Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ เมนูสุดเด็ดเชฟส์เทเบิ้ล ของดีเมืองตรัง ได้รสสัมผัสข้าวยำปักษ์ใต้ หอมกลิ่นสมุนไพร ลองแล้วจะติดใจ!!

เปิดสูตรเด็ด ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ อาหารกินเล่นสุดว้าว จากเชฟส์เทเบิ้ล ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จนเป็นเมนูยอดฮิตของรีสอร์ทหนึ่ง ในจังหวัดตรัง

‘ข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ’ เมนูสุดว้าวจากเชฟส์เทเบิ้ล อร่อย 1 คำ จะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย

แม้ข้าวยำจะเป็นอาหารประจำถิ่นที่นิยมรับประทานใน 3 จังหวัดชายแดนได้ และล่าสุด ‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม’ (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ภายใต้โครงการการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ‘รสชาติ...ที่หายไป’ (The Lost Tasts) ประจำปี 2566 ซึ่งจังหวัดได้รับการคัดเลือก ‘ข้าวยำโจร’ นั้นข้าวยำโจร ก็มีลักษณะเป็นข้าวยำคลุกด้วยเครื่องสมุนไพร ก็ไม่ต่างกับข้าวยำคลุกในจังหวัดอื่นในภาคใต้

แต่ที่จังหวัดตรัง นายจิรวัฒน์ วิระพรสวรรค์ หรือมิก อายุ 28 ปี หนุ่มสถาปนิก จากรั้วสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับบ้านช่วยครอบครัวบริหารรีสอร์ท และเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร จนนับได้ว่าเป็น เชฟส์เทเบิ้ล แนวหน้าคนหนึ่งของจังหวัดตรัง โดยการคิดและค้นหาวัตถุดิบในชุมชนมารังสรรค์เป็นอาหารสุดว้าว ที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านเมนูจานอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้น โดยแต่ละเมนูนั้นจะมีความพิเศษทั้งในเรื่องของวัตถุดิบและเรื่องราวมากมายที่เกิดจากชุมชน มานำเสนอในจานอาหาร

โดยนำ ‘ข้าวเบายอดม่วง’ ข้าวพื้นเมืองชื่อดังที่กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้ได้รับ GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นข้าวพื้นเมืองของจังหวัดตรัง มาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเมนูที่หลากหลาย โดยเฉพาะข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ นอกจากนี้มีการวิจัยพบว่าข้าวเบายอดม่วงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง แต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ รับประทานแล้วไม่อ้วน และข้าวเบายอดม่วง มีลักษณะเนื้อข้าวที่เหนียวหนึบนุ่ม คล้ายกับข้าวญี่ปุ่น เหมาะต่อการนำมาทำข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ เวลาม้วนข้าวจะมาแตก เกาะตัวกับไส้ได้เป็นอย่างดี

เพิ่มความอร่อยด้วยการนำหมูย่างเมืองตรัง ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ในปี พ.ศ. 2548 มาเป็นส่วนผสมในข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบด้วย เมื่อรับประทานข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ 1 คำจะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย เปรียบได้กับกินจังหวัดตรังไปเลยที่เดียว

การทำเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง ทางนายจิรวัฒน์ ก็ได้นำสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนของรีสอร์ท มาเป็นส่วนผสมไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ ในมะกรูด ใบชะพลู ดอกดาหลา ถั่วฝักยาว มะม่วงเบา มะพร้าวคั่ว และที่ต้องซื้อหาเพิ่มเติม เช่น กุ้งแห้งป่น พริกป่น น้ำบูดู ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากนำเครื่องข้าวยำ ที่เตรียมไว้ใสลงไปในถ้วยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำบูดูลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นนำใบชะพลูมาเรียงก่อนที่จะตักข้าวยำที่คลุกเคล้าแล้ว ลงไปวางบนใบชะพลูตามด้วยการใส่หมูย่างลงไป ก็ทำการม้วนให้แน่น

ก่อนนำไปชุบแป้งทอดกรอบ และนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ประมาณ 5-10 นาที ตักขึ้นมาพักให้เย็นจึงจะหันมาเป็นชิ้นๆ รับประทานเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง 1 คำ จะได้รสสัมผัสที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นตรัง เพราะมีทั้งความเป็นข้าวยำ น้ำบูดู แบบฉบับของปักษ์ใต้ หอมหวานด้วยหมูย่างเมืองตรัง ความกรอบนอกนุ่มในของแป้งและใบชะพลู อร่อยไปอีกแบบ

