Wednesday, 2 September 2026
ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

สงขลาเดือด!! ฝ่ายบริหารชนฝ่ายตรวจสอบ เกมชิงความชอบธรรม ‘สุพิศ–เถ้าแก่หลี’ เปิดศึกยาวการเมืองท้องถิ่นสงขลา วัดกันที่ผลงานกับหลักฐานตรวจสอบ ศึกนี้ประชาชนคือกรรมการ

”สุพิศ-เถ้าแก่หลี“เดินไปให้สุดซอย ใครแพ้ใครชนะ วัดกันด้วยความมุ่งมั่น-ตั้งใจ และข้อมูลในการแจกแจง

ในสถานการณ์การห่ำหั่นกันระหว่าง “เถ้าแก่หลี-เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์” นักธุรกิจใหญ่ของสงขลา ผู้ออกมาทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมกับคณะอย่างทนายอาร์ม สุวรรณรักษา และเกรียงไกร คมขำ กับ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม”นายกฯอบจ.สงขลา ในฐานะฝ่ายบริหาร อบจ.สงขลา กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ยังไม่รู้จุดจบ ฝ่ายบริหารก็แจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายตรวจสอบฐานบุกรุก อีกฝ่ายยืนยันไม่หวั่นไหวกับข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ เพราะสถานที่ไม่ใช่ของ อบจ. /อบจ.เองก็ไปใช้ที่คนอื่น

จากข้อความการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายหากถอด “สมการการเมือง” จะเห็นว่าผู้เล่น 2 ฝ่ายที่กำลังส่งสารถึงประชาชนมากกว่าจะสื่อสารถึงกันเอง เพื่อเรียกแฟนคลับ

-ฝ่าย สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ใช้ข้อความว่า หากเข้ามาแล้วทำแบบเดิมทุกอย่างก็เงียบ แต่การตัดสินใจต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกวิจารณ์หรือถูกแรงเสียดทาน
-ฝ่าย เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ในฐานะภาคประชาชน ตอบโต้ด้วยการยืนยันว่าเข้าตรวจสอบเพื่อปกป้องภาษีประชาชน ไม่ได้รับเงินบริจาค และจะทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

นี่ไม่ใช่การโต้เถียงเรื่องโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการแย่ง “ความชอบธรรม” (Political Legitimacy) ว่าใครกำลังทำเพื่อประชาชนมากกว่ากัน

วิเคราะห์ไปในอนาคต
หากดูจากแนวโน้มการเมืองท้องถิ่น มีได้หลายฉากทัศน์

ฉากทัศน์ที่ 1 มีโอกาสมากที่สุด ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าปะทะกันต่อไปจนกว่าสุพิศจะพ้นจากตำแหน่ง หรือหมดวาระ

-ฝ่ายสุพิศเร่งผลงานและใช้ผลงานเป็นคำตอบ แต่ผลงานก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้โดยมืออาชีพ
-ฝ่ายเถ้าแก่หลีเร่งตรวจสอบ ร้องเรียน และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ข้อดีคือ พูดอะไร ทำอะไรก็เป็นข่าว

ผลคือทุกโครงการใหญ่ของ อบจ. จะถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นส่อว่าจะไม่ชอบมาพากล

ฉากทัศน์ที่ 2 หากผลตรวจสอบไม่พบความผิดสำคัญ สุพิศอาจได้คะแนนเพิ่ม เพราะสามารถสื่อสารว่า “ถูกตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ยังเดินหน้าทำงานได้” ไม่มีคดีที่ฝ่ายตรวจสอบชี้มูลแม้แต่คดีเดียว

ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่นักการเมืองหลายคนต้องการสร้าง สร้างด้วยการสื่อสารทางการเมืองให้ชัด

ฉากทัศน์ที่ 3 หากมีคดีหรือหลักฐานที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริหารจริงสถานการณ์จะพลิกทันที เพราะฝ่ายตรวจสอบจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น และประเด็นอาจขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. /สตง.หรือหน่วยงานอื่นตามอำนาจหน้าที่

จุดที่น่าจับตา ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ผ่านสื่อ แต่คือ

1. ฝ่ายบริหารจะสามารถส่งมอบผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่
2. ฝ่ายตรวจสอบจะนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้เพียงใด
3. ความเห็นของประชาชนจะเอนเอียงไปทาง “ผลงาน” หรือ “ความโปร่งใส”

