Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

'ดร.วินัย' อึ้ง!! คนปาเลสไตน์ลี้ภัย สุขใจ กทม.ยามโพล้เพล้ สะท้อน!! ชะตากรรมชีวิตที่แสนสาหัสยิ่งกว่าโรฮีนจา

(10 ต.ค.66) ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ผอ.ศวฮ.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก 'Dr.Winai Dahlan' ในหัวข้อ 'คนปาเลสไตน์' ความว่า...

ผมมีประสบการณ์ชีวิตที่อยากเขียนถึงคนปาเลสไตน์สักหน่อย ชนอาหรับที่กำลังมีปัญหาวิกฤติอยู่ในเวลานี้นั่นแหละ 

>> เรื่องแรกเกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว ผมได้รับเชิญจากเกษตรกรไร่มะกอกชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสแบงค์ พวกเขารู้ว่าผมและทีมงานไปจัดหลักสูตรให้นักเรียนไทยในประเทศจอร์แดนตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน จึงอยากเชิญผมและทีมงานไปช่วยจัดระบบการมาตรฐานฮาลาลการเกษตรให้กับไร่มะกอกของพวกเขาหน่อย 

การอบรมจัดที่โรงแรมในกรุงอัมมานของจอร์แดน ไม่ได้เข้าไปจัดในเขตเวสแบงค์ของปาเลสไตน์ 

เมื่อผมบินจากกรุงเทพฯไปถึงกรุงอัมมาน ปรากฏว่าเกษตรกรปาเลสไตน์เหล่านั้นผ่านชายแดนจากเวสแบงค์ออกมาที่จอร์แดนไม่ได้ เนื่องจากทหารอิสราเอลไม่อนุมัติ ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนปาเลสไตน์ จึงผ่านเขตแดนประเทศของตนเองที่สหประชาชาติรับรองแล้วไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีส่วนใดที่ต้องผ่านดินแดนของอิสราเอลเลยแม้แต่น้อย 

มารู้ภายหลังว่าเขตเวสแบงค์ แม้อธิปไตยเป็นของปาเลสไตน์ ทว่าแผ่นดินมีแต่ทหารอิสราเอล ขณะที่คนปาเลสไตน์แทบไม่มีสิทธิ์อะไรในแผ่นดินของตนเองเลย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผ่านแดนออกมาแล้วยังต้องรีบกลับเข้าไป อยู่ข้างนอกนานไม่ได้ สุดท้ายเราอบรมได้วันเดียว โดยต้องยกเลิกการอบรมส่วนที่เหลือเนื่องจากความไม่สะดวกในการผ่านแดนอย่างที่บอก 

>> เรื่องที่สอง สำนักงานของผมมีคนปาเลสไตน์ชื่อ 'ฟูอ๊าด' ที่ลี้ภัยจากประเทศซีเรียมาทำงานอยู่ด้วยระยะหนึ่งขณะรอประเทศที่สามรับตัวไป ฟูอ๊าดจัดเป็นผู้ลี้ภัยสองชั้น (Double refugee) แม้อาศัยในซีเรีย โดยครอบครัวใหญ่ของเขาลี้ภัยมาจากปาเลสไตน์ช่วงสงครามหกวันเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

ฟูอ๊าดเองเกิดและเติบโตในซีเรียโดยมีสถานะผู้ลี้ภัยตามครอบครัวใหญ่ แต่เมื่อซีเรียเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เขาพร้อมภรรยาและลูกเล็กหนีสงครามมาพักอยู่เมืองไทยในสถานะผู้ลี้ภัย เขาจึงกลายเป็นผู้ลี้ภัยสองชั้นอย่างที่บอก 

ฟูอ๊าดเช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านผมที่อ่อนนุช ช่วงเช้าผมไปรับฟูอ๊าดมาทำงาน ช่วงเย็นบางวันก็รับเขาจากที่ทำงานกลับไปส่งที่บ้านเช่า โดยขึ้นทางด่วนจากด่านหัวลำโพง ฟูอ๊าดบอกผมว่าเขามีความสุขกับยามโพล้เพล้ในกรุงเทพฯ อย่างมาก ผมแปลกใจจึงถามกลับไปว่าในซีเรียไม่มียามโพล้เพล้ที่ดวงอาทิตย์ใกล้ตกอย่างนี้หรือไง เขาตอบว่าในสถานะผู้ลี้ภัย ตามกฎหมายของซีเรียเขาต้องรีบกลับเข้าบ้านก่อนดวงอาทิตย์ตก ทั้งชีวิตจึงไม่เคยเห็นท้องฟ้ายามโพล้เพล้ให้ได้มองไกล ๆ อย่างในกรุงเทพฯ บนทางด่วน ฟังแล้วสะเทือนใจบอกไม่ถูก 