ส่วนใครสนใจ ลิ้มลองเมนู ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ ไปกันได้ที่ห้องอาหาร กะช่องฮิลล์ รีสอร์ท 45 หมู่ 7 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง โทรศัพท์ : 075-573-513 ส่วนใครจะนำไปทำรับประทานเองก็ไม่หวงสูตร

ธปท.สภอ.จัดงานสัมมนาวิชาการ “ขับเคลื่อนภาคการเกษตรอีสานให้ ‘เปลี่ยนผ่าน’ สู่ความยั่งยืน”

ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) จัดงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2566  เมื่อวันอังคารที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง Convention 2-3 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ได้รับทราบทิศทางเศรษฐกิจการเงิน นโยบาย ธปท. รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจภาคอีสานในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อการวางแผนของภาคธุรกิจและครัวเรือน ตลอดจนรับฟังมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรเพื่อยกระดับและขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งภาคธุรกิจ ภาคเกษตร สถาบันการเงิน การศึกษา หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ (online) และ ณ สถานที่จัดงาน (onsite) โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 3 ช่วง

ในช่วงแรก เป็นช่วง Perspectives ในหัวข้อ “ชวนคุยทิศทางเศรษฐกิจ ชวนคิดปรับโครงสร้างภาคเกษตรอีสาน” โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภอ. นำเสนอผลประมาณการเศรษฐกิจอีสาน (Gross Regional Product: GRP) เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจอีสานบางช่วงแตกต่างไปจากประเทศ รวมทั้งยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการไปข้างหน้า ทำให้การพิจารณาเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจประเทศอาจไม่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาค ธปท.สภอ. จึงได้ศึกษาและจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคที่ให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งผลประมาณการเศรษฐกิจอีสานปี 66 คาดว่าหดตัวในช่วงร้อยละ -2.0 ถึง -1.0 โดยหดตัวเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคก่อสร้าง และปี 67 ขยายตัวเล็กน้อย อยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่อีสานพึ่งพิงมากถึง 1 ใน 3 ได้แก่ ภาคเกษตรและการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรหดตัวจากสถานการณ์ภัยแล้ง เช่นเดียวกับด้านรายได้สุทธิของครัวเรือนในภาคอีสาน ปี 66-67 ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีมากถึง 4.3 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ GRP ที่ขยายตัวต่ำใน 2 ปีนี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังของโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่ผลิตภาพลดต่ำลงตลอดในช่วง 5 ปีหลังนี้ นอกจากนี้ ธปท. สภอ. ได้พัฒนาเครื่องชี้ Well-being Index สะท้อนความกินดีอยู่ดีของคนในอีสาน พบว่า แม้มิติด้านรายได้และการจ้างงานโดยรวมอีสานต่ำกว่าระดับประเทศ แต่ด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานมีความโดดเด่นกว่าภาพรวมประเทศโดยเปรียบเทียบ สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนในอีสานในระยะข้างหน้า ท้ายสุด ธปท.สภอ. ให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการมีส่วนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินภาคอีสานในระยะยาว ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ในพื้นที่

ช่วงที่สอง สนทนากับผู้ว่าการ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย” ได้รับเกียรติจาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่องตามภาคการท่องเที่ยว แม้ว่า GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 66 ออกมาต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวโน้มในปีนี้ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว จากการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัว ทั้งนี้ ธปท. จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ในเดือน ก.ย. 66 โดยคาดว่าจะปรับลดลงจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากการชะลอของเศรษฐกิจจีนและ Global Electronic Cycle ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ภาพรวมยังเพิ่มขึ้นได้ตามคาด แม้นักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน รายได้ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุดเดือน ก.ค. 66 ยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจอีสานฟื้นตัวช้ากว่าประเทศและทุกภาค เนื่องจากประเทศและภาคอื่นมีภาคการท่องเที่ยวมาสนับสนุน ขณะที่อีสานยึดโยงกับภาคเกษตรซึ่งมีปัจจัยกดดันจากภัยแล้ง สำหรับทิศทางนโยบายการเงินมาถึงจุดเปลี่ยนจากดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่สะดุด (Smooth take off) มาเป็นมุ่งเน้นดูแลเศรษฐกิจโดยรวมให้สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ (1-3%) และศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (3-4%) ซึ่งมองว่ามีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสมดุล (neutral) แล้ว

ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาคอีสานมีภาระหนี้เฉลี่ยที่ต้องจ่ายต่อเดือนมากที่สุด โดยเฉพาะหนี้ภาคเกษตรที่โตเร็วมากที่สุดในรอบ 6 ปี เมื่อเทียบกับภาคอื่น และมีโอกาสจะกลายเป็นหนี้เรื้อรัง ที่ไม่สามารถปิดจบได้ รวมทั้งภาพรวมหนี้อีสานที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน (P-loan) สูงกว่าภาคอื่น ซึ่ง ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืน อาทิ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อปรับพฤติกรรมเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผ่านการยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อตลอดวงจรหนี้ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางให้เจ้าหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรัง (persistent debt) เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และมีเงินเหลือพอดำรงชีพ

สำหรับแนวทางการยกระดับภาคอีสาน ควรผลักดันนโยบายจากพื้นที่ (Bottom-up) ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และประชาชนในพื้นที่ ในระยะยาวเห็นโอกาสของภาคอีสานที่มีศักยภาพจาก (1) การเติบโตของเมืองที่มากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น จากข้อมูลดาวเทียมพบว่ามีการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในเมืองรอง (2) การค้าชายแดน ที่ระยะยาวคาดว่าจะดีขึ้น และ (3) ความได้เปรียบด้านประชากรที่มากกว่าภาคอื่น ๆ ซึ่งเป็นทรัพยากรผลักดันการเติบโตในอนาคต

ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน ให้ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ความยั่งยืน” ผ่านการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณมานพ แก้วโกย ผู้บริหาร หจก. เนเจอร์ฟูดโปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง และ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นผู้ดำเนินรายการ จากการเสวนาสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ข้อ ดังนี้ (1) ทำไมภาคเกษตรอีสานถึงต้องปรับเปลี่ยน โดยปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ 

อีกทั้งเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ (High Risk Low Return) กอปรกับสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้น เช่น สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน ส่งผลให้ดินจะอุ้มน้ำได้น้อยลงกระทบต่อผลผลิต รวมถึงกิจกรรมการเกษตรส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ (2) อะไรเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน นโยบายภาครัฐส่วนใหญ่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น และอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับตัว นำมาซึ่งผลิตภาพภาคเกษตรที่ลดลงมาโดยตลอด และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ภาคเกษตรที่ยังเรื้อรังทำให้เกษตรกรยังทำเกษตรรูปแบบเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการปรับเปลี่ยน (3) แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน การปรับตัวของเกษตรกรเหมือนคนทั่วไปมองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและแรงจูงใจเป็นอันดับแรก โดยปกติการปรับเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่หากทำให้เกษตรกรเห็นว่าผลดีที่จะเกิดขึ้นมีอะไรและช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรผ่านรูปแบบประกันความเสียหาย จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีมากขึ้น และ (4) ใครต้องปรับตัว ผู้ร่วมเสวนาให้ความเห็นในทางเดียวกันว่าในการขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน จำเป็นต้องปรับตัวทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การมี Platform รายงานคุณภาพดินแบบเรียลไทม์ ให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ภาครัฐทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล (Big Data) และภาคเอกชนเป็นผู้จัดทำ Platform และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะระบบการจัดการน้ำให้ทั่วถึง

สอ.รฝ. จัดกำลังพล 100 นาย ร่วม ไทยออยล์ ตรวจสอบคราบน้ำมันชายหาดบางพระ

วันที่ 5 ก.ย.66 เวลา 13.00 - 17.00 น. กองทัพเรือ โดยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) จัดกำลังพลจากกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 12 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทยออยล์ ดำเนินการตรวจสอบคราบน้ำมัน และเก็บขยะบริเวณชายหาดบางพระ ระยะทาง 4 กม.  จากกรณีเหตุน้ำมันดิบชนิด ARUB Light Crude รั่วไหล บริเวณทุ่นรับน้ำมันของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ผลการตรวจสอบไม่พบคราบน้ำมันบริเวณชายหาดบางพระ

'ดร.ภูมิวรินทร์' ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา รับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น 'วันสถาบันพระปกเกล้า'

วันที่ 5 กันยายน 2566 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า จัดงาน “5 กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า” โดยวันที่ 5 กันยายน ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับศิษย์สถาบันพระปกเกล้า เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2541 และยังเป็นวันที่มีการอนุมัติให้จัดตั้งสมาคมเเห่งสถาบันพระปกเกล้าขึ้น เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 อีกด้วย 

ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “งาน 5 กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า เป็นงานประเพณี ที่จัดสืบเนื่องกันตลอดมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเเสดงมุทิตาจิตเเด่คณาจารย์สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กร และศิษย์เก่าดีเด่น ที่สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคีของชาวสถาบันพระปกเกล้าทุกรุ่นทุกหลักสูตรในโอกาสเดียวกัน โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มาเป็นประธานในพิธี และเป็นองค์ปาฐกในการปาฐกถาพิเศษ”

ภายในงานจัดให้มีพิธีแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์ การปาฐกถาพิเศษ พิธีมอบรางวัลองค์กรดีเด่นและศิษย์เก่าดีเด่น การแสดงจากตัวแทนนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า และกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

สำหรับรางวัลองค์กรดีเด่นสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าในปีนี้ ได้แก่ คุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด และคุณสมศักดิ์ จิตติพลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เดนกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าในปีนี้ ได้แก่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, สว.ประยูร เหล่าสายเชื้อ สมาชิกวุฒิสภา, คุณกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ Chersery Home International, คุณวุฒิพงศ์ วนากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอกยงวงศ์จำกัด, ดร.ภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา, คุณภารดี วรเกริกกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเวอร์ซีส์ คาร์บอน ไรเซอร์ จำกัด, คุณธันยลักษณ์ พรหมมณี  เจ้าของกิจการ บริษัท พรหมมณี ฟาร์มาซูติคอล จำกัด, คุณอรรฆยา พลตื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิชั่นกลาส แอนด์ ดอร์ อินดัสเทรียล จำกัด และคุณรุ่งทิพย์ สูงสว่าง กรรมการบริหาร บริษัทนิวเทคโนโลยีอินฟอร์เมชั่น จำกัด

ภายในงาน มีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของสถาบันพระปกเกล้าทุกรุ่น ทุกหลักสูตร มาร่วมงานประเพณีสำคัญประจำปี ในฐานะศิษย์สถาบันพระปกเกล้าอันทรงเกียรติแห่งนี้ 

ดร.ภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ กล่าวว่า “ขอขอบคุณทางสถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ที่คัดเลือกผมได้รับรางวัล "ศิษย์เก่าดีเด่น" อันทรงเกียรติ ผมมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์สถาบันพระปกเกล้า และก็ทำคุณประโยชน์ให้กับสถาบัน ในด้านของการพัฒนากีฬาและการเมือง จนถึงทุกวันนี้ยังสนับสนุนงานของสมาคม และสถาบันพระปกเกล้าอยู่ตลอด อยากให้พี่ๆ ที่จบไปแล้ว หรือน้องๆ ที่ศึกษาอยู่ นำองค์ความรู้มาร่วมกันช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ชมรมลมวิเศษ” จับมือ “กลุ่มเซ็นทรัล” และ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” จัดโครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว สู่ลมหายใจวิเศษ ชิงถ้วยพระราชทาน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

นับวันฝุ่นควันพิษจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและภายหน้าอย่างต่อเนื่องและรุนแรง “ชมรมลมวิเศษ” หนึ่งในโครงการอุ่นใจ ภายใต้ แพทยสมาคมฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตระหนักดีว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าปัจจัย 4 คือ “ลมหายใจและอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์” จึงร่วมกับ “กลุ่มเซ็นทรัล” และ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” จัด “โครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว สู่ลมหายใจวิเศษ” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการที่ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงไอเดียที่สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นจิ่ว PM2.5 เพื่อเป็นเวทีในการคิดค้น พัฒนา และ ต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว หรือ PM2.5 ในประเทศไทย พร้อมเปิดให้ส่งเอกสารนำเสนอแนวคิดหรือผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2566 เวลา 12.00 น. ที่อีเมล [email protected]