หากทั้งสองฝ่ายยังรักษาฐานสนับสนุนของตนไว้ได้ การเมืองท้องถิ่นสงขลามีแนวโน้มจะเป็นการแข่งขันระยะยาว โดยประเด็นหลักจะไม่ใช่เรื่องบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่าง “การบริหาร” กับ “การตรวจสอบ” ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตด้วย

มีคำถามว่า การฟาดฟันกันใครได้ประโยชน์ ตอบได้ว่าสังคมส่วนรวมได้ แต่ถามว่า เถ้าแก่หลี ต้องการอะไร ทำเพื่ออะไร คำตอบน่าจะบอกว่าไม่ได้หวังอะไร ไม่ลงสมัครอะไรเลย แต่ต้องการความถูกต้องเป็นธรรม
เฉลิมชัยบอกว่าไม่ได้กลัวคุก แต่จะทำให้คนอื่นพิมพ์ลายนิ้วมื้อบ้าง“

เถ้าแก่หลีคงไม่หลังผลเพื่อตัวเอง เถ้าแก่หลีลงสมัครไม่ได้อยู่แล้ว ไม่จบปริญญาตรี ขาดคุณสมบัติ เพียงแต่จะสนับสนุน หรือเทคะแนนให้ใครต้องติดตามต่อไป

‘นิพนธ์’ กู้ศักดิ์ศรีคืน!! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ปลดพ้นนายก อบจ.สงขลา พลิกคดี กู้เกียรติยศคืน ย้ำมีอำนาจแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“นิพนธ์ บุญญามณี”กู้ศักดิ์ศรีคืนแล้ว กรณีศึกษาศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 พ้นนายกฯอบจ.สงขลา

กรณีของนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ถูก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย สั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แต่นิพนธ์ยกมาเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งปลด คดีถึงที่สุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทย อันถือว่า นิพนธ์ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวเอง และวงศ์ตระกูล

กรณีของพิพนธ์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายปกครองว่า “รัฐมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะสั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่นได้ทันที หากขั้นตอนหรือเหตุผลไม่ถูกต้อง คำสั่งก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้

หลักเกณฑ์โดยสรุปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. พ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการชี้มูลความผิดในบางกรณี หรือมีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย
แต่การออกคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน มีฐานกฎหมายรองรับ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งได้

สำหรับคดีของนิพนธ์ ศาลปกครองวินิจฉัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลด และให้คำสั่งมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง

เมื่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแล้ว ผลเป็นให้
คำสั่งปลดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลของการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง เสมือนคำสั่งนั้นไม่เคยมีผลบังคับ ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิประโยชน์ที่สูญเสียไป หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

อาจจะมีคนถามว่า แล้ว “ผู้ออกคำสั่ง” ต้องรับผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลเพิกถอนคำสั่งแล้วผู้ลงนามจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหลักกฎหมาย
หากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แม้ศาลเพิกถอน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกสั่งปลด รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต่อมารัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “รัฐมนตรีมหาดไทยจะนึกอยากปลดก็ปลดไม่ได้” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง เพราะอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เหตุผล และกระบวนการที่ถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งย่อมถูกศาลเพิกถอนได้

กรณีนิพนธ์จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ย้ำหลักว่า การใช้อำนาจทางปกครองต้องเคารพกระบวนการตามกฎหมาย หากขั้นตอนผิด แม้ผู้มีอำนาจจะลงนามเอง คำสั่งก็อาจเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนโดยศาลได้

เรื่องนี้ในทางการเมือง นิพนธ์มีสิทธิ์อันชอบธรรมสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่า พ้นบ่วงอำนาจ คสช.มาแล้ว กูศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ เดินยืดอกได้

นิพนธ์ยังสามารถนำผลแห่งคดีนี้ไปสู้ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ที่ถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายให้ผู้รับเหมา หลังพบว่า มีการฮั้วประมูล และทางจังหวัดมีคำสั่งชะลอการจ่าย การถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือต้นเรื่องของคำสั่งปลดพ้นนายกฯอบจ.สงขลา

อนาคตของพิพนธ์จะเดินต่อไปอย่างไรบนถนนสายการเมือง ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จะบุกเดินหน้า หรือปล่อยวางให้ลูกชายทำต่อ

7 สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก”!! ย้อนรอยจุดเริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. จุดเปลี่ยนการเมืองไทย สู่สงครามประชาชนกว่า 20 ปี เปิดฉากความขัดแย้ง รัฐไทย–คอมมิวนิสต์ หมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก จุดเปลี่ยนของการเมืองไทย

เสียงปืนนัดแรกที่บ้านนาบัว “7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก” เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของ พคท. และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนำไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

ความสำคัญของวันเสียงปืนแตก มี 4 ประเด็นหลัก คือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย ก่อนปี 2508 พคท. เน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและจัดตั้งมวลชนในชนบท แต่หลังเหตุการณ์นี้ได้ประกาศใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับ พคท. 

