Wednesday, 2 September 2026
ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

จากกองขยะสู่กระแสไฟฟ้า!! โรงไฟฟ้าขยะทีพีไอ 6 โรง กำลังผลิต 400 เมกะวัตต์ โชว์ Circular Economy นำขยะชุมชนผลิตไฟฟ้า ลดถ่านหิน ลดฝังกลบ ลดภาระท้องถิ่น โมเดลจัดการขยะที่ชุมชนควรศึกษา

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทีพีไอ น่าสนใจศึกษาในความสำเร็จ

ติดตามข่าวเรื่องชุมชนเมืองเกือบทุกชุมชนมีปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาตั้งแต่ครัวเรือนยันชุมชน การจัดเก็บ การกำจัด ซึ่งมีวิธีการหลายรูปแบบ เช่น ฝังกลบ เผาทำลาย เผานำพลังงานไปผลิตกระแสไฟฟ้า (โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ หรือชีวะมวล)
โรงไฟฟ้าพลังงานขยะบางแห่งก็ประสบความสำเร็จ บางแห่งก็ล้มเหลว อันเกิดจากการเลือกใช้เทคโนโลยี่ และการเคร่งครัดในการควบคุม

ชุมชนเมืองหลายแห่งยังมีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ อย่างเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ขยะเป็นกองภูเขาที่ทุ่งท่าลาดจนก่อปัญหาให้กับชุมชน จนศาลปกครองต้องสั่งปิด จนถึงทุกวันนี้นครศรีฯก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาขยะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อหลายปีก่อนเดินทางศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานขยะของทีพีไอ สระบุรี ที่เขาประสบความสำเร็จ มีโรงไฟฟ้าถึง 6 โรง ใช้พลังงานขยะ หนึ่งโรงใช้เพื่อการผลิตปูนซิเมนต์ ที่เหลือขายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะรายใหญ่ของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มทีพีไอ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ใช้แนวคิด “Circular Economy” นำขยะชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (RDF) ก่อนผลิตไฟฟ้า แทนการนำไปฝังกลบหรือเผาทิ้งโดยตรง

1. หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
โรงไฟฟ้าของทีพีไอ ไม่ได้เผาขยะสดโดยตรง แต่ใช้ระบบ RDF (Refuse Derived Fuel) หรือ “เชื้อเพลิงขยะ”

หลักการคือ

1. รับขยะชุมชน (อบต./เทศบาล/เมืองพัทยา/กทม.)
2. นำขยะมาคัดแยกสิ่งที่ไม่สามารถเผาได้ออกจากกัน
3. บดและปรับคุณภาพขยะให้เป็นเชื้อเพลิง (ลานตาก)
4. นำเชื้อเพลิง RDF เข้าเตาเผา (ใช้สายพานลำเลียงขยะ)
5. ความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง
6. ไอน้ำหมุนกังหัน (Steam Turbine)
7. กังหันหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
8. ส่งไฟฟ้าเข้าสายส่งหรือใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์
.
จุดเด่นคือ เชื้อเพลิงมีคุณภาพสม่ำเสมอกว่าการเผาขยะสด ทำให้ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษได้ง่ายกว่า ที่สำคัญเราไปได้กลิ่นเหม็นของขยะอันเกิดจากขบวนการกำจัดกลิ่นที่ใช่จุลินทรีย์เข้าช่วย

2. ขยะมาจากไหน
ทีพีไอรับขยะจากหลายแหล่ง ได้แก่
-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร)
-บริษัทเอกชนที่รับกำจัดขยะ
-บ่อขยะเก่า ที่เข้าไปรื้อฟื้นและคัดแยก
-ผู้ประกอบการที่คัดแยกขยะไว้แล้ว

ในช่วงหลัง บริษัทระบุว่าสามารถรับขยะชุมชนและขยะคัดแยกได้รวมหลายล้านตันต่อปี เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF สำหรับโรงไฟฟ้า

