Friday, 19 June 2026
NEWS FEED

เจ้าของบ่อ 'ปลากะพงขาว' โชว์ความดุดัน จับ 'หมอคางดำ' ทำเหยื่อ ไม่กี่นาทีเกลี้ยงไม่เหลือซาก

(17 ก.ค. 67) นายนิรันดร์ พรหมครวญ ประมงอาวุโสหัวหน้ากลุ่มงานบริหารจัดการด้านการประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีเจ้าของบ่อปลากะพงทั้งแบบเปิดและแบบปิดหลายบ่อในจังหวัดสมุทรสาคร หันมาเอาปลาหมอคางดำมาทำปลาเหยื่อ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยงปลากะพง โดยการนำปลาหมอคางดำ มาให้ปลากะพงขาวกิน ซึ่งปลากะพงขาวถือเป็นปลานักล่ามีความดุดันมาก กินปลาหมอคางดำปลาเหยื่อแบบไม่เหลือซาก

ด้านเจ้าของบ่อปลากะพงขาว ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อปลากะพงขาวที่เลี้ยงไว้ได้ขนาดตัว 4 ถึง 5 นิ้ว จะมีการเปิดประตูบ่อให้ปลาหมอคางดำเข้ามาในบ่อ พอปลาหมอคางดำผ่านประตูบ่อเข้ามาก็ถูกปลากะพงขาวจัดการกินเรียบ จึงเชื่อว่าหากถึงวันที่มีการปล่อยปลากะพงขาว ปลานักล่า 90,000 ตัวลงในแม่น้ำจะสามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้ไม่ยาก จะช่วยให้ปลาหมอคางดำลดปริมาณลงได้แน่นอน 

'พล.ต.ท.ไตรรงค์' ยืนยัน!! ผลพิสูจน์กาแฟผสม ‘สารพิษ’ จริง ส่วน 'กระติก' กลุ่ม 6 คนตาย พกมาเอง ไม่ใช่ของโรงแรม

(17 ก.ค. 67) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สพฐ.ตร.) ระบุว่า จากการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุห้องที่ชาวเวียดนามและอเมริกันเสียชีวิต 6 คน ในห้องโรงแรมดังไปตรวจเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งเป็นกระติกเก็บความร้อนที่เป็นอะลูมิเนียม ไม่ใช่ของโรงแรม กลุ่มผู้ตายพกมาเอง ภายในมีของเหลวสีดำคือ อเมริกาโน และมีแก้วกาแฟที่ดื่มแล้วทั้งหมด 6 แก้ว รวมถึงอาหารบนโต๊ะที่สั่งจากโรงแรมเพื่อรับประทานอีก 3-4 รายการ

ล่าสุดผลการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ของเหลวในกาแฟดำในกระบอกน้ำสแตนเลส 1 ใน 2 กระบอก ในที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียชีวิตได้นำมาเองไม่ได้เป็นของโรงแรม มีสารพิษปนอยู่ในกาแฟ ส่วนเป็นสารพิษชนิดใดขอแจ้งกับชุดสืบสวนก่อนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ส่วนน้ำในกระติกพบสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ หรือ KCN หรือไม่นั้น ตอนนี้ผลตรวจเบื้องต้นออกมา 1 อย่าง แล้วคือของเหลวที่อยู่ในกระติก ซึ่งเป็นผลที่มีความชัดเจน และกระจ่างที่ทำให้เสียชีวิตหากดูด้วยตาเหมือนเป็นกาแฟดำ แต่บอกได้ว่า พบสารพิษชนิดหนึ่ง

ส่วนจะมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันหรือไม่ และมีปริมาณสารพิษมากน้อยเท่าใด พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า ขอยังไม่เปิดเผย เพราะจะรอข้อมูลทั้งหมด และจะมีการแถลงข่าวรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง

เปิดมุม 'พี่ทหาร' รวบตัวผู้ต้องหาป่วนใต้ 3 หมายจับ คาบ้าน เน้นปิดล้อมไม่เคยหวังเอาชีวิต ตามภารกิจสอบสวนขยายผล

