Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘ป.ป.ส.’ เปิดตัว ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ ดึง ‘วินฯ-ไรเดอร์’ 2 แสนคน ช่วยสอดส่องแหล่งชุมชนในพื้นที่กทม.

(6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผช.ผบ.ตร. และรักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวในพิธีเปิดงาน ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ ระบุว่า รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดให้ยาเสพติดเป็นมาตรการเร่งด่วน

สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพให้บริการขนส่ง สำหรับวินที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้มีทั้งหมด 26 วิน กว่า 400 คน โดยเป็นวินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสถานที่จัดงานและพื้นที่ชุมชนแพร่ระบาด

โดยเราได้มีการส่งเสริมการป้องกันยาเสพติดในกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ทั้งการส่งเสริมเรื่องด้านสุขภาพ ภูมิคุ้มกันยาเสพติด และส่งเสริมด้านการเฝ้าระวังยาเสพติด ภายใต้โครงการ ‘วินสีขาว’ ในวันนี้

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์กล่าวว่า ปัจจุบันมีไรเดอร์อาชีพที่แจ้งในระบบประมาณ 86,000 คน กว่า 5,300 วิน หากรวมผู้ที่ทำอาชีพไรเดอร์ที่ไม่ใช่วินมีกว่า 1-2 แสนคน ซึ่ง ป.ป.ส.จะดึงกลุ่มนี้ร่วมแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชน โดยจะขยายไปทุกเขตใน กทม. และประกวดวินสีขาวที่ทำสำเร็จในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดยาเสพติด ซึ่งวินที่ชนะและเป็น Best Practice จะเป็นตัวอย่างให้กับวินอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงต่างจังหวัดต่อไป

สำหรับโครงการ ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. และกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมไรเดอร์ และวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพให้เป็นวินต้นแบบ ที่จะมาช่วยในการเฝ้าระวังยาเสพติด ช่วยดูแลความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่ให้บริการ

เนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ส. เล็งเห็นว่า ไรเดอร์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งประกอบอาชีพอยู่ภายในแหล่งชุมชนและท้องถนน มีลักษณะความเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมบนท้องถนนอยู่แล้ว รวมถึงมีความเสี่ยงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดและขนส่งยาเสพติดโดยอาจจะรู้หรือไม่รู้

ซึ่งกลุ่มอาชีพนี้มีจำนวนมากกว่าแสนคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วิ่งตามซอกซอยชุมชน พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงในชุมชนที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอยู่ด้วย

'โซเชียล' ติง!! บางคนไม่ลุกช่วงเพลงสรรเสริญฯ ขึ้น 'งานโขนพระราชทาน' แต่กลับลุกเดินก้าวล่วงสิทธิผู้อื่น ที่มีใจสงบในการรับชมโขน

(6 พ.ย. 66) กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโซเชียล หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความชวนคิด ระบุว่า..

วันนี้เพื่อนผมไปดู ‘โขนพระราชทาน’ มาครับ

ได้เจอสองท่านนี้ = ไม่ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ ช่วงเพลงสรรเสริญฯ ขึ้น!

(ในขณะที่ทุกคนรอบตัวลุกขึ้นยืนทั้งหมดเลย) 

(**ตามภาพ ถ่ายตอนช่วงพักครึ่ง 2 ท่านก็ลุกขึ้นได้+เดินเหินได้นะครับ) #ก้าวล่วงสิทธิผู้อื่นที่จะมีใจสงบในการดูโขน

#ไม่รักเจ้าแต่มาดูโขนพระราชทาน พี่ป้าน้าอาเค้าหันไปมอง ก็ยังเฉยจ้า #แปลกดีนะ #นายแน่มาก #อย่างนี้ก็มีด้วย

เพื่อนผม พูดเลยว่า "เป็นการจัดแสดงโขน ที่ดีงามมาก ๆ...

ประทับใจมาก ๆ บางช่วงมีน้ำตาซึมปลื้มใจ คุ้มค่ามาก ๆ แบบว่า รู้สึกรักเมืองไทย ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย
และซาบซึ้งใจ ที่เจ้าฯ ทรงกรุณาส่งเสริม ‘โขน’ ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ชมงานแสดงที่ล้ำค่า ในราคาที่ไม่แพงเลยจริง ๆ คณะผู้แสดงและเล่นดนตรีไทย ก็ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้น (ผู้ชมก็มีทุกวัยจากเยาวชนไปถึงสว) เห็นแล้ว ใจชื้นขึ้นนะ เพราะคนรุ่นใหม่ที่ดี ๆ ก็ยังมีเยอะ..." 

หากมองบวก ก็หวังว่า 2 ท่านนั้น จะได้รับการขัดเกลาทางจิตใจได้บ้าง อาจเข้าใจตรรกะของชีวิตได้ใหม่ สู่ทางสว่าง ได้นะครับ หวังให้เป็นเช่นนั้น...

***โพสต์นี้ขอ ติติง #ติเพื่อก่อ ***ครั้งหน้าถ้าไม่ชอบ ก็อย่าไปเลยนะครับ***

‘โตโน่’ แย้ม!! ‘ศูนย์หัวใจที่นครพนม’ ใกล้แล้วเสร็จ เผยชื่อ ‘ศูนย์รวมใจ 2 ฝั่งโขง One Man and The River’

สืบเนื่องจากกรณี ดาราหนุ่มโตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พร้อมคณะ รวมถึงมูลนิธิเทใจดอทคอม ได้ลงพื้นที่ ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2565 เพื่อหารือ แนวทางการจัดสรรงบประมาณ ที่ได้รับบริจาคในกิจกรรมว่ายน้ำข้ามโขง หนึ่งคนว่าย หลายคนให้ โดยมีผู้สนับสนุนบริจาคร่วมโครงการ กว่า 87 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนโรงพยาบาลนครพนม และโรงพยาบาลคำม่วน สปป.ลาว

