Tuesday, 4 August 2026
NEWS FEED

'สถานีศิริราช' สถานีขนส่งมวลชนเพื่อสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทย โมเดลต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สถานีขนส่งแก่โครงการอื่นๆ ในอนาคต

(29 ก.ค. 67) เพจ 'Thailand Update' โพสต์ข้อความเผยความคืบหน้าการก่อสร้าง 'สถานีศิริราช' ว่า...

ได้เวลาสร้างแล้ว!! 'สถานีศิริราช' ที่มีทั้งอาคารรักษาพยาบาลและสถานีรถไฟฟ้าแห่งแรกของไทย โดยจะมีรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม (OR02) อยู่ใต้ดินที่เริ่มก่อสร้างแล้ว กับรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (RWS03) อยู่ชั้น 1 และ 2 ที่คาดว่าจะเริ่มภายในปีนี้ (ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากการรถไฟแห่งประเทศไทย)

สำหรับ อาคารรักษาพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นการก่อสร้างอาคารสูง 15 ชั้น ชั้นใต้ดิน 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 55,057 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่โรงพยาบาล 50,741 ตารางเมตร พื้นที่รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน 3,410 ตารางเมตร และพื้นที่รถไฟฟ้าสายสีส้ม 906 ตารางเมตร คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2567 พร้อมเปิดให้บริการในปี 2570

เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถให้บริการผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การบริการ Ambulatory Unit/ One Day Surgical โดยผู้ป่วยสามารถเดินทางมารับบริการแล้วกลับบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องพักค้าง รวมถึงบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายจากการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะและการบริการสาธารณสุขมากยิ่งขึ้นด้วย

ดังนั้น สถานีศิริราช จึงนับเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบรางที่สำคัญ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไป ผู้เข้ารับบริการรักษา และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ภายในและโดยรอบโรงพยาบาลศิริราชอย่างยั่งยืน

‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ เดินหน้าฟ้อง ‘กรมประมง-บิ๊กเอกชน’ ที่ศาลปกครองกลาง ชี้!! เป็น ‘อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม’ ทำชาวประมงเสียหาย หลายหมื่นล้าน

(29 ก.ค. 67) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎเป็นการทั่วไปว่ากรมประมง โดยคณะกรรมการ IBC อนุญาตให้บิ๊กเอกชนเพียงรายเดียวนำเข้าปลาหมอคางดำจากประเทศกานาเมื่อปี 53 แม้จะมีการอ้างว่าได้ทำลายหมดไปแล้ว แต่ทว่าปลาชนิดดังกล่าวกลับมาแพร่ระบาดทำลายสัตว์น้ำอย่างล้างผลาญไปทั่วกว่า 25 จังหวัด ชาวประมงเพาะเเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายรวมนับหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทย-อันดามันในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็น ‘อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม’ ที่ร้ายแรงที่สุดของชาติ กรมประมงรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นแต่กลับไม่ดำเนินการเอาผิดบิ๊กนายทุนที่นำเข้าแต่อย่างใด แต่กลับนำเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาแก้ไขปัญหาตลอดมาหลายพันล้านบาทและจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ละอาย

องค์การรักชาติ รักแผ่นดิน และชาวประมงที่เดือดร้อนและเสียหาย จึงไม่อาจปล่อยให้กรมประมงและบิ๊กนายทุนลอยนวลไปได้ จึงจะนำความไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลออกคำบังคับใช้กฎหมายให้เอาผิดบิ๊กเอกชนต้นเหตุของปัญหาและให้รับผิดชอบต่อความเสียหายของชาวประมงทั้ง 25 จังหวัด และสั่งให้ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่สูญหายไปให้กลับมาดังเดิมต่อไป โดยจะไปยื่นฟ้องในวันอังคารที่ 30 ก.ค.67 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ

‘เพจดัง’ ชี้ ‘เด็กไทย’ เรียนประวัติศาสตร์สากล แค่ท่องจำ ไร้!! ความเข้าใจ-เชื่อมโยง เคลิ้มไปกับโลกแบบ ‘แฟนตาซี’

(29 ก.ค. 67) เพจ ‘การทูตและการทหาร Military & Dplomacy’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การปฏิวัติฝรั่งเศสในแบบเรียนไทย โดยได้ระบุว่า ...

