Friday, 3 July 2026
WORLD

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หวังไทย-กัมพูชาหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อคุ้มครองพลเรือน รักษาสันติภาพและและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ขอให้ยับยั้งชั่งใจอย่าง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 เฟซบุ๊กเพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน(นายกัว เจียคุน) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้ผู้นำของบางประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่เหตุปะทะในชายแดนไทย-กัมพูชายังดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า ฝ่ายจีนจะมีความเห็นอย่างไร และฝ่ายจีนได้มีความพยายามอะไรบ้างเพื่อผลักดันการหยุดยิง

ตอบ: ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชนทั้งสองประเทศ ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ย้ายออกไม่ได้ จีนมีสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศเอง” ภารกิจที่ด่วนที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง หยุดการสู้รบ และคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสองฝ่ายจะมองในแง่ของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของบริเวณชายแดนและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสอง ยับยั้งช่างใจอย่างสุดซึ้ง และดำเนินมาตรการทุกประการที่เอื้อต่อการบรรลุการหยุดยิง เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดโดยเร็ว

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายจีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดโดยหลายช่องทางหลายระดับตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและจัดเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง สนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่ทั้งสองฝ่ายล้วนยอมรับ ฝ่ายจีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ และจะทำต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ตามแนวทางของตนเองในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1GZf3zNeYQ/

2 แพนด้าจีน ถูกส่งคืนก่อนกำหนด รัฐบาลโตเกียวขอให้คงอยู่ในสวนสัตว์ จีนไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น สัมพันธ์ทั้งสองประเทศตึงเครียดและแปรปรวน

(16 ธ.ค. 68) ญี่ปุ่นเตรียมส่งแพนด้าคู่แฝด "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" ที่สวนสัตว์อุเอโนะ กรุงโตเกียว กลับประเทศจีนก่อนครบกำหนดสัญญายืมตัวในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะถึงนี้

รายงานจากสื่อญี่ปุ่นเช่น "อาซาฮี ชิมบุน" ระบุว่ารัฐบาลกรุงโตเกียวได้พยายามขอให้แพนด้าทั้งสองตัวอยู่ต่อในสวนสัตว์เนื่องจากได้รับความนิยมสูงและดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก แต่จีนไม่เห็นด้วยกับคำขอนี้ตามที่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ "นิกเคอิ" รายงาน

ขณะที่การติดต่อขอความคิดเห็นจากรัฐบาลกรุงโตเกียวได้รับการปฏิเสธ ทั้งนี้ โตเกียวกำลังพยายามยืมแพนด้าคู่ใหม่มาแทนแต่โอกาสจะเกิดขึ้นก่อนส่งกลับแพนด้าคู่เดิมนั้นต่ำมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสองแห่งในเอเชียกำลังเผชิญความตึงเครียดหลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ 'ซานาเอะ ทาคาอิจิ' ส่งสัญญาณแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นดินแดนของตน

สวนสัตว์อุเอโนะมีประวัติยาวนานในการใช้ "การทูตแพนด้า" ร่วมมือกับจีนและสหรัฐฯ โดย "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" เกิดเมื่อปี 2021 จากแม่แพนด้า "ชินชิน" ที่ได้มาจากจีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งกลับจีนเมื่อปีที่แล้ว
 

Google Translate เปิดตัวฟีเจอร์ 'แปลภาษาผ่านหูฟัง' แบบเรียลไทม์ คุณสมบัติใหม่สุดล้ำแปลได้กว่า 70 ภาษา นำร่องระบบ Android ก่อนเปิดใช้ใน iOS ปีหน้า

(ซินหัว) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์เวอร์ชันเบตาที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ผ่านหูฟังได้ ซึ่งเป็นความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงบริการแปลภาษาและการเรียนรู้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่นี้ ซึ่งใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันกูเกิล ทรานสเลต (Google Translate) จะให้การแปลแบบเรียลไทม์โดยคงไว้ซึ่งน้ำเสียง การเน้นเสียง และจังหวะการพูดของผู้พูด ทำให้เข้าใจการสนทนาได้ง่ายขึ้น