โดยในช่วงเวลานั้น ทางโรงพยาบาลนครพนม ได้เผยว่า ต้องการผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่โรงพยาบาลนครพนม โดยระบุว่า หลังจากได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข จำนวนเงินกว่า 370 ล้านบาท ในการดำเนินก่อสร้างตึก 12 ชั้น เป็นศูนย์รักษาโรคหัวใจครบวงจรไปแล้ว แต่ตามแผนพัฒนา จะต้องรอไปอีก 3-4 ปี เพราะจะต้องขอรับงบสนับสนุนจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ จึงจะสามารถเปิดให้การรักษาได้ 

ดังนั้นจึงได้เสนอของบประมาณจากมูลนิธิเทใจดอทคอม ที่ดูแลงบบริจาคของโครงการ ‘ว่ายน้ำข้ามโขง หนึ่งคนว่าย หลายคนให้’ ของดาราหนุ่มโตโน่ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทางมูลนิธิฯ เอง ก็ได้มีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับการสนับสนุน เครื่องมือแพทย์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด ครบวงจร เป็นงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท ให้ทางส่วนงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา โดยคาดว่าจะได้เปิดบริการได้เร็วขึ้นภายในปีนี้ (2566)

ล่าสุด ดาราหนุ่มโตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ได้เผยข่าวดีกับทาง THE STATES TIMES ว่า ศูนย์รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่โรงพยาบาลนครพนม ภายใต้งบสนับสนุนจากกิจกรรม ‘ว่ายน้ำข้ามโขง หนึ่งคนว่าย หลายคนให้’ ใกล้แล้วเสร็จ โดยคาดว่าชื่อของศูนย์ฯ แห่งนี้จะใช้ชื่อว่า ‘ศูนย์รวมใจ 2 ฝั่งโขง One Man and The River’

ปัจจุบัน จ.นครพนม เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาในพื้นที่ปีละกว่าล้านคน สิ่งจำเป็นนอกจากการดูแลอำนวยความสะดวก คือ การบริการด้านการรักษาพยาบาล จะต้องมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลัน มีสถิติผู้ป่วยมากขึ้น เฉลี่ยปีละกว่า 200 ราย และ จ.นครพนม มีอัตราการเสียชีวิต สูงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย จึงต้องมีการวางระบบรองรับการรักษา ไม่ต้องส่งต่อไปพื้นที่ต่างจังหวัด ลดการสูญเสีย 

อย่างไรก็ตามหากมีการเปิดศูนย์รักษาโรคหัวใจ ไม่เพียงเกิดประโยชน์แก่ชาวไทย ยังเกิดประโยชน์กับทางฝั่งลาว เนื่องจากทั้งโรงพยาบาลนครพนม กับโรงพยาบาลคำม่วน ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือการรักษาผู้ป่วยร่วมกัน อันจะส่งผลดีต่อการเพิ่มศักยภาพการรักษามากขึ้น ในอนาคต สอดคล้องยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ของ จ.นครพนม อีกทางหนึ่ง

‘หยก’ งอแง!! เปิดเทอม 2 ยังไม่ได้เข้าเรียน เตรียมร้อง ‘นายกฯ’ ให้ตรวจสอบ-คืนความเป็นธรรม

(6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘หยก ธนลภย์’ เยาวชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“วันนี้วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เปิดเทอม 2 หนูยังคงไม่ได้เข้าไปเรียนเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่เทอมแรกหนูก็เรียนไปแล้ว ทำไมเทอมสองถึงไม่ให้หนูเรียน จดหมายก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบ

วันนี้หนูจึงได้ไปทวงถามถึงจดหมายที่ได้เขียนสอบถาม คุณครูที่อยู่ข้างในรั้วจึงบอกให้รอหนูก็รอ รอเป็นชั่วโมง ระหว่างรอหนูก็ได้ทวงถาม แต่คำตอบที่ได้คือ ให้รอ แล้วครูคนนั้นก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

อีกสักพัก หนูจะไปยื่นจดหมายให้นายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบและคืนความเป็นธรรม”

นราธิวาส-ผบ.ฉก.นราธิวาส ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4514 เน้นย้ำกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ทั้งในและนอกฐานปฏิบัติการ ต้องให้มีความรอบคอบไม่ประมาท

 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4514 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บ้านเขาน้อย หมู่1 ตำบลบาโงสะโต อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เดินทางลงพื้นที่ เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และรับฟังบรรยายสรุปการชี้แจงติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สอบถามข้อขัดข้องในการปฎิบัติงาน พร้อมทั้งเน้นย้ำ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งในและนอกฐานปฏิบัติการ ให้มีความรอบคอบไม่ประมาทอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานแบบเดิมๆ ซ้ำเวลาซ้ำสถานที่ ซึ่งอาจจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกาะติดจนนำไปสู่การลงมือก่อเหตุ การลาดตระเวนเส้นทางให้เกิดความปลอดภัย สร้างความมั่นคงปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งการเฝ้าตรวจให้เป็นไปตามสั่งการของ พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  โดยมี พันเอก สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 , ปลัดอาวุโส อำเภอระแงะ , รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร อำเภอระแงะ ตลอดจนส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ  

ทั้งนี้ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้มอบนโยบายของผู้บังคับบัญชาให้กับกำลังพลทราบ เน้นย้ำการรักษาความปลอดภัยฐานปฏิบัติการ ต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเพื่อป้องกันการเกาะติดของผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้ามาสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ รวมทั้งย้ำในเรื่องระเบียบวินัยของกำลังพล และไม่สร้างเงื่อนไขในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับกำลังพลในพื้นที่ต่อไป
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

บิ๊กโจ๊ก ลุยเอง บินเมียนมาช่วย 164 คนไทย เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.เผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเล้าก์ก่าย ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กลับประเทศไทย ว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ได้เดินทางไปยังเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อหารือกับทางการเมียนมาในการนำตัวคนไทยกลับประเทศ จากนั้นจะไปค่ายกักกันเพื่อทำการคัดแยกคนไทยทั้ง 164 คน โดยเบื้องต้นในกลุ่มทั้งหมด มีบางคนที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และบางคนที่อาจเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รอง ผบ.ตร. บอกอีกว่า แนวทางการช่วยเหลือคนไทย 164 คน ที่ถูกคุมตัวในเมียนมา ที่เมืองเล้าก์ก่าย กลับประเทศไทยนั้น ขณะนี้ได้พูดคุยหารือด้วยวาจากับทางการเมียนมาและจีนแล้ว โดยเบื้องต้น พบว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความเสี่ยง อาจต้องเคลื่อนย้ายอพยพคนไทยทั้ง 164 คนไปที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ก่อน เพื่อให้คล่องตัวต่อการเคลื่อนย้าย จากนั้นจึงจะนำเครื่องบินไปรับกลับประเทศไทยตามขั้นตอนต่อไป

‘หมออั้ม’ สวน ‘ต้องเต’ ไม่เข้าใจ Soft Power อย่างแท้จริง ถามแรง!! “รู้ไหมพาหนังโกอินเตอร์ ต้องประสานหน่วยงานไหน?”

