Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

อีอีซี ร่วม ทน.แหลมฉบัง เซ็น MOU ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

ที่ ห้องประชุมเมืองใหม่ 2 เทศบาลนครแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนางจินดา ถนอมรอด นายกเทศนตรีเทศบาลนครแหลมฉบัง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การอนุญาต หรือรับแจ้ง รวมถึงการบังคับการตามกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข และกฎหมายว่าด้วยโรงาน และเรื่อง การส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยมี นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สายงานเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี และนายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง  คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การลงนามฯ MOU ระหว่าง อีอีซี และเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการในเขตส่งเสริมพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ได้รับบริการจากภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (EEC One Stop Service) และจะช่วยลดขั้นตอนในการประกอบธุรกิจให้นักลงทุน หรือผู้ที่ต้องการขอใบอนุมัติ ใบอนุญาต ได้รับบริการสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอีอีซี จะเป็นผู้ให้บริการทั้งในส่วนการรับคำขอรับใบอนุญาต ใบรับแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข และกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และเทศบาลนครแหลมฉบัง จะร่วมสนับสนุนในกระบวนการออกใบอนุญาต ใบรับแจ้ง และใบรับรองตามกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการบูรณาการการปฏิบัติงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั้งสองหน่วยงาน อันเป็นการส่งเสริมการลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การลงนาม MOU ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในพื้นที่ อีอีซี ทั้ง 2 หน่วยงาน จะร่วมกันสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล หรือระบบบริการเมืองอัจฉริยะ รวมทั้งจะสนับสนุนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งด้านพัฒนาข้อมูล และพัฒนาระบบให้บริการเมือง ที่เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมบริการดิจิทัล เพื่อการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของเทศบาลนครแหลมฉบัง นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีเทศบาลนครแหลมฉบัง กล่าวเสริมว่า ทางเทศบาลนครแหลมฉบัง พร้อมให้การสนับสนุนโครงการร่วมกับ อีอีซี ซึ่งทางรัฐบาลได้มอบหมายให้พื้นที่นครแหลมฉบัง เป็นส่วนหนึ่งของอีอีซี  ซึ่งในวันนี้ทางนครแหลมฉบัง ได้มีโอกาสลงนามความร่วมมือ MOU นับเป็นแนวทางการดำเนินการร่วมกันในการอนุมัติ  การขออนุญาตถมดินขออนุญาตก่อสร้างในพื้นที่แหลมฉบัง การอนุญาตตามขอบเขตของกฎหมาย มุ่งเน้นการพัฒนาการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งสอง ลดความสับสน และความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ และจะเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ One Stop Service ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้ร่วมกันสนับสนุนขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะเป็นโอกาสสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และประชาชนทั่วไป ถึงการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพื้นที่และชุมชม เพื่อพัฒนาให้แหลมฉบังเจริญเติบโตตามนโยบายของรัฐบาล ได้อย่างต่อเนื่อง

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

“พล.ต.ท.ประจวบฯ” ยกระดับงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ บช.น. พร้อมตรวจเยี่ยมกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน

วันนี้ (19 สิงหาคม 2567) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) มอบนโยบายพร้อมขับเคลื่อนและกำชับการปฏิบัติงาน ความมั่นคงและกิจการพิเศษ แก่หน่วยกองบัญชาการตำรวจนครบล (บช.น.) ณ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) ตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญแก่กำลังพล กก.อารักขา 1 และ 2, กก.ควบคุมฝูงชน 1 และ 2, กองร้อยน้ำหวาน, ชุดตอบโต้, ชุดช่างสนาม และชุดพยาบาลสนาม พร้อมเยี่ยมชมและตรวจความพร้อมของยานพาหนะและยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจของ บก.อคฝ. โดยมี ผู้แทน บช.น., บก.อคฝ., รอง ผบก.ที่รับผิดชอบงาน มค และ กศ, ผบ.ร้อย คฝ. ในสังกัด บช.น. พร้อมข้าราชการตำรวจ บก.อคฝ. ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังนโยบาย เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ ที่มุ่งให้ความสำคัญในการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างสูงสุด โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน รักษาความมั่นคงของประเทศ และสร้างความสงบเรียบร้อยแก่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า งานความมั่นคงและกิจการพิเศษ มีความสำคัญยิ่งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรับผิดชอบและถือปฏิบัติให้เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภารกิจการถวายความปลอดภัยจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้ บช.น.ถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นเมืองหลวง และมีที่ตั้งของสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการ สถานที่สำคัญ ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีบุคคคลสำคัญพำนัก พักอาศัยอยู่จำนวนมาก และเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ ถือเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของประเทศ การปฏิบัติภารกิจในงานความมั่นคงและกิจการพิเศษของ บช.น. จึงถือเป็นสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญ