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบ.กกล.ทพ.จชต.) พร้อมด้วย พ.อ.สิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดนราธิวาส (ผบ.นปพ.ร่วม จ.นราธิวาส) ได้สนธิกำลัง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้าบังคับใช้กฎหมายกับผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 5 บ้านไอจือนะ ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ตามการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดี

ผู้ต้องหารายนี้ คือ นายซออิ ดอเลาะ อายุ 30 ปี เป็นเจ้าของบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่นเข้าไปช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อม จนนายซออิ ยินยอมออกมามอบตัว พร้อมของกลางอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง

สำหรับ นายซออิ มีประวัติเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส 3 คดี คือ

>> หมายจับที่ 16/2561 ลงวันที่ 10 ม.ค.61 ความผิดฐานพยายามฆ่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 ก.ค.60 เวลา 11.20 น. ร่วมก่อเหตุระเบิดเสาไฟฟ้าบนถนนสาย 4107 รือเสาะ–นราธิวาส ช่วงบ้านบริจ๊ะ หมู่ 7 ต.ลาโละ ห่างจากฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4607 (ร้อย ทพ.4607ฆ ประมาณ 80 เมตร

>> หมายจับที่ 83/2565 ลงวันที่ 15 ก.พ.65 ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ จากเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรม นายมาหะมะ บูละ พื้นที่ป่าภูเขา ต.ลาโละ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 2 มี.ค.62

>> หมายจับที่ 671/2566 ลงวันที่ 26 ก.ค.66 สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 เม.ย.66 เวลา ประมาณ 20.20 น. ลอบยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่ฐานของหน่วยปฏิบัติการร่วม 21 โดยหลักฐานที่นำมาสู่การออกหมายจับ มาจากการซัดทอดของผู้ต้องหาคดีความมั่นคงอีกรายหนึ่ง

พ.อ.สิทธิชัย กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาหรือมุ่งหมายที่จะทำร้ายหรือเอาชีวิต และพร้อมให้บุคคลที่หลงผิดได้ออกมาแสดงตัวเพื่อต่อสู้ตามแนวทางสันติวิธี ยึดมั่นในหลักการของสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเปิดโอกาสให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองตามหลักกฎหมาย

ทั้งนี้ หลังจากควบคุมตัวได้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องหาไปยังศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 เพื่อดำเนินกรรมวิธีตามกฎหมายต่อไป

(สุรินทร์)เจ้าหน้าที่จับกุม ผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง ลูกเสือโคร่งและงาช้าง ที่ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์

เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 15 กรกฏาคม 2567  บริเวณวงเวียนบ้านลันแต้ ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ชุดเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันวางกำลังดักซุ่มในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ภายหลังได้รับแจ้งจะมีการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าคุ้มครอง กระทั่งพบรถต้องสงสัย เป็นรถเก๋ง ยี่ห้อเบนซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ฐฐ 7245 กรุงเทพมหานคร หยุดรถอยู่บริเวณจุดนัดพบซื้อ-ขายของกลาง  เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม บุคคลในรถ เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลูกเสือโคร่ง (Panthera tigris) จำนวน 2 ตัว เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1 ตัว อายุ ประมาณ 2 เดือน สภาพลูกเสือโคร่งมีอาการท้องเสีย ขาดน้ำ อิดโรย และซูบผอม พร้อมด้วยงาช้างแอฟริกา แบบกิ่ง จำนวน 2 คู่ และงาช้าง 26 ท่อน น้ำหนักรวมประมาณ 100 กิโลกรัม รวมทั้งผลิตภัณฑ์งาช้าง 5 รายการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,000,000 บาท

ทราบชื่อผู้ต้องหาภายหลัง คือนายกรฤทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี และนางมนัส (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี ชาวอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจยึด จับกุม นำส่ง สถานีตำรวจภูธรดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า การตรวจยึดลูกเสือโคร่งได้เพียง 2 ตัว เนื่องจากผู้ต้องหาสามารถจัดหามาได้เพียง 2 ตัว และจากอาการท้องเสีย ซูบผอม และอิดโรย ของลูกเสือโคร่ง คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ให้สัตวแพทย์ตรวจสภาพร่างกาย ลูกเสือมีอาการตื่นกลัว แต่ไม่มีแรง จึงได้ให้น้ำเกลือแก่ลูกเสือโคร่งตัวผู้ และให้อาหาร(นม) แก่ลูกเสือโคร่งทั้งสองตัว

เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า ขบวนการลักลอบค้าลูกเสือโคร่ง ส่วนมากต้องการนำไปเป็นอาหาร (เปิบพิสดาร) โดยจะมีการลักลอบผสมพันธุ์เสือโคร่ง เมื่อลูกเสือโคร่งเกิด จะไม่มีการแจ้งการเกิดตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และลักลอบค้าลูกเสือราคาตัวละ 250,000 บาท งาช้างกิโลกรัมละ 25,000 บาท
ปุรุศักดิ์  แสนกล้า รายงาน

‘ศาลฯ’ สั่งจำคุก 2 ปี 6 เดือน 'สีกาตอง'  ข้อหากรรโชกทรัพย์ ‘อดีตพระกาโตะ’

(17 ก.ค.67) ที่ห้องพิจารณาคดี 711 ศาลอาญาถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีกรรโชกทรัพย์ หมายเลขดำอ 3450/2566 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.วีรินทร์ชิตา หรือ อดีตสีกาตอง และนายสาธิต พี่ชายอดีตสีกาตอง เป็นจำเลยที่ 1-2 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยทั้งสองสรุปความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 เม.ย. - 21 เม.ย. 2565 จำเลยที่ 1 ได้บังอาจขืนใจนายพงศกร จันทร์แก้ว หรือ อดีตพระกาโตะ พระนักเทศน์ชื่อดังในขณะนั้น ซึ่งเป็น ผู้เสียหาย โดยพูดขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายมอบเงินสด จำนวน 180,600 บาทให้จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นจะเปิดเผยคลิปสนทนาเชิงชู้สาว และภาพถ่ายข้อความเชิงสนทนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองให้สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปทราบ ซึ่งจะทำให้ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นกำลังบวชเป็นพระภิกษุ เป็นพระนักเทศน์ชื่อดัง มีประชาชนให้ความเคารพนับถือ จะทำให้ต้องถูกปลด หรือสึกจากการเป็นพระภิกษุสงฆ์ และเสื่อมเสียชื่อเสียงผู้เสียหาย จึงยอมให้เงินแก่จำเลยที่1หลายครั้งหลายหนรวม 180,600 บาท

คำฟ้องระบุอีกว่า นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้พูดขู่เข็ญกับผู้เสียหายอีกว่า จำเลยที่ 2 เป็นพี่ชายจำเลยที่ 1 รู้เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ และเชิงชู้สาวระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 หากผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงินจำนวน 3 แสนบาท จำเลยที่ 2 จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวยุติเรื่องราวที่เกิดขึ้น จะให้น้องสาวเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ ไม่ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนอีกทำให้ผู้เสียหายกลัวจะได้รับความเสียหาย ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อตัวเองและครอบครัว จึงได้ยอมมอบเงินจำนวน 3 แสนบาทแก่จำเลยที่ 1 ไป

เหตุเกิดที่ต.กะเปียด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช / ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เกี่ยวพันกัน โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3 แสนบาทแก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยทั้งสองได้รับการประกันตัว โดยเบื้องต้นให้การปฏิเสธ แต่ภายหลังให้การรับสารภาพต่อศาลโดยผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3 หมื่นบาท โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 2 หมื่นบาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 1 หมื่นบาท โดยผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสองอีก

ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ และพินิจ ประวัติการศึกษา สภาพครอบครัวฯ ของจำเลยทั้งสอง แล้วรายงานให้ศาลทราบเพื่อใช้พิจารณาประกอบคำพิพากษา