หลังจากที่ ‘ต้องเต ธิติ ศรีนวล’ ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ ออกมาพูดถึงเรื่องการผลักดันหนังไทยให้เป็น ‘Soft Power’ ว่า ประเด็นที่ผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงการโกอินเตอร์ของภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ รวมทั้งกลายเป็นหนังซอฟต์เพาวเวอร์

โดย ‘ต้องเต’ เปิดเผยตอนหนึ่งว่า “ถ้ามีเรื่องอื่นที่ดีแล้วพาเขาไป ให้มาซัปพอร์ตจริง ๆ หน่อย ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป คุณอาจไม่เข้าใจหนังสัปเหร่อจริงเลย ๆ ก็ได้ แค่มาถ่ายรูปแล้วก็บอกว่าหนังสัปเหร่อเป็นซอฟต์เพาเวอร์ ตัวผมเองยังไม่รู้ว่าซอฟต์เพาเวอร์คืออะไร” 

จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ็ในโลกออนไลน์จำนวนมาก

ทางด้าน นายแพทย์อิราวัต อารีกิจ หรือ หมออั้ม อดีตศิลปินชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘อั้ม อิราวัต’ ระบุว่า

“ข้อแรก - เพื่อไทย เขาเพิ่งเป็นรัฐบาลครับ ต้องเต
ข้อสอง - ถ้าไม่ให้เขาถ่ายรูป หรือร่วมยินดีด้วยจะให้เขาเพิกเฉย หรือไม่สนใจเหรอ? ในฐานะรัฐบาล
ข้อสุดท้าย - เออ ฟังบทสัมภาษณ์แล้วสรุปว่าไม่เข้าใจ คำว่า Soft Power จริง ๆ นั่นแหละ จะโกอินเตอร์ รู้ไหมต้องประสานกับอะไรจะไประดับนานาชาติ รู้ไหมว่าต้องผ่านหน่วยงานไหน

ต้องผ่านกรมกองระหว่างประเทศ + งบสนับสนุนอย่างไร

รัฐบาล+คณะรัฐมนตรี กระทรวงต่าง ๆ เขากำลังช่วย แล้วมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ มันไม่ดีต่อภาพรวมเลย แต่ก็ตามสบายเลยครับ ถ้าคิดว่าดี”

ล่าสุดวันที่ 6 พ.ย. 66 ต้องเต ให้สัมภาษณ์ผ่าน Live ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ 6 พฤศจิกายน 2566 ทางช่อง สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ต้องเต ระบุว่า “ไม่อยากให้มันเกิดดรามารุนแรงขนาดนั้น ที่ตนพูดโดยการที่ไม่รู้ระบบ และไม่เข้าใจระบบการดำเนินการของภาครัฐ ซึ่งตนอาจจะใจร้อนด้วย”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “แต่สิ่งที่อยากจะพูดจริง ๆ คือ อยากเป็นกระบอกเสียงในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะต้องเข้าใจว่า กระแสหนังจะมาแป๊บเดียว และจะหายไปเลย ถ้าไม่มีระบบมารับรองทัน อาจจะเสียโอกาสในการผลักดันภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเลย มองว่า ถ้าหนังสัปเหร่อ สามารถเป็นโมเดลได้ อาจจะเป็นโมเดลที่จะขับเคลื่อนภาพยนตร์ไทยเรื่องต่อ ๆ ไปด้วย”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “ทั้งนี้ อยากสะท้อนว่าถ้าภาครัฐอยากจะสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังนั้น ต้องเร่งสนับสนุน เพราะกระแสหนังไปเร็ว ถ้าช้านิดนึงต่อไปอาจจะผลักดันไม่ทัน”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ ไม่รู้จริง ๆ ว่าซอฟต์พาวเวอร์ คืออะไร และหลัง ๆ ไม่เข้าใจด้วยว่า ความรู้เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ที่เรารู้นั้น ถูกรู้ไม่ ซึ่งสำหรับซอฟต์พาวเวอร์ ผมแค่รู้สึกว่า มันคือกระบวนการที่ทำให้เกิดค่านิยมอย่างใดอย่างหนึ่ง”

“ทั้งนี้ ผมขอบคุณ และยินดีที่มีคนบอกว่าหนังสัปเหร่อ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ แต่แค่ งง เพราะรู้สึกว่าถ้าคนทำงานเข้าใจว่าซอฟต์พาวเวอร์ คืออะไร มีขั้นตอนกระบวนการอย่างไร ผมอาจจะทำการบ้านและทำให้หนังเรื่องนี้มันไปได้ไกลขึ้น”

‘แขก’ หนุนคำ ‘ต้องเต’ ไม่ได้ทำสัปเหร่อให้เป็น Soft Power ชี้!! รัฐต้องมอบ ‘เงินทุน-โอกาส’ จึงถือเป็นการผลักดันที่แท้จริง

(6 พ.ย. 66) จากกรณีที่ ‘ต้องเต ธิติ ศรีนวล’ ผู้กำกับหนัง ‘สัปเหร่อ’ ร่วมงานเสวนาในหัวข้อ ‘จากจักรวาลไทบ้านสู่พลังอีสานสร้างสรรค์’ โดยมีบางช่วงบางตอนได้มีการแชร์คลิปของงานเสวนาและคลิปที่เผยแพร่ในรายการอยู่ดีมีแฮง ช่อง ThaiPBS ในตอนที่ต้องเตตอบคำถามประเด็นเกี่ยวกับ Soft Power ว่า ขอให้รัฐผลักดันภาพยนตร์ไทยจริง ๆ ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปแล้วบอกซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)