โรส เหยา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการค้นหาของกูเกิล โพสต์ข้อความว่าไม่ว่าคุณต้องการสนทนาในภาษาอื่น ฟังการพูดหรือการบรรยายขณะอยู่ต่างประเทศ หรือดูรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ในภาษาอื่น ตอนนี้คุณสามารถใส่หูฟัง เปิดแอปฯ แปลภาษา กดฟังก์ชัน "การแปลสด" และฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ในภาษาที่คุณต้องการได้

ขณะนี้ฟีเจอร์เวอร์ชันเบตากำลังทยอยเปิดให้ใช้งานบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ (Android) ในสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย โดยรองรับมากกว่า 70 ภาษา และใช้งานได้กับหูฟังทุกประเภท โดยกูเกิลกล่าวว่ามีแผนจะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) และประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2026
 

กราดยิง “บอนไดบีช” กลางพิธีฮานุกกาห์ ผู้คนแตกตื่นหนีตายริมชายหาด ตำรวจนิวเซาท์เวลส์ยืนยันผู้เสียชีวิตรวมมือปืน 1 ราย หน่วยงานเร่งสืบสวนแรงจูงใจ

(15 ธ.ค. 68) รัสเซียติดตามสถานการณ์ยิงกราดในซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังเหตุรุนแรงที่ชายหาดบอนไดบีชเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมผู้ยิง 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุในสปุตนิกว่า "เรากำลังติดตามข่าวที่น่าสยดสยองจากออสเตรเลีย การยิงผู้บริสุทธิ์ในช่วงวันหยุดทางศาสนาเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง" พร้อมบอกว่า สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในแคนเบอร์ราและกงสุลใหญ่ในซิดนีย์ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีพลเมืองรัสเซียได้รับผลกระทบหรือไม่

รายงานจากตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่ามือปืนหลายคนเปิดฉากยิงในเขตบอนไดบีชขณะชุมชนยิวฉลองเทศกาลฮานุกกาห์ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย รวมมือปืน 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย นอกจากนี้ยังมีตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวยิวกำลังทำพิธีจุดเทียนฮานุกกาห์ในชุมชน

เหตุการณ์ยิงกราดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนขวัญในออสเตรเลีย ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานหลายประเทศเฝ้าติดตามผลกระทบ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทันที


ที่มา : Sputnik

‘ดร.อักษรศรี’ มองปมพบอาวุธจีนพื้นที่สู้รบ ชี้ Poly Technologies ไม่มีอิสระเลือกลูกค้าเอง ต้องผ่านการคัดกรองจากรัฐและกองทัพจีน ทุกดีลสะท้อนการคำนวณ 'อำนาจและอิทธิพล'

(15 ธ.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกองทัพไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชาบนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมากเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้ว่า Poly Technologies เป็นผู้จัดส่งอาวุธให้กัมพูชาโดยตรง การยืนยันผู้จัดส่งอาวุธ ต้องอาศัยหลักฐานเอกสารไม่ใช่เพียงการพบการใช้งานอาวุธในพื้นที่ และจำเป็นต้องรอคำชี้แจงจากทางการจีน 

โดยระบุว่า ถามมาตอบไป  Poly Technologies บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด ?

 ภูมิหลัง 
Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

Key Message  
Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพ PLA

คำตอบ
Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

โครงสร้างการตัดสินใจ

1) ระดับพรรคและรัฐ
การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน PLA ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน
หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies
บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย  การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น  ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 สรุป Poly Technologies
- ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ 
- มีอิสระเชิงพาณิชย์ ภายใต้กรอบรัฐ
- มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง
- การขายอาวุธของจีนสะท้อนการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

สหรัฐฯ ควรรีบฟื้นสัมพันธ์กับรัสเซีย เพราะมีความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คาดเห็นการเจรจาแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้น หวังร่วมมือเศรษฐกิจ ‘สหรัฐฯ–รัสเซีย’ ในอนาคต

(14 ธ.ค. 68) จอร์จ ปาปาโดปูลอส อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยชี้ว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก และการเจรจาระหว่างสองประเทศจะมีความจำเป็นมากขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยผ่อนคลายท่าทีต่อซีเรีย

เขากล่าวว่า แนวโน้มการพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัวระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ| ชีวประวัติและข้อเท็จจริง

รายงานระบุว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้พบกับสตีฟ วิตคอฟ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 5 ชั่วโมง ครอบคลุมข้อเสนอแผนสันติภาพยูเครน และโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตของทั้งสองประเทศ