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.ประจวบฯ ได้มอบนโยบายด้านงานถวายความปลอดภัย โดยต้องถือหลัก "ปลอดภัยสูงสุด สมพระเกียรติ เป็นไปตามพระประสงค์ และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด" ต้องติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการสร้างความเสียหายให้กับสถาบัน และส่งมอบข่าวให้กับหน่วยที่มีหน้าที่ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แผน ในการปฏิบัติภารกิจถวายความปลอดภัย ทั้งในส่วนของเขตพระราชฐานที่ประทับ หรือในการเสด็จพระราชดำเนิน และต้องมีการประชุมหารือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่เสมอ รวมทั้งให้มีการซักซ้อมและทบทวนการปฏิบัติตามแผน กำลังพลต้องมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกาย จิตใจ การแต่งกาย บุคลิกภาพ และทัศนคติที่ดีต่อสถาบัน ตลอดจนอุปกรณ์และยานพาหนะต้องมีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานและเพียงพอกับภารกิจ

ในส่วนด้านงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ เช่น งานรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญ งานจราจร งานบรรเทาสาธารณภัย งานดูแลการชุมนุมสาธารณะ งานกำกับดูแลนักท่องเที่ยว งานอาชญากรรมข้ามชาติ งานต่อต้านการก่อการร้าย งานตรวจคนเข้าเมือง ต้องศึกษาทำความเข้าใจเนื้องานในความรับผิดชอบ มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ (IPB) จัดเก็บสารบบบุคคลกลุ่มเสี่ยง และปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ในส่วนของคนไทยต้องทราบข้อมูลทั้งในส่วนบุคคลท้องถิ่นและผู้ย้ายถิ่น ส่วนคนต่างชาติ หากเป็นกรณีนักท่องเที่ยวต้องมีการประสานงานกับผู้ให้บริการที่พักและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่วนคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานก็ต้องมีการประสานงานกับเจ้าของแรงงานนั้นและกระทรวงแรงงาน มีการวิเคราะห์ภัยคุกคามและแสวงหาข้อมูลด้านการข่าว และต้องพร้อมปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ประจวบฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจด้านงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ อย่างเสียสละและเต็มกำลังความสามารถมาโดยตลอด ขอเป็นกำลังใจและพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติอย่างเต็มที่ และมีความมุ่งหวังว่าการระดมสรรพกำลังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกภาคส่วน ในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย จะประสบผลสำเร็จ ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ประชาชนและสังคมมีความสงบเรียบร้อย มั่นคงอย่างยั่งยืนสืบไป

ศรชล. ร่วมหน่วยงานเกี่ยวข้อง ให้ความรู้ “โครงการรู้จัก รู้รักษ์ ทะเลบ้านเกิด” แก่นักเรียน

ศรชล.โดย ศรชล.จว.ตร./ศคท.จว.ตร. ร่วมศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดตราด ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ระยอง) ให้ความรู้ใน “โครงการรู้จัก รู้รักษ์ ทะเลบ้านเกิด” แก่นักเรียน รร.บ้านดงกลาง อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อให้นักเรียน มีความตระหนักและเห็นคุณค่าของทะเลไทย มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งในการดำเนินกิจกรรม มีการบรรยาย องค์ความรู้ด้านทะเลและมหาสมุทร ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และทรัพยากรทางทะเล ในจังหวัดตราด รวมถึงบรรยายเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายาก เนื่องในวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 17 สิงหาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงการจากไปของน้องมาเรียม พะยูนน้อย ตระหนักถึงความสำคัญของพะยูน และรณรงค์แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเยี่ยมให้กำลังใจ รอง สว.กก.สืบสวน ภ.จว.สมุทรสาคร ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเข้าปิดล้อมจับกุมคนร้ายยิง 2 ศพ