3. ขั้นตอนการทำงานลำดับการทำงานโดยสรุป
(1) รถขยะเข้าชั่งน้ำหนัก
(2) เทขยะลงบ่อพักขยะ
(3) เครื่องจักรคัดแยก
.
แยกเหล็ก/ อะลูมิเนียมแก้ว /หิน/ดิน /เศษอาหารออกจากขยะเชื้อเพลิง
.
(4) บดขยะให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ
(5) ลดความชื้นเพื่อเพิ่มค่าความร้อน
(6) ผลิตเป็น RDF เชื้อเพลิงขยะคุณภาพสูง
(7) ลำเลียงเข้าเตาเผาเผาในอุณหภูมิสูง
(8) ผลิตไอน้ำ ไอน้ำแรงดันสูง
(9) หมุนกังหันผลิตไฟฟ้า
(10) บำบัดก๊าซไอเสีย

ผ่านระบบดักฝุ่นและควบคุมมลพิษ ก่อนปล่อยออกปล่องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดของ TPIPP ระบุว่า ภายในพื้นที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี มี
-โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Energy / RDF) จำนวน 6 โรง
-กำลังการผลิตติดตั้งรวม 400 เมกะวัตต์ (รวมหน่วยที่ปรับเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงจากขยะ 100%)
-โรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง (Waste Heat Recovery) จำนวน 2 โรง
-กำลังผลิตรวม 40 เมกะวัตต์

รวมทั้งสิ้น 8 โรงไฟฟ้า ในพื้นที่สระบุรี โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 6 โรง และโรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง 2 โรง

จุดเด่นของระบบของทีพีไอ
-รองรับการกำจัดขยะชุมชนปริมาณมาก
-แปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ก่อนเผา
-ผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการสนับสนุนโรงงานปูนซีเมนต์
-ลดการใช้ถ่านหินและลดการฝังกลบขยะ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

น่าศึกษาในความสำเร็จของโรงไฟฟ้าทีพีไอ ที่ใช้พลังงานขยะ ช่วยชุมชน ไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

บ้านใหญ่สตูลสะเทือนหนัก!! มรสุมคดีการเมืองถล่มบ้านใหญ่สตูล สะเทือนเก้าอี้ มท.4 เขย่าบารมี ‘พิพัฒน์’ แม่ทัพสีน้ำเงินใต้ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล ‘โกเตี๋ยน’ ปมโครงการ 29.7 ล้าน

มรสุมขย่มบ้านใหญ่สตูล กระทบชิ่งถึง ”พิพัฒน์“ จะเอาอยู่ไหมกับคลื่นลมแรง

มรสุม “คดีการเมือง” เขย่า“บ้านใหญ่สตูล” แถมกำลังสร้างแรงสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้ มท.4 ที่เวลานี้มี “โกแพ”วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นั่งช่วยมหาดไทย ลูกชายบ้านใหญ่สตูลรักษาโควต้าอยู่

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน สตูล วงเงิน 29.7 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 และผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า อันเป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคู่สัญญาก็อยู่ในวงศาคณาญาติ และอาจขยายไปถึง “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้บริหารบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา จำกัด หรือชื่อเดิมคือ หจก.เกียรติเจริญชัยการโยธา และยังเป็นบิดาของ“โกแพ”วรศิษฎ์ ในฐานะผู้สนับสนุน

ยิ่งคดี“โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” ที่มีการเปิดตัวละครลับรายวัน ท่ามกลางข้อครหาเป็นหนึ่งใน “ธุรกิจการเมือง” หรือวงจร “ถอนทุนการเมือง” ของบรรดาซุ้มการเมืองบ้านใหญ่

แม้การลาออกของเลขานุการของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม จะไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจน แต่สังคมรับรู้ว่าเกี่ยวโยงกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเป็นแน่แท้

ที่โดนกระสุนตกใส่แบบเต็มๆ หนีไม่พ้น “มท.แพ” ทั้งในฐานะเป็นรมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งรับผิดชอบการจัดสอบโดยตรง

