Thursday, 4 June 2026
น้ำท่วม

แสดงความเสียใจเหตุน้ำท่วมภาคใต้ไทย ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสียจากภัยพิบัติรุนแรง ขออวยพรผู้บาดเจ็บให้ฟื้นตัวโดยเร็ว จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้

(30 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทยถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีใจความดังต่อไปนี้

ฝ่าพระบาท ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อุทกภัยระดับรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย 

ข้าพเจ้าเห็นอกเห็นใจและขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต ขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์อุทกภัยฟื้นตัวในเร็ววันจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง วลาดีมีร์ ปูติน

กระทรวงแรงงานแจกจ่ายอาหาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหาดใหญ่ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

(30 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ถนนประชามุสลิม ตำบลคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดทำอาหารให้ผู้ประสบภัย โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อประกอบอาหารและนำส่งให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในวันนี้ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ก่อนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างเร่งด่วนต่อไป ด้วยเช่นกัน

ในการรับมือวิกฤตอุทกภัย ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนการบริหารจัดการ งบประมาณยามเกิดภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) ยังคงมี สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 9 จังหวัด ครอบคลุม 89 อำเภอ 595 ตำบล 4,227 หมู่บ้าน โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,162,551 ครัวเรือน หรือ 2,963,894 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) พบว่า ระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หลายพื้นที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลัก ๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่าง ๆ

โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน การจัดกีฬาซีเกมส์ ก็ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18%

ย้อนหลังในช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วม มีการส่งข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพผ่าน Cell Broadcast ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่ง เรื่องได้รับการแจ้งเตือนโดย Cell Broadcast ผมยืนยันผมดูแลเรื่องนี้ ผมร่วมด้วยเรื่องการพัฒนาระบบ แจ้งเตือนไปเฉพาะภาคใต้ 99 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดานี่รำคาญเลย ดังติ๋งติ๋งติ๋ง เมื่อวันที่ 18 แล้วกระทั่งเรื่อยมาวันที่ 21-22 ถี่ยิบเลย ตีห้าให้อพยพ ขอให้อพยพ แต่เราไม่มีอำนาจไปสั่งให้อพยพ เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ“

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีคนหาดใหญ่หลายคนออกมาบอกว่า ได้รับข้อความเตือนภัยกันหลายรอบ บางคนบอกว่าชะล่าใจเอง เพราะไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า แม้ว่าชาวบ้านได้รับข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพ แต่กลับเป็นทางทีมเทศบาล ที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามันจะไม่รุนแรง น้ำท่วมจะอยู่ในจุดที่พอรับได้เหมือนปีก่อน ๆ ประชาชนเลยไม่อพยพ…

ในส่วนประเด็นการเข้าไปช่วยเหลือ ที่มีเสียงก่นด่าว่า ส่วนงานต่าง ๆ จากรัฐบาล ขาดการวางแผน ทำงานไม่เป็นระบบ ขาดการจัดการ และการประสานงาน เหล่าบรรดาอินฟลูฯ ต่างๆ ก็รีบออกมาโพสต์สำทับ สร้างกระแส ว่าประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มีแต่จิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตอนกัมพูชา ยิงจรวดตกใส่สถานีบริการน้ำมัน และมีผู้เสียชีวิต ไม่เห็นอินฟลูฯ โผล่มาเรียกร้องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต

คนทำงานหน้างานจริง คงไม่มีเวลามาถ่ายรูป เอามาโพสต์หรอก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หลายชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย ไม่เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เหมือน สส. บางพรรค ที่ลงพื้นที่ เพื่อไป 5432 Action แล้วบอกว่าช่วยชีวิตประชาชนที่ประสบภัยได้ 100 คน เหนือกว่ามืออาชีพอย่างทีมกู้ภัย

ทีมกู้ภัยพิบัติ ทหาร ทั้งจาก กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วย Seal ขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็คงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณ ของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายส่วนงานถูกปรับลดงบประมาณลง ตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นพอเข้าใจได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต้องเทงบประมาณไปช่วยแก้วิกฤตการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผลให้การจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการกู้ภัยไม่เพียงพอ แต่หลังจากนั้น หากติดตามสื่อทางการเมืองบ่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการบีบให้ลดงบประมาณกลาโหม ลดขนาดกองทัพ ปภ.ถูกตัดงบจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ในปีงบประมาณ 2567