คนปาเลสไตน์ไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนของตนเอง หรือลี้ภัยในประเทศอื่น ต้องกล้ำกลืนความลำบากหนักหนาสาหัสเหลือทน ผมเคยได้ฟังเรื่องราวความเจ็บปวดของคนโรฮิงยาจากเมียนมามาแล้ว มาฟังปัญหาของคนปาเลสไตน์กลับพบว่ายิ่งรวดร้าวกว่า ผู้คนที่เคยมีประเทศของตนเองแล้ววันหนึ่งกลับสูญเสียไปเพียงเพราะโลกขาดความเป็นธรรมให้กับพวกเขา ผมพูดได้คำเดียวว่ามันสุดอัดอั้นในหัวใจ อยากให้คนภายนอกได้เห็นใจและสงสารพวกเขาบ้าง ก็เท่านั้น  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยประชาชนในส่วนภูมิภาค จัดงบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 ล้านบาท ขยายพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคหลังงานประเพณีทิ้งกระจาดในพื้นที่อีก 5 จังหวัด

ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 10 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยประชาชนในส่วนภูมิภาค จัดทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา ปลากระป๋อง และขนม แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และ สระบุรี จังหวัดละ 1,000 ชุด รวมเป็นจำนวน 5,000 ชุด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ร่วมในพิธี พร้อมด้วยสมาคม /มูลนิธิประจำจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กร สาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ
เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘น้องมิลค์’ คว้าชัยใน ‘ศึกโดรนชิงแชมป์โลก 2023’ ที่เกาหลีใต้ ป้องกันแชมป์ไว้ได้เป็นสมัยที่ 3 ด้วยวัยเพียง 16 ปี

(10 ต.ค. 66) นางสาววรรรญา วรรณผ่อง หรือ ‘น้องมิลค์’ ภายใต้สมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์โลกเอฟพีวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘โดรน’ เป็นสมัยที่ 3 อย่างสมศักดิ์ศรี หลังชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคลหญิง มาครองได้สำเร็จ จากการแข่งขันรายการ ‘2023 FAI World Drone Racing Championship’ ที่เมืองนัมวอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีนักกีฬา FPV กว่า 115 คน จาก 29 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ จัดโดยสหพันธ์กีฬาทางอากาศนานาชาติ (FAI)

โดยน้องมิลค์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 16 ปี โด่งดังตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากเป็นสาวน้อยยิ้มยาก แม้จะคว้าแชมป์ก็ยังหน้านิ่งเหมือนเดิม ยังได้รับเงินรางวัลอีกราว 8 ล้านวอน หรือประมาณ 2.1 แสนบาท

นราธิวาส-ผู้การฯ สันติ ผบ.เฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ เตรียมยุทโธปกรณ์ รับมือภัยพิบัติ พร้อมช่วยเหลือประชาชน นราธิวาส

นาวาเอก สันติ เกศศรีพงษ์ศา ผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ในฐานะ ผู้อานวยการ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ เป็นประธานในพิธีตรวจความพร้อมในการปฏิบัติงานของ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ประจาปี ๒๕๖๗ ณ ลานอเนกประสงค์ กองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

วันอังคารที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. นาวาเอก สันติ เกศศรีพงษ์ศา ผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ๕ อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอตากใบ และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้ตรวจความพร้อมของ กำลังพล กว่า 500 นาย  ยานพาหนะ ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ เรือแอร์โบ๊ท เรือตรวจการ รถบรรเทาสาธารณสุข เครื่องมือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ของ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ และพื้นที่ใกล้เคียง ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ณ ลานอเนกประสงค์หน้า กองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ ในห้วงที่ผ่านมา จังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตอำเภอตากใบและอำเภอสุไหงโก-ลก จะเป็นพื้นที่ติดกับแม่น้ำกั้นระหว่างชายแดนไทย – มาเลเซีย และเป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยร้ายแรงของจังหวัดทุกปีและในปีนี้ ชาวบ้านตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโกลก ก็พึ่งได้รับความเดือดร้อนจากพลุระเบิด ทางหน่วยศูนย์ฯ จึงได้เตรียมความพร้อมเป็นพิเศษเพื่อความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวมูโนะ  และประชาชนในทุกพื้นที่ ที่เกิดภัยพิบัติ จากอุทกภัยน้ำท่วมในช่วงเดือน พฤศจิกายน จนถึง มกราคม ของทุกปี จนส่งผลกระทบสร้างความเดือนร้อนต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เช่น ภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติอื่น ๆ ซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน หน่วยจึงต้องมีความพร้อมทั้ง กำลังพล ยานพาหนะ เครื่องมือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางให้พี่น้องประชาชนได้รับการช่วยเหลือ และเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของกำลังพล หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือเสมอมา ตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของ พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่ให้กาลังพลของกองทัพเรือทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ สมดั่งคำที่ว่า “เทิดทูนสถาบัน ยึดมั่นระเบียบวินัย ประชาชนภูมิใจ ทะเลไทยมั่นคง”

