Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

‘กองทัพไทย’ เริ่ม!! โครงการ ‘รั้วอิเล็กทรอนิกส์’ ติดตั้งกล้องวงจรปิดต้นแรก แนวชายแดนสระแก้ว

(21 ก.ย. 68) กองทัพไทย ได้เริ่มโครงการติดตั้ง "รั้วอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ได้มีการติดตั้งเสากล้องวงจรปิด (CCTV) ต้นแรกบริเวณหลักเขตชายแดนที่ 50 ด้านหลังด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัว ได้แก่ กล้องแบบ PTZ (Pan-Tilt-Zoom) 1 ตัว และกล้องแบบ Fix อีก 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและระบบโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตั้งการ์ดบันทึกข้อมูลขนาด 512GB ซึ่งสามารถบันทึกภาพได้นานถึง 30 วัน

ในระหว่างการติดตั้ง กองร้อยทหารพรานที่ 12 ได้เข้าดำเนินการตัดต้นไม้ที่ขึ้นรกทึบในพื้นที่ตรงข้ามกำแพง เพื่อให้กล้องสามารถมองเห็นพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และประสานงานกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12 (นพค.12) ซึ่งมีแผนจะเข้าปรับปรุงพื้นที่ในลำดับต่อไป

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

ประธานหอการค้ามาเลเซีย ชี้โอกาสทองภาคเอกชน ฉวยจังหวะรุกเสียบแทนไทย!! ยึดพื้นที่การค้าของกัมพูชา

(22 ก.ย. 68) ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งหยุดยิงชั่วคราว ไม่ได้ทำให้กระแสต่อต้านไทยในกัมพูชาลดลง กลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกิดกระแส “แบนสินค้าไทย” และการเลี่ยงธุรกิจที่มีผู้บริหารเป็นคนไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงแบรนด์พลังงานรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT ที่ถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ท้องถิ่น Peace Petroleum Cambodia (PCC) รวมถึงเครือข่าย Café Amazon และ 7-Eleven ที่ยอดขายดิ่งลงอย่างหนัก

ในบรรยากาศต่อต้านนี้ นายตัน คี มิง (Tan Kee Meng) ประธานหอการค้ามาเลเซียในกัมพูชา (MBCC)  มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของมาเลเซีย เพราะชาวกัมพูชามีทัศนคติเชิงบวกต่อมาเลเซียจากบทบาทของนายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในฐานะประธานอาเซียน โดยสินค้าจากมาเลเซียถูกมองว่ามีคุณภาพระดับกลางถึงสูง มีมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นตัวเลือกแรกหลังชาวกัมพูชาปฏิเสธสินค้าจากไทย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการนำเข้าสินค้ามาเลเซียส่วนใหญ่ยังมาจากพ่อค้ากัมพูชาที่สั่งตรง ไม่ใช่จากบริษัทมาเลเซียที่เข้าไปลงทุนโดยตรง ทำให้ตันเสนอให้ภาครัฐมาเลเซียช่วยผลักดันธุรกิจในประเทศบุกตลาดจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในกัมพูชาที่เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน เวียดนามและจีนก็เร่งเข้ามาแทนที่ไทย โดยเวียดนามกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในภาคอาหาร เกษตร และพลังงาน การค้าระหว่างเวียดนาม–กัมพูชาโตขึ้นกว่า 16% ในครึ่งปีแรก ขณะที่จีนใช้จุดแข็งด้านต้นทุนต่ำ รุกตลาดวัสดุก่อสร้างจนการลงทุนก่อสร้างในกัมพูชาโตขึ้นกว่า 30% นักวิเคราะห์เตือนว่ากระแสต่อต้านไทยครั้งนี้อาจยืดเยื้อ 3–5 ปี และแม้พรมแดนจะเปิดอีกครั้ง ไทยก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งตลาด

