Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

‘กัน จอมพลัง’ ไม่เข้าใจตรรกะ ‘อังคณา’เบรกเปิดซาวด์ผี บอกไทยใช้ F-16 บอมบ์เขมรตายเป็นเบือ

(15 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความสงสัยหลัง อังคณา นีละไพจิตร สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทำให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย โดย กัน จอมพลัง ชี้ชัด เป้าหมายทางทหารกับพลเรือนเทียบกันไม่ได้ พร้อมย้ำว่ากัมพูชาบึ้มใส่บ้านเรือนประชาชนก่อน แต่ไทยโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ด้าน อังคณา นีละไพจิตร ชี้แจงว่า คำพูดของตนคือข้อเท็จจริง และยืนยันว่าไทยถูกโจมตีก่อน จึงส่งกองกำลังตอบโต้ในพื้นที่สู้รบ เป็นปฏิบัติการทางทหาร ตนไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา พร้อมวิจารณ์พฤติกรรมเปิดเสียงยั่วยุชายแดนของอินฟลูเอนเซอร์ไทยบางกลุ่มที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ

นอกจากนี้ อังคณาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของสังคมไทยในการมีสติและมองภาพรวมอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความเกลียดชังระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันและต้องกลับมาทำมาค้าขายร่วมกันในอนาคต การสร้างกระแสเกลียดชังจะเป็นความเสียหายต่อทั้งสองฝ่าย

สุดท้าย อังคณาเผยว่ากรณีการใช้เครื่องขยายเสียงดังจนเกิดความวุ่นวาย สามารถนำไปร้องต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ หากมีหลักฐานทำให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยตั้งสติและยึดหลักกติกาสากลเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหา

‘ฮุนเซน’ ลั่น!! ปิดชายแดน 100 ปี เขมรก็ไม่ตาย ขอบคุณไทยที่ช่วยให้สินค้าในประเทศได้โอกาสเติบโต

(16 ต.ค. 68) สมเด็จเตโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์กล่าวถึงกรณีไทยปิดชายแดนว่า การปิดด่านฝ่ายเดียวของไทยกลับส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในประเทศกัมพูชาเติบโตอย่างมาก พร้อมยืนยันว่าประเทศไม่ได้เดือดร้อนจากการขาดสินค้าจากไทยแม้แต่น้อย

ฮุนเซนระบุว่า กัมพูชาไม่เคยเรียกร้องให้ไทยเปิดชายแดนอีกครั้ง เพราะถือว่า “ไทยเป็นฝ่ายปิด ก็มีสิทธิจะเปิดเอง” และหากไทยจะปิดต่ออีก 100 ปีก็ไม่เป็นไร พร้อมกล่าวขอบคุณไทยที่ช่วยให้สินค้าในประเทศได้โอกาสเติบโต โดยชาวกัมพูชาหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นมากขึ้นจนตลาดภายในประเทศเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ฮุนเซนย้ำว่า แม้จะไม่มีสินค้าจากไทยมานานกว่า 3 เดือน แต่ตลาดกัมพูชายังมีเสถียรภาพ มีสินค้าบริโภคเพียงพอ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และเศรษฐกิจมหภาคยังบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขนส่งสินค้าผ่านด่านไทย–กัมพูชา ควรติดต่อฝ่ายไทยโดยตรง เพราะกัมพูชาอนุมัติไปแล้ว

ทั้งนี้ ท้ายแถลงการณ์ ฮุนเซนขอให้ประชาชนชาวกัมพูชามีความอดทน และเชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งกับไทยได้ด้วยสันติวิธี โดยย้ำว่า “ไทยจะปิดต่ออีกนานแค่ไหนก็ตาม กัมพูชาจะไม่ตาย” และจะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเองต่อไป

ไทยยันไม่เสียเทคโนโลยี หลังโดรนลาดตระเวนร่วงฝั่งกัมพูชา

(16 ต.ค. 68) โซเชียลมีเดียกัมพูชาเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอทหารเขมรยืนล้อมโดรนไทยที่ตกในเขตประเทศกัมพูชา ใกล้บริเวณปราสาทตาควาย โดยมีการแสดงท่าทีสนุกสนาน พร้อมโชว์ปืนยิงโดรนต่อหน้ากล้อง ทำให้กลายเป็นกระแสพูดถึงในโลกออนไลน์ทั้งสองประเทศ