การปฏิวัติฝรั่งเศสในแบบเรียนไทย

พูดถึงการ Romanticize การปฏิวัติฝรั่งเศสในประเทศไทย ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นสำคัญมาจากเนื้อหาในแบบเรียนประวัติศาสตร์สากลที่กลวงโบ๋มาก

ในแบบเรียนประวัติศาสตร์สากล เรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสมักจะอยู่ในหัวข้อ ‘การปฏิวัติครั้งสำคัญของโลก’ รวมอยู่กับเรื่องการปฏิวัติในอังกฤษ (กฎบัตร Magna Carta, การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์, Bill of Rights ฯลฯ) การปฏิวัติหรือการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ค.ศ. 1776 ครับ ทีนี้ปัญหาก็เริ่มจากว่าก่อนที่จะมาถึงหัวข้อการปฏิวัติเหล่านี้ แทบไม่มีการปูพื้นประวัติความเป็นมาของประเทศเหล่านี้ รวมถึงฝรั่งเศส มาก่อนเลย บทเรียนก่อนหน้านี้ยังเป็นเรื่องการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) การปฏิรูปศาสนา (มาร์ติน ลูเทอร์ ฯลฯ) การปฏิวัติอุตสาหกรรม ต้องท่องชื่อศิลปิน นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์อยู่เลย แล้วอยู่ๆ ก็ตูม! การปฏิวัติฝรั่งเศส ถามว่าก่อนหน้านั้นนักเรียนได้เรียนอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสมาบ้าง คำตอบคือพระราชวังแวร์ซายส์ สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นงานศิลปะสมัยใหม่แบบ Baroque-Rococo แค่นี้แหละครับ ถามว่าสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่จะส่งผลกระทบต่อไปถึงยุคพระเจ้าหลุยที่ 15 และหลุยส์ที่ 16 หรือศิลปะ Baroque-Rococo นี่มีลักษณะอย่างไร ก็ตอบไม่ได้ครับ แต่ต้องท่องว่าพระราชวังแวร์ซายส์เป็นตัวอย่างของงานศิลปะแบบนี้เพราะชื่อเฉพาะพวกนี้ คนออกข้อสอบชอบมาก

เมื่อบทเรียนก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสแทบไม่ได้เอ่ยถึงประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสมาก่อนเลย แล้วอยู่ๆ ก็สอนนักเรียนว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสมีอุดมการณ์ ‘เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" มีการประกาศ ‘คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง’ นักเรียนก็เคลิ้มสิครับ ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอบไม่ได้ครับ เพราะหัวข้อนี้ตัดจบแค่นั้น กว่าแบบเรียนจะกลับมาพูดถึงฝรั่งเศสอีกทีก็ ... สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้นใน ค.ศ. 1914 ฝรั่งเศสอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร ... นั่นแหละครับ โรเบสปิแอร์คือใคร Reign of Terror คืออะไร นโปเลียนคือใคร ฯลฯ แบบเรียนไม่ได้สอนครับ

เมื่อนักเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย โดยมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสแค่ ‘เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ’ กับ ‘คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง’ ถ้าเข้ามหาวิทยาลัย เป็นนักศึกษาแล้วไปเจออาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนแต่ลัทธิการเมือง โดยไม่สอนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงๆ ประกอบด้วย ก็ยิ่งเคลิ้มกันไปใหญ่สิครับ การปฏิวัติฝรั่งเศสเลยถูก Romanticize จะเป็นนิยายแฟนตาซีอยู่แล้ว แต่เป็นแฟนตาซีแค่ตอน ค.ศ. 1789 (ทลายคุกบาสตีย์) ถึง ค.ศ. 1793 (มารี อองตัวเน็ตต์ถูกตัดคอ) นะ ถ้าขยับเลยไปอีกหน่อยถึงช่วง Reign of Terror จะไม่ค่อยแฟนตาซีแล้ว ยิ่งถ้าช่วงหลัง ‘นายพลโบนาปาร์ต’ โผล่มาปุ๊บนี่จบเลย