นาวาเอก สันติ เกศศรีพงษ์ศา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่3 กองพลนาวิกโยธินภาคใต้ค่ายจุฬาภรณ์ ให้ความเชื่อมั่นว่า สำหรับพี่น้องในจังหวัดนราธิวาสหรือพื้นที่ใกล้เคียง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนหน่วยเรามีชุดยุทโธปกรณ์ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่า ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของหน่วยงานเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างทันเหตุการณ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในปัจจุบันสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น มีความหลากหลาย สามารถสร้างความเสียหาย และความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ในฐานะที่พวกเราได้รับภารกิจในด้านการเบาเทาภัย จึงต้องมีความพร้อมที่จะต้องระดมทรัพย์กำลัง เครื่องมือ เครื่องใช้ เพื่อให้การช่วยเหลือชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

สมาคมแม่บ้านตำรวจเชิญชวนบุตรหลานข้าราชการตำรวจร่วมส่งผลงานการแต่งกลอน “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 ชิงเงินรางวัล สร้างความภาคภูมิใจ สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว

วันนี้ (10 ต.ค. 66) คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดเผยว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจมีนโยบายมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว รวมถึงสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพ ให้กับครอบครัวตำรวจ

เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2566 สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดกิจกรรมประกวดแต่งกลอน “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นครอบครัวตำรวจ เพราะตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นที่พึ่งพาของประชาชน และเป็นผู้ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ครอบครัวตำรวจจึงเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ โดยรับสมัครผลงานจากบุตรข้าราชการตำรวจที่กำลังศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และระดับปริญญาตรี

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดเป็นวรรณกรรมประเภทบทกลอนสุภาพ หรือกลอนแปด หรือกาพย์ยานี 11 ขนาดความยาวไม่ต่ำกว่า 2 บท เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเอง มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ ห้ามลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงจากเรื่องใด ๆ หรือละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้ส่งผลงานเข้าประกวดมีสิทธิ์ส่งผลงานได้เพียง 1 เรื่อง สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณานั้น สมาคมแม่บ้านตำรวจจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สำนวนภาษาถูกต้องเหมาะสม มีอรรถรสชวนอ่าน มีคุณค่าในเชิงวรรณศิลป์ และมีองค์รวมของความเป็นวรรณกรรม 

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า โอกาสนี้ ขอเชิญบุตรหลานข้าราชการตำรวจร่วมส่งผลงานการแต่งกลอน “ความภาคภูมิใจในครอบครัวตำรวจ” โดยมีรางวัลการประกวด หน่วยงานละ 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 5,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศของแต่ละกองบัญชาการ หรือเทียบเท่า และกองบังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะนำไปเผยแพร่ในแอปพลิเคชันแทนใจ , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 3,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 2,000 บาท โดยส่งผลงานได้ส่งผลงานทาง e-mail : [email protected] ภายในวันที่ 15 ต.ค.66 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สมาคมแม่บ้านตำรวจ  https://policewives.police.go.th

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ “ติ่มซำ” ที่มีบริการบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติ

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ “ติ่มซำ” ที่มีบริการบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติ ห้องอาหารจีนหยก ได้รับการตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหรา โอ่โถ่ง นั่งสบาย ทั้งภายในและภายนอก  บริการด้วยอาหารจีนกวางตุ้งสูตรต้นตำรับหลากหลายสไตล์ให้คุณได้เลือกลิ้มลองมากมาย ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