วันนี้ น.ส.วีรินทร์ชิตา หรือตอง และ นายสาธิต เดินทางมาศาลตามกำหนดนัด

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม

พิพากษาลงโทษในข้อหา กรรโชกทรัพย์ สั่งจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่น บาท ข้อหารีดเอาทรัพย์ ลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 4 หมื่น บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลลงโทษข้อหาข่มขืนใจ สั่งจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท

จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ปรับ 3 หมื่นบาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท

พิเคราะห์ การสืบเสาะพฤติกรรมของจำเลย พบว่า ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน พฤติกรรมไม่ร้ายแรง และได้ทำการเยียวยาโจทย์ เป็นที่พอใจและโจทย์ไม่ติดใจ เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุก ให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งในเวลา 1 ปี ให้ทำกิจกรรมบริการสังคม สาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง และเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟู ตามที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ส่วนคำขออื่นให้ยก

จากนั้นนางสาววีรินทร์ชิตา ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ บอกว่า ที่ผ่านมาได้มีการไกล่เกลี่ยกันไปแล้วบางส่วน มีการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ไปกับโจทก์ร่วมแล้ว และก็ได้พูดคุยกัน ปรับความเข้าใจต่อกันทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาจะเป็นการพูดคุยกันผ่านบุคคลอื่นไม่ได้พูดคุยกันจริง ๆ แต่พอได้พูดคุยกันใหม่ก็เข้าใจต่อกันดี ทั้งฝั่งโจทก์ร่วมก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว และได้ถอนฟ้องในมาตรา 309 วรรค1 ‘ข่มขืนใจโดยทำให้กลัว’ ไปแล้ว ซึ่งถือว่าวันนี้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ทางศาลก็ได้ตัดสินไปแล้ว

และเมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยอย่างอื่นนอกเหนือทางคดีหรือไม่ ทางนางสาววีรินทร์ชิตา ก็บอกว่าไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยหลังจากปรับความเข้าใจกันและตอนนี้ต่างคนต่างไปใช้ชีวิตใหม่กันแล้ว อยากให้ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนของกันและกัน และเธอสัญญาว่าจะไม่กระทำความผิดใด ๆ อีก พร้อมขอบคุณศาลที่ให้ความเมตตา และทนายความ ครอบครัวรวมถึงทุกคนที่ให้กำลังใจ จากนี้เธอขอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ

'อ.นิด้า' ยกข้อความ 'รศ.ดร.เสรี' ไม่ควรกล่าวหาโยนความผิดให้บริษัทใด ชี้!! ทุกรายใหญ่ในปัจจุบัน ต้องเข้มในสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว

(17 ก.ค.67) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อ้างอิงคำกล่าวของ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา เกี่ยวกับปมปลาหมอคางดำแพร่กระจาย ระบุว่า...

ไม่มีหลักฐานใด ๆ ทำไมจึงไปกล่าวหาโยนความผิดให้บริษัทที่เขายืนยันการทำงานด้วยความรับผิดชอบของใคร

บางทีคนบางคนอาจจะต้องตั้งคำถามตัวเองนะว่าทำไมจึงมีแนวโน้มที่มักจะมีอคติกับบริษัทยักษ์ใหญ่หลาย ๆ เรื่อง

เวลามีปัญหาสังคมเกิดขึ้น จะกล่าวหาบริษัทยักษ์ใหญ่ทันทีว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ

บริษัทยักษ์ใหญ่แทบทุกบริษัทเขามีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ทำประโยชน์กับสังคม

แทบทุกบริษัทดำเนินงานตามหลัก ESG คือ Environment, Society, และ Governance เป็นองค์กรเพื่อสังคม (Social Enterprise)

ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใส่ใจสังคม และมีธรรมาภิบาล

กฟผ. จับมือ ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือและสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติเทิดพระเกียรติ รอบเกาะขาม