ที่มา : Sputnik

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 

วิเคราะห์สูตร 'ภาษีกดปุ่มหยุดยิง' ของทรัมป์ ชี้ไทยควรรับสายเพื่อมนุษยธรรม แต่ต้องยืนยัน 'กรอบทวิภาคี' พร้อมแยกความมั่นคงออกจากการค้าให้ชัดเจน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาประกาศอีกครั้งว่าจะโทรศัพท์คุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา หลังสถานการณ์ปะทะชายแดนระหว่างสองประเทศกลับมาบานปลายอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายไทยส่งสัญญาณ "ระวังตัว" โดยย้ำว่าควรแก้ปัญหาแบบทวิภาคี และพร้อมชี้แจงหากได้รับสายจริง

ประเด็นที่น่าจับตาคือ "สูตรเดิม" ของทรัมป์ที่เคยใช้มาก่อน นั่นคือการใช้แรงกดดันทางการค้าและภาษีเป็นคันโยกเพื่อบังคับให้เกิดโต๊ะหยุดยิง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "คุยหรือไม่คุย" แต่คือ คุยแล้วไทยจะได้อะไร และต้องกันอะไรไม่ให้เสีย

โอกาสที่ไทยอาจได้รับ

หากสายจากทำเนียบขาวสามารถกดปุ่มหยุดยิงชั่วคราวได้จริง ไทยจะได้ "เวลาหยุดเลือดไหล" แบบเร่งด่วน ทำให้สามารถอพยพพลเรือน ส่งความช่วยเหลือ เปิดทางรับ-ส่งผู้บาดเจ็บ และคลายความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ทันที

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์มักทำเรื่องหยุดยิงให้เป็น "คำประกาศสาธารณะ" จะสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องแสดงท่าทีตอบสนอง สำหรับไทย นี่คือการได้ "ตัวเร่ง" ให้เกิดโต๊ะเจรจาโดยไม่ต้องเพิ่มไฟในสนามจริง

ช่องทางตรงกับผู้มีอำนาจสูงสุดของสหรัฐยังทำให้ไทยส่งสารและยืนยันเงื่อนไขได้เร็วกว่าเล่นผ่านหลายชั้นของการทูตปกติ โดยเฉพาะในจังหวะที่สถานการณ์กำลังไหลไปสู่ความสูญเสียเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม หากไทยคุยโดยไม่วางเกมอย่างรอบคอบ อาจเสี่ยงถูกทำให้ "อธิปไตย" กลายเป็นตัวประกันของการค้าและภาษี ถ้ายอมให้สูตร "ภาษีกดปุ่มหยุดยิง" สำเร็จหนึ่งครั้ง มันอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ใครถืออำนาจเศรษฐกิจมากกว่าก็สามารถใช้มันกดปุ่มความมั่นคงของเราได้

การหยุดยิงแบบเร่งด่วนอาจช่วยลดความสูญเสียเฉพาะหน้า แต่ถ้าไม่มีระบบติดตามผลและกลไกแก้รากปัญหา ประเทศอาจได้แค่ "พักรบ" แล้วกลับมาจ่ายต้นทุนเดิมซ้ำ นี่คือความเสี่ยงของการถูกลากเข้า "เกมโชว์ตัวกลาง" ที่เป้าหมายไม่ใช่สันติภาพยั่งยืน

ในมิติการเมืองภายใน ทุกท่าทีต่อคนกลางต่างชาติถูกอ่านเป็นคะแนนนิยมทันที คุยแบบไม่กำหนดกรอบอาจถูกโจมตีว่าเอาอธิปไตยไปแลกดีล แต่ไม่คุยเลยก็เสี่ยงถูกโจมตีว่าทิฐิจนปล่อยสถานการณ์บาน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากจบด้วย "สายจากสหรัฐ" มากกว่ากลไกภูมิภาค สัญญาณที่ส่งออกไปคือภูมิภาคจัดการตัวเองไม่ได้ และครั้งหน้าอาจมีผู้เล่นรายอื่นยื่นข้อเสนอพร้อม "ราคา" เข้ามาอีก

กลยุทธ์ที่ไทยควรใช้

ไทยควร "รับสาย" เพื่อหยุดเลือดไหล แต่ต้อง "ตั้งกรอบ" ให้ชัดตั้งแต่นาทีแรก เพื่อไม่ให้การหยุดยิงถูกผูกกับการค้าหรือภาษี