วันนี้ (19 สิงหาคม 2567) เวลา 14.20 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ ร.ต.ต.อิทธิพัทธ์ ชัยนา รอง สว.กก.สืบสวน ภ.จว.สมุทรสาคร ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุร่วมออกติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีอาญา หลังคนร้ายหลบหนีไปซ่อนตัวในพื้นที่บ้านหมู่ที่ 6 ต.บางน้ำเชี่ยว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี แล้วใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงคนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร นอกจากนี้ ยังพบเด็กอายุ 2 ขวบ 2 เดือน ถูกกระสุนถากเข้าที่เอว 1 นัด หลังก่อเหตุได้ไปหลบหนีไปซ่อนตัวในบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่หมู่ที่ 6 ต.บางน้ำเชี่ยว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ต่อมาวานนี้ (18 สิงหาคม 2567) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.สมุทรสาคร สนธิกำลัง กก.สส.ภ.จว.สิงห์บุรี และ สภ.พรหมบุรี ปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว โดยระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อม คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ เป็นเหตุให้ ร.ต.ต.อิทธิพัทธ์ ชัยนา รอง สว.กก.สส.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้รับบาดเจ็บ นำส่งโรงพยาบาลพรหมบุรี ส่วนคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งต่อมานำตัว ร.ต.ต.อิทธิพัทธ์ฯ ส่งต่อมารักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบกระเช้าเยี่ยม และเงินช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ร.ต.ต.อิทธิพัทธ์ฯ พร้อมสั่งการผู้บังคับบัญชาให้เร่งรัดการดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไป

'มทร.สุวรรณภูมิ' ไล่ออก 4 นศ.รุ่นพี่ 'ทำร้ายนักศึกษา-ต่อยผู้ปกครอง' พร้อมขยายผลคนนอก เอี่ยวบ่มเพาะความเชื่อผิดๆ ให้ขัดหลักจริยธรรม

(19 ส.ค. 67) ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ อว. แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) วิทยาเขตนนทบุรี ถูกรุ่นพี่รุมทำร้ายหลังไปขอลาออกจากระบบรับน้องโหด และขอย้ายคณะว่า

หลังจากที่ อว. เสนอแนะให้ลงโทษผู้กระทำผิดที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายผู้ปกครอง โดยให้ไล่ออกจากสถาบัน ในตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วพบว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยจริงทั้งหมดที่ก่อเหตุประมาณ 8 ราย และในจำนวนนี้มหาวิทยาลัยสั่งลงโทษด้วยการให้ออก 4 ราย ส่วนที่เหลืออีก 4 ราย อยู่ระหว่างการขยายผลไปสู่การจัดกิจกรรมรับน้องรุนแรงและสืบข้อเท็จจริงต่อไปว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

และในวันนี้ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง เดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในวันที่ 13 สิงหาคม มีการใช้ความรุนแรงโดยการพารุ่นน้องผู้ถูกกระทำไปทำร้ายร่างกายภายในสถาบันซึ่งในส่วนนี้ทางอว.ได้กำชับกับทางมหาวิทยาลัยให้สืบสวนและหาข้อมูลผู้กระทำผิดในเหตุการณ์วันที่ 13 สิงหาคม ภายใน 2 วัน โดยมหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะลงโทษโดยการให้ออกจากสถานศึกษาเช่นกัน