ทั้งนี้ ประโยคดังกล่าวที่ ผกก.สัปเหร่อ ได้หล่นไว้ในงานเสวนาเที่ยวล่าสุดนั้น ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเป็นจำนวนมากทั้งในแวดวงคนทำหนังด้วยกัน หรือกระทั่งล่าสุดที่ ลักขณา ปันวิชัย หรือ ‘คำ ผกา’ พิธีกรหญิงประจำช่องวอยซ์ทีวี (Voice TV) ก็ได้ออกมาโพสต์ถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน ผ่านเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อและนามสกุลจริงของตัวเอง @ ระบุ “ว่าด้วย soft power การที่ ผกก.สัปเหร่อบอกว่า ไม่รู้ ไม่ตั้งใจทำหนังเป็น soft power น้องเขาพูดถูกแล้วนะ”

“พลังของ soft power คือถ้าเราตั้งใจจะทำมันจะไม่ใช่ มันจะไม่เป็น ถ้าวันไหนใครสักคนลุกขึ้นมาทำอะไรแล้วประกาศว่านี่คือ soft power สิ่งนั้นจะไม่มีวันมี power”

“Power ของหนังสัปเหร่อคือ การที่เขาแค่อยากเล่าเรื่องที่เขา ‘รู้’ และ ‘รู้สึก’ คนทำงาน ไม่ว่าจะแขนงไหน ก็ทำไปตาม passion ตามรสนิยมตัวเอง ส่วนมันจะมี power ขึ้นมาอย่างไร มันอยู่ที่ ‘ผู้บริโภค’ เสน่ห์ของ soft power คือ คนตกหลุมรักสิ่งนั้น ๆ ด้วยองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์แบบด้วย”

“ส่วนการที่รัฐบาลจะ endorses การสร้างศก. จาก soft power คือเป็นการ endorses ด้วย ‘เครื่องมือ’ หรือ กลไกรัฐที่จะสร้าง ศก. จากสิ่งเหล่านี้ โดยไม่เข้าไปครอบงำทาง ‘เนื้อหา’ แต่ facilitates สิ่งที่ ‘ขาด’ เช่น ทุน หรือ โอกาส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์”

คำต่อคำ 'คุณหญิงกอแก้ว-ณพ' เปิดข้อมูลชนะคดี WEH 6 ปี 6 คดี ศาลยกฟ้องหมดทุกคดี 'โกงเจ้าหนี้-ปลอมลายเซ็น-ปลอมเอกสาร'

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 66 นายณพ ณรงค์เดช และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา พร้อมที่ปรึกษากฎหมาย จัดแถลงข่าวเปิดข้อมูลสำคัญและยืนยันความบริสุทธิ์คดีครอบครัวและคดีหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) หลังศาลชั้นต้นพิพากษาชนะ 6 คดี 

>> ‘คุณหญิงกอแก้ว’ พ้นผิด 

คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา เปิดเผยว่า ที่มาไม่ได้ออกมาพูดหรือให้ข่าวใด ๆ เพราะต้องการความชัดเจนของกฎหมายและศาล ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าดิฉันไม่โกงใคร และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครตามที่กล่าวหา 

ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข่าวที่ไม่ครบถ้วน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ดิฉันในวัย 70 ปี ครอบครัวของดิฉันอยู่อย่างสงบร่มเย็นเป็นสุข และใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ต้องการอะไรของใคร

จนกระทั่งวันหนึ่ง นายณพ ณรงค์เดช ซึ่งเป็นสามีของลูกสาว และเป็นพ่อของหลาน 2 คน มาขอความข่วยเหลือ ดิฉันก็ต้องช่วยเหลือ ซึ่งในวันนั้นไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลย และไม่มีใครอยากจะยุ่งกับ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ดิฉันเมื่อรักลูกรักหลาน ดิฉันก็ต้องรักลูกเขยด้วย วันนั้นถ้าดิฉันไม่ได้ซื้อหุ้น WEH ไว้ บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลาย เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ ก็จะไม่ให้สินเชื่อ

“ณพ มาพูดกับดิฉันว่าเป็นคนสุดท้ายที่จะขอความช่วยเหลือ ดิฉันจึงตัดสินใจว่าให้ความช่วยเหลือ แต่มีเงื่อนไขว่าแม่จะไม่ออกหน้า ณพหาคนที่เชื่อใจ และไว้ใจได้มาใส่ชื่อแทนแม่”

เมื่อ WEH พ้นวิกฤต ดิฉันก็ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์วุ่นวายจะเกิดขึ้น เมื่อ WEH พ้นวิกฤตและทำรายได้ปีละหลายพันล้านบาท คดีความต่าง ๆ การกล่าวหาก็เกิดขึ้น เพื่อต้องการอยากได้หุ้น 

“ถ้าคุณลงทุนคุณก็ต้องได้หุ้น ถ้าคุณไม่ลงทุนคุณย่อมไม่มีสิทธิ์ อันนี้เป็นสิ่งที่เราชัดเจน เมื่อไม่ลงทุนแต่อยากได้หุ้น เมื่อไม่ได้หุ้นก็เบี่ยงเบนหลักฐาน ความจริง แต่ทุกอย่าง การเงิน เรามีครบไม่ใช่พูดไปเรื่อย พูดไม่ครบ พูดเบี่ยงเบน ไม่ครบประโยค ไม่ครบเรื่อง พูดแต่เป็นบางส่วน หยิบมาทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าศาลได้มีคำพิพากษาออกมาทั้ง 3 ศาล ว่าดิฉันไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่กล่าวหา” 

>> ‘อภิมุข ทองคำ’ ลงลึกชนะ 5 คดี  

นายอภิมุข ทองคำ ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการแถลงข่าวครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจนทั้งในมุมมองของสื่อมวลชนและสาธารณชนที่จะได้รับทราบข้อมูล

ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาหลายปี มีการออกข่าวทั้งแบบที่ครบถ้วน ไม่ครบถ้วนบ้าง ในฐานะที่ช่วยดูแลคุณหญิงกอแก้ว และคุณณพ ณรงค์เดช

โดยปัจจุบันมีคดีที่มีผลพิพากษาออกมาแล้ว ถึงแม้จะเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ก็มีข้อเท็จจริง มีเหตุผลในการใช้ดุลยพินิจของศาลที่วินิจฉัยและฟังพยานหลักฐาน จนมีความพิพากษาออกมา

ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ลึกขึ้นจากการวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลในประเด็นที่เป็นเหตุเป็นผลและเกี่ยวข้อง คือ 

1.ใครเป็นเจ้าของหุ้น WEH มีบุคคลใดบ้างเป็นเจ้าของหุ้น
2.ใครจ่ายเงินค่าหุ้น WEH บ้าง
3.ปลอม-ไม่ปลอมเอกสาร / ใช้-ไม่ใช้เอกสารปลอมที่ไหนบ้าง 

โดยมี 5 คดีหลัก ๆ ที่เกี่ยวพันในเรื่องที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง

คดีที่ 1 - คดีฮ่องกง HCA 1525/2018 (ศาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง)
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ ฟ้องโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 3 เรื่องละเมิดและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อปี 2561 

คำพิพากษา: อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยให้ชำระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงสุด ให้แก่จำเลย   

คดีที่ 2 - คดีใช้เอกสารปลอม อ.2497/2561 (ศาลอาญา รัชดา)
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์อ้างว่าตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 และสุรัตน์ จิรจรัสพร จำเลยที่ 3 เรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อปี 2561 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง พยานผู้เชี่ยวชาญยันกันไม่อาจรับฟังเป็นยุติ ลายมือชื่อไม่ได้ผิดแผกแตกต่างให้เห็นชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม เงินช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นเงินกู้ยืม ซึ่ง ณพ รับผิดชอบภาระหนี้และการบริหารจัดการคนเดียวจึงไม่ใช่การร่วมลงทุนในความหมายของกฎหมาย พยานโจทก์รับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าเอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นเอกสารปลอม 

คดีที่ 3 - คดีเรียกทรัพย์คืน พ.1031/2562 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) 
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 14 คน และมีจำเลยร่วมอีก 31 คน เมื่อปี 2562 เรื่องให้เรียกทรัพย์คืน (หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด) 

คำพิพากษา: โจทก์ขอถอนฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเรื่องนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง หลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนการอายัตเงินปันผลของบริษัท วินด์ฯ โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้หากฟังว่า เกษม ให้หุ้นดังกล่าวแก่ ณพ การเรียกคืนจะต้องปรากฏว่า ณพ ประพฤติเนรคุณ แต่ไม่ปรากฏเหตุว่า ประพฤติเนรคุณ

คดีที่ 4 - คดีผิดสัญญา เรียกทรัพย์คืน พ.978/2565 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้)
กฤษณ์ และกรณ์ ณรงค์เดช เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ณพ ณรงค์เดช เป็นจำเลยที่ 1 บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา เป็นจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2565 เรื่องสัญญาเพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เอกสารดังกล่าวในการโอนหุ้นไม่เป็นเอกสารที่แท้จริง หรือเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานกฎหมาย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้จึงต้องฟังว่า การโอนหุ้นพิพาทหรือการซื้อหุ้นพิพาทมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ก็ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไม่เป็นโมฆะ เรื่องความเห็นเจ้าของหุ้นของโจทก์ทั้งสอง เมื่อได้ความว่า เงินที่ซื้อหุ้นพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองและไม่ปรากฏว่าเอกสารที่อ้างเป็นเอกสารปลอม การโอนหุ้นพิพาทถูกต้องตามแบบของกฎหมาย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ไม่จำต้องโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

คดีที่ 5 - คดีปลอมลายเซ็น อ.1708/2564 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) 
คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1) เป็นโจทก์ฟ้อง ณพ ณรงค์เดช กับพวกรวม 3 คน เมื่อปี 2564 ในฐานความผิด ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังว่า เอกสารทั้ง 6 ฉบับปลอม แต่ทางนำสืบและพยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของเกษมไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า ณพ คุณหญิงฯ และสุภาพร เป็นผู้ปลอม มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อหรือนำมาใช้หรืออ้างชื่อใด ซึ่ง กฤษณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ทราบว่าใคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอม ส่วน กรณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในขณะลงลายมือชื่อ จึงไม่ทราบว่า ผู้ใดลงลายมือชื่อ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันปลอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอม

>>‘ณพ’ เปิดข้อมูลพิสูจน์ความบริสุทธิ์หุ้น WEH 

นายณพ ณรงค์เดช ระบุว่า เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว ที่มีบุคคล 2 กลุ่ม คือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ขายหุ้น บริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) ให้กับผม และพี่กับน้องของผม คือ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช และนายกรณ์ ณรงค์เดช ได้ทำการเผยแพร่ และให้ข่าวเกี่ยวกับการที่พวกเขามาฟ้องคดีผม และคุณหญิงกอแก้ว โดยใช้วิธีการให้ข่าวที่เบี่ยงเบนประเด็น โดยไม่ให้ข้อเท็จจริงครบถ้วน เพื่อทำให้ผู้ติดตามข่าว เกิดความเข้าใจผิดว่าผมไปโกง นายนพพร ไปโกงพี่น้อง ซึ่งทำให้ผม คุณหญิงกอแก้ว ภรรยา และลูก ๆ เสื่อมเสียชื่อเสียง และได้รับผลกระทบต่าง ๆ มากมาย แต่เราเลือกที่จะไม่ตอบโต้ และรอให้ศาลมีคำพิพากษาครบทุกคดี จึงค่อยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทีเดียว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความจริงคืออะไร ใครกันแน่ที่โกง