ด้านอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต และประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า โดรนที่ตกดังกล่าวเป็นโดรนลาดตระเวนของมูลนิธิฯ ซึ่งนักบินใหม่กำลังฝึกบินใกล้พื้นที่ชายแดน แต่ถูกเทคโนโลยีจากฝั่งกัมพูชาหลอกพิกัดจนหลุดเข้าไปในเขตกัมพูชาประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนถูกยึดไว้

อาจารย์ปานเทพยืนยันว่า แม้โดรนจะถูกยึด แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถถอดหรือใช้ซอฟต์แวร์ได้ เพราะระบบทั้งหมดพัฒนาโดยคนไทย และไม่เชื่อมโยงกับระบบภายนอก พร้อมมองว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ไทยได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่อต้านโดรนที่กัมพูชาใช้ในพื้นที่ชายแดน

ทบ.แจงกรณีข่าวบิดเบือนจากสื่อกัมพูชา อ้างคําพูด ‘สว.อังคณา’ ผิดจากข้อเท็จจริง

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชานําเสนอข่าวโดยระบุว่า นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาไทย “ออกมายอมรับกับสื่อว่าไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด MK-84 โจมตีกัมพูชาก่อน” ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่า เป็นการนําคําพูดของนางอังคณาฯ ที่กล่าวว่า “การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทําให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย” มาบิดเบือนและสร้างเนื้อหาข่าวให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การใช้อากาศยาน F-16 เข้าสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนั้น เพื่อเป็นการทําลายขีดความสามารถในการโจมตีจากฝั่งทหารกัมพูชา ในลักษณะที่สามารถควบคุมและจํากัดวงความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทําลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลคุกคามต่อกําลังทหารฝ่ายเราและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีทําร้ายอย่างไร้มนุษยธรรม นับเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลและอยู่ในกรอบของหลักสากล 

การที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาเผยแพร่ข่าวสารบิดเบือน โดยหยิบเนื้อหาบางส่วนไปขยายความในมุมที่ตนเองได้ประโยชน์ เพื่อหวังทําลายภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ ถือเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่คนไทยด้วยกันออกมาสื่อสารในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน จากความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงของสถานการณ์ หรือด้วยเจตนาส่วนบุคคล จนถูกฝ่ายกัมพูชาหยิบนําไปกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะในยุคปัจจุบัน การต่อสู้อาจมิได้จํากัดอยู่เพียงในมิติของสนามรบเท่านั้น หากยังมีมิติของการสื่อสาร ที่มีบทบาทสําคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้ยุคปัจจุบัน 

ทั้งนี้ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารได้ โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวย้ำาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ความสามัคคีของคนไทยทุกภาคส่วน” เป็นปัจจัยสําคัญยิ่งที่จะนําพาประเทศให้ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนชัดเจนแล้วว่า เมื่อใดที่คนไทยขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา นำไปสู่การคุกคามบุคคล

(21 ต.ค. 68) แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดในสังคม อันมีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และนำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นต่างนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งด้วยตระหนักว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงโดยการแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น อันสอดคล้องตามข้อ 18 และ19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบุคคลใดสมควรถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้หวาดกลัว หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

กสม. เห็นว่า ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดความเชื่ออื่นใด การเคารพในสิทธิมนุษยชนของทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญและร่วมกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่น สถานการณ์บริเวณชายแดนขณะนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความเห็นต่างจะปลุกเร้าให้เกิดการสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตามมา อันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระหว่างรัฐและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่แม้จะแตกต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือสถานะทางสังคมอื่นใด แต่ต่างก็มีคุณค่าในตนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ

(สุรินทร์) แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 แนวชายแดนไทย - กัมพูชา  ย้ำต้องมีความพร้อม ตลอดเวลา เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์  และพี่น้องประชาชน