งานแถลงข่าวครั้งนี้ นำโดย สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ในฐานะประธานชมรมลมวิเศษ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์ กลุ่มเซ็นทรัล, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ประธานที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ และ รศ.ดร. สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมแถลงรายละเอียดโครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว พร้อมเปิดประเด็น “ความสำคัญของปัญหา PM2.5” โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมฯ 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ในฐานะประธานชมรมลมวิเศษ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การประกวดว่า “โครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋วสู่ลมหายใจวิเศษ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (The Magic Breath Innovation Contest-MBIC) ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและสุขภาพในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทยและผู้ที่สนใจได้ใช้เป็นเวทีในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋วหรือ PM2.5 ในประเทศไทย โดยนวัตกรรมที่จะสามารถนำมาใช้ในการประกวดอาจเป็นได้ทั้ง “นวัตกรรมด้านสังคมหรือนโยบาย” และ “นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้มาช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นด้วยกัน” 

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมฯ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมวิเศษ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพคนไทยไม่สามารถแก้ไขได้เพียงคนเดียว แต่เราต้องร่วมมือกันและแก้ไขปัญหาผ่านนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง เช่น ให้คนในชุมชนในจังหวัดร่วมมือกัน โครงการลมวิเศษเราทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โครงการประกวดนวัตกรรมนี้เราจัดขึ้นเพราะเราเห็นว่าเรามีบุคลากรทางการแพทย์และผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาเพียงผู้เดียวได้ จึงต้องอาศัยนโยบายที่ช่วยกันคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้นโยบายที่ดีมาแล้วจึงผลักดันสู่การแก้ปัญหาระดับประเทศและนานาชาติต่อไป การแก้ไขปัญหาก็จะเกิดความสำเร็จ

รศ.ดร. สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึง บทบาทของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งมีพันธกิจที่ชัดเจนที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยมุ่งเน้นในการสร้างประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวมเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้รวบรวมนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมในการจัดการประกวดนี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้คนไทยและสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาจากฝุ่นละอองชนิดต่างๆ ในอากาศที่ทุกคนต้องหายใจ และหันมาร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไป

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ลมหายใจเป็นของทุกคน การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่จึงเป็นเวทีในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน ถ้าเราคิดแบบเดิมและแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเรื่อยๆ ไม่รู้จบ นวัตกรรมในการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราเลยอยากเปิดเวทีให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมกันคิดนวัตกรรมนอกกรอบแบบสร้างสรรค์ มาร่วมแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษารวมถึงคนวัยทำงาน ตั้งแต่ 1-5 คน จะมีที่ปรึกษาหรือไม่มีก็ได้ โดยให้เขียนบทความสื่อสารสิ่งที่อยากทำลงมาในกระดาษ 1 หน้า A4 พร้อมภาพหรือคลิปประกอบแนวคิด โดยมี 2 หัวข้อให้เลือกทำตามความถนัด ได้แก่ “นวัตกรรมด้านนโยบาย” และ “นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ที่ e-mail: [email protected] ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2566 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง “ชมรมลมวิเศษ” แพทยสมาคมอาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี เลขที่ 2 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ 02-318-8170 หรือ FB Fan Page : ชมรมลมวิเศษ - Magic Breath Thailand

ชวนเที่ยว ‘งานตักบาตรขนมครก’ 22 ก.ย.นี้ สืบสานประเพณีเก่าแก่ มีเพียงแห่งเดียวที่วัดแก่นจันทร์เจริญ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

สมุทรสงคราม แห่งเดียวของไทย อบจ.แม่กลอง ชวนเที่ยวงานตักบาตรขนมครก ‘ขนมคู่รักกัน’ 22 ก.ย. นี้ เพื่อสืบสานประเพณีเก่าแก่เกือบร้อยปี

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 66 น.ส.กาญจน์สุดา ปานะสุทธะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ประเพณีตักบาตรขนมครก เป็นประเพณีที่เก่าแก่ของจังหวัดสมุทรสงคราม ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี 2473 ปัจจุบันมีเพียงแห่งเดียวที่วัดแก่นจันทร์เจริญ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที

โดยจัดกันในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี โดยเลียนแบบการจัดงานมาจากขนมเบื้องของพระราชพิธีในวัง ที่สืบทอดกันมาจนถึงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี

โดยญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ จะซื้อขนมครก และน้ำตาลทราย จากพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมาขายหน้าวัดแก่นจันทร์เจริญ ถวายพระสงฆ์ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ชาวบ้านจึงเกรงว่าประเพณีตักบาตรขนมครกจะสูญหายไปด้วย