‘มาเลเซีย’ ถูกเตือน!! อย่าหลงเหลี่ยม ‘กัมพูชา’ มักชอบ ‘เล่นบทเหยื่อ’ อาจบั่นทอนความเป็นกลางได้

(22 ก.ย. 68) มาเลเซีย ถูกเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการรับมือกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา หลังมีกระแสว่า กัมพูชาอาจ “เล่นบทเหยื่อ” เพื่อสร้างความเห็นใจในเวทีระหว่างประเทศ โดยกรณีล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ไทยยืนยันว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง ทั้งการใช้โดรน วางกับระเบิด และการชุมนุมข้ามแดน ทำให้ฝ่ายไทยต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อป้องกันตนเอง ขณะที่กัมพูชานำภาพพระสงฆ์ ผู้หญิง และเด็กที่ได้รับผลกระทบไปเผยแพร่ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

นักวิชาการมาเลเซียเตือนว่า หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์แสดงท่าทีเอียงข้างกัมพูชาเร็วเกินไป อาจทำให้ไทยซึ่งเป็นสมาชิกก่อตั้งอาเซียนรู้สึกไม่พอใจ ส่งผลต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งยังบั่นทอนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาค เพราะความเป็นกลางคือหัวใจสำคัญของอาเซียน

นอกจากนี้มาเลเซียควรตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน รวมถึงผลักดันให้อาเซียนส่งคณะผู้สังเกตการณ์กลางเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อลดการผูกขาดข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค

อีกทั้ง มาเลเซียควรสื่อสารอย่างระมัดระวัง โดยแสดงความห่วงใยด้านมนุษยธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ละเลยมิติด้านอธิปไตยและกติกาสากล เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ท้ายที่สุด กรณีชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องแผนที่ แต่ยังเป็นการช่วงชิงความน่าเชื่อถือและบทบาทนำของอาเซียน การที่มาเลเซียรักษาความเป็นกลางและยึดมั่นในความจริง จะเป็นกุญแจสำคัญในการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความไว้วางใจในระดับภูมิภาค Malaymail รายงาน

‘อนุทิน’ ย้ำปิดด่านชายแดนต่อ มอบอำนาจทหาร ตัดสินใจเต็มที่!! ยันรัฐบาลหนุนกองทัพ 100%

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่าได้หารือกับกองทัพแล้ว และมอบอำนาจให้ทหารตัดสินใจเต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนด้านการทูตและการเจรจาตามความจำเป็น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องผู้นำต่างประเทศพยายามล็อบบี้ ย้ำว่า “ไม่มีใครล็อบบี้ผมได้” และยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเท่านั้น เงื่อนไขใด ๆ จะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อคู่เจรจายอมตามข้อกำหนดของไทย

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ยังมีเหตุความไม่สงบจากฝั่งกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า หากยังมีการใช้โล่มนุษย์หรือกดดันด้วยอาวุธ จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ด่านชายแดนจะปิดต่อไป และรัฐบาลอาจเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มงวดขึ้นหากจำเป็น

พล.อ.ทรงวิทย์ ลงพื้นที่ภูมะเขือ–ปราสาทตาควาย จารึกชื่อ “ถนนนักรบไทย” สดุดีผู้ปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย และภูมะเขือ พร้อมให้กำลังใจหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมก่อสร้างถนนขึ้นภูมะเขือ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ร่วมเขียนชื่อ “ถนนนักรบไทย” บนพื้นถนนซีเมนต์ที่กำลังก่อสร้าง โดยถนนเส้นดังกล่าวเป็นผลงานของหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 53 (นพค.53) ซึ่งสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของประชาชนและพระสงฆ์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมในพื้นที่ชายแดน

ผบ.ทหารสูงสุดได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “นักรบ” ว่าไม่ได้หมายถึงเพียงทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดน แต่ครอบคลุมถึงคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ที่ร่วมกันปกป้องผืนแผ่นดิน พร้อมย้ำว่า “ขอสลักชื่อนี้ไว้ในแผ่นดิน เพื่อสดุดีนักรบไทยทุกหมู่เหล่า และผู้สละชีพเพื่อชาติ เพราะคนไทยรักอิสรภาพและไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง”