พรรคการเมืองไหน ที่โจมตีให้ต้องลดงบประมาณ โจมตีให้ตัดงบประมาณ สื่อเป็นของค่ายไหน คิดว่า Google คงช่วยได้ ตอนนี้.... พอได้คำตอบหรือยัง ว่า ‘ทหาร’ มีไว้ทำไม…


เรื่อง: The PALM (สุรวัช อริยฐากูร)

 

 

น้ำท่วมภาคใต้ 9,000 บาท เข้าใจตรงกันนะ!! รัฐจ่าย “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน” หยุดบอกต่อข้อมูลผิด ผู้นำชุมชน–ท้องถิ่นต้องสื่อสารให้ชัด

(1 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่าเข้าใจตรงกันนะ เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทะเบี(1 ธ.ค.ยนเพื่อรับเงินเยียวยาจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนอยู่บ้างว่า เงิน 9000 บาทได้รับทุกคน หรือครัวเรือนละ 9000 บาท

 

ความสับสนน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือไม่เข้าใจ ผู้นำชุมชนแจ้งว่า “ได้ทุกคน” แต่ละครอบครัวจึงหอบหิ้วกันไปลงทะเบียนตามคำบอกกล่าวของผู้นำที่ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน

 

“หยุดสร้างความสับสน…เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

“เงื่อนไข + วิธี + เกณฑ์” ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / รัฐ สำหรับเงิน “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” ให้ชัด ๆ เผื่อคุณสนใจเช็กว่าสถานการณ์ของคุณเข้าเกณฑ์ไหม

 

ใครมีสิทธิ / ครัวเรือนแบบไหนได้รับ

-เงินถูกกำหนดเป็นอัตรา “ครัวเรือนละ 9,000 บาท” ไม่ใช่ “ต่อคน”

-สิทธินี้สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัยประจำ” (ที่ทะเบียนบ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง) ที่อยู่ในพื้นที่ที่มี “ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ “ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จากรัฐ/ปภ.

-ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะน้ำท่วม “ขังไม่เกิน 7 วัน” (โดยมีทรัพย์สินเสียหาย) หรือ “น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน” ก็มีสิทธิได้รับเงิน 9,000 บาท เหมือนกัน (เงื่อนไขรวมทั้ง 2 กรณี)

 

เอกสารที่ต้องใช้

-บ้านที่เป็นของตนเอง

สำเนาบัตรประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน

-บ้านเช่า

สำเนาบัตรประชาชน + สัญญาเช่าบ้าน (หรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

-ที่อยู่อาศัยแบบอื่น (เช่น บ้านพักชั่วคราว, บ้านจากโครงการ, จังหวัดประกาศพิเศษ ฯลฯ)

ให้ “ผู้นำชุมชน/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วลงนามรับรองร่วม (2 ใน 3 คน) ว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริงของผู้ขอรับสิทธิ

 

ช่องทางยื่นคำร้อง / ลงทะเบียน

-ยื่นด้วยตนเองที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เทศบาล / อบต.” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

-หรือสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบที่รัฐบาล/ปภ.จัดไว้ (ตามประกาศ) — หลังลงทะเบียนออนไลน์ บางกรณีอาจต้องไปยืนยันเอกสารจริงที่ท้องถิ่นอีกครั้ง

 

วิธีจ่าย & การโอนเงิน

-การจ่ายเงินเยียวยาเป็นการ “โอนเข้าบัญชี” ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก) เพื่อรับเงิน

-ถ้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง / บัญชีถูกปิด / ไม่เคลื่อนไหว อาจทำให้ “โอนเงินไม่สำเร็จ” ต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีให้ถูกต้องก่อน

 

พื้นที่ / จังหวัดที่ได้รับสิทธิ (ล่าสุด 2568)

-จำนวนรวม: รัฐบาลอนุมัติจ่ายเยียวยาให้ครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 685,554 ครัวเรือน ใน 65 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ในเขตประสบภัย

-ตัวอย่างจังหวัดที่เข้าข่าย: หลายจังหวัดทั่วประเทศ — ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้ เช่น มีทั้งจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ (ดูรายชื่อครบในประกาศของปภ.)