หรือกรณีที่บุคคลในตระกูลถูกเชื่อมโยงคดีโกงสอบดังกล่าว ล่าสุดมีการเปิดประเด็นโดย “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบทุจริต หลังปรากฎรายชื่อหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือคนในตระกูลเดียวกัน

จริงอยู่แม้ตามกระบวนการเวลานี้ จะยังไม่มีการชี้ผิด-ชี้ถูก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า“ผู้ถูกกล่าวหา” ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่วิกฤติศรัทธาจากคดีโกงสอบที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้ ถึงที่สุดอาจสั่นคลอนไปถึงการ“ต่อตั๋วรัฐมนตรี” ของมท.4 ผู้นี้ และเสี่ยงลุกลามถึงอาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ก็เป็นได้

การเมืองสตูล ทั้งสนามใหญ่ สนามเล็กถูกผูกขาดมาระยะหนึ่งแล้ว โดย “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เป็นนายก อบจ.ติดต่อกันหลายสมัย ขณะที่ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ถือเป็นนักธุรกิจที่ขยายอาณาจักรกว้างขวางใน จ.สตูล

ในการเลือกตั้งปี 2562 สตูลมี สส.2 คน “บ้านใหญ่เลียงประสิทธิ์” ส่ง “โกแพ”วรศิษฎ์ เป็น สส.สตูล เขต 2 สมัยแรก และรักษาแชมป์ติดต่อกัน 3 สมัย ก่อนเลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เสนาบดี ที่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทยอย่างรวดเร็ว ในการฟอร์มทีม ครม.อนุทิน 2 รอบล่าสุด

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “บ้านใหญ่สตูล” ที่กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าจากคดีการเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแม่ทัพภาคใต้ “ค่ายสีน้ำเงิน” คือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับบ้านใหญ่สตูล ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.สตูล รวมถึงภาคใต้โซนพัทลุง สงขลา

การเลือกตั้งปี 2562 “โกเกี๊ยะ” ส่ง “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย ชิงสส.เขต 1 สตูล ได้รับชัยชนะ เป็น สส.สมัยแรก และต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งปี 2566

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดปีนี้ 2569 “พิบูลย์”ขยับขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ และบ้านใหญ่ส่ง “ปีเตอร์” พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย “พิบูลย์”ลงรักษาพื้นที่แทน และได้รับเลือกเป็นสส.สมัยแรก

สตูล จึงกลายเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.แบบยกจังหวัด

ฉะนั้น ท่ามกลาง“มรสุมการเมือง”จากคดีทุจริตที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ จึงสะท้อนชัดว่า ถึงที่สุดอาจไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “อาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ของตระกูลเลียงประสิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่อาจเขย่าไปถึง"สมรภูมิสีน้ำเงิน“ที่มี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ เป็นแม่ทัพ และก่อนหน้านี้ ยังปรากฎชื่อบุคคลใกล้ชิด เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าข่ายถูกเรียกสอบในคดีโกงสอบท้องถิ่นอีกด้วย

สองอาทิตย์มาแล้ว เราได้ยินข่าว 2 น.ขัดแย้ง 1 พ. อันเป็นการสะท้อนความไม่พึงพอใจของแกนนำภูมิใจไทย ต่อพิพัฒน์

ต้องจับตาความอลหม่านปั่นป่วน ที่กำลังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของ“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล

ถึงที่สุดจะเรียกคืนความเชื่อมั่น ด้วยการล่า“ไอ้โม่ง”ตัวจริงมารับผิดได้หรือไม่ หรือที่สุดจะจบแค่การ“ตัดตอน” เอาผิดแต่ปลาซิวปลาสร้อย แล้วปล่อย“ผู้บงการ”ลอยนวล?