จึงได้ช่วยกันลงแรงและร่วมกันบริจาคเงินซื้อข้าวสารมาหมักค้างคืนไว้ พอเช้าตรู่ของวันใหม่ก็ไปรวมตัวกันที่วัดแก่นจันทร์เจริญ ช่วยกันโม่แป้ง คั้นกะทิ ทำขนมครก เพื่อนำไปตักบาตรถวายพระสงฆ์ พร้อมกับน้ำตาลทรายถวายคู่กัน เนื่องจากพระบางรูปชอบหวาน จึงมีน้ำตาลทรายให้มาด้วย

นายก อบจ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ตามตำนานบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ประเพณีตักบาตรขนมครกนั้น เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชายหญิงคู่หนึ่งชอบพอกัน ฝ่ายชายชื่อ ‘กะทิ’ ส่วนฝ่ายหญิงชื่อ ‘แป้ง’ แต่พ่อของแป้ง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านไม่ชอบกะทิ จึงหาทางขัดขวางไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับลูกสาว และยังยกลูกสาวให้แต่งงานกับปลัดอำเภอหนุ่มจากกรุงเทพฯ

เมื่อพ่อของแป้ง รู้ว่ากะทิ จะมาขัดขวางงานแต่งงานลูกสาว จึงขุดหลุมพรางไว้เพื่อดักฝังกะทิทั้งเป็น จนกลางคืนกะทิกับแป้งได้นัดพบกัน และเกิดพลัดตกลงไปในหลุมพรางของพ่อแป้งทั้งคู่ ลูกน้องของผู้ใหญ่บ้านนึกว่ากะทิตกหลุมพรางคนเดียว จึงนำดินมาฝังกลบทั้งคู่จนตายทั้งเป็น รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านรู้เข้าจึงเกิดความเศร้าโศกเสียใจ จึงสร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์แด่คนทั้งสอง

ต่อมาชาวบ้านรู้ข่าวจึงเห็นใจในชะตาชีวิตของหนุ่มสาวคู่นี้ จึงนำขนมที่ทำจากกะทิและแป้ง และเรียกว่า ‘ขนมคู่รักกัน’ มาเซ่นไหว้ ต่อมาได้มีผู้เห็นว่าชื่อเรียกยาก จึงตัดเอาตัวอักษรแต่ละคำคือเอาตัว ค.ควาย, ร.เรือ และ ก.ไก่ มารวมกันจึงอ่านว่า ‘ครก’ หรือ ‘ขนมครก’ นั่นเอง

และเพื่ออนุรักษ์ประเพณีตักบาตรขนมครก ที่สืบทอดกันมานานเกือบ 100 ปี อบจ.สมุทรสงคราม จึงร่วมกับ จ.สมุทรสงคราม, อบต.บางพรม, ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม, สำนักงานวัฒนธรรม จ.สมุทรสงคราม และชาวตำบลบางพรม จัดงานตักบาตรขนมครกขึ้นที่วัดแก่นจันทร์เจริญ ในวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 10 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566

โดยจะมีเตาขนมครกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเตาถ่านกว่า 20 เตา มีการสาธิตการขูดมะพร้าวจากกระต่ายแบบโบราณ การโม่แป้งด้วยโม่หินแบบโบราณ การหยอดและการแคะขนมครกจากเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดแก่นจันทร์เจริญ เริ่มงานตั้งแต่เวลา 07.00 น.เป็นต้นไป

โดยเวลา 09.30 น. มีพิธีเปิดงานโดยนายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม จากนั้นเป็นการตักบาตรขนมครก โดยมีพระสงฆ์วัดแก่นจันทร์ทุกรูปมารับบาตร

ส่วนขนมครกที่เหลือจากพระฉันแล้ว ทางวัดจะแจกจ่ายให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านนำกลับบ้านฝากญาติพี่น้องรับประทาน เพื่อความเป็นสิริมงคล จึงขอเชิญนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจไปร่วมงานดังกล่าวได้ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ ตามวันและเวลาดังกล่าว

ต้านสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา อ้างลดทอนคุณค่าโบราณสถาน แม้สร้างห่างพื้นที่ร่วม 1.5 กิโลเมตร แต่ก็ไม่วายโดนดรามา

(5 ก.ย.66) เฟซบุ๊ก 'Ringsideการเมือง' ได้โพสต์ข้อความกรณี นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส. อยุธยา เขต 1 พรรคก้าวไกล เตรียมเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรมต่อแหล่งมรดกโลกเมืองเก่าอโยธยาจากโครงการรถไฟความเร็วสูง สถานีอยุธยา ว่า...