หนึ่ง เรียกร้องหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันที เปิดทางช่วยเหลือ อพยพ และดูแลพลเรือน

สอง ยืนยันว่ากรอบเจรจาเป็นทวิภาคีและ/หรือภูมิภาค ให้ไทยคุยกับกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ให้คนกลางกลายเป็นผู้กำกับเกมระยะยาว

สาม ไม่ผูกชายแดนกับภาษีและการค้า กันไม่ให้เกิด "ภาษีบังคับสันติภาพ" และแยกไฟล์ความมั่นคงออกจากโต๊ะการค้า

ดังนั้น การคุยกับทรัมป์อาจเป็นโอกาสให้ไทยได้หยุดยิงเร็ว แต่หากไม่ตั้งกรอบอย่างรอบคอบ ไทยอาจเสียอธิปไตยเชิงนโยบายให้กับสูตรใหม่ของโลกที่ใครถือภาษีก็ถือรีโมตความมั่นคงของคนอื่นได้ ความท้าทายคือการใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นตัวประกันของเกมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 

จากมาตรการห้ามจับปลา ในแม่น้ำแยงซี 10 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมหาทางออกให้ชาวประมงกว่าแสนราย มีงานรองรับ และได้รับบำนาญทั้งหมด

(11 ธ.ค. 68) รัฐบาลจีนเผยความคืบหน้าสำคัญของมาตรการห้ามจับปลาในแม่น้ำแยงซีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำและคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทระบุว่าจีนสามารถผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุรักษ์และการดูแลชีวิตชาวประมงที่ต้องยุติอาชีพด้านประมง

ภาครัฐร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดมาตรการช่วยเหลือด้านอาชีพและสวัสดิการ ส่งผลให้ชาวประมง 142,000 คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รับการจ้างงานใหม่ครบถ้วน และชาวประมงที่มีคุณสมบัติ 220,000 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมกองทุนประกันบำนาญแล้วทั้งหมด

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำแยงซีมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในปี 2025 มีการปล่อยปลาสเตอร์เจียนจีนกว่า 970,000 ตัว และกว่า 60% ได้ว่ายออกสู่ทะเลผ่านปากแม่น้ำแยงซี สะท้อนการฟื้นคืนถิ่นอาศัยที่สมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าฟื้นฟูถิ่นอาศัยสำคัญ จัดการพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด และดำเนินการเพาะพันธุ์–ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการประกาศห้ามจับปลาในพื้นที่อนุรักษ์ 332 แห่งเมื่อปี 2020 ก่อนขยายสู่มาตรการห้ามจับปลาตลอดลำน้ำสายหลักและสาขาสำคัญซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2021


ที่มา : Xinhua
 

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 

ชนกับประเทศเวียดนาม แต่กล้าเล่นเกมชายแดนกับไทย เปิดเบื้องหลัง 40 ปีที่ผูกหุ่นการเมือง และเศรษฐกิจไว้กับฮานอ

ในสายตาคนไทย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า  “ทำไมฮุนเซนถึงกล้าเล่นแรงกับไทย แต่ไม่เคยเห็นดราม่าชายแดน–การเมืองกับเวียดนามในระดับเดียวกันเลย?”

 

คำตอบไม่ได้มีแค่ “กล้า–ไม่กล้า” แบบอารมณ์คน แต่คือโครงสร้างอำนาจ 40 ปีที่เวียดนามสร้าง–ประคอง–ผูกผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซน จนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีเหตุผลอะไรจะเปิดศึกกันเอง

 

บทความนี้ขอชวนมองแบบ “แกะระบบ” ว่า เวียดนามทำอะไรกับฮุนเซนไว้ตั้งแต่ต้น จนวันนี้กัมพูชากล้าใช้ไทยเป็นตัวละครในเกมชาตินิยม แต่ไม่เอาเวียดนามมาเล่น

 

1. จุดเริ่มต้น: ฮุนเซนคือผลผลิตของสงครามที่เวียดนามเป็นคนเปิดเกม

 

ธันวาคม 1978 เวียดนามบุกโค่นเขมรแดง เปิดทางให้ตั้งระบอบใหม่ชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK)” ใต้การอุปถัมภ์ของฮานอย 