โดยเฉพาะ “ติ่มซำ” ที่มีบริการในรูปแบบบุฟเฟต์เฉพาะมื้อกลางวัน ทำใหม่สดทุกวัน ด้วยคุณภาพ รสชาติและมาตรฐานการคัดสรรวัตถุดิบมากว่า 30 ปี ทั้งประเภทนึ่งและทอด เช่น ขนมจีบกุ้ง ซาลาเปาไส้ต่างๆ ฮะเก๋าหอยเชลล์  กรรเชียงปูนึ่งซีอิ๊ว  ปลากะพงซอสแดง ก๋วยเตี๋ยวหลอดหมูแดงฮ่องกง เผือกทอด ฟองเต้าหู้ทอด ซี่โครงหมูอ่อนนึ่งเต้าซี่ และ เสี่ยวหลงเปา เป็นต้น  นอกจากนี้ยังสามารถเลือกอิ่มเพิ่มจาก หมวดออเดิร์ฟ (ไก่แช่เหล้า กุ้งทอดครีมสลัด หรือ ยำแมงกะพรุน) หมวดผัดผัก (กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ผักกาดแก้วน้ำมันหอย ผักบุ้งไฟแดง หรือ คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย) หมวดซุป (ซุปเสฉวน หรือ ซุปเยื่อไผ่) หมวดจานหลัก  (ข้าวผัดกุนเชียง หรือ โกยซีหมี่)  หมวดขนมหวาน (สาคูแคนตาลูป หรือ บัวลอยน้ำขิง) และ หมวดเครื่องดื่ม (เก๊กฮวย หรือ ชาจีน) เพียงท่านละ 999 บาท (จากปกติ 1,300 บาท)

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์  เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.30 – 14.30 น. และมื้อค่ำ 18.00 – 22.00 น. ตั้งอยู่ชั้น 2 รองรับลูกค้าได้ถึง 220 ที่นั่ง พร้อมห้องส่วนตัวจำนวน 12 ห้อง เพื่อความสะดวกสบายตามความต้องการ

ก.แรงงาน ต้อนรับ กมธ.แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร หารือช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ในโอกาสศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแผนการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายสิรภพ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร 
ในวันนี้ที่ได้มีโอกาสมาศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแผนการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการแรงงาน ถือได้ว่า เป็นการปฏิบัติงานที่เคียงคู่กับกระทรวงแรงงาน มีการเชิญผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ไปนำเสนอข้อมูลด้านต่าง ๆ อย่างครอบคลุมทุกมิติในการดูแลและพัฒนาแรงงาน อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ส่งผลให้กระทรวงแรงงานประสบความสำเร็จในด้านความช่วยเหลือให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้รับประโยชน์สูงสุด

ด้าน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังจากการประชุมถึงความคืบหน้าสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลว่า ขณะนี้ยังได้รับรายงานจากทูตแรงงานที่กรุงเทลอาวีฟว่ามีผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 9 ราย และมีแรงงานที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย 
มีแรงงานแจ้งความประสงค์กลับไทยผ่านช่องทางของสถานทูตเพิ่มเป็น 2,990 คน จากการที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน ได้มาศึกษาดูงานที่กระทรวงแรงงานในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจในขณะนี้ ในส่วนของกระทรวงแรงงานท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ได้สั่งการทูตแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ เร่งให้ความคุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด รวมทั้งให้ประสานกระทรวงการต่างประเทศในการนำแรงงานไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งแรงงานชุดแรกจำนวน 15 คน จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ กระทรวงแรงงานได้เตรียมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเพื่อให้แรงงานได้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังได้นำคณะกรรมาธิการการแรงงานตรวจเยี่ยมการ
ให้บริการของสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 ตลอด 24 ชั่วโมง และ “ศูนย์ช่วยเหลือแรงงงานและติดตามสถานการณ์สู้รบในอิสราเอล กระทรวงแรงงาน” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 11 และชั้นล่างอาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อรับข้อมูลและประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

‘ดร.สุวินัย’ หวั่น!! ยุคดาต้านิยม แฮกความเป็นมนุษย์ ด้วยทุนนิยมสอดแทรก ‘เด็ก-เยาวชน’ เหยื่อโอชะ จิตวิญญาณข้างในค่อยๆ ถูกฆ่าให้ตาย

(10 ต.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ระบุว่า…

แลไปข้างหน้าในยุคดาต้านิยม (Dataism) : ยุคแห่งมิคสัญญีท่ามกลางกระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ’ (Power Shift)

โลกนี้วุ่นวายหนอ แต่เพจนี้ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ขอเธอจงตั้งใจอ่านเถิด

วันนี้เรามาหัดมองป่าทั้งป่ากัน เพื่อเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ในยุคอะไร และกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ เพื่อรับมือกับคลื่นสึนามิลูกยักษ์ที่กำลังมา ไม่ให้ ‘นาวาสยาม’ ลำนี้ของเราล่มสลาย

