Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

‘หญิงเขมร’ ขอโทษ!! หลังโพสต์คลิปอ้าง มีการยิงกันที่ ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ทำแตกตื่นกันทั้งโซเชียล!! สุดท้ายแค่เสียงฟ้าร้อง!! ไม่ใช่เสียงปืน ปะทะกัน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย. 68) สื่อกัมพูชา Fresh News ได้โพสต์คลิป "ผู้หญิงชาวเขมรคนหนึ่งที่อ้างว่ามีการยิงกันเกิดขึ้นที่ ปราสาทตาเมือนธม ในวันที่ 26 กันยายน 2025 ได้ออกมาทำวิดีโอขอโทษแล้ว ความจริงแล้วมันคือแค่ เสียงฟ้าร้อง แต่เธอกลับตะโกนว่ามีเสียงระเบิดอาวุธขึ้นอีกแล้ว" จนทำให้ผู้คนแตกตื่น

ในคลิปเธอระบุว่า …

สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง ฉันมาขอโทษที่ฉันได้บอกว่ามีการปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม เขตอำเภอบันเตียเมียนเจย ฉันต้องขอโทษทุกคนด้วย เพราะว่าฉันได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็คิดว่าเสียงลูกปืน ที่เขายิงกัน ฉันเป็นห่วงทุกคน ขอโทษด้วยที่ฉันเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดี มันได้ยินถี่มาก คล้ายเสียงปืน ฉันเข้าใจผิด อภัยให้ฉันด้วย

พบ!! ‘ทุ่นระเบิด PMN-2’ ใกล้ปราสาทตาควาย ‘กองทัพบก’ ชี้ชัด!! ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง

(27 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส โพสต์ล่าสุดว่า เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" พร้อมระบุข้อความว่า "สันติวิธีแบบลอบกัด พื้นที่ตาควายยังพบระเบิดต่อเนื่อง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น กัมพูชาละเมิดข้อตกลง!! และแสดงการเป็นปรปักษ์!! 

แม่ทัพภาค 2 นำทหารสดุดีวีรชน สร้างขวัญใจ ปลุกจิตสำนึก ร้องเพลงชาติไทย ดังกึกก้อง!! บนจุดสูงสุดของ ‘ภูมะเขือ’

(28 ก.ย. 68) เพจเฟสบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าแม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้า ร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้าเชิญธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day)”

และสดุดีวีรชนทหารกล้าผู้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ธงชาติไทยที่โบกสะบัด คือสัญลักษณ์แห่งเกียรติและศักดิ์ศรี ทหารไทยจะยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต ไม่ให้สูญเสียแม้เพียงตารางนิ้ว

‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับ!! ‘กัมพูชา’ กลางเวที UN ลั่น!! เหยื่อที่แท้จริง คือทหาร และพลเรือนไทย

(28 ก.ย. 68) อาจารย์แพท พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ (ภาควิชาภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ตัด excerpt ตอนสำคัญมาให้ฟัง และแปลมาให้แล้วครับ นี่คือความเป็นผู้ดี แต่ยังคงพูดตรง เหมือนลากเขมรลงไปตบในโตนเลสาป

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวถ้อยแถลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก — สะท้อนถึงความหวังในอนาคต แต่จำเป็นต้องเขียนสุนทรพจน์ใหม่ เนื่องจากถ้อยแถลงที่น่าเสียใจยิ่งจากเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชา

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากัมพูชายังคงพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า กัมพูชาได้อ้างข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงการบิดเบือนความจริง 

เราทราบดีว่าใครคือ “เหยื่อที่แท้จริง” - - เหยื่อที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกปืนใหญ่ถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไปจับจ่ายซื้อของในร้านค้าแต่กลับตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยจรวดจากกัมพูชา

เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชาในห้องโถงขององค์การสหประชาชาติ เราหารือกันถึงเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ต่อมา ประเด็นนี้ยังได้รับการเน้นย้ำอีกครั้งในการปรึกษาหารือไม่เป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เราขอชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทุ่มเทต่อสันติภาพ

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวในวันนี้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวเมื่อวาน

ที่ประชุมนี้ ได้เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกินเลยจนเหมือนเป็นการเยาะเย้ยความจริง...

กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาในการขยายข้อพิพาทชายแดนให้กลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ และผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้

หมู่บ้านที่เพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในดินแดนไทย — เรื่องนี้ชัดเจน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก

แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม เปิดพรมแดนของเราในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมืองในประเทศตน ได้เข้ามาหลบภัยในประเทศไทย

เราตัดสินใจเช่นนั้นด้วยความกรุณาและหลักมนุษยธรรม และในฐานะนักการทูตหนุ่ม ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง

แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงและค่ายผู้ลี้ภัยได้ปิดตัวไปแล้ว แต่หมู่บ้านกัมพูชาได้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แม้ประเทศไทยจะประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กัมพูชาก็มิได้สนใจแก้ไขปัญหาการรุกล้ำนี้

และเมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา หลังจากความตกลงสันติภาพปารีส ปี ค.ศ. 1991 เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยฟื้นฟูและบูรณะประเทศกัมพูชา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เราสร้างบ้าน ถนน โรงพยาบาล เพราะสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเช่นกัน

นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำให้กันและกัน!!

ชาวบ้านชายแดน โพสต์คลิปโต้เดือด!! ปกป้อง 'ลุงตู่' ชี้!! ไม่ได้สร้างปัญหา แต่เข้ามาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้

(28 ก.ย. 68) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Egg Adirek’ ได้โพวต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

มีคนออกมาโจมตี ‘ลุงตู่’ ว่าเป็นผู้สร้างปัญหาชายแดน ทั้งที่จริงแล้ว ลุงตู่นี่แหละคือผู้ที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

ล่าสุด สส. รังสิมันต์ โรม ก็มากดดันจะให้เปิดด่าน ทั้งที่ลุงตู่นั้นสั่งปิด ลุงตู่ยืนยันที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะว่าลุงตู่นั้น

ท่านเป็นทหารของพระราชา!!

ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ ฝ่ายทหารไทยต้องเสียขา จากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวดของกัมพูชา จนเสียชีวิต พร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

(28 ก.ย. 68) เสียงปรบมือ ลั่น UN ‘ท่านทูต สีหศักดิ์’ รมว.ต่างประเทศ สปีช ทัชใจ เชือดนิ่มๆ สุดสุขุม ย้อนอดีต ไทย ช่วยเหลือเขมร มาตลอด ตั้งแต่มีสงคราม กลางเมือง จนช่วยพัฒนาเขมร สร้าง บ้าน สร้างถนน สร้าง รพ. ให้ อันเป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านที่ดีควรทำให้กัน แฉ เขมร ดีแต่พูด กล่าวหาไทย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยังคงวางทุนระเบิดทำทหารไทยขาขาด ส่งโดรน บินรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และยังคงยิงใส่ทหารไทย จนถึงวันนี้ เผย ที่ กัมพูชา พูดเมื่อวานในที่นี้ แต่เขมรทำตรงข้ามหมด

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในการอภิปรายทั่วไปของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 UNGA80 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

โดยในช่วงที่กล่าวถึง ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ได้กล่าวว่า  ฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายขยายปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนของสองประเทศ ให้เป็นระดับนานาชาติ โดยรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 

พร้อมขอบคุณ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จัดให้มีมีการประชุมหารือ4 ฝ่าย ในการมีข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ประเทศไทยพยายามที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าฝ่ายทหารกัมพูชากลับเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยมาในห้วงหลายวัน ในเดือนกันยายน จนมาถึงวันนี้ 

การหยุดยิงเป็นเรื่องที่เปราะบางและต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่เพียงคำพูด เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยและยิงใส่ทหารไทยรวมถึงการใช้โดรนบินสอดแนมรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยและข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยเองยืนหยัดที่จะอยู่บนเส้นทางของสันติภาพแต่ก็ต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

พร้อมตั้งคำถามตรงไปที่กัมพูชาว่าจะเลือกการเผชิญหน้าต่อไปหรือจะเลือกสันติภาพ เพราะไทยเองพร้อมที่จะยึดแนวทางสันติภาพและใช้กลไกทวิภาคที่มีอยู่ เพราะทั้งสองประเทศก็เป็นครอบครัวอาเซียนด้วยกัน

ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชายังคงแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยนำเสนอ จากฝ่ายตนเองที่ไม่อาจตรวจสอบได้ และบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือฝ่าย ทหารไทยต้องเสียขาจากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวด ของกัมพูชา จนเสียชีวิตพร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

‘กองทัพบกไทย’ แจงเหตุปะทะเขมรบริเวณช่องอานม้า กัมพูชาจัดฉากครบสูตร!! แสร้งสร้างภาพเป็นเหยื่อทั้งที่ยิงก่อน

กองทัพบกออกมาแถลงกรณีเหตุปะทะที่ 'ช่องอานม้า' อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงอาวุธหลายนัดเข้ามายั่วยุในเขตแดนไทย และมีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ทั้งการยิงปืนครก ปืนกล และปืนเล็กยาว รวมถึงมีการตอบโต้กันในบางช่วง ก่อนที่สถานการณ์จะสงบลงในช่วงบ่าย

กองทัพบกเผยว่า หลังจากเหตุยิงยั่วยุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางเข้าพื้นที่ และเกือบในเวลาเดียวกัน โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายผลเรื่องดังกล่าว

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องต่อเนื่องอย่างผิดธรรมชาติ สะท้อนถึงการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการยิงยั่วยุ การจัดฉากให้ IOT เข้ามาในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวโจมตีไทยต่อสาธารณะโลก ถือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ตั้งใจสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กองทัพบกยังเตือนว่า ประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจริงจังคือ การละเมิดหยุดยิงด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอนุสัญญาระหว่างประเทศและละเมิดหลักมนุษยธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชามักเลือกลงพื้นที่เฉพาะที่ฝ่ายตนชี้นำ จนเกิดข้อกังขาว่าทั้งหมดเป็นการ 'จัดฉาก' สนับสนุนภาพลักษณ์ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น

ชำแหละบทความใส่ร้ายจีน ช่วยกัมพูชาจริง!! หรือแค่ข่าวปลอม

(3 ต.ค. 68) ล่าสุดมีนักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นระดับหัวหน้าประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความว่าได้รับข้อมูลจากข่าวกรองของไทยว่าจีนส่งอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชา 1 เดือนก่อนเกิดสงคราม เรื่องนี้ทำให้เอย่าหูผึ่งถึงขั้นต้องนัดทานกาแฟกับพี่หน่วยข่าวกรองของไทยบางคนที่เอย่ารู้จัก ทางพี่เขาก็ตบเข่าฉาดใหญ่บอกว่ายัยนี่นั่งเทียนเขียนข่าว ไม่มีข่าวกรองคนไหนออกมาเปิดเผยข้อมูลให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อให้ทราบกันง่ายๆ หรอกหากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และนี่เองทำให้เอย่ากลับมาอ่านบทความอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งรวมถึงหลายๆ บทความของฝั่งอเมริกาในช่วงนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เขาบอกมาก็คือ จีนบอกมาแล้วว่าเขาไม่ได้เลือกข้างฝ่ายไหนเลย เพราะถ้าเขาเลือกข้างกัมพูชาจริง กัมพูชาจะกล้าทิ้งจีนไปจูบก้นอเมริกาถึงขั้นจะโปรโมทให้ ทรัมป์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเลยเชียวหรือ

ในเนื้อหาของบทความระบุว่านักข่าวรายนี้ได้เห็นรายงานข่าวกรองของฝ่ายไทยว่า “เครื่องบิน Y-20 ซึ่งจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสินค้าหนักได้ เครื่องบินเหล่านี้บินหกเที่ยวมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ส่งให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยระบุต่อว่าอาวุธดังกล่าวจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเตรียมเพื่อเตรียมส่งต่อไปทางเหนือเพื่อกระจายไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ประเด็นคือเอกสารข่าวกรองได้เห็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ

นักข่าวรายนี้อ้างต่อว่าจากแหล่งข่าวผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่าอาวุธที่โจมตีไทยเป็นอาวุธจากจีน  แต่พอทางเอย่าเช็คกลับไปยังแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธจากจีนตอนนี้ได้คำตอบว่า อาวุธที่กัมพูชาใช้ของจีนนั้นเป็นอาวุธที่จีนผลิตและใช้เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันทางกองทัพจีนยกเลิกการใช้อาวุธเหล่านี้ไปหมดแล้ว 

ยกเว้นแต่โดรนทิ้งระเบิดที่เอย่าได้ข่าวมาจากแหล่งข่าวอีกสายว่าได้มาจากกลุ่มจีนเทาซื้อโดรนเกษตรกรรมแล้วนำมาดัดแปลงเป็นโดรนทิ้งระเบิดแบบเดียวกับกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่ใช้โจมตีกองทัพเมียนมา และยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นเมื่อในภาพโพสต์รูปกองกำลังของกัมพูชาโดยระบุว่า “ทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนใหม่ให้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 สมัยโซเวียตในจังหวัดพระวิหารเมื่อเดือนกรกฎาคม เอกสารของไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มิถุนายน จีนส่งกระสุนเกือบ 700 นัดเพื่อติดตั้งเครื่องยิงจรวดดังกล่าว” ประเด็นคือ เครื่องยิงจรวดสมัยโซเวียตอย่าง BM-21 แม้จีนจะยังมีการผลิตจรวดที่ใช้กับเครื่องยิงจรวดรุ่นนี้อยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าบริษัทที่เป็นผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทเอกชนและเช่นกันการซื้อขายสินค้าประเภทอาวุธยังเป็นการค้าขายผ่านระบบนายหน้าไม่ใช่จีทูจี และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ขายแต่ถ้าเอกชนซื้อขายกันเองอันนี้ไม่รับรู้

รายงานระบุต่อว่า “เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองทัพไทยที่ได้รับการติดต่อจากเดอะไทม์ ยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดยเครือข่ายข่าวกรองข้ามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่อีกสองนายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยภายในกองทัพ ทั้งสามท่านขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเอกสารที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเอกสารลับ” จากประโยคนี้คงต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยถึงการรักษาความลับทางการทหารแบบนี้ให้หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศได้อย่างไร พร้อมทั้งควรสืบหาเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ให้ข่าวพร้อมสอบสวนถึงจรรยาบรรณการทำงานของกองทัพไทยด้วยหรือไม่

เอาเป็นว่าเอย่าจะพักเรื่องนี้มาดูอีกข่าวดีกว่าในขณะที่อเมริกาใช้สื่อโจมตีจีนอยู่นั้น วันนี้มีข่าวมาว่าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เตรียมสนับสนุนเงิน 675,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาในโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งแต่เดือน พ.ย.2025 ไปจนถึงเดือน เม.ย.2026 ประเด็นคือการช่วยเหลือเรื่องการเก็บกู้ระเบิดในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ใช้มากกว่า 30 ล้านเหรียญ  คำถามคือเม็ดเงินทั้งหมดนั้นถูกเอาไปใช้เก็บกู้จริงหรือ ทำไมกู้ไม่หมดเสียที หรือที่แท้จริงนั้นคือการให้เงินสนับสนุนการทำสงครามแก่กัมพูชาผ่านระบบ NGO ตามโมเดลที่ชาติตะวันตกชอบใช้อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนมาและอีกหลายประเทศ

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรู้ทันจนต้องปิดสำนักงานไป นี่คงเป็นคำถามคำใหญ่ๆที่ควรจะถูกตรวจสอบถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างถูกต้องหรือไม่

สรุปแล้วใครเป็นคนเลวในเกมนี้ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คนเลวบางคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วหาผลประโยชน์เข้าชาติตัวเองเหมือนนักการเมืองโกงกินของสยามประเทศบางคนที่ชอบเอาประชาชนมาอ้างนั้นมีอยู่จริง

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รับฟังปัญหา และสร้างขวัญกำลังใจตำรวจผู้ปฏิบัติภารกิจ ตอบสนองนโยบาย และความห่วงใยของ ผบ.ตร.

