Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอมเลียนแบบเพจดัง พร้อมย้ำช่องทางรับแจ้งความออนไลน์มีเว็บไซต์เดียวเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ฟันธงเลยว่ามิจฉาชีพแน่นอน

วันนี้ (19 สิงหาคม 2567) พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันพบว่ามีมิจฉาชีพสร้างเพจปลอมในหลายรูปแบบ เพื่อหลอกลวงพี่น้องประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์จำนวนมาก โดยพบว่ามักมีการสร้างเพจปลอมเลียนแบบเพจจริงที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก และการสร้างเพจปลอมเพื่อหลอกขายสินค้าหรือหลอกให้บริการต่าง ๆ แล้วหลอกให้กดลิงก์ หลอกขายสินค้าถูกกว่าท้องตลาด สร้างโปรโมชั่นลดแรง ดึงดูดใจผู้บริโภค แล้วบูสต์โพสต์ด้วยการยิงโฆษณาพร้อมลงข้อความขายสินค้าแบรนด์ดังต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบมิจฉาชีพที่เปิดเพจปลอมแอบอ้างว่าสามารถรับแจ้งความออนไลน์ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ หากหลงเชื่อติดต่อสอบถาม มิจฉาชีพเหล่านี้จะมีกลโกงหลอกขอข้อมูลส่วนตัว หรือหลอกให้โอนเงินค่าดำเนินการ หรืออื่นๆ ทำให้มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อนจำนวนมาก จึงได้สั่งการอย่างเข้มงวดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและปราบปรามมิจฉาชีพลักษณะดังกล่าว พร้อมให้ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ในลักษณะนี้

วิธีสังเกตเพจปลอมเบื้องต้นคือ เพจปลอมส่วนใหญ่จะไม่มีเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Facebook verified badge) ที่เป็นเครื่องหมายถูกสีฟ้าด้านหลังชื่อบัญชี , มีผู้ติดตามเพจจำนวนน้อย , เพจถูกสร้างมาได้ไม่นาน , ซื้อโฆษณาจากแพลตฟอร์มต่างๆ มากผิดปกติ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อที่ระบุไว้ไม่ตรงกับหน่วยงานจริง โดยหากพบเพจลักษณะดังกล่าว ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเพจปลอม อย่างหลงเชื่อ เลิกสนใจ ไม่คลิกดู ไม่คลิกลิงก์ใดๆ และไม่ติดต่อทางช่องทางแช็ตใดๆ เด็ดขาด ทั้งนี้ ก่อนสั่งซื้อสินค้าหรือบริการทางออนไลน์ ควรตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน เช่น ความโปร่งใสของเพจ จำนวนผู้ติดตาม บัญชีปลายทาง หากไม่มั่นใจสามารถนำบัญชีปลายทางตรวจสอบได้ที่ checkgon.com หรือ โทร.ปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉายฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีเพจเฟซบุ๊กจำนวนมากที่เกี่ยวกับการรับแจ้งความ หรือรับปรึกษาคดีอาชญากรรมออนไลน์ แต่ไม่ใช่ช่องทางการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอให้ประชาชนระวังมิจฉาชีพใช้วิธีนี้หลอกลวงซ้ำซ้อน โดยบางเพจไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จะชวนลงทุนต่างๆ ซึ่งประชาชนอาจหลงเชื่อและเกรงใจ เนื่องด้วยเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตัวจริงที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการรับแจ้งความ  แต่บางเพจเรียกค่าดำเนินการด้วย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว หรือการโอนเงินในกรณีที่ไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากพบเจอเหตุการณ์ที่มีลักษณะดังกล่าว ขอให้ติดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือโดยทันที ซึ่งขอย้ำว่าช่องทางการรับแจ้งความออนไลน์มีเพียงช่องทางเดียวเท่านั้นคือ เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ไม่มีการรับแจ้งความหรือให้ความช่วยเหลือทางแพลตฟอร์มอื่น หรือช่องทางอื่น หากพบเห็นทางช่องทางอื่นนอกเหนือจากเว็บไซต์นี้ ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็มิจฉาชีพทั้งสิ้น อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด!!