ปัจจุบัน ‘ยุคดาต้านิยม’ (Dataism) ได้เริ่มต้นแล้ว และกำลังเข้ามาทดแทนยุคทุนนิยม (Capitalism) ที่ชาวโลกคุ้นเคย

มนุษย์จะไม่ใช่ ‘ตัวตนอันมีอิสระ’ (แบบเสรีนิยม) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘เรื่องเล่า’ ที่ตัวตนประดิษฐ์ขึ้นมาเหมือนยุคก่อนๆ อีกต่อไป

แต่มนุษย์จะถูกกลืนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอัลกอริทึมระดับโลกอันมหึมาในที่สุด… โดยเป็นส่วนหนึ่งที่มีแต่จะถูกลดระดับความสำคัญลงเรื่อยๆ ในเครือข่ายระดับโลกอันมหึมานี้ (ขอให้ขีดเส้นใต้ตรงนี้… “มนุษย์จะถูกลดระดับความสำคัญลงเรื่อยๆ ในเครือข่ายอัลกอริทึมระดับโลก”)

การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกับ Global Politic ผ่าน ‘สงครามใหญ่’ อย่าง ‘สงครามยูเครน-รัสเซีย’ ตามมาด้วยสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน และต่อไปจะลุกลามไปที่เกาะไต้หวันกับคาบสมุทรเกาหลี 

คือส่วนหนึ่งของกระบวนการ ‘The Great Reset’ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับโลก พร้อมกับการสถาปนาระบบ Technocracy (เทคโนโลยีเป็นใหญ่) เพื่อมาแทน Democracy (ประชาธิปไตยเป็นใหญ่) ที่ถูกรองรับด้วยปรัชญามนุษย์นิยมที่กำลังล่มสลาย

ภายใต้ระบบ Technocracy… เทคโนโลยีในยุคดาต้านิยม ทำให้อัลกอริทึมภายนอกสามารถ ‘แฮกความเป็นมนุษย์’ ได้ทุกคน ทำให้มันสามารถรู้จักคนผู้นั้นดีกว่าที่ผู้นั้นรู้จักตัวเองเสียอีก…

คนทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ล้วนถูกมัน ‘แฮกความเป็นมนุษย์’ ทั้งสิ้น เพราะอีกชื่อหนึ่งของ ‘ดาต้านิยม’ คือ ‘ทุนนิยมสอดแนม’ (Surveillance Capitalism) ที่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของบรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่แนบแน่นกับ ‘รัฐลึก’ (Deep State) ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่กำลังแย่งชิง-ท้าทาย ‘ความเป็นเจ้าโลก’ ของมหาอำนาจเจ้าโลกเดิม

อีกไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2050) ความเชื่อในแนวคิดปัจเจกบุคคลของปรัชญามนุษย์นิยมคงถึงคราวล่มสลาย โดยที่ ‘อำนาจ’ จะย้ายเคลื่อนจาก ‘มนุษย์ผู้เป็นปัจเจก’ ไปยัง ‘อัลกอริทึม’ ที่โยงกันเป็นเครือข่ายมหึมาแทน…

กระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ (Power Shift)’ นี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2010 แล้ว และคงจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2050 ขณะที่คนทั้งโลกกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกระบวนการ ‘ย้ายอำนาจ’ กระบวนการนี้

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ฉับพลัน รุนแรง คาดไม่ถึง และไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต… เราต้องทำความเข้าใจมันด้วยมุมมองของ ‘ดาต้านิยม’ และ ‘กระบวนการย้ายอำนาจ’ ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินอยู่ คืบหน้าอยู่ด้วยอัตราเร่ง

ในราวๆ ปี 2050 มนุษย์คงจะต้องยอมศิโรราบต่ออัลกอริทึมโดยสิ้นเชิง แล้วถอดใจหันมามองตัวเองเป็นแค่ ‘จิ้งหรีด’ ที่เป็นกลุ่มกลไกทางชีวเคมี ที่ถูกเครือข่ายอัลกอริทึมอิเล็กทรอนิกส์คอยเฝ้ามอง และชี้นำจูงจมูกอย่างต่อเนื่อง…

นี่คือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Alienation) ที่ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เคยชี้ให้เห็นตอนเขาวิเคราะห์ระบบทุนนิยม และเรียกร้องให้ทุกคนที่รู้สึกแปลกแยกที่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ลุกฮือขึ้นทำการปฏิวัติกรรมาชีพ เพื่อโค่นล้มระบบทุนนิยม… จะกลายเป็นของเด็กๆ ที่น่ารักน่าคำนึงถึง เมื่อเทียบกับความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์อันเกิดจากระบบดาต้านิยม

