Sunday, 19 July 2026
ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

 “ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด 

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ   

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้   
 
โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ  

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
 -งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
 -โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
 -การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา   
 -หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน
 
นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

สูตรลับค้ำบัลลังก์!! ‘เนวิน’ งัดตำนานเพื่อนรักร่วมรัฐบาลปี 51 จ่อดึง 22 เสียง ‘ประชาธิปัตย์‘ สร้างเสถียรภาพ พร้อมดัน ‘อภิสิทธิ์’ นั่งประธานรัฐสภา หวังเสริมแกร่งหนุน ’ภูมิใจไทย‘ อยู่ยาว

“เนวิน” เปิดดีล 22 เสียงประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” ยากจะปฏิเสธ
……..
จริงเท็จประการใดไม่ทราบกับข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” หัวเรือใหญ่ หรือครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เปิดดีลสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียง มาอยู่กับซีกรัฐบาล โดยชงหวานให้ “อภิสิทธิ์ เวชชีชีวะ” นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงนั่งประธานรัฐสภาด้วยนั้นเอง

ก็ถือเป็นอีกสูตรที่เป็นไปได้ ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ต้องอยู่ยาว ล้มยาก รัฐมนตรีไม่มีรอยด่างพลอยให้นักร้องจ้องยื่นศาลด้วยข้อหา “จริยธรรม” อันจะกระทบถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่บอกว่าเป็นไปได้ #นายหัวไทร จะพาย้อนไปดูเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ “อภิสิทธิ์”จะต้องไม่ลืมและจดจำไปตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่ เนวิน ชิดชอบ นำ ส.ส. ในกลุ่มของตนยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551

เป็นช่วงปลายปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคพลังประชาชน” ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภา

ตอนนั้นกลุ่มของเนวิน ซึ่งถูกเรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือภายหลังพัฒนาเป็นแกนของ พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจแยกตัวจากขั้วเดิม แล้วหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ผลคือวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง

การโหวตครั้งนั้นเปลี่ยนสมดุลการเมืองแบบพลิกกระดานกลางสภาเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวะ “เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนขุน” ที่สำคัญของการเมืองไทยยุคหลังปี 49

นี้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์”จพปฏิเสธไม่ได้ถ้า “พี่เน”เอ่ยปากของให้มาช่วยขับเคลื่อนรัฐบาลไปด้วยกัน ช่วยผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผ่านกลไกระบอบรัฐสภาที่มี “อภิสิทธิ์”นั่งคุมหัวโต๊ะ

จับตาด้วยใจลุ้นระทึกว่า ดีลนี้จริงหรือไม่ และจะสำเร็จหรือเปล่า

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เดือดปมโรงกลั่นกำไรอื้อ!! “พิพัฒน์” ถูกจี้เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน ย้อนแนวคิดโรงกลั่นเพื่อประชาชน หลังไทยออยล์กำไรหนัก รัฐบาลยังเกรงใจทุนพลังงาน

“พิพัฒน์”ออกอาการเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นมากกว่าประชาชน ทั้งๆที่ 3 เดือนแรก ฟันกำไรไปเกือบ 20,000 ล้าน

น่าสนใจผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน หลังพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นน้ำมัน

“ต้องให้ขอความยุติธรรมให้กับโรงกลั่นน้ำมันด้วย“ เป็นการสะท้อนมุมคิดของพิพัฒน์ชัดเจนว่า ยืนอยู่ข้างนายทุนมากกว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แต่เมื่อพลิกดูผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ไตรมาสแรก (4 เดือน) ของปี 2569 มีกำไรเกือบ 20,000 ล้าน และบริษัทแจกแจงว่า เป็นกำไรมาจากสต๊อกน้ำมัน แปลความง่ายๆว่า เอาน้ำมันเก่าในสต๊อกออกมาขายในช่วงน้ำมันแพง

ลองมาดูรายละเอียดกันนิดครับ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไร 

เพียง 90 วันแรกของปี  2569 กำไร 19,500,000,000 บาท

มากกว่ากำไรทั้งปีของทุกปีที่ผ่านมา 

ถามว่า เรามีโรงกลั่นเพื่ออะไร โรงกลั่นไทยเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากภาษีของคนไทยทั้งสิ้น ทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงกลาโหมในอดีต วัตถุประสงค์ คือเพื่อความมั่นคงของชาติและประชาชน โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวทางว่า วิสาหกิจพลังงานของชาติไม่ควรมีกำไรมากเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ให้พอเลี้ยงตัวเองอยู่ได้