เมื่อ 16 ก.ค.67 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือและสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติเทิดพระเกียรติ รอบเกาะขาม โดยมีพลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธาน พร้อมด้วย นายกอบเดช สีหะเนิน ผู้อำนวยการโครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน (อค-ปส.) นายประวิทย์ เลิศโกวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบส่ง (อวส.) และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เข้าร่วมกิจกรรม ณ อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ประธานในพิธี กล่าวว่า อุทยานใต้ทะเล เกาะขาม อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบดูแลโดยทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งทางอุทยานฯ ได้มีการตรวจพบว่า ปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) อาทิ ปะการังฟอกขาว โรคปะการังแถบเหลือง การลดลงของสัตว์ทะเล ซึ่งล้วนแต่เกิดจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทําให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีในพื้นที่อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม ยังคงมีวงจรที่เป็นไปตามธรรมชาติทุกๆ ปี นั่นคือ การมีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ ในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ทัพเรือภาคที่ 1 จึงได้จัดกิจกรรมการพัฒนาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ และความสมดุลของระบบนิเวศน์ให้เหมาะสมต่อการดํารงชีวิตของสัตว์ทะเลบริเวณอุทยานใต้ทะเล เกาะขาม รวมทั้งสร้างจิตสํานึกและทัศนคติที่ดีในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร่วมกิจกรรมฯ และเยาวชนในพื้นที่ อีกด้วย

นายกอบเดช สีหะเนิน ผู้อำนวยการโครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน กฟผ. กล่าวว่า เกาะขาม เป็นหนึ่งในเกาะที่อยู่ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ที่มีความสมบูรณ์ของแนวปะการังและยังเป็นแหล่งพักอาศัยของสัตว์ทะเล รวมทั้งพื้นที่บนบกยังมีพันธุ์ไม้หายากนานาชนิด ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเยี่ยมชมความสวยงามและศึกษาธรรมชาติบนเกาะเป็นจำนวนมาก เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซมสะพานท่าเรือเกาะขาม สะพานทางเดินและทางเดินขึ้นจุดชมวิวให้มีความแข็งแรงปลอดภัยอยู่ตลอด

ซึ่ง กฟผ. ได้ร่วมดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการอนุรักษ์อุทยานใต้ทะเลเกาะขามมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีแล้ว การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกำลังพลทัพเรือภาคที่ 1 ประชาชนในพื้นที่สัตหีบ รวมถึงการสร้างจิตสํานึกและทัศนคติที่ดีในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ทัพเรือภาคที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ มูลนิธิรักปะการัง โรงเรียนสัตหีบ เขตกองเรือยุทธการ และโรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบ

กิจกรรม ประกอบด้วย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ทะเล เช่น ปลาการ์ตูน หอยมือเสือ หอยสังข์มะระ และปูม้า เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำในพื้นที่ การเก็บขยะบนบกและใต้น้ำ เพื่อรักษาความสะอาดและความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมทางทะเล นับเป็นกิจกกรรมที่ สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี
0909535645

‘Team Falcons’ ผงาดคว้าแชมป์โลก Free Fire รับ!! 10.8 ล้านบาท ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘หัวตารางบอลไทย’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

“การแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต เกม Free Fire รายการชิงแชมป์โลก Esports World Cup 2024 ที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นการแข่งขันในรอบแกรนด์ไฟนอลส์

ผลปรากฏว่า ‘Team Falcons’ ตัวแทนจากประเทศไทย สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ ทำไป 106 คะแนน จากการเล่นทั้งหมด 6 รอบ ในรอบแกรนด์ไฟนอลส์

ส่งผลให้คว้าอันดับ 1 ไปครอง พร้อมกับคว้าเงินรางวัล 300,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 10.8 ล้านบาท

ส่วนอันดับสองเป็น EVOS จากอินโดนีเซีย ทำได้ 96 คะแนน และอันดับสาม Miners.gg จากบราซิล ทำไป 90 คะแนน

ทั้งนี้ ในขณะที่ผลงานอีก 3 ทีมตัวแทนจากประเทศไทย Buriram United Esports คว้าอันดับ 4 ทำไป 86 คะแนน

ตามมาด้วย All Gamers จบอันดับ 5 ทำไป 77 คะแนน และ Twisted Minds จบอันดับ 11 ทำไป 38 คะแนน”