พวกเด็กและเยาวชน ซึ่งมีจิตใจเปราะบางกว่าคนวัยอื่น คือ เป้าหมายหรือเหยื่ออันโอชะรายแรกๆ ของเครือข่ายอัลกอริทึม

- เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง
- ติดพนันออนไลน์
- คลั่งการเมืองแบบฝูงซอมบี้
- นิยมความรุนแรง เห็นชีวิตเป็นผักปลาเพราะติดเกมออนไลน์
- เป็นหนี้อย่างหนัก เพราะถูกกระตุ้นให้สร้างหนี้เพื่อการบริโภค
ฯลฯ

ดังนั้น ภายในปี 2050 ภายใต้ระบบดาต้านิยมที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่งอยู่นี้ พวกเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นลูกหลานของเราจำนวนมากจะถูกลดคุณค่าอย่างถึงที่สุด จนกลายเป็น ‘สิ่งไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์’ หรือ ‘สวะ’ สำหรับระบบดาต้านิยม

ส่วนคนที่ยังมีคุณค่าใช้สอยในระบบดาต้านิยม คือคนยอมกลายเป็นส่วนหนึ่ง หรือชิ้นส่วนอินทรีย์ของเครือข่ายอัลกอริทึมอันมหึมาเท่านั้น คนประเภทนี้ต้องมีทักษะทางดิจิทัลที่สูง ทำงานร่วมกับอัลกอริทึมได้ เขียนโปรแกรมซอฟท์แวร์ได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีความสามารถใน ‘งานบริการขั้นสูง’ ที่หุ่นยนต์หรืออัลกอริทึมยังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีพอ…

มีแต่คนแบบนี้เท่านั้น ถึงจะอยู่รอดในโลกอนาคตแห่งยุคดาต้านิยมได้

ในยุคดาต้านิยมนี้ อัลกอริทึมเริ่มต้นจากเป็น ‘เทพพยากรณ์ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง’ (Oracle) ให้คนใช้ มันเป็นประโยชน์มาก และเป็นข้ารับใช้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับมนุษย์

ปัจจุบันยุคดาต้านิยมเพิ่งอยู่ในขั้นนี้เท่านั้น

แต่อีกไม่นาน เมื่อยุคดาต้านิยมพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งในอีก 30 ปีข้างหน้า อัลกอริทึมจะวิวัฒนาการตนเองไปเป็น ‘ผู้แทน’ ที่ช่วยตัดสินใจแทน หรือทำงานแทนมนุษย์ในขอบเขตที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนครอบคลุมทุกสิ่งทุกเรื่องในที่สุด

มันจะกลายเป็น ‘ผู้นำ’ หรือ ‘ผู้ตัดสินใจ’ ที่ยอดเยี่ยมกว่ามนุษย์ ที่มีข้อจำกัดในเรื่องความเครียด อารมณ์และความเหนื่อยล้า ในการตัดสินใจ

สุดท้าย ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ก็จะมาถึงขั้นตอนสูงสุดแห่งยุคดาต้านิยม เมื่ออัลกอริทึมกลายเป็น ‘พระเจ้า’ หรือ ‘ผู้มีอำนาจสูงสุด’ เสียเอง

ช่วงเวลาร้อยปี หรือสองร้อยสามร้อยปีหลังจากนี้ จึงมิใช่ช่วงเวลาอื่นใด แต่คือ ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาไปสู่ขั้นตอนที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ ของระบบดาต้านิยมเท่านั้น

ทบทวนอีกครั้ง เทคโนโลยีใหม่ของศตวรรษที่ 21 จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การปฏิปักษ์ปฏิวัติมนุษย์นิยม’ หรือการถอดรื้อการปฏิวัติมนุษย์นิยม ผ่านการริบยึดอำนาจไปจากมนุษย์ และมอบโอนอำนาจให้แก่อัลกอริทึมซึ่งไม่ใช่มนุษย์แทน

ต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคดาต้านิยม คือการที่ปัจเจกบุคคลจะถูกบดขยี้ให้แหลกลาญจากภายในเอง แทนที่จะถูกบดขยี้อย่างโหดร้ายจากภายนอก

ฟังให้ดีนะ ต่อไปลูกหลานของเรา… จะถูกบดขยี้จากภายใน พวกเขาจะถูกบดขยี้ทางจิตวิญญาณ ให้ย่อยยับไม่มีชิ้นดีจากภายใน จากข้างใน ในระดับลึกสุดถึงจิตวิญญาณ