แต่ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา รัฐบาลหลายชุดก็มีนโยบายขายหุ้นโรงกลั่นลงจนพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างว่ารัฐวิสาหกิจกำไรน้อยเพราะไม่มีประสิทธิภาพ จึงขายหุ้นออกไปในราคาถูก ลืมสิ่งที่พลเอกเปรมท่านทำไว้จนหมดสิ้น

มาในวันนี้โรงกลั่นเหล่านั้นทำกำไรบนวิกฤติของชาติและประชาชนกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องพูดถึงความปราณีเพราะไม่มีอยู่ในตำราการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือบางโรงกลั่นข่มขู่ว่า หากจะมีมาตรการมาลดกำไรโรงกลั่น จะฟ้อง หรือจะไม่กลั่นน้ำมันขายคนไทย

แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่รัฐบางคนกล่าวถึงโรงกลั่น จะออกอาการเกรงอกเกรงใจเห็นใจมากกว่าเห็นหัวประชาชน ใช่หรือไม่? 

ความเจ็บปวดครั้งนี้พวกเราจะต้องไม่ลืมง่ายๆและสักวันหนึ่งเราจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้อง ความอยุติธรรมนี้ต้องให้มันจบที่รุ่นเราครับ

ปัญหาซ้ำซ้อนในเขตเมือง!! กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองต้องชัด จี้มหาดไทยเลิกสองมาตรฐาน หลังศาลวางบรรทัดฐานให้ยุติทันที ถึงเวลารัฐบาลชี้ขาดสถานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จะยกเลิกหรือคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง รัฐบาลเอาให้ชัด ไม่เหลื่อมล้ำ

น่าจะยังสับสนกันต่อไปสำหรับแนวทางปฏิบัติ ที่ “เหลื่อมล้ำ”ของมหาดไทย กับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ง่ายๆคือบางพื้นที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ บางพื้นที่ยกเลิกไปแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เขตเทศบาลเมืองเกาะสมัย ยกเลิกไปนานนับสิบปีแล้ว เทศบาลสิงหนคร ยกเลิกไป 1 ปี หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร แต่เขตติดกับเทศบาลเมืองม่วงงาม ยังมีกำนันผู้ใหญ่อยู่

คำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี (คดีหมายเลขแดงที่ 189/2567) คดีเทศบาลเมืองจอมพลนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Precedent)" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ที่ฝ่ายปกครองเคยใช้ตีความเข้าข้างตนเองมาโดยตลอด

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครอง (คดีเทศบาลเมืองจอมพล) ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สำหรับนำไปใช้อ้างอิง มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. พ้นตำแหน่ง "ทันที" โดยอัตโนมัติ

ศาลชี้ขาดว่า เมื่อพื้นที่ถูกยกฐานะเป็น "เทศบาลเมือง" ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านต้อง สิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.เทศบาลฯ) โดยฝ่ายปกครองอ้างไม่ได้ว่าต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเลิกก่อน

2. การแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อ ถือว่า "ผิดกฎหมาย"

เมื่อตำแหน่งถูกยุบเลิกโดยอัตโนมัติไปแล้ว การที่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ไปออกคำสั่ง "แต่งตั้งคนใหม่" เข้ามาแทน หรือ "สั่งให้คนเดิมทำงานต่อ" จึงถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจึงไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่หรือรับเงินเดือน

3. นัยยะต่องานวิจัย: ยืนยันหลักการ "เมืองต้องให้เทศบาลดูแล"

คำพิพากษานี้เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้งและแก้ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยยืนยันว่าเมื่อเป็น "เขตเมือง" แล้ว ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ และต้องถอดกลไกภูมิภาค (กำนันผู้ใหญ่บ้าน) ออกไป

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปอ้างอิง:

"ศาลปกครองวางบรรทัดฐานว่า การเป็นเทศบาลเมืองทำให้ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ การฝืนแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษานี้ช่วยแก้ปัญหาระบบบริหารราชการที่ซ้ำซ้อนกันในเขตเมืองได้อย่างเด็ดขาด"

แต่แม้จะมีคำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี วางบรรทัดฐานไว้แล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่มหาดไทย ยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชจังหวัด

เทศบาลโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จะ.พังงา เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความสับสนถึงแนวทางปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรต่อ จะยกเลิก หรือให้มีการเลือกตั้งแล้วแต่งตั้งต่อไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา จึงมีหนังสือหารือไปยังกรมการปกครองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

รณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิึหน้าที่แทนอธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือตอบไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอยต่อไป

หนังสือจากกรมการปกครอง ตอบข้อหารือของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาให้ยังคงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอย น่าจะขัดหรือแย้งในสองประเด็น

1.ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล ที่ให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่ทันทีเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง

2.ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดเพชรบุรี ที่วางกรอบเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า ให้ยกเลิก

คำตอบข้อหารือของกรมการปกครองจึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของ #ยงยศ_แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที เรียกร้องให้มหาดไทยปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ประเด็นปัญหาตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองว่ายังสมควรมีต่อไป หรือควรยกเลิก เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เห็นฝ่ายการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส.หยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมาย เห็นดิ้นรนจะเป็นจะตายอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จะมีหรือไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ก็ไปแก้กฎหมายให้ชัด และปฏิบัติในแนวทางเดียวกันปัญหาจะได้จบไป จริงไหม #อนุทิน

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต

ภูเก็ตพร้อมหรือยัง? เปิดแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ยกระดับการบริหารอย่างอิสระ ผู้ว่าฯ เลือกตั้งตรงประชาชน ปัญหาเมืองแก้ไขรวดเร็วขึ้น

ก้าวข้ามความขัดแย้งยกฐานะ “มหานครภูเก็ต ต้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง”

สถานการณ์ของภูเก็ต ที่ฝ่ายปกครองแตกแยกกันในห้วงเวลาที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข ผลประโยชน์มาบังตา ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายที่อ้างตัวว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายก้าวหน้า ควรเสนอแนวคิด ผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารเมืองควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง อาจจากเรียกฝ่ายบริหารว่า ผู้ว่าราชการนครภูเก็ต หรือนายกนครภูเก็ต ก็แล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกแบบมา มีสภาฯควบคุมฝ่ายบริหารเหมือน กทม.หรือพัทยา
ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หรือถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นใหม่

จริง ๆ แล้วภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ของการกระจายอำนาจ เพราะมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น ความเป็นเกาะ เมืองท่องเที่ยว

-มีรายได้จากการท่องเที่ยวระดับโลก
-มีประชากรแฝงจำนวนมาก
-มีปัญหาเมืองที่ซับซ้อนกว่าจังหวัดทั่วไป
-สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจด้านงบประมาณและการบริหารจำกัด

หากจะเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย อาจเรียกว่า “มหานครภูเก็ต” คล้ายรูปแบบของ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา

รูปแบบที่อาจเป็นไปได้
-ผู้ว่าราชการมหานครภูเก็ต
หรือ
-นายกมหานครภูเก็ต

ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง มีสภามหานครภูเก็ตืทำหน้าที่
-อนุมัติงบประมาณ/ออกข้อบัญญัติ
-ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
-ตั้งกระทู้ถาม
-ตรวจสอบโครงการของฝ่ายบริหาร

ยุบราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่ /โอนย้ายภารกิจ /บุคลากร /เครื่องมือ ไปขึ้นกับหน่วยใหม่ เปิดสมัครใจให้เลือกจะ
เข้าสู่ระบบมหานครภูเก็ต
หรืออยู่กับระบบเก่าที่จะต้องโอนไปขึ้นกับส่วนกลาง หรือจังหวัดอื่น

หน่วยงานที่อาจจะต้องโอนย้ายไป เช่น
-ผังเมือง
-ขนส่งมวลชน
-การจัดการชายหาด
-สิ่งแวดล้อม
-น้ำเสีย
-การท่องเที่ยว
-การอนุญาตก่อสร้างบางประเภท

การบริหารในรูปแบบใหม่ มีข้อดี ประชาชนเลือกคนบริหารโดยตรง
ผู้บริหารตอบโจทย์คนภูเก็ตมากกว่าราชการจากส่วนกลาง
แก้ปัญหาเมืองได้รวดเร็ว
วางแผนเมืองระยะยาวได้
สอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

แต่ก็มีข้อกังวล อาจเกิดการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองท้องถิ่นบ้านใหญ่ จึงต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐบาลกลางอาจกังวลเรื่องความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ ต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและกฎหมายปกครองท้องถิ่น