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ ณ จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลในพื้นที่

โดยได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้ปฏิบัติ ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น ผบช.ภ.2 ได้ตรวจเยี่ยมที่พักและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 126 พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ พัดลม อาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ เพื่อเสริมขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดย ผบช.ภ.2 ได้เน้นย้ำความห่วงใยในสวัสดิการและกำลังใจของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

‘แม่ทัพวรยส’ ยื่นคำขาด!! ‘กัมพูชา’ ไม่อพยพ!! เขมรล้ำแดน ไม่ต้องมาคุย

(4 ต.ค. 68) แม่ทัพวรยส บูรพาพยัคฆ์ คอแดง สายบู๊ ยื่นคำขาด เขมร ส่ง แผนอพยพ 3 หมู่บ้านเขมร ล้ำแดนไทย ไม่งั้น ไม่ประชุม RBC!! แม่ทัพไก่ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นระดับแกนนำ ตท.28 /จปร.39 ที่เติบโตมาจาก กองพลบูรพาพยัคฆ์ ชายแดนตะวันออก ทำงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาตลอด โดยเติบโตจาก ร.12 รอ. และ ร.2 รอ. โดยทำงานใกล้ชิด เป็นน้องรัก กับ บิ๊กหนุ่ย พลเอก ธรรมนูญ วิถี อดีตแม่ทัพภาค1 อดีตผบ.พล.ร.2 รอ. ที่ปัจจุบัน เป็นรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 

พลโท วรยส ยังเป็นสายตรงของ แกนนำรุ่น ตท.28 ที่เป็น ทหารคอแดง นอกกองทัพบก 

และถูกจับตามอง เมื่อได้ขยับจาก พล.ร.2 รอ มาเป็น ผบ.พล.1 รอ. กองพลคอแดง หลักของ ทัพภาค1 และ เป็นกำลังหลักของ ฉก.ทม.รอ.904 อีกทั้ง การเป็นแม่ทัพภาค1 ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

จากนั้น ขึ้น รองแม่ทัพภาค1 และขึ้น แม่ทัพน้อย1 และเป็น แม่ทัพภาค 1 ในครั้งนี้ และถือว่า เข้าไลน์ เส้นทาง สู่ 5 เสือทบ. และ ชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะมีอายุราชการถึง ต.ค.2571 ชิงกับ บิ๊กใหญ่ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) และ บิ๊กเต้ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผช.ผบ.ทบ. ที่เกษียณ 2571 พร้อมกัน 

แต่ใครจะเป็น ผบ.ทบ. จะต้องรอดู โยกย้าย ตค.2569 นี้ ว่า พลโท วรยส จะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. หรือไม่ และ เส้นทางของ พลเอก อมฤต โยกย้าย ต.ค. 2569 ด้วยเช่นกัน

บทบาทที่น่าจับตา ของ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ ทันทีที่รับตำแหน่ง แม่ทัพภาค 1 ที่ประกาศเจตนารมณ์ ว่า “ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1 ที่พร้อมจะปกป้องรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ โดยจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และด้วยชีวิต โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
และลงพื้นที่ สระแก้ว ทันที ในวันที่รับหน้าที่ 

พลโท วรยส ในฐานะ ประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา RBC ด้านกองทัพภาคที่ 1 ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา เรื่องการประชุมRBC สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ว่า ตามที่ ภูมิภาคทหารที่ 5 ได้กำหนดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคกัมพูชา-ไทย (RBC) สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ในห้วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2568 รวม 3 วัน โดยครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชา เป็นเจ้าภาพ ณ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา 

โดยมี พลโท แอก ชอมโอน รองผู้บัญชาการทหารบก / ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 และ เชิญ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานการประชุมร่วม นั้น

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ ภูมิภาคทหารที่ 5 จัดทำแผนอพยพประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน, บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว รวม 3 พื้นที่ โดยส่งแผนการอพยพฯ ให้กองทัพภาคที่ 1 ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งเสนอในการประชุม RBC ในครั้งนี้จึงจะเข้าร่วมการประชุม และ ได้มอบหมายให้ พันตรี สรายุทธ์ จันทรประยงค์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ประสานงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top