โรคซึมเศร้าจะแพร่กระจายในหมู่คนทุกวัยทั่วทั้งสังคม แต่จะแพร่มากที่สุดในเด็กและเยาวชน

ต่อไป อัตราการฆ่าตัวตายจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอัตราการถูกฆาตกรรมเสียอีก

เนื่องเพราะ ‘การตายทางจิตวิญญาณข้างใน’ ย่อมนำมาซึ่งการฆ่าตัวตายทางกายภาพ ไม่ช้าก็เร็ว

นี่คือสัญญาณช่วงต้นๆ ที่บ่งบอกถึงการถูกบดขยี้จากภายในของปัจเจกบุคลทั้งหลายในยุคดาต้านิยม…

แต่นี่เป็นแค่น้ำจิ้มเอง!!

ความแปลกแยกที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคดาต้านิยม โดยออกมาในรูปของมิคสัญญี…

- สงครามโลก 
- ความล่มสลายของทุกสถาบันหลักในสังคม โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว  
- โรคระบาดระดับโลกโดยจงใจ (อาวุธชีวภาพ) 
- ความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นในแต่ละประเทศ หลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจ
- สงครามกลางเมือง ที่มีที่มาจากความแตกแยกทางความคิดเป็นสองขั้วอย่างรุนแร งเพราะต่างฝ่ายต่างโดนปลุกปั่นด้วยอัลกอริทึม จนมันระเบิดออกมาแบบรวมหมู่ในที่สุด
ฯลฯ

ยุคของมวลชนและยุคเพื่อมวลชน ใกล้จะจบสิ้นแล้ว พร้อมๆ กับการรุดหน้าแบบก้าวกระโดดของระบบดาต้านิยมหลังจากนี้

ภายใต้ยุคดาต้านิยม คงจะเกิดศาสนาใหม่ขึ้นที่เรียกว่า ‘ศาสนาดาต้า’ (Data Religion) ซึ่งเป็นลัทธิบูชาดาต้าเทคโนโลยีแบบวัตถุนิยมสุดโต่งประเภทหนึ่ง

เพราะ ‘ศาสนาดาต้า’ ให้สัญญาแก่ผู้คนว่า จะนำพาผู้คนให้หลุดพ้นได้ด้วยอัลกอริทึมที่ ‘อัปเกรดจิตใจมนุษย์’ และด้วยเทคโนโลยีพันธุกรรม

สเปกตรัมของสภาวะจิต (Spectrum of mental state) ที่นักวิทยาศาสตร์ยุคดาต้านิยมใช้ในการสร้างอัลกอริทึมที่อัปเกรดจิตใจมนุษย์ มาจากภาคส่วนเล็กๆ 2 ภาคส่วนเท่านั้น คือ ส่วนพร่องจากบรรทัดฐาน (Sub-normaltive) และกลุ่ม WEIRD ที่มาจากคำหน้าของคำว่า Western, Educated, Industrialsed, Rich, Democratic คือ ใช้สภาวะจิตและระดับจิตเฉลี่ยของพลเมืองในสังคมประเทศตะวันตกเป็นข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น

ตรงนี้แหละ คือข้อจำกัดของพวกดาต้านิยมในการทำความเข้าใจเรื่องจิต!!

เพราะพวกบรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่บูชา ‘ลัทธิดาต้านิยม’ ก็ยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์อย่างสุดโต่ง

แนวคิดแบบวัตถุนิยมประวัติศาตร์ของพวกดาต้านิยม คือมิจฉาทิฐิที่ร้ายแรงที่สุดในยุคนี้… ที่โลกได้เข้าสู่ยุคดาต้านิยมแล้ว

โลกทัศน์แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่สุดโต่งของพวกนักวิทยาศาสตร์ และนักเทคโนโลยีในวงการปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของโลกตอนนี้  คือสิ่งกำหนดทิศทางของยุคดาต้านิยมในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ในฐานะที่เป็นคนฝึกจิต ผมทราบดีว่าเรื่องที่เขียนข้างต้นนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก สำหรับชาวบ้านที่ยังต้องปากกัดตีนถีบดิ้นรนทางเศรษฐกิจไปวันๆ

แต่ลองตั้งใจอ่านบทความข้างต้นของผมทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรเถิด แล้วใช้มุมมองนี้ไปทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้… บางทีท่านผู้อ่านอาจได้คิด หรือสำเนียก แลเห็นสิ่งที่ตัวเองไม่เคยเห็นหรือเคยเฉลียวใจมาก่อนก็เป็นได้