ประเด็นที่น่าขายทางการเมือง

หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ ภูเก็ตถือเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมมากที่สุดจังหวัดหนึ่งสำหรับการทดลองรูปแบบ “มหานคร” เพราะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่ มีฐานรายได้ชัดเจน และมีปัญหาเมืองที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วกว่าโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาคแบบเดิม แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว หากคือการออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เข้มแข็งพอที่จะป้องกันการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่การรวมศูนย์อำนาจในมือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นแทน
รูปแบบการบริหารเมืองใหม่อาจจะเรียกว่า
“จังหวัดจัดการตนเอง” อันเป็นแนวคิดที่มีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย แต่สำหรับจังหวัดอย่างภูเก็ต ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

จังหวัดจัดการตนเอง คืออะไร

ไม่ใช่การแยกประเทศ ไม่ใช่รัฐอิสระ

แต่เป็นการให้ประชาชนในจังหวัดมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น เช่น

-เลือกผู้บริหารจังหวัดโดยตรง
-จัดทำงบประมาณได้เองมากขึ้น
-กำหนดแผนพัฒนาเมืองเอง
-บริหารขนส่ง สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะบางส่วนเอง

รัฐบาลกลางยังดูแลเรื่อง
-ความมั่นคง
-การต่างประเทศ
-การคลังระดับชาติ
-กระบวนการยุติธรรมหลัก

แนวคิดนี้มาจากทฤษฎีทางการเมือง “คนในพื้นที่รู้ปัญหาของพื้นที่ดีที่สุด”
ภูเก็ตย่อมเข้าใจปัญหาการท่องเที่ยว การจราจร น้ำเสีย และแรงงานต่างชาติดีกว่าส่วนกลาง
ลดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องไม่ต้องรออนุมัติจากกรุงเทพฯเกิดการแข่งขันเชิงพัฒนา แต่ละจังหวัดต้องพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดการลงทุนและคุณภาพชีวิต

ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น รู้ว่าใครรับผิดชอบ ไม่ต้องโยนกันระหว่างกระทรวง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อเสียและความเสี่ยง
นักการเมืองท้องถิ่นอาจครอบงำอำนาจ
หากระบบตรวจสอบอ่อนแอ อาจเกิด “เจ้าพ่อจังหวัด” หรือเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น

ปัญหาใหญ่คือ กระทบต่อโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย และระบบราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด ที่ราชสีห์จะหวงอำนาจ อันเป็นอุปสรรคใหญ่ของระบบเสนาบดี

ถ้าถามว่า “ภูเก็ตพร้อมหรือยัง”
หลายคนมองว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พร้อมที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะ
-มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่
-มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง
-มีความเป็นเมืองสากล
-มีปัญหาเฉพาะที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว

ดังนั้นแนวคิดที่เป็นไปได้มากกว่าในทางการเมือง คือ
“มหานครภูเก็ต” หรือ “ภูเก็ตปกครองตนเองรูปแบบพิเศษ”
คล้ายกับกรุงเทพมหานครหรือพัทยา แต่มีอำนาจมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป

“จะออกแบบอย่างไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น โดยยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง”
ในสถานการณ์ ภูเก็ตจังหวัดจัดการตนเอง น่าจะเป็นประเด็นที่หยิบขึ้นมาถกกันมากที่สุด

EM เป็นเพียงมาตรการเสริม!! น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบ่อขยะหัวไทร ตรวจระบบฝังกลบ–น้ำชะขยะตามมาตรฐานจริง จี้หน่วยงานรัฐ สาธารณสุขร่วมตรวจ อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม

น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาบ่อขยะหัวไทร

บ่อขยะหัวไทรแจ้งว่า รับกำจัดขยะให้ท้องถิ่น 19 แห่ง ด้วยวิธีฝังกลบ และใช้น้ำ EM ป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลายด้วย

บริษัทบ้านบ่าวสาวจำกัด แจ้งผ่านเฟสบุ้คว่า รับจัดการขยะของท้องถิ่นในอำเภอหัวไทรและใกล้เคียงจำนวน19ท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.จำนวนขยะวันหนึ่งประมาณ 45 ตัน โดยวิธีฝังกลบและคัดแยกรีไชเคิลเป็นบางส่วน ใช้น้ำหมักEMฉีดพ่นป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลาย มีบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำชะขยะบำบัดน้ำโดยใช้จุลินทรีย์สูตรที่คิดค้นร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักณ์และ มอ.สงขลา
เป็นบ่อขยะที่ได้รับการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เป็นบ่อฝังกลบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบแนะนำ

