Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

‘กองทัพบก’ ขอบคุณจิตอาสา ร่วมสร้างถนนขึ้น ‘ภูมะเขือ’ เสร็จสมบูรณ์

(16 ก.ย. 68) พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และรองผู้บัญชาการ ศปก.ทภ.2 ได้เดินทางไปพบปะและให้กำลังใจประชาชนจิตอาสา ที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างเส้นทางอำนวยความสะดวกแก่หน่วยทหารบนยอดภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พร้อมกล่าวขอบคุณในนามของกองทัพบกต่อความร่วมมือดังกล่าว

ด้าน พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Wanchana Sawasdee” เผยให้เห็นความคืบหน้าการสร้างถนนคอนกรีตทางขึ้นภูมะเขือเสร็จสมบูรณ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับถนนหลัก พร้อมทั้งพัฒนาฐานเสาธงชาติไทยและปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาดเรียบร้อย เตรียมใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมวิ่งเทรลในอนาคต

ในโพสต์ยังระบุข้อความเชิงขำขันว่า “ภูมะเขือไทยแลนด์ ฮุนเซนมาไม่ถึงแน่เพราะถูกจับที่สนามบิน” พร้อมย้ำว่าหากชาวกัมพูชาต้องการมาเที่ยวก็ต้องทำตามขั้นตอนผ่านพาสปอร์ตและวีซ่า โดยทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ภูมะเขือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติของไทยต่อไป

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยัน ไล่ชาวเขมรออกจากพื้นที่บ้านชำรากแล้ว หลังรุกล้ำพื้นที่มาหลายปี!! แต่ยังไม่ได้ถอนสิ่งปลูกสร้างหรือกลบคูเลต

(16 ก.ย. 68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าฝ่ายกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด รวม 3 จุด โดยมีทั้งการตั้งฐานปฏิบัติการ การปลูกบ้านเรือน และทำเกษตรในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี แม้ไทยได้ประท้วงแล้วแต่ยังไม่มีการรื้อถอน

รองโฆษกกองทัพเรือยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่ไทยอ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ MOU43 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ยื่นหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ถอนกำลังและออกจากพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน

ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นนี้อีกครั้ง และขณะนี้ กปช.จต. สามารถผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่รุกล้ำแล้ว แต่สิ่งปลูกสร้างและคูเลตที่กัมพูชาทำไว้ยังไม่ได้รับการรื้อถอน

ทั้งนี้ กองทัพไทยย้ำว่ากำลังพลในพื้นที่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการ หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาจะทำภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีและการรักษาอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ

‘โฆษกกองทัพบก’ แจงเหตุไม่จับเขมรบุกรื้อลวดหนาม เพราะกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น ‘โล่มนุษย์’ ต่อหน้าสื่อต่างชาติ

(17 ก.ย. 68) จากกรณีชาวกัมพูชานับร้อยคนพยายามรื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ฝ่ายไทยนำไปกั้นไว้ ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไทยไม่จับกุมชาวกัมพูชาที่รื้อลวดหนาม แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น 'โล่มนุษย์' และมีสื่อต่างชาติหลายสำนักอยู่ในพื้นที่ หากใช้กำลังเข้าจับกุมทันที อาจสร้างภาพว่าทหารไทยทำร้ายประชาชน ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่กัมพูชาต้องการให้เกิดขึ้น

โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนตามหลักสากล โดยเริ่มจากให้ฝ่ายปกครองเข้าดำเนินการ แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงยกระดับเป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยให้ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดูแลสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าไทยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในเวทีโลก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุม GBC ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชารับปากจะพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการรุกล้ำชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาขอเวลาในการสื่อสารภายในหน่วยงานของตนเองเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้านฝ่ายไทยได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสื่อต่างชาติ พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำ ไทยพร้อมใช้มาตรการขั้นสูงภายใต้กฎอัยการศึก โดย พล.ต.วินธัย ทิ้งท้ายว่า ทุกการดำเนินการต้องรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

ผบ.เหล่าทัพมีมติเอกฉันท์ ปิดด่าน ‘ไทย–กัมพูชา’ ไม่มีกำหนด จนกว่าเขมรจะไม่เป็นภัยคุกคาม!! ไฟเขียวสร้างรั้วตามแนวชายแดน