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2565 และวันที่ 28 ก.ย.2566 ศาลอาญารัชดา และศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี ในเรื่องที่พี่ชายและน้องชาย ได้ให้ นายเกษม ณรงค์เดช (คุณพ่อ) ฟ้องผม และคุณหญิงกอแก้ว ในข้อหาใช้เอกสารปลอม และปลอมเอกสาร 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา (คดีที่ 6) ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งเป็นคดีที่ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH ได้ฟ้องผมและพวกเป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่รอฟังคำพิพากษาอยู่ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนเช่นเดียวกัน

ดังนั้น วันนี้ผมจึงพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงการเบี่ยงเบนประเด็นที่ทำให้ผมเป็นคนผิด ทั้ง ๆ ที่พยานหลักฐานชัดเจนแล้วว่าผมไม่ได้ทำผิดใด ๆ 

โดยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ผมเข้าไปซื้อหุ้น WEH จากนายนพพร ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยจากการเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกาย และหน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งกระทำการผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงมีความจำเป็นต้องขายหุ้น WEH ออกมา เป็นการขายหุ้นแบบขายขาด และได้โอนหุ้นให้ผมก่อน แล้วค่อยชำระเงินค่าหุ้นที่หลัง เพื่อแก้ปัญหาของ WEH ที่ไม่สามารถกู้เงินเพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้ จากปัญหาที่นายนพพร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารจึงไม่ให้สินเชื่อ 

ทั้งนี้ เมื่อผมได้รับโอนหุ้นมาก็ได้จ่ายเงินค่าซื้อหุ้นงวดแรกให้นายนพพรไปแล้วเมื่อปลายปี 2558 จำนวน 90.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท แต่เมื่อนายนพพรได้รับเงินไปแล้ว ได้ไปฟ้องคดีเรียกหุ้นคืน ซึ่งแพ้คดี อนุญาโตตุลาการบังคับให้นายนพพรปฏิบัติตามสัญญา คือ ให้รับชำระเงินค่าหุ้นในส่วนอื่น ๆ ต่อไป และจะเอาหุ้นคืนไม่ได้ 

ผมจึงได้ชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือ 85.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ให้นายนพพรไปตั้งแต่ต้นปี 2561 ครบถ้วนตามสัญญา เหลือเพียงเงินโบนัสที่ยังโต้แย้งกันอยู่ในคดีของศาลไทยเท่านั้น และเมื่อนายนพพรได้รับเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้หุ้นคืน ก็ไปฟ้องคดีอื่น ๆ ตามมาอีกหลายคดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ในประเทศไทย และในประเทศอังกฤษ

สำหรับคดีทุก ๆ คดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และในประเทศไทย ศาลได้ตัดสินให้คุณหญิงกอแก้วและผมชนะทุกคดี มีเพียงศาลอังกฤษเพียงศาลเดียวที่ตัดสินคดีบนกฎหมายไทย ตัดสินให้คุณหญิงกอแก้วและตนเองแพ้คดีต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาลให้แก่นายนพพร โดยศาลอังกฤษนี้ อ้างความชอบธรรมที่จะฟังความจากนายนพพรเพียงข้างเดียว โดยเขียนคำพิพากษาในทำนองว่านายนพพร เป็นผู้สุจริต โดยไม่โต้แย้ง หรือเขียนถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ฝ่ายผมในฐานะจำเลยได้นำสืบว่านายนพพรเป็นคนไม่สุจริตไว้ในคำพิพากษาเลย

ข้อยกตัวอย่าง 4 ข้อ 1.นายนพพร ถูกพิพากษาจำคุกโดยศาลชั้นตนและศาลอุทธรณ์ในประเทศไทย ฐานความผิดยักยอกทรัพย์ 2.นายนพพร เป็นผู้ต้องหาหนีคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา

3.นายนพพร ถูกศาลฮ่องกงพิพากษาว่าจงใจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการดำเนินคดีที่ศาลญี่ปุ่น และ 4.นายนพพร ได้ขัดขวางไม่ให้ผมหาเงินกู้มาชำระค่าหุ้น WEH ให้กับนายนพพรให้ทันที่กำหนด เพื่อให้ผมผิดนัด และให้นายนพพรอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาซื้อขาย เพื่อเรียกเอาหุ้น WEH คืนทั้งหมด ตามที่นายนพพรวางแผนไว้ ซึ่งในที่สุดผมก็เป็นผู้ชนะคดี

ขณะที่คดีที่ศาลอังกฤษ นายนพพร ได้ใช้สื่อที่วางแผนเอาไว้ประโคมข่าวอย่างหนัก โจมตีว่าคุณหญิงกอแก้ว และผม โกงเขา ซึ่งในคำพิพากษาที่ศาลอังกฤษที่ได้ใช้กฎหมายไทยนี้ได้ถูกศาลแขวงพระนครใต้ของไทยตัดสินกลับแล้วเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา ในคดีที่นายนพพรฟ้องผมและพวกเป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งศาลไทยได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการโกงเจ้าหนี้ และให้ยกฟ้อง

>> ยันครอบครัวณรงค์เดชไม่ได้ร่วมลงทุน WEH 

สำหรับเรื่องผมกับพี่น้องครอบครัวณรงค์เดชเป็นเรื่องที่มีคุณพ่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นเรื่องที่ผมเสียใจที่สุด และไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตผม โดยมูลเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปซื้อหุ้น WEH ที่ซื้อมาจากนายนพพร ซึ่งพี่น้องต้องการหุ้น WEH ที่ผมซื้อมาไปเป็นของเขาจำนวน 49% แบบฟรี ๆ โดยผมเป็นผู้ลงทุนคนเดียวส่วนตัว ไม่ใช่เป็นของกงสี ดังนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาหาร 3 

“ยืนยันว่าเงินที่นำไปซื้อหุ้น WEH ได้กู้ยืมจากครอบครัวณรงค์เดชมาส่วนหนึ่ง แต่ได้มีการใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยไปแล้ว เหลืออีกเพียง 500-600 ล้านบาท เท่านั้น โดยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการเข้ามาร่วมลงทุนในหุ้น WEH ในส่วนที่ผมซื้อมาจากนายนพพรแต่อย่างใด”     