‘แนท ไทยพัน’ คว้าแชมป์ ‘MasterChef Australia 2024’  เฉือนชนะคู่แข่งด้วยเมนูอาหารไทย ‘ไส้อั่ว-น้ำพริกหนุ่ม’ 


(17 ก.ค.67) หลังจากสร้างกระแสไวรัลได้อย่างต่อเนื่องถึงการนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยสู่สายตาชาวโลกผ่านรายการ MasterChef Australia 2024 ล่าสุด ‘แนท ไทยพัน’ บาริสต้าสาวไทยในออสเตรเลียคว้าแชมป์รายการเป็นที่เรียบร้อย

ในการแข่งขันรอบสุดท้ายสุดยิ่งใหญ่ ผู้เข้าแข่งขันต้องเผชิญกับความท้าทาย 2 รอบก่อนจะได้รับการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

สำหรับรอบแรก มีส่วนผสมหลัก 5 ชนิดแสดงอยู่ตรงหน้า ได้แก่ ต้นหอม ยี่หร่า พริกไทยดำ และ ตะไคร้

แนท เลือกที่จะใส่ความเป็นไทยอย่างเมนู ไส้อั่ว-น้ำพริกหนุ่ม ลงไปในเมนู Scotch Egg ซึ่งเป็นที่ถูกใจกรรมการสำหรับไหวพริบในการสร้างสรรค์ของ แนท และให้คะแนนจานนั้นไป 36 เต็ม 40

ในรอบที่ 2 แคลร์ สมิธ เชฟชื่อดังระดับนานาชาติและผู้บุกเบิกดาวมิชลิน ได้ทดสอบความกดดันของผู้เข้าแข่งขัน 2 คนสุดท้าย ทั้ง แนท และ เปซซา โดยให้เวลา 4 ชม.

ซึ่ง Core-teser เป็นอาหารที่โดดเด่นที่สุดของ สมิธ และเป็นผลงานที่ประณีตสวยงามสำหรับ Malteser ช็อกโกแลตที่เธอโปรดปราน เป็นเมนูชื่อดังของเธอในร้านระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาว

เมื่อกรรมการได้ไปชิมอาหารจานนี้ พวกเขาก็ทึ่งกับสิ่งที่ แนท นำเสนอ

“ฉันหมายถึง เธอมีองค์ประกอบทุกอย่างอยู่ในนั้น...เธอรู้ไหม เธอมีทั้งความว้าว ความสูงของขนม และ ดราม่า” เชฟแคลร์ สมิธกล่าว

อย่างไรก็ตามอาหารจานนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบเมื่อกรรมการพบความผิดพลาดตามมา

“แนท จะได้คะแนนเยอะมากในส่วนของการทำให้มอลต์พองขึ้น เพราะนั่นเป็นเทคนิคที่ยากที่สุดของอาหารจานนี้….แล้วผมก็คิดว่ารสชาติของอาหารทั้งหมดมันค่อนข้างลงตัว แต่ผมเจอเจลาตินชิ้นใหญ่อยู่ในมูสมอลต์ของผม” แอนดี้ อัลเลน เผยถึงอาหารของ แนท

แม้จะมีข้อบกพร่องหลังจากต้องทรหดลุยทำอาหารนาน 4 ชม. ในที่สุดอาหารของ แนท ก็ทำคะแนนไปได้ 35 เต็ม 50 เท่ากันกับ เปซซา แต่มีผลคะแนนรวม 2 รอบอยู่ที่ 71 เต็ม 90 โดย เปซซา ทำคะแนนรวมอยู่ที่ 68 คะแนน

แนท กลายเป็นผู้ชนะของรายการ MasterChef Australia 2024 และรับเงินรางวัลไป 250,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 6 ล้านบาท และจะได้ประจำอยู่ใน ร้านอาหาร ALUMNI ของ Crown Melbourne

“นี่มันบ้ามาก รู้สึกเหมือนฝันแต่ไม่ใช่ฝัน มันเพิ่งเกิดขึ้น ฉันเพิ่งชนะมาสเตอร์เชฟ“ แนท กล่าวทั้งน้ำตาแห่งความดีใจ