(19 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย คณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) มีมติเอกฉันท์ให้ปิดจุดผ่านแดนและด่านผ่อนปรนระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยมติครั้งนี้มีขึ้นในที่ประชุมครั้งที่ 5 ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งชุดปัจจุบันและชุดใหม่ร่วมประชุมพร้อมหน้า

โดยในที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการเสริมความมั่นคงชายแดน ได้แก่ การสร้างรั้วตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเส้นเขตแล้ว การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ยังตกลงไม่ได้ รวมถึงการเปิดเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน 

นอกจากนี้ คบท. อนุมัติปรับแก้หลักปฏิบัติการใช้กำลัง (Rules of Engagement – ROE) ให้สามารถปฏิบัติการป้องกันตนเองได้ทันทีเมื่อพบการกระทำหรือเจตนาปรปักษ์ (Hostile Act/Intent) เช่น การสอดแนมหรือเตรียมการโจมตี แนวทางทั้งเชิงรุกและเชิงรับดังกล่าวได้ถูกนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไปเพื่อเร่งดำเนินการตามมติเหล่านี้

สร้างกำแพงชายกั้นชายแดน ถึงเวลาแล้วหรือยัง!! บทเรียนจากทั่วโลก!! สู่ชายแดนไทย

ช่วงนี้เรื่องข่าวชายแดนไทยโหมกระแสขึ้นมาอีกครั้งโดยเปลี่ยนจุดจากเขตจังหวัดสุรินทร์ย้ายมาตรงจังหวัดสระแก้วตามที่สำนักข่าวต่างๆ ได้เสนอไป จนเริ่มมีคำถามว่าถ้าเราสร้างแค่รั้งมากั้นสุดท้ายผู้บุกรุกก็ยังพยายามพังรั้วข้ามมาอยู่ดีจนหลายกระแสเริ่มโหมขึ้นมาว่าอย่าสร้างรั้วเลย สร้างกำแพงกั้นชายแดนไปเลยดีกว่า วันนี้เอย่าเลยขอเอาข้อมูลว่ามีที่ไหนในโลกบ้างที่สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศมาให้ทุกคนทราบกันคะ

เริ่มจากที่ทวีปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกามีการสร้างกำแพงบางส่วนตามพรมแดนเม็กซิโกเพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมือง การขนส่งยาเสพติด การป้องกันการก่อการร้ายและการค้ามนุษย์ โดยกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกมีความยาวเกือบ 3,200 กิโลเมตร

มาที่ในยุโรปที่ประเทศกรีซมีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างชายแดนตุรกีตรงบริเวณแม่น้ำ Evros ซึ่งเป็นพรมแดนแผ่นดินระหว่างกรีซกับตุรกี ทางการกรีซได้ติดตั้งรั้วเหล็กและกำแพงสูงพร้อมเทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพและการค้ายาเสพติด ส่วนในฮังการีมีการสร้างรั้วเหล็กสูงตามแนวพรมแดนกับเซอร์เบียและโครเอเชีย หลังวิกฤติผู้อพยพปี 2015 โดยรั้วดังกล่าวที่กั้นฝั่งเซอร์เบียยาว 175 กิโลเมตรและฝั่งโครเอเชียยาว 348 กิโลเมตร ในสเปนมีมีกำแพงรอบเมือง Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มาดูในเอเชียคงไม่พ้นอิสราเอลที่สร้างกำแพงกั้นปาเลสไตน์ และรั้วกั้นรอบฉนวนกาซา ส่วนเกาหลีใต้ก็มีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ส่วนในอินเดียมีกำแพงกั้นติดบังกลาเทศ ยาวประมาณ 3,166 กิโลเมตรโดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติดและความมั่นคง ส่วนพรมแดนกับปากีสถานบริเวณแคชเมียร์ และพรมแดนรัฐปัญจาบ – ราชสถาน – คุชราต ก็มีการสร้างกำแพงด้วยเช่นกันมีความยาวประมาณ 3,323 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงและการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน จุดนี้เองมีการติดตั้ง ไฟส่องสว่าง ยาวต่อเนื่องกว่า 2,000 กม. ทำให้มองเห็นจากอวกาศในเวลากลางคืน

