Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘บัณฑิตสาว’ ซึ้งใจ หลังมือกราฟิกโซเชียลโชว์ความเทพ สานฝันให้เป็นจริง เนรมิตรูปรับปริญญาคู่กับคุณพ่อที่จากไป

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Siriwan Chumhattha’ ได้โพสต์ภาพลงในกลุ่ม แต่งภาพ ‘lightroom cc’ พร้อมระบุข้อความว่า “อยากให้พ่อมายืนให้ไหว้แบบในรูปค่ะ” และกลายเป็นไวรัลเมื่อชาวเน็ตเข้ามาช่วยตัดต่อรูปเพียบ

ล่าสุดวันที่ 4 ก.ย. 66 น.ส.สิริวรรณ ชุ่มหัตถา หรือ ‘อีม’ อายุ 26 ปี เปิดเผยว่า ตนเรียนจบมาแล้วหลายปี และตนได้เป็นสมาชิกกลุ่ม แต่งภาพ lightroom cc มานานแล้ว และคิดว่าอยากให้สมาชิกในกลุ่มช่วยตัดต่อรูปให้ แต่ก็ไม่กล้าโพสต์เพราะกลัวว่าโพสต์ไปแล้วจะไม่มีคนทำให้จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 66 ตนได้ตัดสินใจโพสต์ลงในกลุ่มดังกล่าว และคอยติดตามโพสต์ทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีใครช่วยตัดต่อให้

นอกจากนี้ ยังมีแจ้งเตือนกลุ่มแจ้งว่ายังเหลืออีกประมาณ 3,000 คิว จนตนนั้นลืมไปแล้ว ต่อมาได้มีแจ้งเตือนเข้ามาในเฟซบุ๊ก ตนจึงเข้าไปดูก็พบว่ามีคนเข้ามาช่วยตัดต่อรูปให้จำนวนมาก ตนจึงขออนุญาตนำรูปทุกรูปไปลงบนเฟซบุ๊กตนและไม่คิดว่าจะกลายเป็นไวรัลขนาดนี้

น.ส.สิริวรรณ กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่ตนได้มีรูปคู่กับพ่อแล้ว เพราะในวันที่ตนประสบความสำเร็จพ่อไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทำได้เพียงแค่ถือรูปพ่อ และตอนแรกที่เห็นภาพตนก็ร้องไห้ พร้อมคิดว่าหากมีพ่ออยู่ตรงนั้นก็คงจะดี ทั้งนี้ในตอนแรกตนอยากได้เป็นรูปครอบครัว แต่ด้วยความเกรงใจ และไม่มีใครทำให้ จึงขอแค่รูปคู่กับพ่อเท่านั้น

เพราะคุณพ่อเสียไปตั้งแต่ตนเอง 8 ขวบ จึงไม่มีรูปคู่กับคุณพ่อเลย แต่ตอนนี้ตนมีรูปกับพ่อแล้ว มีทั้งรูปคู่ รูปอุ้ม ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ทั้งนี้เมื่อก่อนตอนที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัยขนาดนี้ ตนได้นำรูปครอบครัวไปสัก เพื่อที่จะได้ระลึกถึงคุณพ่อ และอยากให้รูปนี้อยู่กับตัวตลอด

น.ส.สิริวรรณ กล่าวว่า รูปที่ตนชอบมากที่สุดคือผลงานของผู้ใช้เฟซบุ๊ก Alen Maretouch ที่ตัดต่อออกมาได้สมจริงมาก ลักษณะรอยยิ้มเหมือนพ่อตนมาก ๆ ชื่นชมเลย พี่เขาเก่งมาก ๆ ทั้งนี้ตนได้ทักไปขอบคุณแล้ว รวมถึงขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่ช่วยสานฝันตน ใจจริงอยากได้รูปเฉย ๆ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้รูปทีได้มาทุกรูปล้วนมีความหมายกับตนทุกรูป