'รองโฆษกฯ รัดเกล้า' เดินหน้าสร้างวัคซีนด้านการเงินแก่คนไทย 'ทุกเพศ-ทุกวัย' ยกระดับการบริหารเงิน 'ออม-ลงทุน-หนี้' พร้อมเท่าทันมิจฉาชีพออนไลน์

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ ‘เนเน่’ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย อดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน โดยนำโครงการดี ๆ ที่ขับเคลื่อนโดย ธนาคารกรุงไทย ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และองค์กร/หน่วยงานภาคีอีกหลากหลาย ที่เดินสายจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ภายใต้หลักสูตร 'หลักสูตรอภินิหารทางการเงิน' ให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ในปี 2567 มีเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 18 ครั้งให้กับชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยนางรัดเกล้าได้ประสานโครงการดังกล่าวให้มามอบความรู้ให้ประชาชนในชุมชนวัดโพธิ์เรียง และชุมชนใกล้เคียง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ระหว่างเวลา 09.00 - 12.00 น. ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนที่ดีจากสำนักงานเขตบางกอกน้อยอีกด้วย โดย ดร.วรชล ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย ได้ให้เกียรติมาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอีกด้วย

นางรัดเกล้า กล่าวต้อนรับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “นอกเหนือจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงิน การออม การลงทุน การบริหารจัดการหนี้ (ทั้งในระบบและนอกระบบ) อีกเนื้อหาสำคัญที่หลักสูตรนี้นำมาสอนให้กับประชาชนคือ การรู้เท่าทันอาชญากรรมออนไลน์ เช่น กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นการเสริมความรู้ เพิ่มความปลอดภัยในการท่องโลกออนไลน์ให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเหล่าอาชญากร วันนี้ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นว่านอกเหนือจากกลุ่มผู้สูงอายุ ยังมีน้อง ๆ เยาวชนเข้ามาร่วมเรียนหลักสูตรด้วย คนรุ่นใหม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการสอดส่อง ดูแล ให้คำแนะนำกับผู้สูงอายุในชุมชนได้”

นางรัดเกล้า กล่าวต่อไปว่า “กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการเสริมองค์ความรู้ในเชิงรุก (pro-active) มุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะได้เรียนรู้และเสริมสร้างภูมิปัญญาและภูมิคุ้มกันจากภายในรูปแบบต่าง ๆ วอนขอให้ประชาชนที่ได้ความรู้จากกิจกรรมนี้ นอกเหนือจากนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาด้านการเงินของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว ขอให้นำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อ สอนต่อ เพื่อเป็นการเสริม 'วัคซีนทางการเงิน' ให้กับญาติ มิตร สหาย ในชุมชนด้วย”

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่นางรัดเกล้า นำมาจัดให้กับพี่น้องในเขตบางพลัดบางกอกน้อย

“แพทองธาร” ประกาศเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทุกตารางนิ้วบนแผ่นดินไทยเป็นพื้นที่ของโอกาสของคนไทยทุกคน

(วันที่ 18 สิงหาคม 2567) เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงคำกล่าวต่อสื่อมวลชน ว่า ขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกครั้ง พรรคร่วมรัฐบาลและประชาชนทุกคน ขอบคุณที่ได้มอบความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ให้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31

วันนี้ ดิฉันให้คำมั่นสัญญาว่า จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ขอบคุณอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่ท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้วางแผนในการเป็นนายกฯ ในครั้งนี้มาก่อน แต่ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่า ดิฉันพร้อมและเต็มใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ พาประเทศชาติ ผ่านอุปสรรค ผ่านปัญหาต่างๆ

ประเทศไทยของเรายังมีปัญหาเรื่องปากท้องที่รอการแก้ไขอยู่ และดิฉันตั้งใจว่า การได้รับตำแหน่งนี้ ดิฉันมีความมุ่งมั่นในการทำให้ปากท้องของพี่น้องประชาชนดีขึ้น

ดิฉันมีความตั้งใจที่จะผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ปัญหายาเสพติด ยกระดับระบบสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกที่ และรวมถึงการผลักดัน Thailand  Soft power อย่างต่อเนื่องที่เริ่มทำมาตั้งแต่ต้น