จะเห็นว่าหากหันกลับมามองไทยปัญหารอบบ้านเราไม่ได้แตกต่างกันเลยถ้าจะให้เอย่าสาธยายออกมา
• ชายแดนเมียนมามีปัญหาเรื่องการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สแกมเมอร์  การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติดและการลักลอบค้าอาวุธในขณะเดียวกันการค้าชายแดนระหว่างไทย - เมียนมาในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2024-2025 (1 เม.ย. ถึง 28 มิ.ย.) เมียนมา–ไทยชายแดนการค้าทะลุ 737 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27 พันล้านบาท
• ชายแดนลาวมีปัญหาเรื่องการปักปันพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน แม้ทางการไทย–ลาวได้จัดตั้ง คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่สามารถปักปันได้ครบทุกจุด ยังไม่รวมปัญหาเรื่องการบุกรุกและการข้ามแดนผิดกฎหมายและปัญหายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการนำเข้าสัตว์หรือไม้หวงห้ามโดยหากพิจารณาจากการค้าชายแดนและผ่านแดน (border & transit trade) ในช่วงต้นปี 2025 ช่วง 2 เดือนแรก  มูลค่าการค้ากับ สปป.ลาว  อยู่ที่ 28,078 ล้านบาท
• ฝั่งกัมพูชาเอย่าคงไม่ต้องพูดถึงเพราะพวกเราคงทราบกันดีและเชื่อว่าทุกวันนี้การค้าขายระหว่างสินค้าไทยไปยังกัมพูชาน่าจะลดลงตามลำดับ
• สุดท้ายฝั่งชายแดนมาเลเซียนั้นนอกจากปัญหาความมั่นคงแล้วยังมีปัญหายาเสพติดและอาชญากรข้ามชาตินี่ไม่นับเรื่องสินค้าผิดกฎหมายและการลักลอบข้ามแดนของคนไทยตามแนวชายแดนไปหางานในฝั่งมาเลเซีย อีกทั้งไทยและมาเลเซียก็มีกรณีพิพาทเรื่องอ่าวไทยตอนล่าง และช่องแคบมะละกา ตรงจุดที่มีพื้นที่ทับซ้อนด้านทะเลระหว่างไทย–มาเลเซีย โดยเฉพาะเขตที่คาดว่ามีทรัพยากรปิโตรเลียมเช่นกัน ในมุมการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่ารวม 306,679 ล้านบาทส่วนในปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียมีมูลค่ารวม 26,261 ล้านบาท ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  

การที่เราจะตัดสินใจสร้างกำแพงจุดไหนเพื่ออะไรอาจจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างชายแดนกับกลุ่มประเทศตัวตึงที่สร้างปัญหาชายแดนให้กับไทยแต่เช่นเดียวกันที่เราอาจจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้าระหว่างชายแดนและงบประมาณในการสร้างด้วย เพราะแม้จะมีกำแพงกั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างแท้จริง

‘อดีตรองผอ.ข่าวกรองฯ’ ฟาด!! ‘อันวาร์’ เตือน!! กลับไปทบทวนให้ดี ใครเริ่มสงคราม ใครฆ่าคนไทย!! ลั่น!! ไม่ยอมถูกกดดัน เรื่องอธิปไตย

(20 ก.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า...

ใครก่อสงคราม!!

ก่อนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

อันวาร์ต้องกลับไปทบทวนเสียใหม่

ชาติใดเป็นผู้ก่อสงคราม ใครใช้อาวุธหนัก

ใครเข่นฆ่าคนไทยตลอดแนวชายแดน

คนไทยผู้บริสุทธิ์ 15 คนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ไหนจะทรัพย์สินบ้านเรือนคนไทยที่เสียหาย

แทนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

ต้องบอกเขมรหยุดยั่วยุ หยุดสงคราม

ยอมตามเงื่อนไขไทย ไม่ใช่สร้างแต่ปัญหา

ไทยจะไม่เจรจาปัญหาอธิปไตยกับเขมร

เขมรอยากยกปัญหาทวิภาคีเป็นพหุภาคี

หาพวกมาช่วยกดดันไทย

คิดว่าไทยจะยอมหรือ

เป็นไงเป็นกัน!!
 