จะเห็นได้ว่าปัญหาการ Romanticize การปฏิวัติฝรั่งเศสนี่ส่วนหนึ่งก็มาจากแบบเรียนประวัติศาสตร์สากลในโรงเรียนที่เนื้อหากลวงโบ๋มาก อยู่ๆ ก็ยกคำขวัญลอยๆ ขึ้นมาให้ท่อง โดยแทบไม่ได้ปูพื้นประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส หรือที่สำคัญคือเหตุการณ์ช่วงหลังการปฏิวัติ นักเรียนก็เคลิ้ม พอไปฟังนักวิชาการ ฟังสื่อต่อก็กลายเป็นแฟนตาซีไป

ทีนี้ถ้าจะให้เพิ่มเนื้อหาเข้าไปในแบบเรียนเฉยๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องนะครับ เพราะถ้าเพิ่มเนื้อหารายละเอียดช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ต้องเพิ่มเนื้อหารายละเอียดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อื่นๆ ด้วย แล้วในโรงเรียนก็คงได้เรียนกันแต่ประวัติศาสตร์นี่แหละครับ ไม่มีเวลาเรียนวิชาอื่นๆ (ฮา)

ผมคิดว่าแทนที่จะต้องเพิ่มเนื้อหาเข้าไปทีละจุดๆ เราน่าจะมาทบทวนหลักสูตรสาระประวัติศาสตร์สากลในโรงเรียนกันใหม่ว่าประวัติศาสตร์ช่วงไหนที่นักเรียนควรรู้จริงๆ บ้าง ไม่ใช่ยกเนื้อหาวิชา ‘อารยธรรม’ (Civilization) ของระดับมหาวิทยาลัยมาทั้งดุ้นแบบนี้ ซึ่งลำพังวิชา Civilization มันก็ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์โลกที่สมบูรณ์ในตัวเอง เป็นแค่วิชาพื้นฐานของนักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ชั้นปี 1 ก่อนจะได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์เฉพาะของประเทศหรือภูมิภาคต่างๆในชั้นปีที่สูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เป็นต้น ก็จะมาช่วยเติมองค์ความรู้ของนักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ต่อยอดจากวิชา Civilization อยู่แล้ว แต่สำหรับนักศึกษาสาขาอื่นๆ ที่ได้เรียนประวัติศาสตร์สากลมาแค่ในโรงเรียน ถึงระดับมัธยมปลาย น่าจะต้องมาทบทวนปรับแก้หลักสูตรให้กระชับแต่ลึกซึ้งมากกว่าการเอาวิชา Civilization มากลวงๆ ทั้งดุ้นแบบนี้ครับ

‘พล.ท.นันทเดช’ ชี้ 4 เหตุผลสำคัญ ทำให้ไทยอยู่ได้อีกนาน คนทั้งประเทศมี ‘พระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน’ อยู่ในจิตสำนึก

(29 ก.ค. 67)  พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ประเทศไทย ในอนาคต ตอนที่ 1’ ระบุว่า...

สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ประเทศไทย ในอนาคต ตอนที่ 1

นอกจากเรื่องสงครามนิวเคลียร์แล้ว สถานการณ์ต่างๆในประเทศไทย และของโลก ในปัจจุบัน ได้ทำให้พวกเราหลายคนกังวลว่า อีกไม่นานประเทศไทยอาจจะกลายเป็น ‘ประเทศที่ล้มเหลว’ (Failed State)ในอนาคตอันใกล้นี้ได้ !!

ผมขอยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่มีทางเป็น Failed State แน่นอน จากเหตุผลที่ไม่เข้าเงื่อนไขหลายประการ ได้แก่

1.เงื่อนไขสำคัญของการเป็นรัฐล้มเหลว คือการที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนของประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลไทย แม้จะขี้โกงขนาดไหน ก็ยังเป็นคนไทย ไม่กล้าปล่อยให้พื้นที่ไหนขาดการควบคุม  และประชาชนคนไทยก็ไม่ได้โง่ เพียงแต่ส่วนใหญ่อยากอยู่สงบๆ และเรียบง่าย  แต่ถ้ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติแล้ว คนไทยก็ไม่เคยนิ่งเฉยสักครั้งเลย ส่วนเหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  ถ้าจะแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง ก็ย่อมทำได้ แต่ผู้คนเหล่านั้น ก็คือ คนไทย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ   ประกอบกับการที่ทุกคนเป็นประชาชนที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกันอีก ดังนั้น ฝ่ายทหาร จึงมักใช้วิธีการพูดคุยกัน  เป็นหลัก ก่อนการใช้ความรุนแรงปราบปราม