“นายกันจอมพลังยังได้หารือกับ อว. เนื่องจากมีข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มนักศึกษารุ่นพี่ที่จัดกิจกรรมรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่รุ่นพี่ที่กำลังศึกษาอยู่ด้วย แต่เป็นรุ่นพี่ที่ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว โดยการจัดกิจกรรมรับน้องดังกล่าวมีนักศึกษาร่วมกิจกรรมประมาณ 50 คน โดยขณะนี้มหาวิทยาลัยกำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ มีผู้ที่ได้รับผลกระทบกี่ราย นอกจากนี้ อว. ยังได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากนายกันจอมพลังอีกว่า มีระบบการบ่มเพาะความเชื่อแบบผิด ๆ ในมหาวิทยาลัยที่ขัดต่อหลักจริยธรรม ดังนั้น อว. ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” น.ส.สุชาดา กล่าว

น.ส.สุชาดา กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่นักศึกษาผู้ถูกกระทำไม่อยากจะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิมและแจ้งขอความประสงค์จะย้ายไปเรียนที่อื่นนั้น อว. พร้อมจะประสานจัดหามหาวิทยาลัยแห่งใหม่ให้ อย่างไรก็ตามขอย้ำให้ทุกมหาวิทยาลัยรับทราบและถือเป็นแนวปฏิบัติว่า หากเกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงในมหาวิทยาลัยให้ถือเป็นความบกพร่องของมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจะต้องรับผิดชอบ

พร้อมมีมาตรการดำเนินการอย่างเด็ดขาดด้วย ซึ่งสำหรับกรณีนี้ทางมทร.สุวรรณภูมิได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสืบสวนและให้ข้อมูลหลักฐานกับทาง อว. แต่หากตรวจพบว่าผู้บริหารของ มทร.สุวรรณภูมิ บกพร่องและปล่อยปละละเลยให้มีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้จะมีการดำเนินการลงโทษต่อไป

ด้าน นายสัญญา คำจริง รองอธิการบดีมทร.สุวรรณภูมิ วิทยาเขตนนทบุรี กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งนอนใจ และตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นโดยทันทีให้ความร่วมมือกับทางอว.และเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ มหาวิทยาลัยยืนยันว่าไม่สนับสนุนกิจกรรมรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์ และจากเหตุการณ์ดังกล่า

มหาวิทยาลัยจะมีการตรวจสอบบุคลากรภายใน หากพบว่ามีผู้รู้เห็นเป็นใจกับการจัดกิจกรรมจนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มหาวิทยาลัยจะดำเนินการสอบสวนเท็จจริง และหากการตรวจสอบพบมีมูลความผิดจริงจะลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อบุคคลากรเหล่านั้นอย่างแน่นอน

“เหตุการณ์ในวันนี้ต้องยอมรับว่ายังมีนักศึกษาส่วนน้อยที่มีความคิดแบบเดิม ๆ อยู่จึงนำไปสู่การจัดกิจกรรมรับน้องรุนแรงขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการตรวจสอบ เพื่อดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป” นายสัญญา กล่าว

‘เทนนิส พาณิภัค’ คว้าปริญญาโท ม.กรุงเทพธนบุรี พ่วงโล่นักศึกษาดีเด่น - เงินรางวัลอีก 1 ล้านบาท

(19 ส.ค. 67) พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่เพิ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในรุ่น 49 กิโลกรัม หญิง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นที่เรียบร้อย

โดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประจำปีการศึกษา 2566 เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ‘เทนนิส-พาณิภัค’ ยังได้รับโล่นักศึกษาดีเด่น พร้อมรับเงินรางวัลจำนวน 1 ล้านบาท จากศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ในฐานะที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เป็นนักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เจ้าตัวจบการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2563

'ชาวบ้าน' โวย!! ฝรั่งเลี้ยงหมาพาเดินชายหาด-ไล่กัดผู้คน ทำท่องเที่ยววูบ วอน!! จนท.เร่งจัดการ เพราะไม่กล้าเคลียร์เอง กลัวทำหมาแล้วจะติดคุก