ในรัฐบาลใหม่นั้น ฮุนเซนถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศตั้งแต่อายุราว 26 ปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นนายกฯ ในเวลาต่อมา สื่อต่างประเทศและงานวิชาการจำนวนมากบันทึกตรงกันว่า เขาคือหนึ่งในแกนนำที่เวียดนาม “เลือกแล้วว่าคุยกันรู้เรื่อง”

 

พูดแบบภาษาตรง ๆ คือ ถ้าไม่มีเวียดนามบุกเขมรแดง – ก็ไม่มีฮุนเซนในแบบที่เรารู้จักทุกวันนี้

 

เส้นทางสู่การเป็น “ผู้นำเบอร์หนึ่งของกัมพูชา” ของฮุนเซน จึงไม่ใช่เส้นทางแบบผู้นำชาตินิยมที่ลุกขึ้นสู้เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามคือ เกิด–โต–แข็ง บนการหนุนจากเวียดนาม

 

2. วาทกรรม “กตัญญูเวียดนาม”: ประกาศกลางโลกว่าไม่มีฮุนเซนถ้าไม่มีฮานอย

 

ตลอดหลายสิบปีของการครองอำนาจ ฮุนเซนไม่เคยซ่อนความผูกพันกับเวียดนามเลย ตรงกันข้าม เขาพูดในที่สาธารณะหลายครั้งว่า:

  • ถ้าไม่มีเวียดนามเข้ามาโค่นเขมรแดง ก็ “ไม่มีฮุนเซน และไม่มีประเทศกัมพูชาในแบบวันนี้”
  • ในพิธีรำลึกชัยชนะเหนือเขมรแดง เขาย้ำซ้ำ ๆ ถึง “เลือดเนื้อของทหารเวียดนาม” ที่สละชีวิตในกัมพูชา และกล่าวขอบคุณทั้งพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามอย่างเปิดเผย

 

ข้อความพวกนี้คือการ “ล็อกกรอบเรื่องเล่า” ว่าเวียดนามไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนผู้ช่วยชีวิต และการโจมตีเวียดนามแรง ๆ ในเชิงชาตินิยม เท่ากับกระทืบประวัติศาสตร์ที่ตัวเองยืนอยู่

 

เพราะฉะนั้น ถามว่า “ทำไมไม่เห็นฮุนเซนปลุกม็อบด่าเวียดนามแบบที่ด่าไทย?” ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น ตำนานตัวเองจะพังทั้งชุด

 

3. เวียดนามไม่เล่นศึกชายแดน แต่เล่น “สัญญาเขตแดน” ให้จบ แล้วล็อกเกมยาว

 

เรื่องชายแดนกัมพูชา–ไทย กับกัมพูชา–เวียดนามมีความต่างสำคัญ:

  • ฝั่งเวียดนาม–กัมพูชา มีสนธิสัญญาเขตแดนปี 1985 มีสนธิสัญญาเพิ่มเติมปี 2005 และล่าสุดปี 2019 ทั้งสองประเทศลงนามสนธิสัญญาเสริม และแลกเปลี่ยนสัตยาบันว่าด้วยการปักปันเขตแดนบนบกเกือบทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว

 

แม้จะมีฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาด่าแรง ว่าข้อตกลงเหล่านี้อิงเอกสารยุคเวียดนามยึดครอง และอาจกระทบอธิปไตยกัมพูชา แต่รัฐบาลฮุนเซนก็เดินหน้ารับรองในสภาแบบรวดเดียวผ่าน

 

แปลว่าในเชิงโครงสร้าง ฮุนเซนเลือก “ปิดเกมชายแดนกับเวียดนามด้วยปากกา” ไม่ใช่ด้วยปืน

 

ผลลัพธ์คือ

  • ชายแดนฝั่งเวียดนามค่อนข้างนิ่ง
  • เวียดนามพอใจที่มีเพื่อนบ้านที่ “เคลียร์แผนที่กันแล้ว”
  • ระบอบฮุนเซนได้ “การันตี” ว่าจะไม่มีเรื่องชายแดนฝั่งตะวันออกมาปั่นให้ระบอบตัวเองสั่นคลอนได้ง่าย ๆ

 

4. ผูกหุ่นทางเศรษฐกิจ: เวียดนาม = ตลาด–โรงงาน–หุ้นส่วนระยะยาว

 

นอกจากการเมืองและทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ :

  • การค้ากัมพูชา–เวียดนาม โตเกินหลายเท่าในรอบสิบปี จากหลักพันล้านดอลลาร์ ไปสู่ระดับกว่าสิบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • เป้าร่วมล่าสุดคือดันตัวเลขการค้าสองประเทศให้แตะ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางปฏิบัติ เวียดนามไม่ใช่แค่ “เพื่อนการเมือง” แต่คือ

  • ทางผ่านสินค้า–โลจิสติกส์ ไปออกทะเลและเชื่อมต่อเศรษฐกิจใหญ่
  • แหล่งทุน–โครงการลงทุนของเอกชนเวียดนามในกัมพูชา
  • และเป็น “ตัวอย่างประเทศ” ที่โตเร็ว ยืนบนฐานเศรษฐกิจแข็ง

 

ดังนั้น สำหรับผู้นำแบบฮุนเซน การชนกับเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันคือการระเบิดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตัวเอง

 

5. แล้วทำไมไทยถึงโดนเล่นเกมชาตินิยมบ่อยกว่าเวียดนาม?

 

ถ้าดูให้ครบทุกมิติ จะเห็น pattern ประมาณนี้:

ฝั่งเวียดนาม

  • คือผู้โค่นเขมรแดงและปั้นรัฐบาลใหม่ให้ฮุนเซน
  • มีสนธิสัญญาเขตแดนที่ฮุนเซนเองยอมรับและผลักดัน
  • ผูกแน่นด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ–การเมือง

 

โจมตีเวียดนามแรง ๆ =

  • ขัดกับเรื่องเล่าที่ใช้สร้างความชอบธรรมของตัวเอง
  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหนัก
  • เปิดช่องให้ฝ่ายค้านย้อนว่า “แล้ว 40 ปีที่นายอยู่ภายใต้อิทธิพลเวียดนามล่ะ?”

 

ฝั่งไทย

  • มีประวัติศาสตร์ขัดแย้งชายแดน–เขตแดน ที่หยิบมาเล่าใหม่ได้ตลอด
  • กระแสชาตินิยมต่อต้านไทยในกัมพูชาถูกผลิตซ้ำเป็นระยะ เช่น ช่วงพิพาทปราสาทพระวิหาร
  • การชี้นิ้วใส่ไทยในยามวิกฤต ช่วยสร้างภาพ “ศัตรูภายนอก” เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองในประเทศ

 

พูดแบบไม่อ้อมค้อม: ไทยคือคู่ขัดแย้งที่ “เล่นการเมืองได้” ส่วนเวียดนามคือเสาหลักที่ “ห้ามแตะ”

 

6. เวียดนาม “ทำอะไร” กับฮุนเซนกันแน่?

 

สรุปในมุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เวียดนามทำ 4 อย่างนี้กับฮุนเซน (และระบอบเขา):

  1. 1) ช่วยให้เกิดและอยู่รอด – บุกโค่นเขมรแดง และติดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ฮุนเซนเป็นแกนนำตั้งแต่แรก
  2. 2) ให้ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ – สร้างเรื่องเล่าร่วมกันว่า “เวียดนามช่วยกัมพูชาพ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ซึ่งฮุนเซนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น narrative หลักของระบอบ
  3. 3) ปิดเกมชายแดนด้วยสัญญา – ผลักสนธิสัญญา 1985 – 2005 – 2019 ให้ชายแดนส่วนใหญ่ “นิ่ง” แล้วลิงก์เสถียรภาพนั้นเข้ากับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน
  4. 4) ผูกผลประโยชน์เศรษฐกิจ–การค้าในระดับโครงสร้าง – ทำให้การชนเวียดนาม = ทำลายอนาคตเศรษฐกิจของตัวเอง มากกว่าผลิตคะแนนนิยม

 

เมื่อเอาทั้งสี่ข้อนี้มารวมกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ฮุนเซนจะกล้าเล่นแรงกับไทย แต่กับเวียดนาม เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งให้ “รุกราน” ตั้งแต่แรก — เพราะทั้งตัวเขาและระบอบที่เขาสร้างขึ้นมา ถูกผูกและปั้นขึ้นมาจากฝั่งฮานอยตั้งแต่วันเกิดใหม่ทางการเมืองแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top