2.โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของรัฐชาตินั้น ประเทศไทยยังมีอยู่ครบถ้วน ทั้ง ด้านการศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคม ฯลฯ ซึ่งแม้องค์กรเหล่านี้จะไม่เข็มแข็งนักเพราะต้องลู่ตามลมการเมือง แต่เราก็มี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คอยคัดท้ายอยู่  ส่วนองค์กรทางด้านความมั่นคงส่วนใหญ่ ยังเข็มแข็ง พอที่จะป้องกันประเทศได้ หรือสามารถตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’

3.ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีสงครามกลางเมือง หรือ การก่อการร้าย เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับการควบคุมได้ (หลังแจกเงินดิจิตอลแล้วค่อยมาพูดกันอีกที) ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยนั้น  ดีเยี่ยมกว่าทุกประเทศในเอเซีย การตกงานแม้จะเริ่มสูงขึ้น ถึงกับมีข่าวการตกงานกันแทบทุกวัน  แต่ถ้าไม่เลือกงาน ก็ยังพอไหว สิ่งที่น่าวิตกมากสุด คือ เรื่องของการคอรัปชั่น ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ดูเหมือนคนไทยจะคุ้นชินกันไปซะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงไยพอควรทีเดียว

4.จุดแข็งของประเทศไทย คือ คนไทยเรามี สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในจิตสำนึก แม้พระองค์จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ก็ทรงงานช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่เหมือนนักการเมือง ที่มีวาระการทำงาน หมดวาระก็เลิกทำ   พระองค์จึงต่างกับนักการเมือง ที่สามารถทรงงานแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ อย่างต่อเนื่อง และ ยังเป็นสถาบันหลักของชาติเพียงสถาบันเดียวในปัจจุบัน  ที่นักการเมืองขี้โกงทั้งหลาย และผู้ที่คิดร้ายต่อประเทศ  ยังต้องพะวงหน้าพะวังหลังอยู่  เนื่องจากรู้ดีว่า เบื้องหลังพระองค์ยังมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่ ยืนอยู่เคียงข้างพระองค์ อย่างเงียบๆ อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นประเทศไทยยังอยู่ได้อีกนานครับ ไม่ต้องหนีไปไหน แต่ “ความเจริญก้าวหน้าอาจจะชะลอคงที่อยู่ ไม่รุดหน้าไปเหมือนประเทศอื่นๆ”แค่นั้น ซึ่งจะส่งผลทำให้คนไทยจะจนลงเรื่อยๆ คนชั้นกลางที่เคยเป็นผู้ออกมารักษาผลประโยชน์ของชาติ ก็จะลดน้อยลงไป

การทุจริตก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะแก้ได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเราเองด้วยครับ คิดเสียว่าในอนาคตน่าจะดีขึ้นก็ได้ครับ

ข้อเขียนเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'รมว.ปุ้ย' ปลาบปลื้ม!! พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ยก!! เป็นการเข้าเฝ้าในโอกาสสำคัญ ที่เป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิตของตน

เมื่อวานนี้ (28 ก.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของชาติไทยค่ะ ปุ้ยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ได้ติดตามนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ค่ะ โดยมีการไปร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณท้องสนามหลวง เป็นลำดับแรกค่ะ 

หลังจากนั้นไปร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ ต่อจากนั้นได้เดินทางร่วมกับคณะรัฐมนตรีไปยังพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง 

เป็นการเข้าเฝ้าในโอกาสสำคัญนะคะ โอกาสสำคัญที่เป็นมงคลยิ่งในชีวิตของปุ้ยเอง และความเป็นมงคลยิ่งนี้ ขอให้สัมฤทธิ์กับพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช พี่น้องชาวไทยทุกคนนะคะ 

ปุ้ยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับคณะรัฐมนตรีทุกท่านได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนคณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน และราษฎรทุกหมู่เหล่า 

บรรยากาศสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยปุ้ยและคณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน และราษฎรทุกหมู่เหล่า ได้ซึมซับทุกวินาทีอันเป็นมหามงคลยิ่งอยู่ที่นั่นค่ะ

สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ประชุมสัญจรที่หาดใหญ่ ครั้งที่ 2/67 เตรียมต้อนรับคณะสื่อจากจีน เวียดนาม ร่วมแสดงความยินดีนายกสมาคมฯที่ได้รับเลือกเป็น สมาชิกวุฒิสภา สายสื่อมวลขน

เมื่อวานนี้  (28 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่ ห้องประชุมน่านเจ้า โรงแรมบีพี แกรนด์ทาวเวอร์ หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ( สนพท. ) ได้จัดประชุมสัญจร ครั้งที่ 2/2567 ขึ้น ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีคณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษาสมาคมฯ อุปนายก ทั้ง 3 ท่าน และผู้เข้าร่วมสังเกตุการประชุม โดยมี นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล  นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการประชุม ที่ประชุมได้มีการร่วมพิจารณาและรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ผ่านมา พร้อมกับมีการรายงานความคืบหน้าในการจดทะเบียนสมาคมต่อนายทะเบียน การพิจารณาการทำบัตรสมาชิก

นายกสมาคมฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบว่า สมาคมนักข่าวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางมาเยือนสมาคมฯ ในปลายเดือนตุลาคม 2567 โดยทางสมาคมฯ ได้มีความพร้อมที่จะต้อนรับ ทางสมาคมนักข่าวจีน ต้องการที่จะลงนามความร่วมมือ MOU กันใหม่ทุก 4 ปี เพราะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“ล่าสุดผมได้รับหนังสือแจ้งจากสมาคมนักข่าจีนว่า ทางสมาคมนักข่าวจีนเขาได้ร่วมพูดคุยกับกรรมการและเพื่อนร่วมงานที่ได้ลงนาม MOU ไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีเนื้อหาที่สำคัญคือ สมาคมนักข่าวจีน All-China Journalists Association (ACJA) และสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ยินดีทำงานร่วมกัน ในความร่วมมือของทั้งสองประเทศ”

พร้อมกับการขยายความร่วมมือบนแพลตฟอร์มความร่วมมือของนักข่าวเส้นทางสายไหมและเครือข่าย (Belt and Road Journalists Network : BRJN) ซึ่งนั่นหมายถึงการมีส่วนร่วมอย่างเข็มแข็งในกิจกรรมของเครือข่ายเรา สมาคมนักข่าวจีนและสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคฯ พร้อมที่จะนำกลไกความร่วมมือของนักข่าวทั้งสองประเทศผ่านช่องทางและวิธีการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส่วนการเชิญสมาคมผู้สื่อข่าวจากประเทศเวียดนามนั้น ทางสมาคมฯ จะประสานในรายละเอียด และกำหนดการมาเยือน โดยทางสมาคมฯ พร้อมที่จะต้อนรับสมาคมนักข่าวจากทั้งสองประเทศ พร้อมกำหนดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ อีกครั้ง นายกสมาคมฯ กล่าวถึงการประชุมใหญ่สามัญของสมาคมฯ ว่า ที่ประชุมได้เลือกจังหวัดระยองเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมใหญ่ในช่วงวันที่ 21-23 มีนาคม 2568 โดยรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการบริหารสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคฯ ได้ร่วมแสดงความยินดีต่อ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล  นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคฯ ที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สายสื่อมวลชน พร้อมมอบของขวัญเป็นที่ระลึก

นายกสมาคมฯ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่เข้าร่วมประชุมสัญจร รวมถึงที่ปรึกษา ที่ร่วมแสดงความยินดีที่ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยตนเองในฐานะสื่อมวลชนอาชีพ พร้อมที่จะทำงานในบทบาทและหน้าที่ของ สว.ในสภาสูง และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันสวัสดิการของสื่อ การทำงานของสื่อในภาพรวมของประเทศต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ นำโปสการ์ดกว่า 7.2 แสนใบ จากปชช. ถวายในหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

