Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

‘รมว.ดีอี’ เดินหน้า ปิดแพลตฟอร์ม ‘ทางรัฐปลอม’ 290 บัญชี แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน อย่าเชื่อ-อย่าแชร์ ‘ข่าวปลอม’ ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

วันที่ 20 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ เครือข่าย ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-20 สิงหาคม 2567 ทีมปฏิบัติการได้ดำเนินการประสานปิดกั้นแพลตฟอร์ม ‘ทางรัฐ’ ปลอม 290 เพจ  โดยแบ่งเป็น แฟนเพจ Facebook จำนวน 284 เพจ และบัญชี Tiktok จำนวน 6 บัญชี  พร้อมเฝ้าระวังการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง 

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบมิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงประชาชน ส่งข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน โดยแอบอ้างโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ อยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พบกรณีการส่งข้อมูลต่อกันว่า ‘ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์’ และ ‘ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ’

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่าประเด็นเรื่อง “ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์” เป็นข้อมูลเท็จ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีการดำเนินการตามมาตรการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอย่างรัดกุม มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management Systems – ISMS) จึงมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยไปสู่ภายนอกได้

สำหรับ ‘แอปฯ ทางรัฐ’ เป็นเพียงช่องทางในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการจากหน่วยงานต้นทางให้แก่ผู้ใช้บริการเท่านั้น ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลประชาชนจากหน่วยงานต้นทาง หรือของประชาชนที่ลงทะเบียนมาไว้ที่ แอปฯ ทางรัฐ แต่อย่างใด โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงใน แอปฯ ทางรัฐ นั้น สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดแอปฯ ‘ทางรัฐ’ ได้โดยตรงจากแอปฯ ‘App Store’ สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอปฯ ‘Google Play’ ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) เท่านั้น

ในส่วนของ ข่าวปลอม ‘ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ’ จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ สำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล (Digital wallet) กระทรวง ดีอี พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ส.ค. 2567) และข้อมูลการลงทะเบียนในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมีการควบคุมกำกับดูแลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง มั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยออกไปภายนอก ซึ่งการขายข้อมูลหรือส่งต่อข้อมูลให้กับมิจฉาชีพเป็นความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลไม่สามารถทำได้แต่อย่างใด 

“ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมืออย่าเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในทุกช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ “แอปฯทางรัฐ” ได้จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือพิมพ์เป็นภาษาไทยว่า www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล ไทย หรือสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Call Center) สายด่วน โทร. 1111 ซึ่งกระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน ต่ออันตรายที่เกิดขึ้นจากภัยไซเบอร์ โดยโจรออนไลน์ได้อาศัยการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวข้องกับโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต และการลงทะเบียนผ่านแอปฯ ‘ทางรัฐ’ ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอีได้ทำการปิดกั้นแพลตฟอร์มปลอมแล้ว 290 บัญชี พร้อมกับการตรวจสอบข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และขอให้ประชาชน ยึด ‘หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน’ พร้อมกับไม่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนในทุกช่องทางสังคมออนไลน์” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ 

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชั่วโมง) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชั่วโมง) , Line ID: @antifakenewscenter และเว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พระราชทานดอกไม้ยินดีกับ 3 จอมพลังไทย หลังคว้าเหรียญโอลิมปิกปารีส จนสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.67) ที่ห้องโถงชั้นล่าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ (ตึก 25 ชั้น) การกีฬาแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้ พลเอกศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานดอกไม้ แสดงความยินดีแก่ 3 นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ที่คว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

สร้างความปลื้มปิติ เป็นล้นพ้น แก่ นายธีรพงศ์ ศิลาชัย เหรียญเงิน รุ่น 67 กิโลกรัมชาย นายวีรพล วิชุมา เหรียญเงิน รุ่น 73 กิโลกรัมชาย และ นางสาวสุรจนา คำเบ้า เหรียญทองแดง รุ่น 49 กิโลกรัมหญิง ตลอดจน คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ และผู้ฝึกสอน ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้

