‘ปตท.สผ.’ สนับสนุน!! การจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ให้!! ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ

(2 ส.ค. 68) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนายนิรันดร โรจนสมสิทธิ์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ให้แก่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดยมีพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ (ขวา) ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้เกียรติรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ปตท.สผ. ได้สนับสนุนศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ภายใต้กลยุทธ์ ‘ทะเลเพื่อชีวิต’ ของบริษัท โดยการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงอาคารบ่ออนุบาล และโรงพยาบาลเต่าทะเล ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อการอนุบาลและการรักษาพยาบาลเต่าทะเล ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเต่าทะเล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลการกำกับดูแลกิจการที่ดี ระดับอาเซียนจาก ASEAN CG Scorecard 2567

(18 ส.ค. 68) น.ส.ชลิดา ศรีกรกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกำกับดูแลองค์กรและบริหารงานบริษัทย่อยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รับมอบรางวัล Top 50 ASEAN PLCs และ Top 5 PLCs from Thailand ในฐานะ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน และ 1 ใน 5 บริษัทจดทะเบียนจากประเทศไทย ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากการประเมิน ASEAN Corporate Governance Scorecard ประจำปี 2567 โดยมี Atty. Francisco Edralin Lim Chair, ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) Working Group on Corporate Governance และ Dr. Ismet Yusoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Minority Shareholders Watch Group (MSWG) ให้เกียรติมอบรางวัล ในงาน ASEAN Corporate Governance Conference & Awards ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การมอบรางวัลจาก ASEAN CG Scorecard สนับสนุนโดย ACMF ร่วมกับ MSWG เพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณให้แก่บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากล

ปตท. คว้าอันดับ 1 มูลค่าแบรนด์สูงสุดในไทย 5 ปีซ้อน สะท้อนความแข็งแกร่งพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (ตั้งแต่ปี 2021-2025) จาก Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์ 9.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 11 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” โดยเน้นธุรกิจ Hydrocarbon สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ อาทิ แสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ LNG มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ตลอดจนปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่เร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในกลุ่ม ปตท. พร้อมยกระดับ Operational Excellence นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างการเติบโตควบคู่กับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) พัฒนา CCS Hub Model และแสวงหาโอกาสในธุรกิจไฮโดรเจนสำหรับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับในประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย

• แบรนด์ที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืนอยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก โดยมีค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืนที่ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

• แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในกลุ่มธุรกิจ Oil&Gas และเป็นแบรนด์จากไทยเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่ใน 50 อันดับแบรนด์ Oil&Gas แรกของโลก

• ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ติดอันดับ 4 ใน Energy Brand Guardians 2025 จากการจัดอันดับผู้นำองค์กรด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาว บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล

Mr. Alex Haigh, Managing Director, Brand Finance Asia Pacific กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย ปตท. แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภาคพลังงานแล้ว ยังมุ่งมั่นสร้างความสมดุลทางพลังงานใน 3 มิติ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ความเสมอภาค ในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายในภาพกว้างของประเทศ ทั้งการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Brand Finance ใช้หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในแต่ละปีจะจัดอันดับแบรนด์ในอุตสาหกรรมและประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปตท. ที่มี ผลการดำเนินงานเป็นเลิศในทุกมิติ มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนในระดับสากล

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ส่อเกิดรอยร้าวใหญ่ ระหว่าง ‘ฮุนเซน–เตีย บัญ’ ปมแบนปั๊มน้ำมันไทย!! แต่กลายเป็นศึกแห่งผลประโยชน์

(9 ก.ย. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' วิเคราะห์กรณีการแบนสินค้าไทยในกัมพูชา อาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่ 'ฮุนเซน' และ 'เตีย บัญ' โดยระบุว่ากลุ่มทุนที่ใกล้ชิดฮุนเซนใช้กระแสความตึงเครียดไทย–กัมพูชาเป็นข้ออ้าง เพื่อผลักดันสินค้าภายในประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นร้อนคือการแบนปั๊มน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยนายเตีย เสียม ลูกชาย พล.อ.เตีย บัญ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา แต่กลับถูกน้องชายของ พล.อ.เตีย บัญ คือ พล.ร.อ.เตีย วิญ กดดันให้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันร่วงกว่า 50% และสร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อ พล.อ.เตีย บัญ