หลังจากนี้ตนจะนำรูปไปใส่กรอบเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีคนเข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก อาทิ เก่งมาก พ่อต้องภูมิใจในตนอยู่แล้ว ที่ประสบความสำเร็จ

‘สมาคมแท็กซี่ไทย’ แนะ 5 ข้อ ‘ผู้หญิงไม่ควรทำบนแท็กซี่’ ด้าน ‘ชาวเน็ต’ จวกเละ ชี้!! สิ่งที่ควรปรับคือจิตสำนึกของคนขับ

(4 ก.ย. 66) กลายมาเป็นกระแสในโซเชียลและถูกชาวเน็ตรุมจวกหนักมาก สำหรับภาพอินโฟฯ ของเพจ ‘สมาคมแท็กซี่ไทย’ ที่โพสต์ไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค. โดยมีเนื้อหาประชาสัมพันธ์แนะนำ 5 ข้อห้ามสำหรับผู้หญิง สิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้บริการบนรถแท็กซี่ โดยทางเพจระบุข้อห้าม ‘5 ไม่’ เพื่อความปลอดภัย ดังนี้

1. ไม่นั่งหน้า
2. ไม่นั่งหลับ
3. ไม่นุ่งสั้น
4. ไม่ชวนคุย
5. ไม่บอกว่าไม่รู้เส้นทาง
หากพบเห็นคนขับไม่น่าไว้ใจ สายด่วน 1584

อย่างไรก็ตาม มีชาวเน็ตแห่แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อ 3 ไม่นุ่งสั้น โดยการนุ่งสั้นมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ จิตสำนึกคนขับแท็กซี่ที่ต้องมีการอบรมวินัย รู้จักควบคุมตนเอง ทำหน้าที่บริการรับ-ส่งให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

‘อ.ธรณ์’ ฝากรัฐบาลใหม่ใส่ใจท้องทะเลไทย 7 เรื่อง หวังทำผลงานเกรด A ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก

(4 ก.ย. 66) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ในประเด็นการทำงานกับทะเลไทย โดยมีเนื้อหาต่อไปนี้

รัฐบาลใหม่เข้าทำงาน จึงขอเสนอ 7 ประเด็นใหญ่ในทะเลไทยให้เพื่อนธรณ์ลองคิดตาม

หนึ่ง คือปะการังฟอกขาวที่อาจแรงในต้นปีหน้า ต้องเร่งเตรียมพร้อมสำรวจติดตามและออกมาตรการให้ทันท่วงที รวมถึงมีทางเลือกหากจำเป็นต้องปิดท่องเที่ยวในแนวปะการังบางแห่งที่ฟอกขาวรุนแรง

สอง คือปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี (น้ำเขียว) ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อพี่น้องชายฝั่งทะเล เราต้องหายกระดับการเก็บข้อมูลเพื่อการเตือนภัย รวมถึงหาแนวทางในการแก้ต้นเหตุที่เกิดจากมนุษย์

สาม คือการส่งเสริมสนับสนุนระบบนิเวศทางทะเลเพื่อดูดซับ/กักเก็บคาร์บอน เป็นประเด็นใหม่และละเอียดอ่อน ต้องทำความเข้าใจให้ดีและมีมาตรฐานที่ยอมรับได้ รวมถึงกระจายการมีส่วนร่วมไปหาชุมชนให้มากที่สุด

สี่ คือการใช้เทคโนโลยีและแนวทางใหม่ ๆ ในการสำรวจติดตาม ลาดตระเวนปกป้องธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ เช่น Smart Patrol ทั้งในทะเลและบนบก

ห้า คือความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกฎกติกาของโลกในการส่งออกสินค้าประมง อีกทั้งยังเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ เช่น โลมา/สะพานทะเลสาบสงขลา

หก คือการสนับสนุนอันดามันมรดกโลก ติดค้างมาเกือบ 20 ปี ตอนนี้ต้นเรื่องเข้าไปที่ยูเนสโกแล้ว รอแค่เขามาเช็ค เราเตรียมพร้อมแค่ไหน