(19 ส.ค. 67) ที่บริเวณชายหาดบ้านสวนหลวง ตำบลพงศ์ประสาศน์ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับการร้องเรียนจากนายโรฟ วีเบอร์ อายุ 76 ปี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ พักอาศัยอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลพงศ์ประศาสน์ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวชาวไทยและคนที่อยู่บริเวณชายหาดแห่งนี้ว่าถูกสุนัขเลี้ยงของชาวต่างชาติรายหนึ่งที่บริเวณชายหาดสวนหลวงไล่กัดได้รับบาดเจ็บ ขณะเดินออกกำลังกาย บริเวณชายหาด โดนหมาไล่กัดได้รับบาดเจ็บที่ขา อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาอย่างจริงจังกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ นายโรฟ วีเบอร์ นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ และชาวบ้านได้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ในคลิปเห็นฝูงสุนัขจำนวน 6 ตัว 1 ใน 6 ตัวในฝูงดังกล่าวได้ไล่กัดที่ขานายโรฟ วีเบอร์ จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนายโรฟ วีเบอร์ เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่งานอยู่ต่างประเทศ ได้เดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนที่ชายหาดบ้านสวนหลวง ตำบลพงศ์ประสาศน์ อำเภอบางสะพาน แห่งนี้เป็นประจำทุกปี โดยจะมาครั้งละ 3 เดือน

นายโรฟ วีเบอร์ นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ขณะเดินออกกำลังกายชายหาด เมื่อช่วงย็นเวลา 17.00 น.ของวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่เดินอยู่พบฝูงสุนัขประมาณ 6 ตัวเป็นหมาพันธุ์ไทยผสมตัวใหญ่พร้อมเจ้าของ 1 คนชื่อนายมาเทียส ไม่ทราบนามสกุล เมื่อหมาเห็นตน หมาตัว 1 ตัวได้วิ่งเข้ามากัดตนที่ขาขวา ใต้หัวเข่าลงมาจนได้รับบาดเจ็บ จึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพฝูงสุนัขดังกล่าวเอาไว้ ส่วนเจ้าของหมาเป็นชาวต่างชาติเช่นเดียวกันบอกว่าอย่าไปแจ้งความนะเดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนค่ารักษาจะออกให้เอง

นายโรฟ วีเบอร์ ได้ฝากบอกอีกว่า ตนมาเที่ยวที่อ่าวบ้านสวนหลวงทุกปี เคยได้ยินข่าวเหตุการณ์แบบนี้ ทุกปีที่มาทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลนั้นตนไม่ติดใจอะไร แต่ไม่อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวคนอื่นอีก จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแลและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ซึ่งชายหาดบ้านสวนหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศและชาวไทยมากันมาก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยเลย

"ที่ผ่านมาเหตุการณ์สุนัขกัดนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเดินเล่นชายหาดแห่งนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับชาวต่างชาติและชาวไทยที่มาเดินออกกำลังกาย เดินเที่ยวที่ชายหาดแห่งนี้ ตัวเองซึ่งอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและช่วยเหลืออย่างจริงจังเสียที เพราะรายปีที่ผ่านมายังเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวบริเวณนี้ตลอด" นายโรฟ กล่าว

ด้านนายแซ้ม มานะแท้ อายุ 74 ปี ชาวบ้านตำบลพงษ์ประสาศน์ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า มีบ้านและเปิดร้านอาหารติดอยู่กับชายทะเลอยู่แถวนี้ เจอหมาอยู่ 6 ตัวเป็นหมาพันธุ์ไทยผสมเป็นประจำ ซึ่งเป็นของของชาวต่างชาติเลี้ยงไว้ เดือดร้อนมาก บางทีเด็กนั่งเล่นมันเดินมามันก็วิ่งมากัด บางทีแมวอยู่แถวนี้มันก็วิ่งขึ้นมากัด มันกัดหลายคนแล้ว เราจะทำอย่างไรกันดีต่อไป คนจะมาเที่ยวเยี่ยมชมทะเลแต่ไม่กล้ามา พอนักท่องเที่ยวลงไปอาบน้ำมันยังวิ่งลงไปกัดนักท่องเที่ยว แล้วต่อไปคงจะไม่มีใครมาเที่ยว ร้านค้าที่อยู่ตรงนี้ถ้านักท่องเที่ยวไม่มีมามันก็ขาดรายได้