ทั้งนี้ ในโอกาสดังกล่าว นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ และวิทยาศาสตร์การกีฬา, พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย, พลเอกวิสุทธ์ เดชสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมด้วย

'ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์' ติง!! ‘นักวิชาการ’ วิพากษ์ ‘ศาสนาพุทธ’ ‘อ่านไม่แตก-ขาดความรู้’ แล้วยังกล้ายกยอตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ

(20 ส.ค. 67) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Phermsak Chariamphan โดยระบุว่า

“บางทีนักวิชาการที่ชอบวิพากษ์ศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า เขาเข้าใจหลักธรรมของศาสนาพุทธมากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่เขาเป็นมาร์กซิสต์อะครับ อย่าว่าแต่หลักธรรมของศาสนาพุทธเลย บางคนทฤษฎีตะวันตกหรือมาร์กซ์ยังอ่านไม่แตกใช้ไม่คล่อง ดีแต่วิพากษ์อย่างเดียว น้อยคนที่จะเข้าใจลึกซึ้ง (คนที่เข้าใจก็มีนะ บางคนนี่เขาคิดว่า เข้าใจมาร์กซ์มากกว่ามาร์กซ์เข้าใจตัวเองเสียด้วยซ้ำ ต้นกำเนิดลัทธิแก้ ตัวเองแก้ได้คนเดียวแต่คนอื่นห้ามแก้ ผิด ฮา) บางคนเป็นมาร์กซิสต์จิตนิยม ไหว้พระไหว้เจ้าก็มี ไม่รู้ว่าทำไปเพราะแสร้งทำหรืออะไรยังไง ไม่ได้อยากรู้คำตอบด้วยครับไม่ต้องมาตอบ

อย่างผม ผมมองว่าถ้ายังไม่สามารถอ่านเขียนภาษาบาลี สันสกฤต อ่านพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์จนแตกฉานทั้งหมด รวมไปถึงคิด พูด ทำ ให้สมกับภูมิธรรมที่ตัวเองมีด้วย เช่นหลวงพ่อชา ท่านพุทธทาส ท่านปยุต ท่านชยสาโร ฯลฯ ถ้าไม่มีคุณสมบัติแบบนี้อย่ามาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและวิพากษ์ศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ อายคนมีภูมิเขาบ้าง (ถ้าไม่อายก็ทำไป ด้านได้อายอด)

พอ ๆ กับทฤษฎีตะวันตกนั้นแหละ อธิบายอย่างนั้นอย่างนี้เป็นวรรคเป็นเวร พอไล่ไปถึง Epistemology หรือญาณวิทยา ก็มีแต่หลักกูหรือคิดขึ้นมาเองทั้งนั้น แล้วเที่ยวไปไล่ตัดสินคนอื่น อย่างว่าตามประสาปุถุชน หลอกได้แค่คนไม่เรียนมาหรือคนตามไม่ทันวาทกรรมของเขาแค่นั้นแหละ

แต่สุดท้ายแล้วมีปากก็วิพากษ์ไปเถิดครับ ปากเป็นของท่าน ศอกเป็นของผม

ปล. ตามแนวคิดของพุทธศาสนานั้น พุทธองค์ท่านให้ถือธรรม หรือความถูกต้องเป็นใหญ่หรือธรรมาธิปไตย

ส่วนประชาธิปไตย ในทางพุทธศาสนาถือเป็นระบอบการปกครองที่พุทธองค์ไม่ยกย่อง เพราะถือเป็นโลกาธิปไตย คือเอาความเห็นของคนในโลกเป็นใหญ่ ถ้าความเห็นของคนส่วนใหญ่ในโลกมันดี มีหลักคุณธรรม มีความละอายต่อบาปค้ำจุนอยู่ในกมลสันดานบ้างมันก็ดีไป แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ในโลกมันบ้า ไร้คุณธรรม ไม่รู้ดีรู้ชั่ว มันก็เป็นระบอบการปกครองของคนบ้าและคนชั่ว หรืออุปมาดั่งแมลงวันตอมสิ่งโสโครกตามที่หลวงพ่อชาและหลวงพ่อพุทธทาสได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ”