“ภูมิใจไทย” เข้าสู่โหมดกู้ศรัทธา!! หลังคะแนนนิยมตก เร่งเครื่องผลงาน–ปรับทัพสื่อสาร โพลล์ดิ่ง 10% เขย่ารัฐบาล–ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ เร่งรัฐมนตรีสร้างผลงาน ก่อนเสี่ยงปรับ ครม. ทำงานให้ประชาชนเห็นผลจับต้องได้

รัฐบาล-ภูมิใจไทย ปรับทัพรับมือกระแสตก

โพลล์ดิ่ง 10% ปลุกรัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน ก่อนถึงจุดเสี่ยงปรับ ครม.

คะแนนนิยมรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะผลสำรวจความนิยมในช่วงไตรมาส 2 ที่สะท้อนคะแนนตกลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า จนแกนนำรัฐบาลต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการทำงานและการสื่อสารอย่างเร่งด่วน

แม้ตัวเลขโพลล์จะเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล นี่คือ “ดัชนีวัดความเชื่อมั่น” ที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

“อนุทิน” ไขลานรัฐมนตรี เร่งเครื่องทุกกระทรวง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ภายหลังผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนแนวโน้มคะแนนนิยมลดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกรัฐมนตรีของพรรคเข้าหารือหลายรอบ เพื่อเร่งรัดการทำงานของทุกกระทรวง

สารหลักที่ส่งถึงรัฐมนตรีมีเพียงไม่กี่คำ แต่หนักแน่น

“ผลงานต้องจับต้องได้ ประชาชนต้องเห็น”

ทุกกระทรวงถูกกำชับให้เร่งเดินหน้าโครงการที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรง พร้อมทั้งให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นรายปี ไม่ใช่รอให้ครบวาระแล้วค่อยมาสรุปผลงาน

เพราะในโลกการเมือง หากประชาชนไม่รับรู้ ผลงานก็แทบไม่มีความหมาย

เตือนรัฐมนตรี “โลกลืม”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการประชุมภายใน มีการหยิบยกชื่อรัฐมนตรีบางคนที่ถูกประเมินว่า “เงียบเกินไป” หรือแทบไม่มีบทบาทในสายตาประชาชน

มีรายงานว่า นายอนุทินได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ให้เร่งสร้างผลงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน

พร้อมย้ำประโยคที่สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองว่า

“ระวังจะถึงวันปรับ ครม. แล้วนายกฯ จำไม่ได้ว่ามีรัฐมนตรีคนนี้อยู่”

แม้จะเป็นคำพูดเชิงหยอกล้อ แต่หลายคนในที่ประชุมรับรู้ดีว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนเร่งพิสูจน์ผลงานก่อนจะสายเกินไป

ยุคนี้…ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องสื่อสารเป็น

อีกโจทย์สำคัญที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งแก้ คือปัญหาการสื่อสาร

แกนนำพรรคยอมรับว่า หลายกระทรวงมีผลงานจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้ ส่งผลให้คะแนนนิยมไม่สะท้อนผลงานที่เกิดขึ้นจริง

จึงมีการกำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ทั้งผ่านสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ของนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ปรับทัพ “สื่อน้ำเงิน”

นอกจากปรับการทำงานของรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่

มีรายงานว่า ทีมสื่อสารของพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหม่ โดยเพิ่มบุคลากรที่มีประสบการณ์จากสื่อกระแสหลักเข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ เพื่อขยายฐานการสื่อสารออกไปนอกกลุ่มผู้สนับสนุนเดิม

เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงประชาชนวงกว้างมากขึ้น

จับตา “เจ้สื่อเหลือง” กรีฑาทัพเข้าช่องหอยม่วง

อีกความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาในแวดวงสื่อและการเมือง คือกระแสข่าวการดึงบุคลากรจาก “สื่อเหลือง” เข้ามาเสริมทีมสื่อสารของเครือข่ายสื่อฝั่ง “น้ำเงิน”

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับผังและจัดวางบทบาทใหม่ โดยมีชื่อของผู้บริหารสื่อรายหนึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารในอนาคต

แม้ทุกอย่างยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคกำลังให้ความสำคัญกับ “สงครามข่าวสาร” ไม่แพ้การขับเคลื่อนนโยบาย

เกมชี้ชะตา…อยู่ที่ผลงานและความเชื่อมั่น

สำหรับภูมิใจไทย เวลานี้โจทย์ไม่ได้มีเพียงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อผลโพลล์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย การเร่งเครื่องรัฐมนตรี การประเมินผลงานรายปี การเตือนรัฐมนตรีที่ไร้บทบาท ตลอดจนการปรับทัพสื่อสาร ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่าพรรคกำลังเข้าสู่โหมด “กู้ศรัทธา”

เพราะท้ายที่สุด ในสนามการเมือง ผลงานอาจเป็นคำตอบ แต่การทำให้ประชาชนรับรู้ผลงาน คืออีกครึ่งหนึ่งของชัยชนะ

มรสุมรุม ‘สุพิศ’ อบจ.สงขลา!! ถูกตรวจเข้มรอบทิศ บทพิสูจน์ผู้นำท้องถิ่นต้องปรับเกมการเมือง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่พ้นคดี แต่ต้องกู้ศรัทธา ถ้าไม่ปรับเกมการเมืองและการสื่อสาร อาจไม่ผ่านบทตัดสินของประชาชน

“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง

บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น

การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย

จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง

สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้

การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”

คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว

เก้าอี้ “หมอสรณ” ไม่ได้จบแค่คำวินิจฉัย แต่กำลังเปิดเกมสรรหาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณสมบัติ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของ กสทช. นัดประชุมจันทร์ 21 ก.ค. กำหนดทางหาคนใหม่สายคุ้มครองผู้บริโภค

กรรมการสรรหานัดถกทันที จันทร์ 21 กรกฏาคม วางกรอบหาคนใหม่แทน “หมอสรณ”

โดยหลักแล้ว การสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะใช้กลไกเดียวกับการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมา ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพียงแต่เป็นการสรรหาเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่าง ไม่ใช่การสรรหายกชุดทั้งหมด 

สรุปขั้นตอนเป็นลำดับได้ดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหา เปิดรับสมัครหรือเปิดให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในด้านที่ตำแหน่งนั้นว่างอยู่ (คราวนี้เป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค)

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างละเอียด

3. สัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

4. คัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ

5. ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

6. เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. 

ส่วน คณะกรรมการสรรหา ก็ยังเป็นองค์กรตามกฎหมายชุดเดิม ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

สิ่งที่ต่างจากการสรรหาครั้งก่อน กรณีของ นพ.สรณ มีความพิเศษตรงที่ คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยภายหลังว่าเข้าลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่การเลื่อนผู้ที่เคยได้คะแนนรองลงมา หรือดึงบัญชีสำรองขึ้นมาแทน 

ดังนั้น หากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเพิ่มเติม ขั้นตอนการสรรหาครั้งใหม่นี้จะเป็น การเปิดสรรหาใหม่ในตำแหน่งที่ว่าง ตามกระบวนการเดิม

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

การเมืองสลายขั้ว? สูตร “ส้ม–แดง–เขียว” ถูกจับตา พรรคประชาชน เจอโจทย์ใหญ่ หากร่วมรัฐบาลกับอดีตคู่ขัดแย้ง ฐานเสียงจะรับได้แค่ไหน

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่

กสทช.เสี่ยงสูญญากาศ!! ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. เขย่าบอร์ด วาระค้างสะเทือนผู้ประกอบการ เผือกร้อนถึงมือ ‘อนุทิน’ เร่งหรือยื้อ ล้วนมีแรงกดดันทางการเมือง

กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)มีการร้อนเรียนว่า ศ.คลีนิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติในการเป็นบอร์ด กสทช. คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า หมอสรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ขาดคุณสมบัติ ไม่แก้ไขคุณสมบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หมอสรณแก้ต่างว่า เป็นการทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายเลขาฯกรรมการสรรหา ต้องส่งมติให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดเกล้าให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