‘ฮุน มาเนต’ ดึงอาเซียนกดดัน!! ‘ไทย’ ปมปะทะชายแดน จุดไฟวิกฤต!! ชายแดนสระแก้ว ความเป็นเอกภาพ ‘อาเซียน’

(21 ก.ย. 68) สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว หลังเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับชาวกัมพูชา ได้ลุกลามไปสู่การเคลื่อนไหวทางการทูตที่ไม่ปกติ เมื่อฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รีบต่อสายตรงถึงอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วอนให้เข้าแทรกแซงโดยทันที

การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่ในเวทีภูมิภาค เพราะอาเซียนยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” มาตลอด แต่การที่กัมพูชาดึงประธานอาเซียนเข้ามากดดันไทย เท่ากับใช้ “หมวกอาเซียน” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนสั่นคลอน หากวันนี้มาเลเซียสามารถแทรกแซงไทยได้ วันหน้าไทยก็อาจใช้ตำแหน่งประธานอาเซียนไปก้าวก่ายปัญหาภายในประเทศอื่นเช่นกัน

สิ่งที่น่าจับตาคือความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำในภูมิภาค การที่ฮุน มาเนตเลือกโทรหาอันวาร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมาเลเซียกำลังนั่งตำแหน่งประธานอาเซียน ขณะที่กัมพูชาเป็นเลขาธิการอาเซียน และเบื้องหลังยังมีสายสัมพันธ์ยาวนานระหว่างอันวาร์ ฮุน เซน และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไทยที่เพิ่งถูกส่งเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังจากพยายามหลบเลี่ยงโทษด้วยการอ้างอาการป่วย

ย้อนกลับไปเมื่อธันวาคม 2567 มีรายงานจาก Matichon Weekly ว่า อันวาร์ อิบราฮิม แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เป็น “กุนซือประธานอาเซียน” อย่างไม่เป็นทางการ ขณะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทย เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ (Matichon Weekly, 17 ธ.ค. 2567)

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวในบทบาทประธานอาเซียนปี 2025 โดยอ้างอิงประสบการณ์ทางการเมืองและเครือข่ายส่วนตัวของเขา (Reuters, 16 ธ.ค. 2024) และ The Diplomat ยังวิเคราะห์ว่าทักษิณคือหนึ่งใน “informal advisory group” ที่อันวาร์ใช้เตรียมบทบาทการเป็นประธานอาเซียน (The Diplomat, ธ.ค. 2024)

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดย South China Morning Post เตือนว่าทักษิณอาจมีท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพเมียนมา (SCMP, ธ.ค. 2024) ขณะที่ Channel News Asia ชี้ว่าความไม่ชัดเจนเรื่องบทบาทที่ปรึกษาอาจช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางการทูต แต่ก็เสี่ยงกระทบต่อภาพลักษณ์ของอันวาร์เอง (CNA, ธ.ค. 2024) นอกจากนี้ Khaosod English ยังรายงานตรงไปตรงมาว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเยือนมาเลเซียของแพทองธาร (Khaosod English, 16 ธ.ค. 2024)

ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “ช่วยเหลือทางการทูต” แต่คือการใช้เวทีอาเซียนเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์ส่วนตัวและเครือข่ายทางการเมือง–ธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการลงทุนทับซ้อนกับเครือข่ายของทักษิณ เช่น เกาะกง และกลุ่มธุรกิจของลียง พัด ที่โยงกับทุนสีเทาและคาสิโน

ที่สำคัญ กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ทักษิณเคยเดินทางไปพนมเปญเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตทางการทูตกับไทยมาแล้ว เนื่องจากกัมพูชาปฏิเสธคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทักษิณมีฐานทางการเมืองนอกประเทศเพื่อเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลไทย

การโทรศัพท์ของฮุน มาเนต จึงไม่ใช่แค่ภาพผู้นำเพื่อนบ้านคุยกัน แต่สะท้อนถึงการบิดเบือนอาเซียนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำบางคน หากปล่อยให้เป็นบรรทัดฐาน อาเซียนจะเสี่ยงกลายเป็นเวทีผลประโยชน์ มากกว่าการเป็นประชาคมของประชาชนในภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top