นี่จะเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ และจะเกี่ยวข้องตรง ๆ กับการท่องเที่ยวที่รัฐบาลตั้งเป้าจะยกระดับเพื่อหารายได้เข้าประเทศ

เจ็ด คือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่เราคิดจะลงทุน ผลกระทบจะมีมากไหม ? คุ้มค่าหรือเปล่า ? เป็นเรื่องที่ต้องมีข้อมูลเพียงพอและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ

ยังมีอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ขอเน้นย้ำไว้แค่ 7 เรื่องใหญ่ไว้ก่อน

2 ผลงานที่ชี้วัดในระยะ 3-6 เดือนคือบทบาทของไทยในการประชุมโลกร้อน COP28 ธันวาคมปีนี้ และการรับมือเอลนีโญที่มาแล้วและจะแรงขึ้นไปจนถึงสิ้นปี/ปีหน้า

ผมไม่ทราบว่าเขาตัดเกรดกระทรวงกันตรงไหน ? แต่ถ้าวัดจากประเด็นที่ทั่วโลกพูดกันในตอนนี้ นี่คือกระทรวงเกรด A แน่นอน

จึงอยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่เข้ามารับงานดูแลทรัพยากร/สิ่งแวดล้อมของประเทศชาติ เพื่อทำผลงานเกรด A ครับ

‘โปรพราว’ ผงาดแชมป์ ‘พอร์ตแลนด์ คลาสสิก 2023’ ในวัย 19 ปี จารึกชื่อก้านเหล็กสาวไทยรายที่ 7 คว้าถ้วยแอลพีจีเอมาครอง

การแข่งขันกอล์ฟ ระดับแอลพีจีเอทัวร์ รายการ ‘พอร์ตแลนด์ คลาสสิก’ ที่โคลัมเบีย เอดจ์วอเตอร์ คันทรี คลับ เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในวันสุดท้าย

ปรากฎว่า ‘โปรพราว’ ชเนตตี วรรณแสน ก้านเหล็กสาวดาวรุ่งจากไทยที่เพิ่งเริ่มเทิร์นโปรในปีนี้เป็นปีแรก ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม กวาดเพิ่ม 9 อันเดอร์พาร์ รวมสกอร์ 4 วัน 26 อันเดอร์พาร์ คว้าแชมป์ไปครอง ทิ้งอันดับ 2 อย่าง หลิน ซีหยู จากจีน 4 สโตรก รับเงินรางวัลไปนอนกอด 225,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 7.9 ล้านบาท

จากการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ทำให้ ชเนตตี วรรณแสน ในวัย 19 ปี สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนักกอล์ฟคนที่ 3 ของแอลพีจีเอทัวร์ ที่ผ่านรอบควอลิฟาย และสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งยังทำให้เธอกลายเป็นโปรกอล์ฟอายุน้อยสุดอันดับ 2 ที่ได้แชมป์ในปี 2023 ต่อจาก อเล็กซา ปาโน โปรกอล์ฟอเมริกัน

ขณะเดียวกัน ‘โปรพราว’ กลายเป็นก้านเหล็กหญิงจากไทยคนที่ 7 ที่สามารถคว้าแชมป์กอล์ฟระดับแอลพีจีเอมาครอง ต่อจาก เอรียา จุฑานุกาล, โมรียา จุฑานุกาล, ธิฎาภา สุวรรณปุระ, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, ปภังกร ธวัชธนกิจ และอาฒยา ฐิติกุล

ส่วนผลงานของโปรกอล์ฟสาวจากไทยคนอื่น ๆ ในรายการนี้ เอรียา จุฑานุกาล จบ 18 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 7 ร่วม เช่นเดียวกับ อาฒยา ฐิติกุล รับเงินรางวัล 38,536 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท, ปวริศา ยกทวน จบ 14 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 18 ร่วม รับเงิน 18,333 เหรียญสหรัฐฯ