‘ทนายรัชพล’ เตือนชาวเน็ตปมแชร์คลิป ‘ไอซ์ ปรีชญา’ ไลฟ์อาบน้ำ เสี่ยง พ.ร.บ.คอมฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

(20 ส.ค.67) จากกรณีมีคลิปของนางเอกสาวชื่อดัง ‘ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร’ หลุดว่อนโซเชียล จากการไลฟ์สดอาบน้ำนั้น จนต่อมาผู้จัดการส่วนตัวของนางเอกสาวก็ได้เผยถึงเรื่องนี้ว่า…

“ไอซ์ฝากขออภัยทุกคนมา ณ ที่นี้ และขอความเมตตากรุณาจากทุกท่านช่วยหยุดแชร์หรือเผยแพร่สิ่งนี้ ตอนนี้รู้สึกเสียใจและอับอายมาก และยอมรับความผิดที่ได้ทำพลาดไป ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของไอซ์ในเรื่องการไลฟ์และการลงคอนเทนต์บนโซเชียลแพลตฟอร์มค่ะ”

ล่าสุดด้าน ทนายรัชพล ศิริสาคร ได้ออกมาเตือนชาวเน็ตที่มีการกดแชร์คลิปหลุดของทางด้านไอซ์ ปรีชญาว่า “มีความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

เพราะการที่นำภาพโป๊เปลือยที่มีลักษณะลามกทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายหรืออับอายก็จะเข้าข่ายองค์ประกอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามใครที่จะแชร์คลิปดังกล่าวก็ควรจะคิดก่อนแชร์เพราะผิดกฎหมาย อาจติดคุกได้”

‘ตาวัย 83 ปี’ ต้องออกมาขับแท็กซี่ ดูแลภรรยาป่วยติดเตียง เผย ถ้าไม่ทำก็อดตาย แม้บางวันรายได้ไม่พอค่าเช่ารถ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘แจ้งข่าว-ล่าสุด’ โพสต์ข้อความระหว่างการสนทนากับคนขับแท็กซี่ ในวัย 83 ปีรายหนึ่ง โดยระบุว่า…

เรา : เบื่ออยู่บ้านเหรอถึงมาขับแท็กซี่ แล้วลูกหลานไปไหนหมด
ลุงแท็กซี่ : ผมไม่มีลูก ผมเช่าบ้านอยู่ 2 คนตายาย แฟนผมนอนติดเตียง ผมต้องออกมาขับแท็กซี่ไม่งั้นก็อดตาย
เรา : แล้ววัน ๆ หนึ่งพอใช้เหรอ
ลุงแท็กซี่ : บางวันก็ได้ไม่พอค่าเช่ารถ ไม่มีคน
เรา : ผมฝากเงินช่วยค่ายาแฟนลุงนะ และขอเบอร์ลุงไว้เผื่อเรียกใช้บริการ

#ใครผ่านมาแถวเซ็นทรัลศาลายา เรียกใช้บริการลุงได้นะครับสงสารแกไม่อยากคิดเลย ถ้าวันไหนขับรถแท็กซี่ไม่ไหวสองคนตายายจะอยู่กันยังไง (ใครอยากใช้บริการแท็กซี่ของลุง เบอร์คุณลุงนะครับ 0645139583 ขอบคุณเจ้าของภาพ)

มุกดาหาร สรรพสามิตพื้นที่ตรวจยึดสุรา 145 ขวด ยาสูบ 25,940 ซอง รวมมูลค่าประมาณ 1,786,635 บาท ส่งขายออนไลน์

สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร ตรวจยึดสุรา 145 ขวด และยาสูบ จำนวน 25,940 ซอง รวมมูลค่าประมาณ 1,786,635 บาท ที่บริษัทขนส่งเอกชน สาขามุกดาหาร เขตตำบลบางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร

วันที่ 20 ส.ค. 67 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต นายพยุง บุญสมสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม นางภาวนา เกียรติชูศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 4 สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร โดยนายสันทัด รังคพุทธมานะ สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร ทุกสาขาทุกพื้นที่ ดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดสินค้าตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะสินค้าสุรา ยาสูบ ที่ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดน และส่งขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเข้มงวด กระทั่งวันที่ 19 สิงหาคม 67 นายสันทัด รังคพุทธมานะ สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการส่งสุรา ยาสูบที่ผิดกฎหมายให้กับผู้สั่งซื้อทางออนไลน์ จากขนส่งเอกชนแห่งหนึ่งในมุกดาหาร จึงบูรณาการสายตรวจปราบปรามสรรพสามิตพื้นที่มุกดาหารทุกสาย เข้าดำเนินการ นำโดย นายยุทธนา หวังกลับ สรรพสามิตพื้นที่สาขาเมืองมุกดาหาร เข้าไปยังบริษัทขนส่งเอกชนสาขามุกดาหารแห่งหนึ่ง โดยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่พร้อมแจ้งว่ามีผู้จะมีการลักลอบส่งสุรา ยาสูบ ผิดกฎหมาย ณ บริษัทขนส่งเอกชน จึงขออนุญาตตรวจค้น โดยตัวแทนขนส่งเอกชนได้อนุญาตและยินยอมพร้อมนำพาการตรวจจนแล้วเสร็จ ผลการตรวจสอบพบกล่องพัสดุตามที่ได้รับแจ้ง ภายในกล่องพัสดุบรรจุยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตและสุราที่มิชอบด้วยกฎหมายยี่ห้อต่างๆ ดังนี้ ยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรต 1. ยี่ห้อ JN GREEN จำนวน 9,920 ซอง 2. ยี่ห้อ กรองทิพย์ 90 จำนวน 580 ซอง 3. ยี่ห้อ JN RED จำนวน 3,820 ซอง 4. ยี่ห้อ BATOS 8 (สีเขียว) จำนวน 2,070 ซอง 5. ยี่ห้อ BATOS 8 (สีฟ้า) จำนวน 460 ซอง 6. ยี่ห้อ เพ็ด (สีทอง/น้ำตาล) จำนวน 3,420 ซอง 7. ยี่ห้อ เพ็ด (สีแดง) จำนวน 2,130 ซอง 8. ยี่ห้อ LM สีแดง (BLEND OF U.S.A) จำนวน 550 ซอง 9. ยี่ห้อ LM สีเขียว (BLEND OF U.S.A) จำนวน 400 ซอง 10. ยี่ห้อ JN Slim (สีฟ้า) จำนวน 1,400 ซอง 11. ยี่ห้อ MARLBORO สีแดง จำนวน 480 ซอง 12. ยี่ห้อ MARLBORO สีเขียว จำนวน 260 ซอง 13. ยี่ห้อ TEXAS 5 สีเขียว จำนวน 130 ซอง 14. ยี่ห้อ TEXAS 5 สีแดง จำนวน 120 ซอง 15. ยี่ห้อ TEXAS 5 สีฟ้า จำนวน 160 ซอง 16. ยี่ห้อ TEXAS 5 สีทอง จำนวน 40 ซอง
ตรวจพบสุราต่างประเทศมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้

1. สุราขาว ขนาดบรรจุ 0.350 ลิตร จำนวน 130 ขวด 2. สุราผสม BLUE WHISKY ขนาดบรรจุ 0.700 ลิตร จำนวน 15 ขวด รวมของกลาง ยาสูบจำนวน 25,940 ซอง และสุราจำนวน 145 ขวด มูลค่าของกลางประมาณ 1,786,635 บาท คิดเป็นค่าภาษียาสูบประมาณ 1,119,839 บาท ค่าภาษีสุราประมาณ 5,061 บาท รวม 1,124,900 บาท เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจยึดของกลางทั้งหมดไปที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมภาคีเครือข่าย มอบรางวัลพลเมืองดีส่งคลิปผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม 'โครงการอาสาตาจราจร' พร้อมเตือนการใช้โทรศัพท์ในขณะขับขี่ เสี่ยงอุบัติเหตุ