เวลานี้รอนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า แต่ฝ่ายหมอสรณยังดื้อนั่งหัวโต๊ะประชุมอ้างยังไม่โปรดเกล้า ยังอยู่ในตำแหน่ง ทำให้กรรมการ กสทช.คนอื่น 4 คน วอล์คเอ้าท์ ไม่ประชุมร่วมด้วยมาสองครั้งแล้ว วาระการประชุมจะตกค้างเยอะ มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เผือกร้อนอยู่ในมืออนุทินจะโยนลูกอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์ของ กสทช. กำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกได้ว่า “สุญญากาศเชิงปฏิบัติ” คือยังมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยพฤตินัย แต่การใช้อำนาจถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ฉากทัศน์ที่มีโอกาสมากที่สุด คือ “รอโปรดเกล้า แล้วจบ”
หากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา ส่งมติให้นายกรัฐมนตรีครบถ้วนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องก็จะสิ้นสุดในทางปกครองทันที
ระหว่างนี้ หมอสรณอาจยังยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการ แต่ปัญหาคือ “ความชอบธรรม” ในการใช้อำนาจถูกตั้งคำถามไปแล้ว

2. ปัญหาใหญ่คือ “องค์ประชุม”หากกรรมการ กสทช. คนอื่นเลือกวอล์กเอาต์ ไม่เข้าประชุม ผลที่ตามมาคือ
-วาระสำคัญอนุมัติไม่ได้
-แผนแม่บทการประมูลคลื่นโทรทัศน์ชะงักกระทบผู้ประกอบการ
-การอนุมัติใบอนุญาต
-กองทุน USO
-การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล

หลายเรื่องอาจต้องเลื่อนออกไป ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
-ผู้ประกอบการมือถือ
-ผู้ประกอบการทีวี
-ผู้ประกอบการดาวเทียม
-นักลงทุน

เพราะหลายเรื่องต้องใช้มติบอร์ด กสทช.

3. หมอสรณมีทางสู้อีกหรือไม่ ยังพอมีทางในทางกฎหมาย เช่น
-โต้แย้งว่ามติกรรมการสรรหาไม่ชอบ
-ฟ้องศาลปกครอง
-ขอคุ้มครองชั่วคราว

แต่การฟ้องศาล ไม่ได้หยุดขั้นตอนของฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้น แม้จะเข้าสู่กระบวนการศาล ก็อาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ในระยะสั้น
.
4. เผือกร้อนอยู่ที่นายกรัฐมนตรี /รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ในทางการเมือง ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง หากเร่งดำเนินการ ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัด

อีกด้านหนึ่ง หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็จะถูกตั้งคำถามว่า ยื้อเวลาปล่อยให้ กสทช. เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อระบบกำกับดูแลและภาคธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว การปล่อยเรื่องค้างไว้นาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าลดแรงกดดัน

5. ตอนจบที่เป็นไปได้
หากไม่มีเหตุแทรกสำคัญ ผมมองว่ามี 3 ทาง
1. โอกาสสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอน เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
2. หมอสรณฟ้องศาลปกครอง พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทางปกครอง หากศาลไม่ให้คุ้มครอง ขั้นตอนของฝ่ายบริหารก็ยังเดินหน้าต่อได้
3. หากการดำเนินการล่าช้า ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมประชุม ภาวะชะงักงันของ กสทช. จะยืดเยื้อ กระทบการตัดสินใจด้านนโยบายและผู้ประกอบการมากขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่ท่าทีของหมอสรณ แต่คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งมติถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาเท่าใดในการเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าภาวะชะงักงันของ กสทช. จะจบลงเร็ว หรือยืดเยื้อออกไป

เผือกร้อนจะถูกส่งถึงมือนายกฯอนุทิน ไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่อนุทินจะตัดสินใจอย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top