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 รายงานเหตุยิงปืนข้ามแดน ‘มาลี’ โฆษกกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธ ย้ำเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การยั่วยุ

(24 ก.ย. 68) กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 13.20 น. ตรวจพบทหารกัมพูชาลอบยิงปืนเล็กจำนวน 3–5 นัด เข้ามายังแนวลวดหนามป้องกันของฝ่ายไทย บริเวณ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เบื้องต้นคาดยิงเพื่อทดสอบปฏิกิริยาการโต้ตอบของฝ่ายไทย โดยไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ แต่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงชี้แจง โดยพลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหม ยืนยันว่าทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธเข้ามาฝั่งไทย แต่เป็นเพียงเหตุปืนลั่น 2 ครั้ง ห่างกันราว 1 ชั่วโมง และได้มีการประสานงานกับฝ่ายไทยเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงแล้ว

กัมพูชาระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ต้องการให้สังคมหรือนานาชาติเข้าใจผิด พร้อมยืนยันว่ากองทัพของตนยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมร่วมมือกับไทยเพื่อรักษาความสงบตามแนวชายแดน

‘พลตรี เบญจพล’ ผบ.กองกำลังบูรพา ลั่น!! พร้อมไล่ชาวกัมพูชา ย้ำเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ‘เราพร้อมแน่นอน’

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการตรวจโครงการสร้างถนนเพื่อความมั่นคง และ “บังเกอร์กันจอมพลัง” บริเวณแนวสแลนดำ

ระหว่างลงพื้นที่ มีชาวบ้านซึ่งมีที่ดินแต่ถูกกัมพูชายึดพยายามสอบถามแนวทางทวงคืนพื้นที่ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ทหารยึดคืนและสร้างรั้วกั้นพรมแดน โดย พล.ต.เบญจพล ตอบสั้น ๆ ว่า “ได้ครับ สักครู่” ก่อนจะเดินไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่กองร้อย ตชด. 4

ภายหลังการตรวจเยี่ยม พล.ต.เบญจพล ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า กำลังพลทุกฝ่ายมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ แม้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อใด แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น โดยยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกชาวบ้านที่อยากให้ทหารเด็ดขาด พร้อมชี้ว่าขณะนี้ไทย–กัมพูชาอยู่ในภาวะ “ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง” และขอความร่วมมือสื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอ เพราะกัมพูชาติดตามข่าวสารใกล้ชิด

สำหรับประเด็นการผลักดันชุมชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ พล.ต.เบญจพล ระบุชัดว่า “เราพร้อม” และย้ำว่าถึงเวลาเมื่อใดจะดำเนินการแน่นอน พร้อมขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เป็นกำลังสำคัญให้กองทัพ โดยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่ากัมพูชาจะออกด้วยเหตุผลใด “สุดท้ายก็ต้องออก” และขอให้ประชาชนสบายใจได้

‘กัมพูชา’ เรียกร้องนานาชาติ ‘แบนไทย’ อ้างใช้อาวุธต่างแดนรุกราน–ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(26 ก.ย. 68) กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกัน 'แบนไทย' ทั้งห้ามขายอาวุธและไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องบินรบ อ้างว่าไทยนำยุทโธปกรณ์ไปใช้รุกรานและละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวกัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดนที่ยืดเยื้อ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องไม่ได้ทำให้ไทยถูกตัดขาดจากตลาดอาวุธ โดยสวีเดนอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนต่อไป ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ สเปนก็ไฟเขียวส่งมอบเครื่องบินเติมน้ำมันและขนส่งทางทหาร รวมถึงดีลยุทโธปกรณ์อีกหลายรายการเพื่อทดแทนที่สูญเสียจากการปะทะ 5 วัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top