(28 ก.ค. 67) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จัดกิจกรรม ‘CIB LOVE รวมใจบอกรักในหลวง’ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษาในปีนี้  เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ผ่านโปสการ์ดพระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านการ์ดอวยพรที่เขียนด้วยลายมือ ส่งความรักถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่าน กิจกรรม ‘CIB LOVE รวมใจบอกรักในหลวง’  ก่อนนำมารวบรวมใส่ไว้ในกล่องที่เต็มไปด้วยความรัก ความเคารพ และคำอวยพรจากประชาชนทั้งประเทศ ก่อนถวายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567
.
พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือผู้บัญชาการก้อง กล่าวว่า  "ในวันนี้ ผมและพวกเรา ตำรวจสอบสวนกลาง ( CIB) จะขอทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ในการนำส่งต่อโปสการ์ดที่แสดงความรักความเทิดทูนที่ทุกคนถ่ายทอด เขียนถึงพระองค์ท่าน ถวายแด่ในหลวง  โดยกิจกรรมนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี และชื่นใจที่มีประชาชนต่างเข้าร่วมกิจกรรม และร่วมบอกรักท่านมากมายขนาดนี้"
.
โดยกิจกรรมหลักในโครงการ CIB LOVE ที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รวบรวมและส่งต่อกล่องดังกล่าวแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ  CIB LOVE Postcard: ที่มีการนำเสนอพระราชกรณียกิจต่างๆของในหลวง , คลิปวิดีโอ ‘CIB LOVE’ : ตำรวจ CIB บอกรักในหลวง รวมทั้ง การเชิญชวนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ประกวดวาดภาพแสดงความรัก และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในหลวง ในหัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามพระราชปณิธาน” จาก4 ระดับชั้น ระดับชั้นละ 3 รางวัล ได้แก่ ระดับประถมศึกษา , ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  , ระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา ( มหาวิทยาลัย) ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 72,000 บาท  
.
โดยในวันงาน พล.ต.ท.จิรภพ หรือ ผู้บัญชาการก้อง ได้มอบเงินรางวัลพร้อมใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะรางวัลประกวดภาพวาดในทุกระดับชั้นด้วยตนเอง พร้อมกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเด็กๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณภาพต่อไป

‘เนวิน’ ปัดไม่คุยเรื่องการเมือง พร้อมโชว์เสื้อที่ลูกสาวออกแบบ ย้ำ!! คิดถึงแต่เรื่องถวายพระพร เพราะวันนี้เป็นวันมหามงคล

(28 ก.ค. 67) ที่หน้าสนามช้าง อารีนา จังหวัดบุรีรัมย์ สถานที่จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ‘ลมหายใจ ของแผ่นดิน’ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมืองในวันนี้ โดยยกมือ 2 ข้างก่อนหลังให้ผู้สื่อข่าว และชี้ไปข้างหลังที่เขียนว่า ‘ฅนบุรีรัมย์’

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามว่า แล้วพรุ่งนี้จะได้เจอและสัมภาษณ์ท่านอีกหรือไม่ นายเนวิน หันมาตอบว่า "เจอได้ทุกวัน แต่ไม่มีเรื่องการเมือง" พร้อมยิ้มให้ผู้สื่อข่าวแล้วเดินออกไป

จากนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามเดินเข้าไปสอบถามถึง เสื้อ ‘ฅนบุรีรัมย์’ ที่เปิดตัวใหม่ในวันนี้ นายเนวิน จึงตอบว่า ลูกสาวเป็นผู้ออกแบบ และต่อไปนี้จะใช้คำนี้ แทนสัญลักษณ์คนเมืองนี้ ซึ่งที่ใช้ ‘ฅ’ เพราะเราเป็นคน ถ้าเราใช้ ‘ค’ เราจะเป็นควาย และทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งการใส่เสื้อตัวนี้ เพราะรู้สึกว่า เป็นคนบุรีรัมย์ เปิดตัวที่งานนี้เป็นครั้งแรก ตนคิดว่า คงเป็นจังหวัด และเมืองเดียวที่คนภูมิใจกับความรู้สึกกับการได้เกิดเป็นคนที่นี่ ทุกคนอยากใส่ เพราะเป็นเมืองแห่งความภาคภูมิใจ และเมืองแห่งความจงรักภักดี