รู้ไว้นะ คนที่อ่านอนาคตได้ขาด คนที่มองอนาคตได้กระจ่าง มีไม่มากนักหรอก ไม่ว่าในยุคใด

จะมีก็แต่คนประเภทนี้เท่านั้น ที่สามารถนำพาผู้คนโต้คลื่นแห่งยุคสมัยได้ โดยไม่ถูกคลื่นสึนามิกระหน่ำซัดจนล่มสลายเหมือนเรือลำอื่น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าพูดคุยรับฟังปัญหาจากแกนนำสมัชชาคนจน พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

วันนี้ (9 ต.ค.66) เวลา 17.30 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบปะพูดคุยกับนายบารมี ชัยรัตน์ แกนนำกลุ่มสมัชชาคนจน กับผู้แทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่บริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังปัญหาที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาปากท้องและความยากจน และปัญหาที่ดินทำกิน โดยมีมวลชนมาชุมนุมประท้วงจำนวน 2,000 คน โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ร่วมฟังปัญหา และขอให้ชุมนุมกันอย่างสันติ โดยให้ความมั่นใจกับผู้ชุมนุมว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม ในส่วนของปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนการช่วยเหลือนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับเรื่องเพื่อจะนำข้อหารือที่ได้พูดคุยกัน นำเสนอ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกับพี่น้องประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย ได้เดินทางเข้าพูดคุยกับกลุ่ม P-Move โดยได้มีการรับฟังปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ และบางกลอย ซึ่วประสบปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทที่ใช้อยู่อาศัยและทำมาหากิน ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับทราบปัญหาและให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาให้กัยพี่น้องประชาชนแน่นอน

รมต.เกษตรฯ เตรียมศึกษาและพัฒนา Gene Bank เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ศขช.) หรือ Gene Bank โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี   พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี  เข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

Gene Bank หรือธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นการรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversiy) ของพืชหรือสัตว์ ที่มีลักษณะพันธุกรรมที่น่าสนใจ เช่น มีความต้านทานโรคสูง เป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต สำหรับศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว) เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าว รวบรวม อนุรักษ์ ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไทย รวบรวมข้อมูลประวัติและลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว พร้อมให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว มีการดำเนินงานในการฟื้นฟูเชื้อพันธุ์ข้าว 2,000 เชื้อพันธุ์ต่อปี บริการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว เชื้อพันธุ์ละ 5 กรัม ปี โดยในปี 2561 – 2566 ให้บริการ 106 ราย รวม 2,388 เชื้อพันธุ์ ส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวไปฝากเก็บที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ 7 ครั้ง รวม 1,239 เชื้อพันธุ์ ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวเก็บรักษาไว้ประมาณ 24,000 เชื้อพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวพื้นเมือง 18,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ดี 2,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวพันธุ์รับรอง 100 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ 3,000 เชื้อพันธุ์ และข้าวป่า 1,000 เชื้อพันธุ์ ใน Gene Bank แห่งนี้ มีห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว 2 ระยะคือ 1) ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (อุณหภูมิ 15 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 3 – 5 ปี และ 2) ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (อุณหภูมิ 5 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 20 ปี

โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “Gene Bank เป็นส่วนสำคัญที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามาถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการผลิต ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านการส่งออก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศูนย์แห่งนี้ให้มีความทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้เต็มศักยภาพ จะส่งผลให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง เพิ่มรายได้ให้ชาวนาต่อไป” 

ทั้งนี้ จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เกษตรกรรม 353,308.17 ไร่ (36.66% ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืช 332,992.02 ไร่ ได้แก่ ข้าว 248,536.81 ไร่ ไม้ผล 35,895.55 ไร่ ไม้ยืนต้น 15,418.63 ไร่ พืชผัก 21,445 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 6,093.14 ไร่ พืชไร่ 3,837.77 ไร่ สมุนไพร 1,765.13 ไร่ และพื้นที่ประมง 20,316.15 ไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 501,937 ไร่ และไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม จังหวัดปทุมธานีได้ยกย่องให้ข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1) เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเป็นสินค้า GI ของจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเด่น คือ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะทางกายภาพ คือ เปลือกข้าวข้าวสีฟาง รูปทรงเมล็ดข้าวเรียว ยาว จมูกข้าวเล็ก เนื้อเมล็ดข้าวมีสีขาว ผิวค่อนข้างมัน เมื่อสุกแล้วข้าวนุ่มค่อนข้างเหนียวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top