แม้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' แต่ก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจาก ปตท. อยู่ ทำให้ธุรกิจเสียหายหนัก ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนที่หนุนฮุนเซน และยังช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในทางการเมืองให้กับฝั่งฮุนเซนอีกด้วย

รายงานระบุว่า ปั๊ม ปตท. ในกัมพูชาได้ยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนชื่อเป็น PEACE Petroleum Cambodia (PPC) แล้ว 35 แห่งจากทั้งหมด 200 แห่ง และมีแผนนำเข้าน้ำมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แทนในอนาคต แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับระบบ แต่ถูกมองว่าเป็นการสร้าง 'ภาพใหม่' ให้กัมพูชาเดินหน้าด้วยอัตลักษณ์ของตนเอง

‘ดร.คงกระพัน’ ซีอีโอ ปตท. โชว์วิสัยทัศน์บนเวที Gastech 2025 ตอกย้ำบทบาทก๊าซธรรมชาติ-ลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน 'Gastech 2025' สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ  Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 

โดย ดร.คงกระพัน เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President & CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President & CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President & CEO บริษัท INPEX

ดร.คงกระพัน นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่
         
“ทิศทางพลังงานโลกต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma ทั้งความมั่นคง การเข้าถึง และความยั่งยืน ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิในปี 2032 ซึ่งไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค” ดร.คงกระพัน กล่าว          

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก 

ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

PTTRM ร่วมมอบร้าน ‘จิฟฟี่’ จำลอง ฝึกทักษะบุคคลออทิสติก ในโครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส

(12 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ร่วมกับมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน และ มูลนิธิออทิสติกไทย ร่วมมอบร้านจิฟฟี่จำลองเพื่อมอบโอกาสการฝึกอาชีพ ในโครงการเปิดห้องปฏิบัติการฝึกทักษะทางสังคมและทักษะอาชีพ ณ มูลนิธิออทิสติกไทย กรุงเทพฯ โดยมี คุณนิวัตน์ จิตจำนงค์เมต รองกรรมการผู้จัดการ กลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด,  คุณชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และคุณวราปณัช เกิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน เปิดเป็นทางการ 

โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ใช้สำหรับเป็นพื้นที่เรียนรู้และฝึกทักษะ ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส (บุคคลออทิสติกและผู้บกพร่องทางสติปัญญา) ในการบริหารร้านค้าปลีก การจัดเรียงสินค้า รวมถึงสร้างความรู้พื้นฐานในการขายสินค้าและคิดคำนวณการใช้เงินเบื้องต้น  เพื่อเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่บุคคลออทิสติก

ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ร่วมมอบโอกาสน้องๆ บุคคลออทิสติกด้วยการจ้างงานเป็นพนักงานร้านจิฟฟี่ในส่วนการเติมสินค้าจำนวน 7 อัตราโดยได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานทั่วไป เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาให้น้องๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้และสร้างสังคมให้แข็งแรง

แก๊งโจร!! ฉกกระเป๋า ‘ผู้บริหาร ปตท.’ กลางกรุงมิลาน อุทาหรณ์!! เตือนใจ นักท่องเที่ยว คนไทยในต่างแดน

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมกระเป๋าขึ้น ณ ร้านอาหารไทย Bangkok Thai Restaurant ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิด และถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘กิตติพงศ์ นาวิรัตน์’

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่คณะกรรมการบริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำลังรับประทานอาหารกลางวัน ได้มี ‘มิจฉาชีพ’ 3 คน (ชาย 2 คน หญิง 1 คน) เข้ามาในร้าน โดยแต่ละคนทำหน้าที่แตกต่างกันไปอย่างเป็นระบบ คนแรกเข้าไปพูดคุยกับพนักงานเสิร์ฟเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ขณะที่อีกคนยืนบังทางเข้าออกและคอยสังเกตการณ์ ส่วนคนสุดท้ายได้อาศัยจังหวะที่เหยื่อเผลอ ฉกกระเป๋าที่แขวนอยู่บนเก้าอี้ของ ‘ท่าน ออม’ หนึ่งในคณะกรรมการบริหารฯ แล้วรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ‘ท่าน ออม’ ได้ไหวตัวทันและสัมผัสได้ว่ากระเป๋าหายไป จึงตัดสินใจวิ่งไล่ตามโจรทันทีพร้อมกับคณะที่มาด้วยกัน จนสามารถทวงกระเป๋าคืนได้สำเร็จในที่สุด

ผู้โพสต์ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังทรัพย์สินของตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะและต่างประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top