ด้าน ธิฎาภา สุวรรณปุระ จบ 13 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 21 ร่วม รับเงิน 15,840 เหรียญสหรัฐฯ, พรอนงค์ เพชรล้ำ จบ 11 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 34 ร่วม รับเงิน 9,075 เหรียญสหรัฐฯ, โมรียา จุฑานุกาล จบ 9 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 45 ร่วม รับเงิน 6,183 เหรียญสหรัฐฯ และ ปภังกร ธวัชธนกิจ จบ 8 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 49 ร่วม รับเงิน 5,319 เหรียญสหรัฐฯ

‘กองทุนดีอี’ ติดตามโครงการ Ai ลงรหัสโรค พบเพิ่มประสิทธิภาพเวชระเบียนได้ถูกต้อง – สมบูรณ์

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดตามผลการดำเนินงานในโครงการการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยลงรหัสโรคทางการแพทย์ ของ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนฯ ในปีประกาศ พ.ศ. 2564 ตามมาตรา 26(1)

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 กองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำโดยคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ ผู้แทนจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ และเจ้าหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน โครงการการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยลงรหัสโรคทางการแพทย์ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

โครงการมีวัตถุประสงค์ ในการพัฒนาโปรแกรมต้นแบบสนับสนุนการใส่รหัสโรคด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของการใส่รหัสโรคให้แก่ภาควิชาศัลยศาสตร์ และสามารถนำโปรแกรมต้นแบบไปพัฒนาต่อเพื่อใช้ในระดับโรงพยาบาลและสาธารณสุขของประเทศต่อไป

โดยมีผลการดำเนินโครงการในการพัฒนาต้นแบบสนับสนุนการใส่รหัสโรคด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำงานร่วมกับนักลงรหัสโรคได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จากการทดลองใช้งานระบบทดสอบกับเวชระเบียนจากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถแนะนำการให้รหัสโรค (ICD-10) และรหัสหัตถการ (ICD-9) ในกระบวนการทำงานของนักวิชาการเวชสถิติผู้ให้รหัส (Coder) แพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานต่อจำนวนเวชระเบียนได้อย่างมาก รวมถึงการแนะนำรหัสที่มีความครบถ้วนและสมบูรณ์ตามข้อกำหนดของ สปสช.

โครงการภายใต้การพัฒนา นำโดยคณะแพทย์ จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ นักพัฒนาระบบ จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศฯ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะที่ปรึกษาจาก สปสช.
 

‘บึงโขงหลง’ ทัวร์ท้องถิ่นวิถีชาวบ้าน ตอบโจทย์ ‘สายกรีน-สายมู’ พาล่องเรือชมธรรมชาติ พร้อมเยือนถ้ำนาคา กราบ ‘พ่อปู่อือลือ’ 

ผืนน้ำกว้างใหญ่ขนาด 13,800 ไร่ ที่ปรากฏเกาะเล็กๆ 3 เกาะ นี่คือเอกลักษณ์ของ ‘บึงโขงหลง’ จังหวัดบึงกาฬ พื้นที่ที่สำคัญทั้งในแง่มุมธรรมชาติทรัพยากร รวมไปถึงความเชื่อและแรงศรัทธา ที่นำพาคนจากทั่วประเทศให้เข้ามาเยี่ยมเยือนตลอดปี

ตลอดริมบึงโขงหลง เราจะพบป้ายทางเข้าท่าเรือที่ตั้งติดๆ กัน บางป้ายโฆษณาแผนการท่องเที่ยวไว้ให้พร้อม ทั้งเรื่องการรับทำพิธีบวงสรวง บายศรี หรือบริการเรือนำเที่ยวครบวงจร

“พื้นที่บึงโขงหลงถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของชาวบ้านที่นี่ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและการประมงด้วย” อาร์ท สุรัก แหลมจันทึก ประชาสัมพันธ์สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวบึงโขงหลง และเจ้าของเพจที่นี่บึงโขงหลง คลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่และรู้จักเรื่องราวต่างๆ ของบึงโขงหลงเป็นอย่างดี จะนำพาเราท่องเที่ยวในมุมมองที่ลึกมากกว่าเดิม