2. มีผลต่อการเมืองและความมั่นคงของไทย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นใช้งบประมาณและกำลังทหารจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ทำให้การเมืองไทยในช่วง 2510 ถึง 2520 ถูกกำหนดด้วยประเด็นความมั่นคงเป็นอย่างมาก 

3. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนจำนวนมากหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ส่งผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างมากในช่วงปลาย 2510 ถึงต้น 2520 

4. จุดสิ้นสุดของสงคราม

ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายหลังรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วม พคท. วางอาวุธและกลับคืนสู่สังคม ทำให้การสู้รบยุติลงในเวลาต่อมา 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ วันที่แท้จริง ของ “วันเสียงปืนแตก” ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แม้ พคท. จะยึดถือ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสัญลักษณ์ แต่มีงานวิจัยและเอกสารราชการบางส่วนเสนอว่า การปะทะกันจริงเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของ 8 สิงหาคม 2508 มากกว่า 

มิติประวัติศาสตร์ “วันเสียงปืนแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุปะทะครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง ความมั่นคง และพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น

คณะกรรมาธิการลุยโกง สว.!! จ่อเปิดหลักฐาน 9 ส.ค. แฉขบวนการล้มล้างระบบ ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’ ที่ซ่อนเงื่อน ชวนสังคมร่วมฟังและตรวจสอบ

จับตา 9 ส.ค. เปิดหลักฐาน “ขบวนการโกงฮั้ว สว.” ตั้งคำถาม “ใครคือไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลัง

คณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธ์ เป็นประธาน ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน เตรียมจัดแถลงข่าวครั้งสำคัญในหัวข้อ “เปิดโปงหลักฐาน: ขบวนการโกง สว.” พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ไฮไลต์ของการแถลงข่าวคือการนำเสนอประเด็น “ขบวนการโกง สว. คือขบวนการล้มล้างการปกครอง: ใครคือไอ้โม่ง? ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง” โดยผู้จัดระบุว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงลึก พร้อมตั้งคำถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการวางแผนและขับเคลื่อนขบวนการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองและเจตจำนงของประชาชน

การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารรัฐสภา โดยผู้จัดเชิญชวนภาคประชาชน สื่อมวลชน สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวและติดตามการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เป็นอีกเวทีที่จะแฉความจริงของกลโกง ขั้นตอนล็อคให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้า

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

‘แทน’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา!! ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เกิดเหตุ 8 ส.ค. แต่แจ้งความ 12 ส.ค. ตำรวจสอบสวนภาพ วิดีโอ และพยาน เกมการเมืองท้าทายความเชื่อมั่นตำรวจ

”แทน-ชัยชนะ“เข้าพบพนักงานสอบสวน “ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เจอกันในงานศพยังทักทายกันอยู่

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ในงานศพแม่นายกฯอบต.ปลิก โดยแทนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังย้ำคำเดิมว่า สนิทสนมกับรองผู้กำกับสืบฯสภ.อ.ทุกใหญ่ดี
“ลองนึกดูว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม ทำไมมาแจ้งความวันที่ 12 สิงหาคม เจอกับในวันเผ่าศพ ก็ยังทักทายกันอยู่ แต่ระหว่าง 8-12 สิงหาคม เกิดอะไรขึ้นผมไม่รู้ มีคนเจตนาจะทำลายกันทางการเมือง อย่าลืมว่า ใครทำอะไรไว้จะได้รับผลนั้น ศรีปราชญ์ ก็เคยกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางการเมืองผมเสียหายไปแล้ว ตำรวจเสียหายแล้ว”

ผมมองว่าเรื่องนี้ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงวันที่ 12 สิงหาคม เพราะจากเดิมเป็นเพียง “ข่าวลือว่าอดีตรัฐมนตรีตบตำรวจ” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริง และมีการแจ้งความในมาตรา 391 แล้ว