วันนี้ (20 สิงหาคม 2567) เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ , คุณพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) , ผู้แทนจากสถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และสถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตรโครงการอาสาตาจราจร ณ ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมอบรางวัลให้กับประชาชนเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถ ที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่สำคัญ ประจำเดือนมิถุนายน 2567 รวมรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท รวมเงินรางวัลที่จะมอบในวันนี้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 50,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัล

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะโครงการอาสาตาจราจร เป็นกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีผลประจักษ์ชัด ได้รับความสนใจจากภาคประชาชน ร่วมส่งคลิปการกระทำผิดกฎจราจรมาให้คณะทำงานพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ข้อมูลเบาะแสเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ทาง สำหรับผู้กระทำผิดที่ถูกบันทึกคลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำไปตรวจสอบและติดตามมาดำเนินคดี  โครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ขับขี่ยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น 

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรมายังช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่ เพจอาสา ตาจราจร , เพจตำรวจทางหลวง , เพจกองบังคับการตำรวจจราจร รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ , สวพ.91 และ จส.100 คลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก 

นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้วยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ทางด้าน นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการสร้างการตระหนักรู้ในการขับขี่ปลอดภัย ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร การมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐานทางสังคมให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนน เรื่องการใช้โทรศัพท์ในระหว่างการขับขี่รถ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เนื่องจากพบว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการคุยโทรศัพท์ และการใช้ในวัตประสงค์อื่น เพราะการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ส่งผลให้สมาธิในการควบคุมรถ การรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมบนถนนลดลง ในระดับที่เป็นอันตรายส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงขอให้ใช้เครื่องมือช่วยในการรับฟัง หรือหยุดรถในจุดปลอดภัยก่อน หรือหากงดใช้จะเป็นแนวทางที่สร้างความปลอดภัยได้ดีที่สุดสำหรับทุกคน รวมไปถึงคนเดินเท้า โดยเฉพาะในขณะข้ามถนน หากใช้โทรศัพท์จะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

‘สาว’ จอดรถในที่คนพิการ แกล้งทำขาเป๋ แม้ตัวเองปกติ เจอชาวเน็ตแห่อวยพรสนั่น ขอให้สมหวังอย่างใจคิด

(20 ส.ค. 67) กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล เมื่อเพจเฟซบุ๊ก อีซ้อขยี้ข่าว 3 ได้แชร์คลิปหญิงรายหนึ่ง จอดรถในที่คนพิการ ซึ่งมีป้ายติดชัดเจน และมีข้อความว่า ‘ที่จอดรถผู้ใช้รถเข็น Handicapped Parking’ โดยหญิงรายนี้ได้จอดรถกระบะแล้วเดินลงจากรถ พร้อมกับทำท่าทางเหมือนคนขาเป๋ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนปกติ โดยคลิปดังกล่าวระบุข้อความว่า "POV : ไผสิฉลาดกว่าผู้ใหญ่" 