“ปกติจะมีนักท่องเที่ยวมานั่งเรือข้ามไปเกาะดอนโพธิ์เพื่อไปไหว้ปู่อือลือตลอดครับ ยิ่งวันหยุดคนก็ยิ่งเยอะครับ” คำบอกเล่าของ สิงโต ด.ช.ถนอมชัย เมฆคูณ หลานชายเจ้าของท่าเรือแม่กำนัน ซึ่งจะเป็นลูกทัวร์ไปเที่ยวพร้อมกับเราในวันนี้ด้วย

เริ่มต้นทริปด้วยการนั่งเรือชมธรรมชาติบึงโขงหลง สายตาที่ทอดยาวออกไปพบความเขียวชอุ่มตลอดริมบึง บนผิวน้ำปรากฏกลุ่มบัวแดงชูดอกชมพู เห็นความสดใสยามเช้าแสนสดชื่น มีนกอีโก้งตัวใหญ่ เดินบ้าง วิ่งบ้าง บนพืชน้ำที่แผ่คลุมผิวน้ำเอาไว้ เป็นธรรมชาติที่งดงามจนไม่แปลกใจเลยที่บึงโขงหลงแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลกอันดับที่ 1,098 และเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

นอกจากธรรมชาติที่พบเจอตลอดทางที่เรือแล่นไป เราจะเห็นวิถีของชาวบ้านที่ออกเรือกู้มอง ใส่กุ้ง เป็นวิถียามเช้าที่หาเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านมานานและยังคงดำเนินไปอย่างดี ไร้ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม เพราะชาวบ้านรักและดูแลบึงโขงหลงแห่งนี้อย่างดีเสมอมา

หลังจากวนรอบเกาะพบธรรมชาติที่ชวนทึ่งก็จบทริปล่องเรือที่เกาะดอนโพธิ์ เกาะแห่งตำนานเจ้าปู่อือลือที่ชาวบ้านศรัทธาและมีผู้คนจากทั่วไทยหลั่งใหลเข้ามาตลอดไม่เว้นวัน

บางคนนำของบวงสรวงมาไหว้ ทั้งผลไม้หลากสี บายศรียิ่งใหญ่อลังการ รวมไปถึงคณะรำบวงสรวง ซึ่งทำให้เกาะดอนโพธิ์แห่งนี้ทั้งครึกครื้นและมีสีสัน ชวนให้หลงเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก “หลายคนมาบวงสรวงขอให้ธุรกิจสำเร็จ บางคนก็มาบวงสรวงเพราะขอแล้วสำเร็จก็มีครับ” สิงโตเล่าเพิ่ม

“เกาะในบึงโขงหลงทั้ง 3 เกาะ คือดอนโพธิ์ ดอนแก้ว และดอนสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของตำนานเจ้าปู่อือลือที่เชื่อกันว่าเมื่ออดีตที่เจ้าปู่อือลือเป็นเจ้าเมืองเมืองรัตพานคร มีเรื่องทำให้เกิดการสู้รบกับพญานาคราช พญานาคราชถล่มเมืองรัตพานครจนกลายเป็นบึงโขงหลง ซึ่งเมื่อก่อนพื้นที่นี้เรียกว่าบึงของหลง หมายถึงสมบัติต่างๆ ของเมืองรัตพานครกระจัดกระจายในบึงนี้จนหลง หาไม่เจอ แต่เพี้ยนคำมาเรื่อยๆ กลายเป็นบึงโขงหลงในปัจจุบัน”

“ส่วนเจ้าปู่อือลือถูกพญานาคราชสาปให้เฝ้าบึงโขงหลงแห่งนี้ไว้ ความเชื่อและตำนานนี้จึงเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับบึงโขงหลง ทำให้แรงศรัทธาของชาวบ้านค่อนข้างเข้มแข็งและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน” อาร์ทประชาสัมพันธ์เรื่องราวบึงโขงหลงอย่างน่าสนใจ

'บอย เอ็นเตอร์เทน' เตือน!! ดาราไทยเสี่ยงตกงาน ค่าตัวแพงสวนคุณภาพ รายการทีวีเริ่มขอลดค่าตัว

ไม่นานมานี้ 'บอย เอ็นเตอร์เทน' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'boyentertain' ระบุว่า...