ทรัพย์สินที่ถือร่วมกันของพี่น้องรอเวลาแบ่งสรรกันมีเพียงทรัพย์มรดกหลายรายการที่คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช (คุณแม่) กำหนดไว้ชัดเจนในพินัยกรรมให้แบ่งกันระหว่างพี่น้องทั้ง 3 คน โดยกำหนดให้ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช ในฐานะพี่ชายตนโตเป็นผู้จัดการมรดก แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการแบ่งออกมาตามพินัยกรรม

ส่วนธุรกิจที่มีนายกฤษณ์ นายกรณ์ และผม ถือหุ้นร่วมกันคนละ 1 ใน 3 มีเพียง บริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด เท่านั้น ซึ่งในอดีตผมได้ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจนี้ให้กับครอบครัวด้วยความเต็มใจ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งเรื่องหุ้น WEH จึงถูกกันออกมาไม่ให้ร่วมบริหาร หรือร่วมตัดสินใจใด ๆ รวมทั้งการที่ เคพีเอ็น แลนด์ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 1 ใน 3 

ขณะที่ธุรกิจส่วนตัวในปัจจุบัน คือ สถาบันดนตรี เคพีเอ็น ที่ได้ทำขึ้นตามความปรารถนาของมารดา ปัจจุบันมีทั้งหมด 26 สาขาทั่วประเทศ และธุรกิจโรงพยาบาลนวเวช ได้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นอีก 2 บริษัท

นายณพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อมีธุรกิจที่น่าสนใจ ผมจะชวนพี่กับน้องก่อนเสมอว่าสนใจร่วมลงทุนด้วยหรือไม่ รวมถึงกรณีการเข้าซื้อหุ้น WEH แต่ได้รับคำตอบว่า "เพ้อฝัน" เขาปฎิเสธที่จไม่ลงทุนกับผม ผมจึงเดินหน้าจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีอนาคต 

“เมื่อผมเข้าไปบริหาร WEH จนมีกำไรสามารถจ่ายเงินปันผลได้ พี่กับน้องผมก็มากล่าวอ้างว่าได้ร่วมลงทุนด้วย ผมได้ชี้แจงไปว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม แต่นายกฤษณ์ นายกรณ์ ได้ยื่นฟ้องผมต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับให้โอนหุ้น WEH ให้เขาทั้ง 2 คน รวมกัน 49% แบบฟรี ๆ โดยอ้างว่าร่วมลงทุนด้วย ซึ่งศาลพิพากษาว่าทั้ง 2 คน ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อ จ่ายเงินค่าหุ้น WEH ร่วมกับผม นอกจากนี้ ยังไปฟ้องคดีอาญาว่าคุณหญิงกอแก้วและผม ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เพื่อกดดันให้ผมยอมแบ่งหุ้น WEH ให้กับเขาทั้ง 2 คน ซึ่งศาลก็ได้ยกฟ้องแล้วทุกคดี” 

ส่วนการแถลงข่าวเรื่องปลอมเอกสาร ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผลของคดีที่ยกฟ้องทั้ง 2 คดี คุณหญิงกอแก้ว และผมไม่ได้ปลอมเอกสาร รวมทั้งไม่ได้ใช้เอกสารปลอม ขณะที่นายกฤษณ์ นายกรณ์ ไม่เคยให้ข่าวว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้องว่านายกฤษณ์ และนายกรณ์ ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น WEH กับผมเลย เท่ากับไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในหุ้น WEH ที่พยายามบอกสื่อ เป็นเท็จทั้งสิ้นว่าผมโกง 

นอกจากนี้ นายกฤษณ์ ไม่เคยให้ข่าวเลยว่าถูกผมฟ้องฐานเป็นผู้จัดการมรดกที่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกตามเจตนารมณ์ของคุณแม่ที่เขียนไว้ในพินัยกรรมให้แก่ผมและหลาน ๆ ตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเป็นเวลา 10 ปีแล้วที่คุณแม่จากไป นายกฤษณ์ ก็ยังมีพฤติการณ์เบียดบังค่าเช่าที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผมได้ฟ้องเรื่องนี้ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายกฤษณ์ เป็นเวลา 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และยังมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งนายกฤษณ์อาจจะต้องรับผิดเพิ่มอีกในหลายกรณี

“ที่ผ่านมาผมเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว จึงไม่ต้องการพูดผ่านสื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่นายกฤษณ์ และนายกรณ์ ได้ใช้สื่อในการให้ร้าย กล่าวหาผมว่าเป็นคนโกงพี่โกงน้อง ทำให้ครอบครัวมีปัญหา จนเกิดความแตกแยกในครอบครัว ผมจึงถูกบังคับด้วยสถานการณ์ให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ครบ เพื่อที่จะสรุปได้ว่าใครกันแน่ที่โกง แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ผมจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปพบคุณพ่อที่บ้านได้ ซึ่งผมและลูก ๆ เคารพคุณพ่ออย่างสูงเช่นเดิม และรอวันที่จะได้เข้าไปกราบคุณพ่อ”

>> ‘วีระวงศ์’ ไม่ฟันธงใครถือหุ้นใหญ่ WEH 

นายวีระวงศ์ จิตรมิตรภาพ ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า การซื้อขายหุ้นระหว่างนายนพพร กับนายณพ เป็นการซื้อหุ้นของ REC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH สัดส่วน 59.45% และเนื่องจาก WEH ที่มีโครงการพลังงานลม 8 โครงการ ดำเนินการไปแล้ว 2 โครงการ และโครงการที่ 3 โครงการวัดตะแบก ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อ 8 โครงการ ได้ชะลอสินเชื่อโครงการวัดตะแบก 4,000 ล้านบาท หลังจากที่มีคดีฟ้องร้องเรื่องหุ้น WEH ที่ทางนายนพพรไปฟ้องที่ศาลในอังกฤษ