อย่างไรก็ตาม เพจดังกล่าวได้เขียนข้อความระบุว่า "เป็นถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็อยากจะพิการให้ได้" ซึ่งภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์ถึงความไม่เหมาะสม อาทิ ทำคอนเทนต์ หรือทำจริงหะ จริงนะขำไม่ออกเลย, สาธุ ขอให้เป็นดั่งหวัง!, ขอให้สมปรารถนา, มันมีอยู่จริง ๆ นะคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดในเรื่องโง่ ๆ อะ, คอนเทนต์โง่ ๆ ขยันทำกันนัก, พฤติกรรมน่ารังเกียจมากค่ะ, สาธุ ขอให้มันพิการเหมือนคอนเทนต์, ไม่ได้เรียกว่าฉลาด เรียกเห็นแก่ตัวค่ะ, เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ยังเอารัดเอาเปรียบสังคม นี่หรือคนที่จะอาสามาดูแลชาวบ้าน, ผช.บ้านไหนนะ ชาวบ้านคงภูมิใจมาก, คนพิการแค่ร่างกาย แต่มันก็ยังสู้คนที่พิการทางสมองไม่ได้ ทำแล้วก็ให้คนอื่นถ่ายคลิป นั่นแหละคือการประจานตัวเองแท้ ๆ เป็นต้น 

'สภาผู้บริโภค' ลั่น!! เพราะไทยพัฒนาถนนมากไป จึงทำรถส่วนตัวเต็มเมือง จี้!! ขนส่งสาธารณะควรเร่งลดราคา เพื่อยั่วยวนให้คนเลิกใช้รถ

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวอิศรารายงานว่าเมื่อวันที่ 18 ส.ค. สภาผู้บริโภคได้จัดกิจกรรม ‘สภาผู้ใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 1’ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรับฟังความเห็นและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งฯ และส่งเสริมให้เกิดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาระบบบริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ล้อ ราง เรือ ที่หลากหลายรูปแบบต่อความต้องการของผู้บริโภค ในทางกลับกันการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในส่วนภูมิภาคกลับล่าช้า เนื่องจากขาดการส่งเสริมนโยบายด้านการขนส่งสาธารณะในระดับจังหวัด มุ่งเน้นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางถนนที่รองรับการใช้รถส่วนบุคคล ส่งผลให้ประเทศกลายเป็นเมืองของรถยนต์ส่วนบุคคลและมอเตอร์ไซค์ 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือคนที่ไม่ได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นผู้กำหนดอนาคต คนคิดไม่ได้ใช้บริการ คนใช้บริการกับคนให้บริการไม่มีสิทธิคิด ทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดหรืออาจสร้างปัญหาเพิ่ม เช่น เรื่องการเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้บริการสะดวกขึ้น กลับสร้างปัญหา เพราะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการจดจำ เกิดความยุ่งยาก การที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น” น.ส.บุญยืนกล่าว

ขณะที่น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงความท้าทายงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้น หนึ่งในเป้าหมายประเด็นขับเคลื่อนปี 2568 โดยมีเรื่องการพัฒนาบริการขนส่งสาธารณะใน 7 เมืองหลัก ประเด็นเรื่อง ‘ถนนสำหรับทุกคน’ หรือ ‘Road For All’ เป้าพัฒนาเมืองและระบบขนส่งสาธารณะไปด้วยกัน ทำให้เกิดเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและพัฒนาร่วมกันได้ มีความเป็นธรรมกับทุกคน สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคทุกจังหวัด

“สิ่งหนึ่งที่อยากเกิดขึ้นคือค่าโดยสารขนส่งสาธารณะมีราคาถูก ยั่วยวนให้คนเลิกใช้รถ เงินทุนที่จะมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ เช่น ภาษีที่ดินฯ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ค่าธรรมเนียมจากรถยนต์ ที่นำส่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการยกเลิกทางด่วนสองชั้น (double deck) ซึ่งต้องใช้งบประมาณถึง 3.4 หมื่นล้านบาท หากนำเงินดังกล่าวไปจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า หรือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะก็จะสามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาระบบขนส่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้มากขึ้น สภาผู้บริโภคเชื่อว่า ประเทศเรามีงบประมาณเพียงพอ เพียงแต่จะจัดลำดับการใช้งบประมาณอย่างไร” น.ส.สารีระบุ