ดาราไทยกำลังตกงาน ล่าสุดละครลดการผลิต รายการทีวีขอลดค่าตัวดาราหันไปหาอาชีพใหม่หนีตายแล้ว ไม่ดังอยู่ยาก เรื่องเยอะก็ไม่จ้าง

ดาราไทยมูลค่าการตลาดสูงลิ่ว ค่าตัวแพงสวนทางคุณภาพ พัฒนาแค่เรื่องหล่อสวย แต่ขาดความยั่งยืนเรื่องฝีมือ หรือจะเรียกว่ามีตัวจริงไม่กี่คนก็ได้

'นพ.กวิน' สำรวจ!! นโยบายสาธารณสุขของพรรคเพื่อไทย เห็นด้วย!! สร้างรพ.รัฐขนาด 120 เตียงขึ้นไปประจำทุกเขตในกทม.

(3 ก.ย. 66) นายแพทย์กวิน ก้านแก้ว แพทย์ผู้อุทิศตนให้กับการรักษาคนไข้โดยไม่เคยย่อท้อ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Kawin Kankeow' ระบุว่า...

หนึ่งในนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคเพื่อไทยที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งคือ กทม.ต้องมีโรงพยาบาลรัฐขนาด 120 เตียงขึ้นไปประจำทุกเขต

หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ยิ่งในช่วงหลังมีการพูดถึงว่าเป็นต้นเหตุทำให้ภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น ผมไม่คิดเช่นนั้นครับ 

ผมคิดว่านโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค คือการปฏิวัติระบบบริการสุขภาพที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับคนไทยอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้คนยากจนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาโรคได้โดยผ่านการสงเคราะห์ และด้วยนโยบายดังกล่าวทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างเท่าเทียมกันและเสมอภาคกัน

ฉะนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยเลยกับนโยบายการร่วมจ่ายของประชาชน เพราะเมื่ออยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารเงินหลักร้อยบาทขึ้นไปก็ไม่ใช่เงินจำนวนที่ทุกคนมีพร้อมจะจ่าย

ทุกวันนี้ผมคิดว่าทุกจังหวัดของประเทศไทยยกเว้นกรุงเทพมหานคร ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างเหมาะสมแล้วผ่านการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

แต่สำหรับกรุงเทพฯ โรงพยาบาลที่ให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน เพราะโรงพยาบาลรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในกรุงเทพฯ มีน้อยมากๆ

ความแตกต่าง คือ การพิจารณาการใช้ทรัพยากรในการรักษาและการส่งต่อผู้ป่วยสำหรับโรงพยาบาลรัฐย่อมมีข้อจำกัดน้อยกว่าโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีปัจจัยเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมพบว่าผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เข้าถึงการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ด้อยกว่าผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด บางกรณีการลงทุนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐในต่างจังหวัดสำหรับคนกรุงเทพฯ อาจจะคุ้มกว่าด้วยซ้ำ

ดังนั้น การที่จะมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงการรักษาโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องสร้างทุกเขต ควรจะสร้างโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่เป็นจุดๆ ดีกว่า เพราะการเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกสบายอยู่แล้ว และการสร้างโรงพยาบาลเล็กๆ หลายๆ แห่งมีความสิ้นเปลืองในแง่ของการกระจายทรัพยากรที่มากกว่า

นอกจากนโยบายการสร้างโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ แล้ว การเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขที่ผมอยากเห็นอีกประการหนึ่งคือ การกำหนดโครงสร้างให้โรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขของรัฐในแต่ละจังหวัดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ภายใต้ผู้บริหารที่สามารถกำหนดนโยบายและทิศทางการทำงานได้ทั้งจังหวัด