"แม่ค้าชายหาดอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบบ้าง เรามันทำไม่ได้หรอก ถ้าเราทำ คนไปทำหมาไปก็มีโอกาสติดคุก ขอฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะผู้กำกับ สภ.บางสะพาน ท่านนายอำเภอด้วยให้ช่วยประชาชนด้วยครับ เพราะท่านคนมีอำนาจที่จะทำได้นายแซ้มมานะแท้กล่าว" นายแช้ม กล่าว

นส.สุนันต์ ชาติชาย อายุ 51 ปี อยู่หมู่ 1 ตำบลพงศ์ประศาสน์ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตนมีบ้านอยู่แถวนี้เมื่อ 2-3 ปีก่อนจะมีกิจกรรมเก็บเศษไม้เศษขยะที่ลอยมาติดชายหาดเป็นประจำจะมีชาวบ้านและชาวต่างชาติช่วยกันทำกิจกรรมนี้ตลอดแต่มาช่วงปีที่แล้วและปีนี้ตนไม่กล้าลงไปเก็บแล้ว เพราะมีสุนัขของชาวต่างชาติรายหนึ่งที่ออกมาเดินชายหาดและวิ่งไล่กัดชาวบ้านเป็นประจำ จึงทำให้ไม่กล้าจัดกิจกรรมแบบนี้อีก

"เคยประสานไปกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ อบต.พงศ์ประศาสน์ ทางอำเภอศูนย์ดำรงธรรม แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น ยังปล่อยหมาออกมาเดินชายหาดจนทำให้ชาวบ้านบริเวณแห่งนี้และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวพักรีสอร์ทไม่กล้าออกมาเดินชายหาดเพราะกลัวสุนัขวิ่งไล่กัด มีชาวต่างชาติหลายคนที่มาเที่ยวแล้วกลับไปประเทศเขาออกมาโพสต์ว่าประเทศไทยชายหาดแห่งนี้ไม่มีความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวเลยเรื่องนี้ทำความเดือดร้อนให้กลับเจ้าของรีสอร์ทและร้านอาหารที่เปิดอยู่บริเวณแห่งนี้ อยากจะฝากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ไม่งั้นก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แบบนี้อีกไม่รู้อีกกี่ครั้ง อยากให้ดำเนินการก่อนที่สุนัขกลุ่มนี้จะไปทำร้ายใครต่อใครอีก" น.ส.สุนันท์กล่าว

อาลัย ‘ส.ต.ท.ปฏิภาณ’ ถูกกระบะซิ่งชนเสียชีวิต ขณะลงช่วยอุบัติเหตุกลางถนน หลังออกเวร

สืบเนื่องกลุ่มไลน์ตำรวจเมืองเลย โพสต์ภาพไว้อาลัย ส.ต.ท.ปฏิภาณ อุทธบูรณ์ หรือ น้องเหินฟ้า อายุ 28 ปี ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ภูเรือ จ.เลย ที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ขณะที่ออกเวร จู่ ๆ มีรถกระบะวิ่งมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ รพ.เลย เมื่อคืนวันที่ 17 ส.ค. 67 เวลา 01.00 น. สร้างความเศร้าโศกเสียใจต่อครอบครัว ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนตำรวจด้วยกัน

ล่าสุด (19 ส.ค. 67) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของ ส.ต.ท.ปฏิภาณ ที่บ้านโนนสว่าง ต.หนองคัน อ.ภูเรือ จ.เลย ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีทางศาสนา พบกับ ร.ต.อ.กิตติ อุทธบูรณ์ รอง สวป.สภ.ภูหลวง จ.เลย พ่อของน้องเหินฟ้า ยังอยู่ในอาการที่เศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของลูกชาย

ร.ต.อ.กิตติ เล่าว่า ส.ต.ท.ปฏิภาณ อุทธบูรณ์ หรือ น้องเหินฟ้า เป็นลูกชายคนโต ในจำนวนพี่น้องที่เป็นผู้ชายทั้งหมด 3 คน รับราชการเป็นตำรวจอยู่ที่ สภ.ภูเรือ หลังออกเวร ช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 17 ส.ค.2567 ลูกชายไปกับเพื่อน เพื่อไปหาเพื่อนใน อ.เมืองเลย ขากลับเห็นอุบัติเหตุบนถนนเลย - เชียงคาน ขาออกเมือง กลัวจะเกิดเหตุซ้ำซ้อน จึงลงจากรถไปช่วยเหลือ ซึ่งขณะนั้นร้อยเวร สภ.เมืองเลย ยังมาไม่ถึงที่เกิดเหตุ ลูกชายและเพื่อน จึงเดินไปเอากรวยยางวางเป็นเครื่องหมายให้สัญญาณกับรถที่สัญจร รถระหว่างนั้นมีรถกระบะขับมาด้วยความเร็ว เฉี่ยวชนลูกชายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส กู้ภัยฯ รีบนำตัวส่ง รพ.เลย แพทย์ให้ญาติทำใจ ก่อนที่ลูกชายเสียชีวิต เมื่อเวลาประมาณ 03.25 น. ของคืนวันที่ 17 ส.ค. 67

คุณพ่อเล่าทั้งน้ำตา ว่าการสูญเสียลูกชายครั้งนี้ ทางครอบครัวยังทำใจไม่ได้ เมื่อนึกถึงความมีน้ำใจและความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตลอดเวลา ว่า "ผมเป็นตำรวจ อยากให้ลูกชายเป็นตำรวจ ผมสอนลูกตลอดเวลาว่า พ่อเติบโตมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะได้เงินมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นหม้อข้าวหม้อแกงให้พ่อ ดูแลลูกส่งเสียให้ลูกเรียน ผมมีความตั้งใจว่า อยากให้ลูกเป็นตำรวจเหมือนพ่อ มีประกาศสอบที่ไหนก็พาลูกไปตลอด พอลูกสอบได้ รับราชการแล้ว ตั้งใจว่าอยากให้ลูกเป็นนายร้อย ก็ให้ลูกเลือกลงตำแหน่งที่ รร.นายร้อยตำรวจสามพราน อยู่ที่กองรักษาการณ์ ที่โรงเรียนนายร้อย คราวนี้ระหว่างที่ลูกรับราชการที่โรงเรียนนายร้อย สอบ 2 ครั้งไม่ได้ จึงได้บอกลูกว่ากลับมาบ้าน พ่อจะใกล้เกษียณแล้ว กลับบ้านเรา ซึ่งลูกชายก็ขอย้ายมาที่ สภ.ภูเรือ จ.เลย จนกระทั่งมาถูกรถชนจนเสียชีวิต"

ส่วนคู่กรณีที่ขับรถกระบะชนลูกชาย ได้มาร่วมงานศพแสดงความเสียใจ แต่ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการช่วยเหลือแต่อย่างใด ทั้งนี้พิธีทางศาสนา ที่บ้านกำหนด 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 17-21 ส.ค. 67 และจะมีพิธีฌาปนกิจศพที่วัดสันติธรรมาราม บ้านหนองคัน ต.หนองคัน อ.ภูหลวง

ส่วนทางคดี พงส.สภ.เมืองเลย ได้เรียกคนขับรถกระบะมารับทราบข้อกล่าวหา ‘ขับรถประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต’ และจะมีการสอบปากคำเพิ่ม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘พลเมืองดีสัตหีบ’ พบ ‘เต่ายักษ์’ หนัก 10 กิโลกรัม พลัดหลง แถมน้ำตาไหลนอง 2 ข้าง - โดนมนุษย์ใจร้ายฟันกระดองยับ

(19 ส.ค. 67) ศูนย์วิทยุ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจาก น.ส.คนึงนิด จันดาก อายุ 46 ปี พักบ้านเลขที่ 48/96 ม.4 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ว่าได้พบเต่าขนาดใหญ่ ไม่ทราบชนิด เดินเข้ามาบริเวณบ้าน จึงได้นำกักขังไว้ในที่ปลอดภัย เพราะเกรงอาจถูกสุนัขกัด พร้อมนำอาหารมาให้กินประทังความหิวโหย จึงขอให้ส่งเจ้าหน้าที่มาให้การตรวจสอบ และช่วยเหลือ