 

ประเด็นที่ควรระวัง / ข้อจำกัด

-เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เป็น “เหมาจ่ายอัตราเดียว” ไม่ได้คำนวณตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น หากบ้านมีหลายคน ก็จะได้ 9,000 บาททั้งหมด ไม่ใช่ 9,000 × คน

-ถ้าที่อยู่อาศัยนั้นเป็น “บ้านเช่า” หรือ “ไม่ใช่บ้านตามทะเบียนบ้าน” อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริง

-การลงทะเบียนและยื่นเอกสาร ถ้าไม่ครบตามเงื่อนไข (เอกสารไม่ครบ, ผูกพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง ฯลฯ) อาจทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงิน


เรื่อง : นายหัวไทร

 

เร่งจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมภาคใต้’ พร้อมเปิดศูนย์ฯ แก้วิกฤต รับร้องเรียน ชงมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

(1 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเสนอแนะปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข และมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อนในชีวิตและทรัพย์สิน และแม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นลำดับแรก และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนอันแสนสาหัสของประชาชนในครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือและมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2568 โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยน้ำท่วมที่ขาดความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ พร้อมกันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอมาตรการความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณา

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ ประกอบด้วย

1. ประกาศตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ถูกต้องในทุกจังหวัด โดยควรที่จะเร่งระดมหน่วยงานที่สามารถช่วยดำเนินการได้เข้าร่วมตรวจสอบอย่างเปิดเผย เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติเวช และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบแล้วประกาศรายชื่อ ข้อมูล หรืออัตลักษณ์ เพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถตรวจสอบได้โดยเร็วที่สุด
 2. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งคนสูญหายและผู้เสียชีวิตทุกจังหวัดที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งวางระบบการรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามผล ให้ญาติและประชาชนตรวจสอบได้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 3. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า กิจการ และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งวางระบบการรายงานผล การติดตาม และการตรวจสอบของผู้แจ้งโดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 4. แก้ไขระบบบริการสาธารณะและพลังงานให้กลับมาให้บริการตามปกติให้เร็วที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดหาน้ำมันให้หน่วยงานและทีมอาสาสมัครที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเพียงพอ
 5. เร่งวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งระบบการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก และให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะร่วมดำเนินการเข้าร่วมด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
 1. เร่งตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือน กิจการ และร้านค้าที่เสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายในไม่เกิน 1 เดือน
 2. จัดระบบและระดมการจัดหาน้ำดื่ม และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดเมือง กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ให้เร็วที่สุด โดยระดมความช่วยเหลือจากท้องถิ่นใกล้เคียงและอาสาสมัครร่วมดำเนินการเพราะกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ รวมทั้งวางระบบสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนด้วย
 3. แก้ปัญหาการคมนาคมโดยเร็ว โดยต้องไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมระดมหน่วยงานของรัฐและอาสาสมัครช่วยซ่อมแซมรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัยและไม่อาจเคลื่อนย้ายได้
4.วางระบบตรวจสอบสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดมีขึ้นในระยะต่อไป โดยต้องวางระบบสั่งการ การป้องกัน และการอพยพ อย่างเป็นระบบ ตามแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วางไว้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการและใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องและเคร่งครัด
 5. ควบคุมราคาค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในราคาตามปกติ มิให้มีการปรับขึ้นราคาอันเป็นการซ้ำเติมประชาชน 

