Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

กระทรวงแรงงานกัมพูชา วอนชาวเขมรอย่าลอบเข้าไทย ชี้งานในประเทศยังเปิดกว้างต้อนรับ พร้อมรายได้ที่ยุติธรรมกว่า

(5 ก.ย. 68) กระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพกัมพูชา (MLVT) ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลักลอบข้ามแดนเข้าสู่ประเทศไทย โดยย้ำว่าภายในประเทศกัมพูชายังมีตำแหน่งงานรองรับจำนวนมาก และมีความปลอดภัยพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าแรงงานผิดกฎหมายในไทย

ซุน เมษา (Sun Mesa) โฆษกกระทรวงแรงงานฯ ระบุว่า การทำงานในกัมพูชาไม่เพียงแต่ปลอดภัยกว่า แต่ยังมีค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพและประกันสังคม ซึ่งแรงงานที่ไปทำงานผิดกฎหมายในไทยไม่ได้รับ พร้อมชี้ว่าการทำงานในท้องถิ่นช่วยให้คนอยู่กับครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย และเลี่ยงความเสี่ยงจากความรุนแรงหรือการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ด้านสำนักงานจัดหางานแห่งชาติรายงานว่าขณะนี้ ยังมีตำแหน่งงานว่างมากกว่า 90,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน สภาพัฒนากัมพูชา (CDC) เปิดเผยว่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนใหม่กว่า 400 โครงการทั่วประเทศ ก่อให้เกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 300,000 อัตรา

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงแรงงานฯ เน้นย้ำว่าประชาชนควรใช้ช่องทางสายด่วน 1297 หรือหน่วยงานท้องถิ่นในการหางานในประเทศ เพื่อรับรายได้และสวัสดิการที่มั่นคงกว่า พร้อมเตือนว่าการอพยพโดยไม่มีเอกสารนอกจากมีต้นทุนสูงแล้ว ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งการเลือกปฏิบัติ การเอาเปรียบ ไปจนถึงอาจถูกดำเนินคดีและจำคุกได้

‘ผบ.ทหารสูงสุด’ หารือ!! ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ออกแบบบังเกอร์!! ปกป้องประเทศ

(6 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด หารือ 'ดร.เอ้' สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในฐานะวิศวกร ในการทำโครงการออกแบบบังเกอร์ การใช้วัสดุ ที่แข็งแรงทนทาน ปกป้องชีวิตทหาร โดย ดร.เอ้ พร้อมสนับสนุน อีกทั้ง ตรงกับแนวทางของ 'พรรคไทยก้าวใหม่' ที่สนับสนุนฝ่ายความมั่นคง ในการปกป้องประเทศ

ทั้งนี้ แม้ พลเอก ทรงวิทย์ จะเกษียณ30 กย.นี้ และตั้งใจจะไป บวช สัก1-2 เดือน แล้วจะกลับมาช่วยสนับสนุน กองทัพ ในด้านต่างๆ ต่อไป
ดร.เอ้ มา ร่วมงาน 'สดุดีวีรชนทหารกล้า – ประชาชนผู้บริสุทธิ์' ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย

‘มทส.’ สุดเจ๋ง!! สร้างเครื่องระบบตัดสัญญาณควบคุมโดรนระยะไกล ส่งมอบกองทัพภาคที่ 2 ใช้งานจริงในพื้นที่ เสริมภารกิจป้องกันประเทศ

(6 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ได้มีพิธีแถลงข่าวเปิดตัวและทดสอบ “ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกล” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา และคณะวิจัย จากสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้ป้องกันและรับมือกับโดรนที่ก่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมี พ.อ.สาธิต อุ่นกาย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 กองทัพภาคที่ 2 และคณะเข้าร่วมสังเกตการณ์สาธิต