ต่อมา นายวิชา จินดานิล หน่วยกู้ภัยนามเรียกขาน 142 พร้อมกับผู้สื่อข่าว ได้ร่วมลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พบพลเมืองดีผู้แจ้งอยู่กับกลุ่มครอบครัวต่างชาติ กำลังให้การดูแลเต่าอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้นำคุณลักษณะรูปร่างเต่าค้นหาข้อมูลใน Google มีลักษณะคล้ายกับ ‘เต่าบัว’ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง มีความยาวราว 40 ซม. น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ไม่ทราบเพศ

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า เต่าตัวนี้กำลังร้องไห้ ดวงตาทั้ง 2 มีน้ำตาไหลนอง และที่บริเวณกระดองด้านบน ยังพบถูกมนุษย์ใจร้าย ใช้มีดฟันหลายต่อหลายครั้ง จนเป็นทางยาวร่องลึก ตลอดจนถูกสุนัขในหมู่บ้านรุมเห่ากันระงม พยายามจะเข้ามากัดทำร้าย นับเป็นภาพที่สุดน่าเวทนาใจอย่างมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้โทรแจ้ง 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่า เพื่อรายงานการพบเต่า โดยทางหน่วยงานอนุญาตให้นำเต่าปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ปลอดภัย จึงได้ขนย้ายนำเต่าปล่อยไว้ ณ อ่างเก็บน้ำ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งกองทัพเรือ เพื่อให้เต่าได้กลับไปใช้ชีวิตตามวิถีธรรมชาติดั้งเดิม

เอฟเคไอไอ.เตรียมเสนอวาระเร่งด่วนต่อนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ปัญหาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

'อลงกรณ์' ชี้โมเดลค้าออนไลน์แบบ TEMU เป็นปัญหาความเป็นความตายของเอสเอ็มอี และเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเปรียบเสมือนโควิดทางเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นความตายของ เอสเอ็มอี.กว่า 3 ล้านกิจการและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและอาเซียนโดยรวม ”สถาบันเอฟเคไอไอ.จึงได้จัดสัมนาFKII NATIONAL DAILOGUEเรื่อง “อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ภัยคุกคามเศรษฐกิจไทย ปัญหาและทางออก“ ในวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2567 เวลา 13.30-17.00 น. ณ สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ โดยระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในประเด็นต่างๆเช่น หัวข้อ“โอกาสและภัยคุกคามเศรษฐกิจไทย”โดย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตสว.  อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
หัวข้อ“มาตรการรับมือ อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธาน FKII ร่วมด้วยวิทยากรท่านอื่นๆได้แก่

นายชยดิฐ หุตานุวัชร์
ประธานสถาบันทิวา
นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งตลาดดอตคอม และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด
นายภาวัต พุฒิดาวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท GoShip จำกัด
และผู้แทนองค์กรต่าง ๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมเสนอปัญหาและทางออก

“โรงงานปิดเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งจากปีที่แล้วเป็นกว่า100 แห่งต่อเดือนเกือบทั้งหมดเป็นเอสเอ็มอี. เรารอต่อไปไม่ได้
เอฟเคไอไอ.ฯ.จะเสนอเป็นวาระเร่งด่วนต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทั้งในมุมโอกาสและภัยคุกคามจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเช่นTEMU ในฐานะประธานFKIIและ อดีตรองปธ.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรมช.พาณิชย์ ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ผมยืนยันว่า ประเทศไทยเคารพหลักการเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม การคุ้มครองเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic economy)เป็นมาตรการที่อยู่ภายใต้กติกาขององค์การการค้าโลก ดังนั้นข้อเสนอของเอฟเคไอไอ.จะเป็นมาตรการที่เด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาและไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และส่วนหนึ่งของมาตรการจะต้องเป็นความร่วมมือระดับอาเซียนด้วย”
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธาน FKII อดีตรองปธ.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรมช.พาณิชย์ กล่าวในท้ายที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top