สำหรับปัญหาที่เกิดการมีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียงเป็นบางครั้งทางบริษัทต้องกราบขออภัยต่อผู้ไดรับผลกระทบด้วยและจะพยายามแก้ไขจัดการให้ปัญหาหมดในที่สุดและจะทำทุกอย่างตามคำแนะนำของทุกหน่วยงาน”เราจะร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน“

ข้อมูลในเชิงวิชาการในการจัดการขยะด้วยการฝั่งกลบ และใช้น้ำ EM เป็นตัวช่วย เพื่อร่วมกันช่วยตรวจสอบว่าบ่อกำจัดขยะหัวไทร ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 (สุราษฏร์ธานี) จะเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ในทางวิชาการและการจัดการหลุมฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

-ไม่มีมาตรฐานการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) เป็นระบบหลัก แต่จะใช้เป็น ตัวช่วย หรือมาตรการเสริม

-มาตรการเสริมเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Measure) ในระยะสั้น เช่น ช่วยดับกลิ่นและเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ก่อนฝังกลบสถานะของการใช้อีเอ็ม (EM) ในระบบฝังกลบขยะ

-ในหลักเกณฑ์ของ กรมควบคุมมลพิษ การฝังกลบที่ถูกต้องจะเน้นการควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันมลพิษในระยะยาว

การใช้ EM ราดกองขยะสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบดังนี้ครับ

-การใช้เพื่อควบคุมเหตุรำคาญ (กลิ่นและแมลง): ในทางปฏิบัติ การจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย มักนำ EM เจือจาง (อัตราส่วน 100-500 เท่า) ฉีดพ่นเพื่อลดกลิ่นเหม็นและไล่แมลงวันบริเวณหน้าเทขยะการเร่งการย่อยสลาย: หมายถึงความเข้มข้นสูง ปริมาณมากพอ ความถี่ในการฉีดพ่นราดรดลงกองขยะ เวลาที่ฉีดพ่น ต้องในช่วงเวลาอากาศเย็นไม่มีแสงแดด ไม่ร้อนจัด ช่วงเวลาพลบค่ำจึงดีที่สุด และไม่ฉีดพ่นในวันที่ฝนตก

-จุลินทรีย์ใน EM ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อัตราการยุบตัวของขยะในหลุมฝังกลบสูงขึ้นข้อพึงระวังและข้อจำกัดทางวิชาการห้ามใช้แทนการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาล: การราด EM ไม่ได้ทำให้ขยะทั้งหมดหายไปหรือปลอดสารพิษ หลุมฝังกลบยังคงต้องมีการบดอัดขยะเป็นชั้น และกลบด้วยดินหนาอย่างน้อย 15 ซม. ทุกวัน เพื่อป้องกันการคุของไฟและสัตว์พาหะ

-ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำชะขยะ (Leachate) ระยะยาว: แม้ EM จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ แต่น้ำชะขยะที่ไหลออกจากหลุมฝังกลบยังคงมีค่าความสกปรกสูง (BOD/COD) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมน้ำชะขยะไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน

-หมายเหตุ EM./Effective Microorganism หรือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ในทางวิชาการตัวท็อปที่ดีที่สุดที่ได้จากการเพาะและแยกเชื้อบริสุทธิ์เท่านั้นคือในการย่อยสลายของเน่าเสียคือเชื้อBS/Bacillus Subtilis และสารเร่งที่ใช้สำหรับย่อยน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นคือ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จาก กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์

-EM.มิใช่คำตอบสุดท้ายโครงสร้างการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษต่างหากคือคำตอบ อย่าหลงทางในท่ามกลางความมืด

เมื่อสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เข้าไปตรวจสอบ ควรมีองค์กรท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการร่วมตรวจสอบด้วย น่าแปลกใจว่า ในการเข้าไปเก็บตัวอย่าง น้ำดิน ขยะ ไปตรวจสอบวันก่อน ไม่มีตัวแทนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่เขาดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่

นอกจากหน่วยงานตามที่กล่าวมาแล้ว สาธารณะสุขอยู่ไหน ไม่เห็นมีส่วนร่วมตรวจสอบ

ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน ก่อนฝนใหญ่จะมาปลายปีนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนรับกรรมบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top