หากนายนพพรชนะ ก็จะกลับมาเป็นเจ้าของ REC ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็จะต้องเบรกการให้เงินกู้ ซึ่งจะทำให้โครงการที่เหลือ 5 โครงการเกิดไม่ได้ และเสี่ยงถูก GE ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมฟ้อง รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ตนเองซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายก็แนะนำให้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น REC เปลี่ยนมาให้เป็นชื่อคุณหญิงกอแก้วซื้อแทนนายเกษม ในราคา Book Value ที่ 2,400 ล้านบาท ซึ่งต่อมาโอนไปให้ บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด (GML) ซึ่งสุดท้าย GML ถือ WEH 37.87% เพื่อที่จะให้ธนาคารไทยพาณิชย์ให้สินเชื่อเพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป

ทั้งนี้ นายวีระวงศ์ กล่าวอีกว่า ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WEH มีหลายเรื่องสับสน หุ้น WEH ได้กระจายออกไปหลายส่วน ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่การนำหุ้น WEH เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยประเด็นที่นายนพพรกับนายณพ ที่มีข้อตกลงว่าจะมีการจ่ายส่วนโบนัส 525 ล้านเหรียญ หาก WEH สามารถเดินหน้า 5 โครงการ และเข้าตลาดหุ้นได้ นอกจากส่วนที่นายณพ ได้จ่ายค่าหุ้นไปแล้วดังลก่าว เรื่องนี้มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากและลามไปถึงนักลงทุนอื่น เราต้องวิเคราะห์เรื่อง WEH ให้ชัดเจน

ส่วนนายณพและคุณหญิงกอแก้วถือหุ้น WEH กี่เปอร์เซ็นต์นั้น ขอเรียนว่าไม่มีใครถือหุ้น WEH ตรง ๆ เลย มาเกิดการถือหุ้นตรง ๆ ตอนที่ GML เข้ามาถือหุ้น WEH ซึ่งเมื่อศาลระบุว่าสัญญาซื้อขายหุ้น REC มาให้นายเกษม เป็นสัญญาปลอม ก็แสดงว่าโมฆะ เมื่อโมฆะ ก็ถือว่าใครที่เอาไปก็เป็นโมฆะ ดังนั้นตอนนี้ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH ก็ได้ตั้ง ? ไว้ เพราะยังไม่ได้มีการฟันธง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจ ชูกลยุทธ์การดำเนินงาน  “จากแม่บ้านตำรวจเพื่อชีวิตครอบครัวตำรวจ เพื่อพัฒนาคน เพื่อสังคม” from Her to Our family and People for Embracing our society 

วันนี้ (6 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และคณะผู้บังคับบัญชา และแม่บ้านตำรวจทั่วประเทศ ร่วมพิธี โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้น วันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2566

ทั้งนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 โดยมีอุปนายก กรรมการบริหารและคณะแม่บ้านตำรวจ ระดับผู้บังคับการ เข้าร่วมงานมากกว่า 150 ท่าน ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์ในกาดำเนินงาน  “จากแม่บ้านตำรวจเพื่อชีวิตครอบครัวตำรวจ เพื่อพัฒนาคน เพื่อสังคม” from Her to Our family and People for Embracing our society  พร้อมทั้งยังรักษาโครงการเดิมที่ดี และพัฒนาต่อยอด ให้ดียิ่งขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่พัฒนาชีวิตครอบครัวตำรวจ พัฒนาทักษะอาชีพให้แม่บ้าน และโครงการที่สร้างโอกาสยกระดับรายได้ ตลอดจนพัฒนาสังคมผ่านกิจกรรมการกุศล การช่วยเหลือประชาชน คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับครอบครัวตำรวจ  โดยมีโครงการพิเศษต่างๆที่สำคัญ อาทิ 
- โครงการสินค้าแบรนด์ “ขวัญดาว” และสินค้า OPOP : เป็นการต่อยอดโดยการสร้าง แบรนด์ “ขวัญดาว” ให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้น โดยร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียง  และศิลปินวาดภาพชื่อดัง มาร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น 
- โครงการ "ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน" สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอยู่ยั่งยืน : มอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ สร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ และที่เสียชีวิต หรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษโดยส่งเสริมให้  เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคง ตามศักยภาพ ความสามารถ 
- โครงการร้านค้าสมาคมแม่บ้านตำรวจ "ร้านปันรักษ์" และ "ปันรักษ์ คาเฟ่" : พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้มาตรฐาน พัฒนาระบบร้านค้าสวัสดิการให้เป็นเชิงธุรกิจ และพัฒนาสินค้า OPOP ที่ส่งมาจำหน่ายที่ร้านปันรักษ์ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าปันรักษ์ทั้งหมด

ในการประชุมครั้งนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ จัดการบรรยายจากวิทยากรด้านบุคลิกภาพผู้นำในยุคดิจิทัล และมอบนโยบายของสมาคมแม่บ้านตำรวจให้สมาชิกได้ทราบ ซึ่งในปีนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดทำโครงการ แผนงาน และกิจกรรม ตามแผนกลยุทธ์ประจำปี 2567 ทั้งหมด 3 ด้าน คือ พัฒนาชีวิตครอบครัวตำรวจ พัฒนาคน และพัฒนาสังคม  

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจจะดูแลสวัสดิการแม่บ้าน ส่งเสริมชีวิตให้แก่หลังบ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ส่งเสริมความสามารถของแม่บ้านในการผลิตสินค้า เพื่อให้มีรายได้มาสู่ครอบครัว สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวต่อไป จะเพิ่มการสร้างความสัมพันธ์และสามัคคีในหมู่แม่บ้านตำรวจทั่วประเทศ ทุกคนจะได้รู้จักกัน และยินดีที่จะมาร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างสรรผลงานให้กับสมาคมแม่บ้านตำรวจต่อไป ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ และครอบครัวตำรวจทั่วประเทศ 

ด้าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นองค์การสาธารณกุศล ดำเนินกิจการเพื่อธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจมีส่วนร่วมในการส่งเสริมนโยบายสำคัญของตน คือการดูแลตำรวจ เพื่อให้ตำรวจไปดูแลประชาชน ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top