แนท นับเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ถูกจับตามองอย่างมากตั้งแต่เริ่มเปิดรายการ เธอยังได้รับรางวัล Immunity Challenge ตั้งแต่ครั้งแรก เธอยังได้รับรางวัล Immunity ระหว่างที่ Top 5 ของรายการต้องเดินทางไปฮ่องกงด้วย ซึ่งเธอสร้างสรรค์เมนูของ วิคกี้ เฉิง เชฟมิชลินสตาร์ ในเวอร์ชันที่แทบจะเหมือนกัน

ในปีนี้ แนท ได้สร้างสรรค์เมนูที่ทำเอาคณะกรรมการตื่นตาตื่นใจไม่ว่าจะเป็น ลาบจิงโจ้กับไข่ดอง, แจ่วส้มข้าวจี่ กับ สลัดส้มโอใบชะพลู, เมี่ยงคำ และเมนูสุดท้ายที่ทำคะแนนนำกับไส้อั่วน้ำพริกหนุ่ม

'ปฐม อินทโรดม' บันทึกความจำ ความต่างระหว่าง 'บริษัทจีน-บริษัทญี่ปุ่น' 'จีน' มาดมั่น-ใจป๋า-อย่าต่อรอง 'ญี่ปุ่น' ครองความอ่อนน้อม เหมือนคุยกับญาติ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Pathom Indraroshom' โดย คุณปฐม อินทโรดม ได้โพสต์ความรู้สึกถึงบริษัทจีนและบริษัทญี่ปุ่นในปัจจุบันที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วย ระบุว่า...

วันนี้มีคุยเรื่องงานกับบริษัทจีนและบริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัทต่อเนื่องกันทั้งวัน เลยอยากขอบันทึกเอาไว้สักหน่อย 

บริษัทจีน: คนจีนรุ่นใหม่มาดมั่นเป็นผู้นำเสนอ เปิดตัวด้วยข้อมูลที่บอกว่าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดหลัก ๆ ของโลก ภูมิใจที่นำเสนอว่าบริษัทเขามีสิทธิบัตรหลายพันรายการและมีทรัพย์สินทางปัญญาติดอันดับต้น ๆ ของโลก เน้นสินค้าที่มีลูกเล่นไฮเทคเหลือเฟือ พร้อมสถิติว่าถูกใจคนรุ่นใหม่ ย้ำว่าถ้าไม่จับมือกับเขาเราจะตกขบวน 

บริษัทญี่ปุ่น: คนญี่ปุ่นมาพร้อมคนไทยแนะนำตัวความอ่อนน้อม มีข้อมูลว่าสินค้าของเขาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดต่างจังหวัดของไทย ภูมิใจที่นำเสนอว่าทำธุรกิจมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ผูกพันกับคนไทยมาหลายสิบปี สินค้ามีลูกเล่นใกล้เคียงของจีนแต่ดูเรียบ ๆ ไม่หวือหวา ย้ำว่าช่วยกันผลักดันตลาดให้เติบโตไปด้วยกัน

ความรู้สึกเมื่อคุยกับจีน: เขาทำสำเร็จที่จีนและตลาดโลกมาแล้ว เราไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำตามเขาแล้วเราน่าจะสำเร็จได้ไม่ยาก คนนำเสนอก็ป๋าโคตร ๆ ขออะไรให้หมดยกเว้นต่อรองราคา

ความรู้สึกเมื่อคุยกับญี่ปุ่น: สินค้าน่าจะพอขายได้ ไม่หลากหลายแต่ครบถ้วนที่ต้องการ เงื่อนไขทุกอย่างยืดหยุ่นได้หมด เหมือนคุยกับญาติที่พลัดพรากกันไปนาน คุยด้วยแล้วสบายใจ 

อันนี้มาจากบริษัทราว ๆ 1,250 เอ้ย 12 แห่งที่เข้ามานำเสนอพร้อม ๆ กันโดยมิได้นัดหมายนะครับไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้ และไม่นับรวมบริษัทเกาหลีที่ได้คุยเหมือนกันแต่ขอไม่พูดถึงด้วยเหตุผลบางประการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top