ด้านนายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวถึงภาพรวมของการทำงานด้านระบบขนส่งสาธารณะของสภาผู้บริโภคว่า ประเด็นเรื่อง Road for All ครอบคลุมในหลายส่วน ซึ่งอยู่ในแผนงานด้านขนส่ง ปัจจุบันสภาผู้บริโภคมีพื้นที่ทำงาน 33 จังหวัด โดยเน้น 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น อยุธยา ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร

สำหรับแนวทางการทำงานเพื่อผลักดันให้เกิด ‘Road for All’ มี 4 ข้อ คือ 1) ตั้งเป้าหมายการพัฒนาเมืองและระบบขนส่งสาธารณะไปด้วยกัน ทําให้เกิด เมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต และพัฒนาร่วมกันได้ (Just City) มีความ เป็นธรรมกับทุกคน 2) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคทุกจังหวัด (User Group) ในการพัฒนาและติดตามคุณภาพการให้บริการขนส่งสาธารณะ 3) สนับสนุนการใช้บริการขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟฟ้า ลดปริมาณการใช้ รถยนต์ส่วนบุคคล และ 4) สนับสนุนการดัดแปลงรถยนต์เก่าเป็นรถไฟฟ้า และการใช้พลังงาน แสงอาทิตย์

นายคงศักดิ์ กล่าวถึงข้อเสนอต่อการจัดระบบบริการขนส่งสาธารณะ 1) จัดลําดับการใช้งบประมาณ มีเป้าหมายในการผลักดันให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ขั้นต่ำ 2) การตั้งกองทุนจัดบริการขนส่งสาธารณะ กระจายอำนาจ งบประมาณ แนวปฏิบัติ ให้ อปท. สามารถจัดบริการในพื้นที่ได้ 3) มีเป้าหมายลดโลกเดือดและอุณหภูมิที่ร้อนทั่วประเทศ ลดการใช้พลังงานฟอสชิล ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างชัดเจน 4) การสนับสนุนภาคเอกชนที่พร้อมในการจัดบริการขนส่งสาธารณะ และ 5) สนับสนุนให้แผนพลังงาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ในปี 2570

ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสิทธิผู้บริโภคกับการเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลส่วนกลางรวบอำนาจ ไม่กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ทำตัวเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’ จัดบริการขนส่งสาธารณะโดยนั่งอยู่บน ‘หอคอยงาช้าง’

ทั้งนี้ การบริการขนส่งสาธารณะควรมีการกระจายอำนาจไปยัง อปท. ให้มีอำนาจจัดการ เช่น การกำหนดเส้นทางการให้บริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้เอง เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่า คนพื้นที่ ขณะที่ประเด็นระบบตั๋วร่วม ค่าโดยสารร่วม เพื่อให้สามารถใช้ระบบขนส่งด้วยความสะดวก มีต้นทุนการเดินทางที่สมเหตุสมผลนั้น ฟันธงอีก 4 ปี การดำเนินนโยบายเรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น

ส่วนนายอภิสิทธิ์ มานตรี ผู้ดูแลเพจรถเมล์ไทย (Rotmaethai) สะท้อนปัญหาระบบรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ปัญหาหลักคือเลขสายรถเมล์ทำให้เกิดความสับสน จากการรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเลขสายแบบเดิม แต่เสนอเข้าไปในชั้นกรรมาธิการ 2 รอบยังไม่ได้รับการตอบรับ นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มีการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 269 เส้นทาง ซึ่งมีเพียง 107 เส้นทางที่ ขสมก. เดินรถเอง ส่วนอีก 158 เส้นทางให้สัมปทานเอกชนในการเดินรถ นอกจากนี้ยังเกิด 4 เส้นทางที่เป็น ‘ฟันหลอ’ กล่าวคือมีการยกเลิกสายเดิม โดยยังไม่มีรถมาแทน