ความพยายามที่เกิดขึ้น มีการมองว่า จะยิ่งทำให้โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเสร็จช้าขึ้นไปอีก

สำหรับโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา 

ช่วงที่กำลังถกเถียงกันอยู่คือ ช่วงเส้นทาง 13.3 กิโลเมตร จากสถานีบ้านโพมาถึงสถานีพระแก้ว

โดยฝ่ายที่กังวลเรื่องการก่อสร้าง มองว่าที่ตั้งของสถานี อาจไปกระทบกับวิวทิวทัศน์ลดทอนคุณค่าของโบราณสถาน 

เรื่องนี้ มีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งฝ่ายหลังมองว่า อยากให้จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อพัฒนาศักยภาพของจังหวัด แต่ฝ่ายแรกมองว่า สถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูง อาจทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรม

ข้อเท็จจริงจากฝ่ายการรถไฟแห่งประเทศไทย คือ...

ทางหน่วยงาน ได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งมีการศึกษาในด้านการศึกษาผลกระทบต่อโบราณสถาน พร้อมกำหนดมาตรการลดผลกระทบ ซึ่งได้รับการอนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2562 

และปัจจุบันยังได้ทำการศึกษาการประเมินผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (HIA) ของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ผ่านทางที่ปรึกษาจากทางมหาวิทยาลัยศิลปากร

ซึ่งประเมินผลกระทบที่มีต่อแหล่งมรดกโลก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านทัศนียภาพ ด้านกายภาพ และด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ที่น่าสนใจคือ...

ในการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา พื้นที่ก่อสร้างสถานีได้ตั้งอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม 

ซึ่งมีระยะห่างจากพื้นที่แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มากถึง 1.5 กิโลเมตร

จุดนี้การรถไฟฯ เชื่อว่า การก่อสร้างจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อโบราณสถานหรือทัศนียภาพในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

สรุป...

สถานีรถไฟความเร็วสูงที่ดรามา ก็สร้างในเขตรถไฟเดิม ห่างจากแหล่งมรดก 1 กม. ครึ่ง

แล้วมันมีปัญหาตรงไหน ??? นี่คือคำถามคาใจของฝ่ายที่เชียร์ให้เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง

การรถไฟแห่งประเทศไทย โดย นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ ให้ความเห็นว่า...

"การก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่เขตทางรถไฟเดิม ถือเป็นข้อดีที่ช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน สามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว การกระจายความเจริญ สร้างงานสร้างรายได้แก่คนในชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ตลอดจนยังช่วยเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 

"ด้วยการลดการเดินทางรถยนต์ และปรับโหมดการเดินทางไปสู่ระบบรางมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาและการอนุรักษ์ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองและคงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมอันดีของไทย 

"ทั้งสองสิ่งสามารถดำเนินการควบคู่กันได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนชาวไทย และทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประเทศไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป"

เปิดบทสนทนา 'โรม' คุยสาวยาคูลท์ รู้รายได้ถึงกับอยากขายบ้าง ด้านสาวยาคูลท์บอก "ไม่ได้จ้า เพราะไม่มีนม" โรมตอบ "ครับ"

(5 ก.ย. 66) เรียกเสียงแซวจากชาวเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ได้อย่างมากมาย สำหรับทวีตของ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่เผยบทสนทนาระหว่างตนเองกับสาวยาคูลท์ แถมยังกำกับด้วยว่า ‘บทสนทนานี้เกิดขึ้นจริง’

นายรังสิมันต์ระบุว่า ด้วยส่วนตัวผมชอบทานยาคูลท์อยู่แล้ว เมื่อวานไปผมไปลงพื้นที่หาเสียงที่ระยองเลยได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘สาวยาคูลท์’ ท่านนี้จึงรู้ว่าทำงานนี้มา 30 ปีแล้ว

“อะไรที่ทำให้เลือกทำงานนี้มานานขนาดนี้ละครับ” ผมถาม
“อาชีพนี้มันมั่นคง แต่ก่อนทำเป็นงานเสริม แต่ตอนนี้กลายเป็นงานหลักไปแล้วตั้งแต่ผัวทิ้ง” ป้าก็ตอบพร้อมกลั้วหัวเราะ
“ผมถามได้ไหมว่ารายได้ประมาณเท่าไหร่”
“ป้าขายได้วันละประมาณ 700 ขวด เดือนที่แล้วก็ได้มา 35,000 บาท”
“โห อย่างนี้พวกผมขายด้วยได้ไหมเนี้ย!”