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยขึ้นตรงที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้านจังหวัดสุรินทร์ โดยมี พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพเป็นอยู่ ด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจของกำลังพล โดยเน้นย้ำผู้บังหน่วยให้ดูแลกำลังพล ไม่ให้เกิดความเครียด และขอให้กำลังพลทุกนายรักษาความพร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท และยึดมั่นในวินัยทหาร พร้อมกันนี้ยังได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคปริโภค เพื่อเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ตอนหนึ่งว่า "ทหารทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และยึดมั่นในเกียรติ และศักดิ์ศรีในความเป็นทหารอาชีพ ขอให้เชื่อมั่นในภารกิจที่รับผิดชอบ ว่าทุกสิ่งที่ทำ เพื่อความสงบสุขของประเทศ ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ และพี่น้องประชาชน


 

‘ใบตองแห้ง’ โพสต์วิจารณ์ทหารหนุน ‘กัน จอมพลัง’ สร้างภาพรักชาติ หวังคุมความมั่นคง

เมื่อวันที่ (23 ต.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ และพิธีกร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ระบุว่า…

กัน จอมพลัง โป๊ะแตกแหกโค้งเพราะโดนขุดคุ้ย แป้งเต็มหลัง แต่อันที่จริงนั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่วิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่ต้น

ประเด็นหลักคือ ทหารหนุนหลังให้ท้าย ‘กัน จอมพลัง’ ทหารเป็นตัวสำคัญ ‘ไม่ใช่แป้ง’ ที่ปล่อยให้กันปลุกพลังรักชาติล้นเกิน สามารถบริจาคยุทธภัณฑ์ จนต้องย้อนถาม ‘ทหารมีไว้ทำไม’

ทหารให้กันร่วมเดินแถวหน้า ยังกะแม่ทัพนายกอง เอารถสูบส้วมรถเครื่องเสียงไปแนวหน้า ยังกะ ผบ.หน่วยรถพิเศษ

ทหารใช้กัน ใช้อินฟลู ปลุกเกลียดชัง ปั่นคลั่งชาติ ให้คนนิยมทหาร ชูทหารเป็นพระเอก จนบรรลุเป้าหมาย คุมชายแดนคุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จแทนรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตาม อย่าให้แป้งบังตา

รศ.ดร.อักษรศรี วิจารณ์แรง “อย่าเสียเวลาบินไปสร้างภาพให้ทรัมป์” ชี้เขมรยังขาดความจริงใจ ลงนามก็ไร้ผล

(25 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า...

ถ้าเลื่อนไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปเองหน่ะดีแล้วค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาบินไปมาเลเซียด้วยตัวเอง (แค่ไปสร้างภาพปลอมๆ เพื่อ #ทรัมป์) ตราบใดที่แก่นของปัญหายังแก้ไม่ได้ #เขมร ยังปลิ้นปล้อนขาดความจริงใจ ลงนามไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร มันก็แค่พิธีกรรมสนอง need ของทรัมป์ เราส่งรมว.กต. ลงนามแทนพอเป็นพิธีก็พอแล้ว #เขมรการละคร

ถนนชายแดนปราสาทตาเมือนธม ถนนที่เราไม่ได้เงินจากการทำมัน ถนนที่เราต้องเสียเงินให้มันในทุกๆวัน แม้กระทั่งฝนตก เรายังยืนตากฝน ดูถนนที่เราทำ แม้จะเจออุปสรรค ฝนตกทุกวัน ในขณะที่ทำ แต่เราก็ทำมันจนเสร็จ

เมื่อวานนี้ (25 ต.ค. 68) ช่างบิ๊ก บุรีรัมย์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

#ถนนชายแดนปราสาทตาเมือนธม

ถนนที่เราไม่ได้เงินจากการทำมัน ถนนที่เราต้องเสียเงินให้มันในทุกๆวัน 
แม้กระทั่งฝนตกเรายังยืนตากฝนดูถนนที่เราทำ 
แม้จะเจออุปสรรคฝนตกทุกวันในขณะที่ทำ
แต่เราก็ทำมันจนเสร็จ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top