“เดือนสิงหาคมนี้จะยกเลิกการเดินรถ 14 เส้นทาง ไม่มีการประชาสัมพันธ์ เอกชนที่จะนำรถไฟฟ้าพลังงานสะอาดมาเดินรถก็ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อลงพื้นที่สำรวจกลับพบว่า ไม่ได้มีรถเมล์เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลหลังบ้านจากบริษัทเอกชน ว่าปัจจุบัน 123 เส้นทางของเอกชน ไม่ได้เดินรถตามที่ได้สัมปทาน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งกรมการขนส่งทางบกก็ไม่ได้เข้ามาจัดการปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนประเภทรถเมล์ที่ให้บริการซึ่งส่งผลต่ออัตราค่าโดยสาร เช่น การเปลี่ยนจากรถครีมแดงเป็นรถเมล์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นจาก 8 บาทเป็นเริ่มต้น 15 บาท ทั้งยังมีประเด็นเรื่องการขั้นบันไดของการเก็บค่าโดยสารที่ค่อนข้างกว้าง โดยเพิ่มขึ้น 5 บาท ทำให้ค่าโดยสารอยู่ที่ 15 20 และ 25 บาท ซึ่งกระทบต่อผู้ใช้บริการในบางระยะทาง จึงมีข้อเสนอในการปรับลดค่าโดยสารและเพิ่มความถี่ของขั้นบันไดให้ถี่มากขึ้นเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้บริการ

นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงการทำงานวิจัยเรื่อง “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรมในเมืองหลักส่วนภูมิภาคของไทย” และได้ร่วมทำงานในการผลักดันเรื่องฟีดเดอร์ หรือระบบขนส่งสาธารณะรอง โดยปัญหาร่วมที่พบคือถนนสายหลัก และสายรองไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ ถึงแม้ประชาชนจะสะท้อนปัญหา ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลายครั้งไม่ได้รับการตอบสนอง อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ นายอดิศักดิ์ เสนอว่า หากต้องการผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรที่มีอำนาจในพื้นที่นั้น ๆ เช่น การผลักดันระบบขนส่งในกรุงเทพฯ หากทำงานร่วมกับ สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จะทำให้สามารถผลักดันได้อย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นได้จริง

นายอดิศักดิ์ได้เสนอให้แก้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องการเรื่องระบบขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีตัวแทนของประชาชนหรือผู้บริโภคเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ เชื่อว่า จะทำให้เสียงของประชาชนถูกสะท้อนออกมาได้ตรงจุด

นอกจากนี้ ในส่วนของกิจกรรม (Focus Group) ผู้เข้าร่วมประชุมได้วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาระบบส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรมเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีข้อเสนอ การปฏิรูปรถเมล์ การเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ที่สร้างความสับสน การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า หรือระบบฟิดเดอร์ที่ครอบคลุมการเดินทางของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยให้สภาผู้บริโภคเป็นตัวกลางในการเชิญกลุ่มผู้ใช้และหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ เกี่ยวข้องกับงานขนส่งสาธารณะประชุมระดับนโยบายเพื่อพิจารณาหรือนําเสนอแนวทางการดําเนินการต่อไป และให้สภาผู้บริโภคผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นกลไกการขับเคลื่อนนโยบายของผู้บริโภคควบคู่ไปกับสภาผู้บริโภค

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 170 จังหวัดตรัง

วานนี้ (วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2567) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานขาเทียมแก่คนพิการขาขาด ของมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ เฝ้าฯ รับสเด็จ  พร้อมมอบค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช รองเท้าฟองน้ำ ยาพาราเซตามอล ยาตำราหลวง ผลิตภัณฑ์โปรตีนเสริม เสื้อสำเร็จรูป และหน้ากากอนามัย ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 170 รวมจำนวน 180 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 287,022 บาท (สองแสนแปดหมื่นเจ็ดพันยี่สิบสองบาทถ้วน) โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กราบบังคมทูลถวายรายงาน และกราบบังคมทูลเบิกผู้สนับสนุนกิจการมูลนิธิขาเทียมฯ พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ อาทิ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมในพิธี ณ ห้องนครา แกรนด์บอลรูม โรงแรมเรือรัษฎา อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top