บทสนทนาต่อมาก็เป็นไปตามภาพด้านล่างครับ

คุณป้ายังบอกต่ออีกว่าไม่ได้หวงอาชีพ เอาไปบอกต่อได้ และอยากชวนแม่บ้านคนอื่นที่มีเวลาออกมาทำกัน ผมเลยนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้ครับ

สำหรับข้อความในภาพ นายรังสิมันต์ถามว่า “ผมเป็นผู้ชาย อยากขาย ‘ยาคูลท์’ บ้างได้ไหมครับ” สาวยาคูลท์ระบุ “ไม่ได้จ้า เพราะไม่มีนม” นายรังสิมันต์จึงตอบ “…ครับ”

‘บิ๊กเด่น’ เผยแต่งตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ กลาง ก.ย.นี้ คาด!! ทำได้ตามกรอบเวลา ไม่ต้องตั้ง รักษาการผบ.ตร.

(5 ก.ย.66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) คาดว่าน่าจะรอให้คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และแถลงนโยบายก่อน ซึ่งน่าจะอยู่ประมาณกลางเดือนอาจจะมีการนัดหมายการประชุมอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการประชุมกลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจจะต้องรอให้มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ก่อน จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับทางนายกรัฐมนตรี ขอรอให้ใกล้ ๆ เวลาอีกสักนิด

ส่วนกรณีที่ได้ให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ทั้ง 4 คน จัดทำผลการปฏิบัติงานที่เห็นว่ามีความสำคัญ และเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วเป็นการส่งผลงาน เพราะตามกฎหมายพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ บอกว่าให้ทางนายกรัฐมนตรีใช้ดุลยพินิจในการคัดเลือกพิจารณาจากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือจเรตำรวจแห่งชาติซึ่งเทียบเท่ารองผบ.ตร. โดยจะต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบการโดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการสืบสวนและป้องกันปราบปรามซึ่งจะต้องพิจารณาในหลากหลายมิติ

ส่วนกรอบระยะเวลาจะทันตามกำหนดหรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ถามต่อว่าจะถึงขั้นต้องแต่งตั้งรักษาการผบ.ตร. ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่ต้อง เพราะคาดว่าคงทำทันแน่นอน หลังมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนและแถลงนโยบายแล้ว ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจประจำปี 2566 จะต้องรอการพิจารณาร่วมกันกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

สืบ ตม. ร่วมกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติด บุกคริสตจักรย่านสะพานสูง พบหนุ่มผิวสีหลบหนีเข้าเมือง 

กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับการประสานงานจากสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนชุดร่วมปฏิบัติการตรวจสอบพฤติการณ์ชาวแอฟริกาตะวันตก ภายในคริสตจักรแห่งหนึ่ง เขตสะพานสูง กทม. ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวพบปะกันของชายสัญชาติไนจีเรีย จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.จงชนะ ประสพสุข สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว จากการสืบสวนเชื่อว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบกิจกรรมศาสนพิธีทางศาสนา แต่ยังเป็นสถานที่เจรจา ตกลง ซื้อขาย ส่งมอบยาเสพติด เมื่อไปถึงพบนายโอเคซี่ (นามสมมติ) สัญชาติไนจีเรีย แสดงตนเป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าว และสมัครใจพาเข้าไปตรวจสอบภายในสถานที่ดังกล่าว จากการตรวจสอบไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย พบเพียงชายลักษณะคล้ายคนต่างด้าว 4 ราย คือ นายเอ็มมานูเอล (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติไนจีเรีย, นายพอล (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติไนจีเรีย, นายเดวิด (นามสมมติ) อายุ 37 ปี สัญชาติไนจีเรีย และนายเอเคเน (นามสมมติ) อายุ 38 ปี กำลังทำกิจกรรมทางศาสนาอยู่ จึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง นายเอ็มมานูเอลและนายพอลมีภาพถ่ายหนังสือเดินทางในโทรศัพท์มือถือ ส่วนนายพอล, นายเดวิด และนายเอเคเน ไม่มีหนังสือเดินทางและภาพถ่ายหนังสือเดินทางแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจึงตรวจสอบในระบบสารสนเทศ ตม. ผลปรากฏว่า ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของชายชาวไนจีเรียทั้ง 4 รายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งสิทธิให้ทราบ จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top