...และไม่เห็นด้วยเลยกับการนำโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งในจังหวัดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเป็นเอกเทศไม่ขึ้นแก่กัน ทำให้ทิศทางการพัฒนาเป็นไปอย่างสะเปะสะปะและไม่เกิดการแชร์ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกัน

โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งไม่จำเป็นต้องพยายามเพิ่มศักยภาพให้เท่าเทียมกันหมด ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลที่อยู่ในอำเภอเล็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาลจังหวัดมากๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีการรักษาที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัดหรือการคลอดบุตร เลย การที่มี CEO ของจังหวัดในการวางแผนการให้บริการสาธารณสุขทั้งจังหวัดจะทำให้การจัดสรรทรัพยากรกระจายได้อย่างเหมาะสมกว่า

นอกจากนี้สิ่งที่ผมอยากเห็นอีกอย่างคือ การควบรวมสิทธิการรักษาหลักทั้งสามคือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาของข้าราชการ เข้าด้วยกัน

ถ้าเรามั่นใจว่าปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำได้ดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบอื่นอีก เพราะการดูแลรักษาคนไทยทุกคนควรมีมาตรฐานเดียวที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน และระบบประกันสังคมควรจะดูแลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค เช่น การออมเงิน การชดเชยรายได้ ในขณะที่ข้าราชการอาจได้สิทธิบางอย่างเพิ่มเติม เช่น ค่าบริการห้องพิเศษ

...เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นแพทย์ ก็หวังว่าจะได้เห็นนโยบายดีๆ เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

‘กรมควบคุมโรค’ ห่วงสถานการณ์ ‘ฝีดาษวานร’ ในประเทศ พร้อมเผย เดือน ส.ค. เยาวชนติดเชื้อไปแล้ว 16 ราย

(3 ก.ย. 66) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดของโรคฝีดาษวานร (Monkey pox) หรือ Mpox ในประเทศไทย ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีรายงานผู้ป่วยรวม 316 ราย (เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง) เป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายมากถึง 271 ราย ร้อยละ 85.8 และมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 143 ราย ร้อยละ 45.3 มีสัญชาติไทย 277 ราย ชาวต่างชาติ 36 ราย ไม่ระบุ 3 ราย

“ในจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 198 ราย จ.ชลบุรี 22 ราย จ.นนทบุรี 17 ราย และ จ.สมุทรปราการ 12 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี จำนวน 152 ราย รองลงมา อายุ 20-29 ปี จำนวน 85 ราย กลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี จำนวน 28 ราย ซึ่งกลุ่มเยาวชนมีความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” นพ.ธเรศ กล่าวและว่า จากการติดตามสถานการณ์ 4 เดือนย้อนหลัง พบการระบาดอย่างต่อเนื่อง ในเดือนพฤษภาคม 2566 ได้รับรายงานผู้ป่วย 22 ราย เดือนมิถุนายน 48 ราย เดือนกรกฎาคม 80 ราย และเดือนสิงหาคมได้รับรายงานเพิ่มอีก 145 ราย เกือบทั้งหมดเป็นคนไทย และรับเชื้อภายในประเทศ ในจำนวนนี้มีรายงานพบผู้ป่วยฝีดาษวานรเสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการรุนแรงและติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนยา Tecovirimat (ชื่อการค้า TPOXX) จากองค์การอนามัยโลกให้นำมาใช้ในกรณีฉุกเฉิน เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxvirus เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการมากและแพทย์รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะแรกของการแพร่เชื้อฝีดาษวานรในประเทศไทยกลุ่มเสี่ยงเป็นชายวัยทำงาน แต่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เริ่มพบเยาวชนติดเชื้อฝีดาษวานรเพิ่มมากถึง 16 ราย

“โดยมีรายงานจากทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค กองระบาดวิทยา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 (สคร.) จ.ชลบุรี ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ชลบุรี และหน่วยงานในพื้นที่ สอบสวนผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานรรายหนึ่งเป็นนักเรียนชาย อายุ 16 ปี เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2566 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2566 ด้วยอาการตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย ร่วมกับอวัยวะเพศบวมอักเสบ ตรวจพบเชื้อฝีดาษวานร  ประวัติเสี่ยง ผู้ป่วยมีเพศสัมพันธ์กับหลายคน ดำเนินการติดตามอาการของผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นผู้สัมผัสร่วมบ้านจนครบ 21 วันนับตั้งแต่วันที่นับจากวันสัมผัสผู้ป่วยวันสุดท้าย ยังไม่พบผู้ป่วยในครัวเรือน” นพ.โสภณ กล่าว

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ดังนั้น ขอย้ำเตือนเยาวชนเเละกลุ่มชายรักชายให้งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น ไม่สัมผัสใกล้ชิดเนื้อเเนบเนื้อ หรือกอดจูบกับผู้ที่ไม่รู้จัก

“เวลานี้สถานการณ์ผู้ป่วยในไทยเริ่มแพร่ระบาดจากกลุ่มวัยทำงาน วัยรุ่น ไปสู่กลุ่มที่อายุน้อยลงได้แก่เยาวชนวัยเรียนเเล้ว ขอให้ตระหนักว่า เยาวชนต้องป้องกันตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค โดยสังเกตรอยโรค อาการเเสดง เเละสังเกตดูผิวหนังตามร่างกายของคู่นอน ว่ามีผื่นแบนหรือนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนองเเละตกสะเก็ด มักพบตามอวัยวะเพศรอบทวารหนัก แขน ขา หรือฝ่ามือฝ่าเท้า ลำตัว ศีรษะ ก่อนหน้าจะเกิดอาการมักมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น ต่อมน้ำเหลืองบวมโต เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง” นพ.โสภณ กล่าว

หากสงสัยติดเชื้อฝีดาษวานร ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา พร้อมกับแยกตัวออกจากสมาชิกในครอบครัว ที่พัก หรือสถานที่ทำงาน ไม่รับประทานดื่มน้ำด้วยภาชนะร่วมกับผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ช่วงป่วย การรักษาความสะอาดทำความสะอาดเสื้อผ้าเครื่องนอนเครื่องใช้แยก ใช้สุขาแยก หรือ ทำความสะอาดด้วยการเช็ดน้ำยาทำลายเชื้อกลุ่มสารซักฟอก เช่น ไฮโปคลอไรต์ น้ำสบู่ เป็นต้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

‘คุณหญิงแมงมุม’ ฮึดสู้!! ลุกจากเตียง เริ่มทำกายภาพบำบัด โซเชียลแห่ส่งกำลังใจ พร้อมบอก “ดีใจที่ได้เห็นภาพนี้”

(3 ก.ย. 66) เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่หลายคนส่งกำลังใจให้อยู่ตลอด สำหรับ ‘คุณหญิงแมงมุม’ หรือ ‘ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล’ หลังป่วยหนักมานานหลายปี ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ และต้องอยู่บนเตียงรถเข็นตลอด โดยมีคุณสามี ‘นายพลดอลล่าร์’ คอยดูแลอยู่เคียงข้างอย่างใกล้ชิดไม่ขาดตกบกพร่อง

โดยล่าสุด ‘นายพลดอลล่าร์’ ก็ได้เผยภาพล่าสุดของ ‘คุณหญิงแมงมุม’ ขณะทำกายภาพบำบัด โดยได้ลุกขึ้นจากเตียงแล้ว และยังได้ออกกำลังกายด้วยจักรยานปั่นมือ พร้อมกับระบุแคปชันว่า "No pain, no gain"

ทั้งนี้ หลังจากภาพดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็ได้มีหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ทั้งคู่ มีคนที่บอกว่า "เห็นลุกได้ พี่ดีใจ" และมีคนเข้ามาชื่นชมคุณหญิงแมงมุมว่าเก่งมากๆ ขอให้สู้ๆ และแข็งแรงขึ้นไวๆ อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top