รศ.ดร.ชาญชัย ทองโสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มทส. กล่าวว่า ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลนี้ ระบบจะปล่อยสัญญาณรบกวนกำลังสูง ทำให้โดรนที่เข้ามาในพื้นที่สูญเสียการนำทางและสัญญาณควบคุมระยะไกลถูกตัดขาด ส่งผลให้โดรนหยุดนิ่งหรือตกลง สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งการป้องกันพื้นที่เฉพาะจุดหรือการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีระยะการรบกวนได้ไกลกว่า 2-10 กิโลเมตร

โดยทางทีมวิจัยได้ทำออกมา 2 แบบ คือ ระบบการตัดสัญญาณควบคุมโดรนแบบรอบตัวรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร ส่วนอีกรูปแบบนั้นเป็นแบบบังคับทิศทางซึ่งสามารถเลือกทิศทางที่ต้องการจะตัดสัญญาณโดรนที่บินเข้ามาได้รัศมีไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร โดยส่งสัญญาณไปในทิศทางด้านหน้า ซึ่งหลักการของเครื่องตัดสัญญาณก็คือ การส่งสัญญาณเข้าไปรบกวนโดรนทำให้ผู้บังคับโดรนนั้นไม่สามารถควบคุมโดรนที่ส่งออกมาได้

ดร.ชาญชัยกล่าวต่อว่า สำหรับระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลที่เห็นนั้นจะเป็นการกำจัดโดนแบบ soft kill คือเป็นการมุ่งเน้นไปที่การตัดหรือรบกวนสัญญาณ ซึ่งโดรนที่ใช้ในปัจจุบันจะแบ่งเป็นประมาณ 7 ประเภท โดยโดรนที่สามารถกำจัดด้วยวิธีการ soft kill มีอยู่ 4 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ โดรนที่ทำเองหรือโดรนทางการเกษตร ซึ่งถ้าสามารถรบกวนหรือตัดสัญญาณได้แล้วโดรนจะบินวนไร้ทิศทางและก็จะตกเมื่อแบตเตอรี่หมด

ประเภทที่ 2 คือ โดรนที่โดนรบกวนสัญญาณแล้วจะหยุดนิ่งจนกระทั่งแบตเตอรี่หมดแล้วก็ตกลงพื้น ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าถูกตัดหรือรบกวนสัญญาณแล้วโดรนจะนิ่งรอสัญญาณสักครู่จนกระทั่งไม่มีสัญญาณส่งมาจากผู้บังคับโดรน โดรนก็จะบินกลับไปยังโฮม คือผู้บังคับโดรนนั่นเอง และแบบที่ 4 คือ โดรนที่สลับความถี่หนีเครื่องรบกวนสัญญาณ แต่เครื่องของทาง มทส.ที่ผลิตนั้นสามารถตามไปรบกวนสัญญาณต่อได้ ถ้าสามารถรู้ความถี่ของโดรนบินเข้ามา

"ส่วนโดรนที่จำเป็นต้องใช้วิธีแบบ hard kill ที่เครื่องรบกวนสัญญาณไม่สามารถใช้การได้ คือ โดรนที่บินได้ด้วยระบบสายไฟเบอร์ออปติก, โดรนที่บินด้วยระบบการวาดแผนที่ และโดรนที่บินด้วยระบบ AI รวมทั้งโดรนบินด้วยระบบผสมทั้งหมด โดรนเหล่านี้ต้องใช้วิธีแบบ hard kill คือการยิงทำลาย" ดร.ชาญชัยกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 จะนำเครื่องและระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลดังกล่าวไปทดสอบและประยุกต์ใช้งานจริงในพื้นที่ชายแดน เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป

ชาวบ้านไม่ทน!! ขับไล่เมียเขมรของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หลังพบเป็นไส้ศึก...แอบถ่ายภาพอาวุธ-รถถังไทย ส่งทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ (7 ก.ย.68) ที่ศาลาประชาคมบ้านไซรไปร ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านรวมตัวประชุมเพื่อหารือกรณีหญิงชาวกัมพูชาชื่อ 'นางเขื่อน' ภรรยาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไส้ศึก แอบถ่ายภาพรถถังและอาวุธของทหารไทย ส่งต่อให้ฝั่งกัมพูชา รวมถึงแชร์โพสต์บิดเบือนใส่ร้ายทหารไทย ทำให้ชาวบ้านมีมติเรียกร้องให้ขับออกจากพื้นที่