ส่วนจะชูเสื้อนี้เป็นซอฟต์พาวเวอร์หรือไม่ นายเนวิน ตอบว่า ไม่รู้แปลว่าอะไร นึกไม่ออก รู้แต่ว่าเป็นเสื้อสำหรับคนบุรีรัมย์

เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า เสื้อฅนบุรีรัมย์สีน้ำเงิน มีนัยยะหรือไม่ นายเนวิน ระบุว่า น้ำเงินมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหลายคนแซวว่า สว.สีน้ำเงินพาดพิงมาถึงครูใหญ่ภูมิใจไทย นายเนวิน ถึงกลับมองผู้สื่อข่าวที่ถาม และมองขึ้นฟ้า พร้อมระบุว่า ถ้ามีคนพูดเรื่องการเมืองแถวนี้ อาจจะโดนอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะหันมาหัวเราะ เพราะวันนี้เป็นวันมหามงคล จะต้องร่วมกันถวายพระพรชัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาส 72 พรรษา ขอให้ทำใจให้กว้างๆ คิดถึงพระองค์ท่าน ทำเพื่อพระองค์ท่านสักวันหนึ่ง

"อย่าเอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา คนไทยจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียว คิดถึงแต่เรื่องที่จะถวายพระพรท่าน ทำความดีเพื่อท่าน อย่าเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องเลย ในสมองหากพักเรื่องการเมืองไปบ้าง บ้านเมืองก็จะสงบสุข และประชาชนก็จะมีความสุข" นายเนวิน กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมอีกว่า ที่ได้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ จะให้ใส่ตำแหน่งนายเนวินว่าอะไรนั้น นายเนวิน ระบุว่า ตำแหน่ง ‘ฅนบุรีรัมย์’

‘เศรษฐา’ เป็นห่วง ‘ประชาชน – ผู้ประสบเหตุอุทกภัย’ สั่ง!! ผู้ว่าฯ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน

(28 ก.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่เพราะฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่จังหวัดตราด และจันทบุรี ที่มีปริมาณน้ำฝนสูงสุด ขณะนี้สถานการณ์ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว

แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน และทางกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับให้ หน่วยงานในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย รวมถึงดูแลช่วยเหลือฟาร์มปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องการหาที่พักพิงชั่วคราวให้

ฝากพี่น้องทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ฝนตกชุกและมีความเสี่ยงน้ำหลาก ติดตามการแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และฝากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

รวมไปถึงอำนวยการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงนี้ด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงฉลองพระองค์แบบ ‘นักกีฬาขี่ม้า’ ส่งแรงเชียร์ให้ นักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

(28 ก.ค. 67) เผยพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์แบบนักกีฬาขี่ม้า พร้อมส่งแรงเชียร์ให้ทีมนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชวงศ์ไทยพระองค์แรกที่จบหลักสูตรการขี่ม้าจากประเทศฝรั่งเศส และมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านการขี่ม้า พระองค์ทรงได้รับการถวายรางวัลประเภท Dressage ในหลายรายการ ทั้งในการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น รายการไทยแลนด์แชมเปี้ยนชิพ คิงส์คัพ 2012 , รายการกีฬาซีเกมส์ ในปี 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย , รายการแข่งขันศิลปะการบังคับม้าระดับนานาชาติในระดับ Prix St George และ Intermediate I ณ สนามแข่งขันที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี รวมไปถึงรายการ ‘FEI Asian Championships Pattaya 2019’ ที่ทรงนำทัพนักกีฬาไทยสร้างผลงานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ล่าสุด พระองค์ยังทรงร่วมส่งแรงเชียร์และแรงสนับสนุนให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติไทยอย่างสุดพระหฤทัย ที่เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันใน มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ประจำปี 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะของนักกีฬาถึงนักกีฬาด้วยกัน โดยพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า ทัพนักกีฬาไทยจะประสบความสำเร็จ สามารถนำชื่อเสียงของประเทศไทยให้กระหึ่มไปทั่วโลก ทั้งความสามารถทางด้านกีฬา และความงดงามของวัฒนธรรมและประเพณีไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top