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการระยะสั้น 5 ข้อ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเล็งเห็นว่ารัฐบาลพึงดำเนินการในช่วงนี้ 
1. จัดเตรียมหน่วยให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน
 2. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับให้ประชาชนค้าขายหรือตลาดนัด เพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ประชาชนในระยะสั้น เพื่อฟื้นชีวิตประชาชนกลับมาเร็วที่สุด
 3. ปรับอัตราเงินเยียวยาความเสียหายของบ้านเรือนให้เหมาะสม และจัดเงินงบกลางอย่างเพียงพอเพื่อเป็นทุนฉุกเฉินให้ประชาชนฟื้นชีวิต ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพ สุขภาพ ฟื้นฟูกิจการ และร้านค้า 
4. เร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษากลับเข้าเรียนได้ตามปกติ พร้อมจัดทุนการศึกษาให้ครอบครัวและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
5. จัดตั้งโรงครัวเพื่อให้บริการอาหารแก่ประชาชนโดยทั่วถึง

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

"ผมและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ' เราขอยืนยันว่า ศูนย์ฯ นี้จะทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบ และทวงถามทุกขั้นตอนของการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค่าชดเชย การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยา สามารถส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ "ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ" กรอกข้อมูลที่ลิงก์ : https://forms.gle/GaRks3gNTURDRC4R8 หรือ สแกน QR Code และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 3 ช่องทาง
1.        โทรศัพท์ : 062-262-7416
2.        อินบ็อกซ์แฟนเพจ : พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
3.        อีเมล : [email protected]

 

พักหนี้-ดีพร้อม ยกต้นยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ อัดผ่านสินเชื่อ เงินช่วยภัยพิบัติ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน
“การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” หรือสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลายจังหวัดได้รับผลกระทบความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่ความรุนแรงระดับหนักมาก 

ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นดังกล่าว จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย

จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน “มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้ (1) พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง (2) ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน (3) สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และ (4) สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance)

โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวการณ์ฉุกเฉินแล้ว ดีพร้อม
ยังเร่งเตรียมส่งธารน้ำใจไปยังผู้ประสบภัยด้วยถุงยังชีพผ่าน “ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทยประสบภัยพิบัติ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานเครือข่าย รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม ส่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
 

ลั่นรัฐบาลล้มเหลวปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ไล่ ‘นายกแป้น’ ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป

(2 ธ.ค. 68) โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่วมประชุมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายชาดาเล่าว่าลงพื้นที่ไปดูหน้างานพบว่า “น้ำไม่มี ไฟไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี” 

ตอนหนึ่งของการประชุม นายชาดากล่าวว่า “เมื่อกี้ผมบอกท่านนายกแป้น ทำให้จบ ทำให้เสร็จ แล้วลาออกไปเลย ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป มันมีคนจะต้องลาออกตามนายกแป้นไปด้วย” พร้อมติงว่า วันนี้ผู้มีหน้าที่ “ไม่มีจิตวิญญาณ” ในการช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน ทั้งที่มีประกาศเขตภัย 100% แต่กลับไม่มีความพยายามเข้าไปช่วย “มันถือว่ารัฐล้มเหลวครับ กลไกของรัฐล้มเหลวหมดเลย ถ้าปีหน้าท่วมอีกจะทำยังไง”

นายชาดาย้ำว่า สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังน้ำลดคือ “ทำความสะอาดเมืองก่อน ฆ่าเชื้อก่อน นั่นคือการเยียวยาหัวใจคนหาดใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการจัดการพื้นที่ปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการวางระบบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมในปีถัดไป

ต่อมาเวลา 12.49 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอนุทินที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของนายชาดาที่ให้ “นายกแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกจากตำแหน่ง นายกฯเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนปฏิเสธตอบคำถามแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที 

เมื่อถูกถามต่อถึงหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่าให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้ชี้แจง และทิ้งท้ายเพียงคำว่า “มีนัดๆ” ก่อนออกจากทำเนียบไปรับประทานอาหารกลางวัน แล้วจะกลับเข้าทำเนียบอีกครั้งในช่วงบ่าย

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 

‘สสน.’ เผยข้อมูลน้ำปี 69 งานเสวนาเผยวิทยาการคาดการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม แสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-แล้งทั่วประเทศ เปิดตัวระบบเฝ้าระวังน้ำไทยรุ่นใหม่

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดย นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่ สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมีนายปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top