นายสมบัติ สุขงาม กำนัน ต.ไพรพัฒนา ระบุว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจต่อชุมชนชายแดน เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียด จึงเชื่อว่าการแชร์พิกัดและข้อมูลทางทหารอาจกระทบต่อความปลอดภัยของชาวบ้านและกองกำลังในพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากรวมหลักฐานการโพสต์และคลิปบิดเบือนมานำเสนอในการประชุม

ต่อมา วันที่ 8 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ปกครอง ทหาร ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ร่วมประชุมตรวจสอบ พบว่านางเขื่อนแม้จะมีพาสปอร์ตถูกต้อง แต่วีซ่าขาดอายุตั้งแต่ พ.ค. 2566 อีกทั้งมีญาติรวม 7 คน ที่บางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงสรุปผลให้ดำเนินคดีตามกฎหมายและผลักดันออกนอกประเทศ

พ.ต.ท.หญิง มณีพร บุญเลี้ยง สารวัตร ตม. เปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อหาอยู่เกินกำหนด 2 ราย และข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 5 ราย ก่อนนำตัวทั้งหมดไปบันทึกการจับกุม ส่งฟ้องศาล และเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ชาวบ้านไซรไปรกว่า 200 คนที่มารอฟังผลพอใจกับการดำเนินการ และแยกย้ายกลับโดยสงบ

2 นักข่าวกัมพูชาคอตก!! ถูกจับยัดซังเต ข้อหา ‘กบฏชาติ’ ฐานถ่ายภาพติดทุ่นระเบิด PMN-2 บนปราสาทตาควาย

(9 ก.ย. 68) นักข่าวออนไลน์ชาวกัมพูชา 2 คนถูกตั้งข้อหา 'กบฏต่อชาติ' หลังจากขึ้นไปถ่ายภาพบนปราสาทตาควายในจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานว่ากัมพูชายึดพื้นที่ไว้ได้ตามข้อตกลงหยุดยิง แต่ภาพที่เผยแพร่กลับเห็นทุ่นระเบิด PMN-2 จนถูกทางการจับกุมและกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

รายงานจาก RFI Khmer และแถลงการณ์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน Licadho ระบุว่า พร โสเพียบ (Porn Sopheap) และ เพียบ เพียรา (Pheap Pheara) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวออนไลน์ TSP 68 TV Online ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม โดยถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลแก่รัฐต่างประเทศซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อประเทศ และขณะนี้ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดเสียมราฐ

ทั้งนี้ ข้อหากบฏต่อชาติมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ถึง 15 ปี ทำให้คดีของนักข่าวทั้งสองเป็นที่จับตามองจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่กังวลว่า กัมพูชาอาจใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อ จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

กัมพูชาฟันรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกว่า 620,000 ล้านบาท สามารถซื้อเครื่องบินรบ ‘กริพเพน’ ได้เป็นกองทัพ

(9 ก.ย. 68) จากการรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ซึ่งมีการเปิดเผยรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ 

โดยตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาเทียบกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของไทย ที่มีราคาประมาณ 4,875 ล้านบาทต่อเครื่อง หากกัมพูชานำรายได้สแกมเมอร์มาใช้ ก็สามารถจัดหา Gripen E/F ได้มากถึง 130 ลำ 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงท่ามกลางกระแสที่นักศึกษากัมพูชาในสหรัฐฯ ระดับปริญญาโทด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้ออกแคมเปญรณรงค์ให้ชาวกัมพูชาร่วมลงชื่อ และเตรียมส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสวีเดน เพื่อขอให้พิจารณาระงับการขายอาวุธให้แก่ประเทศไทย

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top