เรื่องนี้มี 3 ชั้น และต้องแยกออกจากกัน ชั้นแรก: เกิดการตบจริงหรือไม่ตอนแรก ผกก.ทุ่งใหญ่บอกว่าไม่มีการแจ้งเหตุ และตำรวจคู่กรณีเองยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้าย แถมระบุว่ารู้จักกับอดีตรัฐมนตรีในลักษณะญาติพี่น้อง ขณะที่ ชัยชนะ เดชเดโช ก็ออกมายืนยันแนวเดียวกันว่าเป็นคนสนิทกันและยังพบกันตามปกติหลังเกิดเหตุ

แต่ล่าสุดตำรวจภูธรนครศรีธรรมราชระบุอีกมุมว่า คืนวันที่ 8 สิงหาคม มีการนั่งดื่มสุราและมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และวันที่ 12 สิงหาคม รอง ผกก.สืบฯเข้าแจ้งความ โดยเบื้องต้นใช้มาตรา 391 (ทำร้ายร่างกาย)

ดังนั้น วันนี้ยังไม่ควรฟันธงว่า “อดีตรัฐมนตรีตบ” เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจบได้อีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “4 วัน”
เหตุเกิด 8 ส.ค. แต่การแจ้งความเกิดขึ้น 12 ส.ค.
ผมไม่มองว่าการแจ้งความช้า 4 วันทำให้เรื่องหมดน้ำหนักทางกฎหมาย เพราะผู้เสียหายสามารถมาแจ้งภายหลังได้ และในกรณีนี้ 4 วันไม่ได้ถือว่านานจนผิดปกติในตัวมันเอง แต่ในทางน้ำหนักทางการเมืองและความน่าเชื่อถือ มันกลายเป็นคำถามทันทีว่า

ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงมาแจ้งความภายหลัง และถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมวันแรกจึงมีการปฏิเสธ? ระหว่างทาง 8-12สิงหาคมเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครสมคบคิดกันทำอะไรหรือไม่ วันเกิดเหตุใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีข่าว ไม่มีใครถ่ายภาพ ถ่ายคลิปเลยเหลอ

ตรงนี้แหละครับที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องไล่ย้อนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะคำกล่าวหาว่าใครตบใคร

โดยเฉพาะ ภาพจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในงาน และลำดับเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ จะมีความสำคัญมาก ตำรวจเองก็ประกาศขอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

ทางอาญา ถ้า “ตบจริง” อาจไม่ได้หนักอย่างที่สังคมคิด

ประเด็นนี้ลองตั้งข้อสังเกตดูครับถ้าเป็นเพียง ใช้มือตบบ้องหู โดยไม่มีบาดเจ็บหรืออันตรายแก่กายหรือจิตใจ เบื้องต้นอาจเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจก็ระบุฐานนี้ไว้แล้วในการแจ้งความเบื้องต้น คือทำร้ายร่างกายไม่ร้ายแรงแต่ถ้าพยานหลักฐานหรือใบรับรองแพทย์แสดงว่าเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็อาจขยับไปพิจารณา มาตรา 295 เรื่องทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ ม.391

ดังนั้น “ตบตำรวจ” ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าคดีอาญาจะร้ายแรง ต้องดูผลที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานจริง

แต่ผมว่า “ประเด็นการเมือง” ใหญ่กว่าคดีอาญา นี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมาก

ถ้าสมมติว่าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า อดีตรัฐมนตรีเป็นคนลงมือตบจริงทางอาญาอาจจบแค่ความผิดลหุโทษ จ่ายค่าปรับก็จบกันไป หรืออาจจะจบด้วยการถอนแจ้งความ เพราะดูท่าทีผู้เสียหายไม่ประสงค์เอาความตั้งแต่ต้น

แต่ทางการเมืองมันจะเกิดคำถามอีกชุดหนึ่งว่า
อดีตรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีหรือไม่?

มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ถูกออกแบบมาใช้กับ คณะรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. โดยเน้นเรื่องความประพฤติและการรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งด้วย

แต่ต้องระวังคำหนึ่งมากๆ คือ “อดีตรัฐมนตรี”
ถ้าบุคคลนั้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่อยู่ภายใต้กลไกดังกล่าว การจะเอากระบวนการทางจริยธรรมของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” มาเล่นงานโดยตรง ไม่ได้ง่ายเหมือนกรณีรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีนี้แทนยังเป็น สส.อยู่

แต่ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” หนีไม่พ้น “แทน”รับไปเต็มๆแล้ว

เพราะคู่กรณีไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็น รอง ผกก.สืบสวน และเหตุถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในงานศพ

ยิ่งตอนแรกมีคำปฏิเสธหลายชั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความในภายหลัง เรื่องจึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “ตบกันหรือไม่” แต่กลายเป็น
ทำไมตำรวจถึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าเดินเข้าสู่กระบวนการ หรือแค่กระแสสังคมกดดัน กดดันไปถึงผู้บัญชาการแห่งชาติไปถึงนายกรัฐมนตรี

และนี่คือเหตุผลที่คำสั่งของ ผบ.ตร. มีความสำคัญมาก เพราะ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกำชับให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม

ผมฟันธงว่าเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตบหรือไม่ตบ” อย่างเดียว มี 3 เกมซ้อนกัน
เกมที่ 1 คดีอาญา
ถ้าตบจริงและไม่มีบาดเจ็บหนัก อาจจบที่ ม.391 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใหญ่ในเชิงโทษ

เกมที่ 2 ศักดิ์ศรีตำรวจ
นี่ใหญ่กว่า เพราะถ้าตำรวจถูกนักการเมืองใช้กำลังต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนแล้วไม่มีการดำเนินการ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย

เกมที่ 3 การเมือง
นี่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายการเมือง เพราะต่อให้คดีอาญาจบแบบเบาๆ แต่ถ้าภาพจำของประชาชนกลายเป็น

“นักการเมืองบ้านใหญ่ใช้กำลังกับตำรวจ แล้วตอนแรกทุกคนช่วยกันบอกว่าไม่มีอะไร”

ผมคิดว่า คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะถ้าสำนวนออกมาตามพยานหลักฐานจริง ไม่ว่าผลจะเป็น “มีการทำร้าย” หรือ “ไม่มีการทำร้าย” ก็ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อได้ทั้งสองทาง

สรุปคดีอาญาอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ “การจัดการคดีนี้อย่างไร” กลับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกำลังวัดว่าในนครศรีธรรมราช ระหว่าง อำนาจการเมืองกับอำนาจตามกฎหมาย ใครยืนอยู่เหนือใคร

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

โคลนมาจากไหน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังฟันธงไม่ได้ หาดสำเร็จเจอโคลนปริศนาปกคลุมชายหาด จับตาสมดุลตะกอน–โครงสร้างชายฝั่งท่าชนะ สะท้อนปมกัดเซาะชายฝั่งและตะกอนสะสม

โคลนมาจากไหน ขึ้นหาดสำเร็จ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี

ผมได้รับแจ้งว่า เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจบริเวณหาดสำเร็จ ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี มีโคลนเหนียวจำนวนมากขึ้นมาเต็มชายหาด

สืบค้นหาข้อมูลพบว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า หาดสำเร็จมีปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง และบางช่วงมีอัตราการกัดเซาะถึงประมาณ 5 เมตร/ปี ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงปากน้ำท่าม่วงมี การสะสมตะกอนดินสูง 

พื้นที่หาดสำเร็จมี เขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง 4 ตัว และเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง โดยกรม ทช. เคยพบว่าบริเวณปลายโครงสร้างเกิดการกัดเซาะ 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีรายงานจากพื้นที่ระบุว่า หลังมีการก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่ง บางบริเวณของหาดสำเร็จที่เคยเป็นหาดทรายกลับกลายเป็นดินโคลน 

ผมจึงให้น้ำหนักว่า “โคลนชุดนี้” มาจากตะกอนชายฝั่งเป็นหลัก

คือระบบ ปากน้ำท่ากระจาย + ปากน้ำท่าม่วง + ตะกอนเดิมในอ่าวท่าชนะ แล้วถูกคลื่นและกระแสน้ำเคลื่อนย้าย ก่อนจะตกสะสมบริเวณชายหาด

ถ้าถามว่า “ทำไมจู่ ๆ ตอนนี้โคลนถึงขึ้นมามหาศาลขนาดนี้?”

อันนี้ยังฟันธงไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและศึกษา เพราะต้องรู้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับ ฝน น้ำจากคลอง ระดับน้ำทะเล ทิศทางคลื่น และกระแสน้ำ รวมถึงมีการขุดลอกหรือเคลื่อนย้ายตะกอนบริเวณใกล้เคียงหรือไม่

จากภาพที่เห็นมีจุดหนึ่งที่ผมสะดุดตา คือ ผิวเลนมีร่องน้ำจำนวนมาก แสดงว่าน้ำเพิ่งไหลผ่านและทิ้งตะกอนไว้ ไม่ใช่พื้นที่โคลนที่เกิดจากการแห้งสะสมเป็นเวลานาน

ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่าเป็น “โคลนจากการขุดลอก” หรือ “โคลนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง” เพราะหลักฐานยังไม่พอ

แต่หัวข้อที่น่าสืบมากคือ“เกิดอะไรขึ้นที่หาดสำเร็จ? โคลนทะเลปกคลุมชายหาดทั้งผืน”

เพราะหาดสำเร็จมีประวัติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสมดุลตะกอนและผลกระทบจากโครงสร้างชายฝั่ง อยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ที่ไม่มีประวัติมาก่อน

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT!! ปุ่มทองคำคือกุญแจสำคัญ ส่งผ่านเนเน่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่ต้องรอโหวตผู้ชม สะท้อนความโดดเด่นเหนือใคร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT

ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงเกมโชว์ หรือเกมการประกวด จึงไม่เข้าใจกับชื่อบางเรื่อง เช่นล่าสุด
กรณี “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ที่เพิ่งได้ Golden Buzzer จาก Mel B ในรายการ America’s Got Talent (AGT) ซีซัน 21

ผมไม่รู้ว่า Golden Buzzer คืออะไร จึงพยายามสืบค้น และผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ จึงขออนุญาตนำมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Golden Buzzer นั้น มีความหมายมากกว่าการที่กรรมการชมว่า “เก่งมาก” ครับ

Golden Buzzer พูดง่าย ๆ คือ “ปุ่มทองคำ” ที่เป็นทางลัดเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน

แต่ความหมายของ Golden Buzzer ขึ้นอยู่กับรอบที่กด ด้วย

-รอบ Audition ปกติ Golden Buzzer จะส่งผู้เข้าแข่งขันข้ามขั้นตอนคัดเลือก ไปสู่ Live Shows
-แต่ของ เนเน่เป็น “Live Golden Buzzer” ในรอบ Quarterfinals ซึ่งสำคัญกว่ามาก เพราะ Mel B กดให้เธอผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finals) โดยตรง
-เนเน่จึง ไม่ต้องลุ้นคะแนนโหวตเพื่อผ่านรอบรองชนะเลิศ เหมือนผู้เข้าแข่งขันทั่วไป

พูดแบบภาษาข่าวได้ว่า “กรรมการใช้สิทธิ์ปุ่มทอง ส่งเนเน่ทะยานเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ”

ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในรอบนี้ ผู้แข่งขันมีทางไปต่อหลัก ๆ 2 ทาง คือ

1. ได้คะแนนโหวตจากผู้ชมสูงพอ
หรือ
2. ได้ Live Golden Buzzer จากกรรมการ

เนเน่ได้ทางที่ 2 ซึ่งหมายความว่า Mel B เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นจนเลือกส่งเข้ารอบชิงฯ โดยไม่ต้องรอผลโหวต

ที่สำคัญคือ Golden Buzzer ไม่ได้แปลว่า “ชนะ AGT แล้ว” นะครับ เนเน่ยังต้องแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และผู้ชนะสุดท้ายจะตัดสินตามระบบของรอบ Finals และคะแนนโหวตของผู้ชม ซึ่งรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายนนี้

สำหรับเนเน่ สาวน้อยจากภูเก็ตเธอแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals และได้ Golden Buzzer จาก Mel B ทำให้กลายเป็น ผู้เข้าแข่งขันจากไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ AGT 2026 โดยตรง

ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในประโยคเดียว: Golden Buzzer = สิทธิ์พิเศษที่กรรมการเห็นว่าผู้แข่งขันโดดเด่นมากจนกดปุ่มทอง ส่งข้ามขั้นตอนการแข่งขันไปยังรอบที่กำหนดทันที

และ Golden Buzzer ของเนเน่ครั้งนี้คือ “ตั๋วตรงสู่รอบชิงฯ” ไม่ใช่แค่ตั๋วผ่านเข้ารอบธรรมดา ครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top