ดิฉันมีความตั้งใจที่จะร่วมงานกับทุกภาคส่วน เพื่อที่จะผลักดันนโยบายต่างๆ เหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วง ขอให้ทุกท่านติดตามการแถลงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมได้ในเดือนกันยายนนี้

สุดท้าย ดิฉันอยากจะขอขอบคุณพลังที่สำคัญที่สุด พลังอันยิ่งใหญ่ คือพลังของพี่น้องประชาชน ทั้งที่เลือกและไม่ได้เลือกดิฉัน

ดิฉันขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่นี้ อย่างเต็มความสามารถ โดยที่ไม่มีการแบ่งแยกความแตกต่าง ทุกเพศ ทุกวัย ทุกความหลากหลาย ดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ในฐานะแม่ ในฐานะลูก  ในฐานะเพื่อน  ดิฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทย ทุกตารางนิ้วบนแผ่นดินไทยเป็นพื้นที่ของโอกาส เป็นพื้นที่ที่คนไทยกล้ามีความฝัน กล้ามีความคิดสร้างสรรค์ และกล้ากำหนดอนาคตของตัวเองค่ะ

'ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์' รำลึกถึง ‘พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ผู้ปฏิรูปการปกครองสู่ความทันสมัยครั้งสำคัญของชาติไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ออกบทความในหัวข้อ ความคิดก้าวหน้า (Progressive) ในสมัยพระจอมเกล้าฯ มีเนื้อความ ดังนี้...

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็น ‘วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ’ เพื่อรำลึกถึงที่การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวตะวันตก หลังพระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้อย่างแม่นยำ พร้อมกับเชิญคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกร่วมเป็นสักขีพยาน ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ไม่เพียงแต่ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในด้านขององค์ความรู้ทางการเมือง ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ความเห็นของปัญญาชนในสังคมไทยนั้นแบ่งออกเป็นสองขั้ว ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ไม่เชื่อว่าชาติตะวันตกจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจและตัวแสดงสำคัญในการเมืองโลกและการเมืองไทย ที่มักจะนำโดยฝ่ายขุนนาง ในเอกสารของเฮนรี เบอร์นี่ มีการบันทึกว่าเจ้าพระยาพระคลังของไทยนั้นแสดงความกังขากับแสนยานุภาพของอังกฤษในการที่จะยึดครองพม่า โดยเบอร์นี่ย์ได้มีการบันทึกว่า...

"ท่านพระคลังดูเหมือนจะไม่เชื่อข่าวเกี่ยวกับชัยชนะของกองทัพอังกฤษ ซึ่งท่านคิดว่าคงเป็นชัยชนะชั่วคราว และท่านเห็นว่าการที่กองทัพเราหวังจะเข้ายึดครองอังวะ (Ava) หรือจะเอาชนะพวกพม่าให้ได้นั้นเป็นความคิดเพ้อฝันมากกว่า"

ในขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าของสังคมไทยนั้น นำโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระปรีชาญาณและการวางรากฐานทางความคิดตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า...

 "...การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่งให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีเขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่ดีควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว..." 

นั่นแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงความเข้าใจในภูมิทัศน์ทางการเมืองโลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความหัวก้าวหน้าที่ทันโลกของพระองค์ ทำให้พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตกแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยพระองค์เอง สั่งซื้อตำหรับตำราจากต่างประเทศ และศึกษาจากพระสหายชาวตะวันตกที่มีความรอบรู้ ในพระนิพนธ์ เรื่อง ความทรงจำ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกถึงความก้าวหน้าของพระราชบิดาของพระองค์ท่านในช่วงเวลาดังกล่าวเอาไว้ว่า...

"...ตั้งแต่จีนรบแพ้อังกฤษ ต้องทำหนังสือสัญญายอมให้อังกฤษกับฝรั่งต่างชาติเข้ามีอำนาจในเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. 2385 เวลานั้นไทยโดยมากยังเชื่อตามคำพวกจีนกล่าวว่า แพ้สงครามด้วยไม่ทันเตรียมตัว...แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระดำริเห็นว่า ถึงคราวโลกยวิสัยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยฝรั่งมามีอำนาจขึ้นทางตะวันออกนี้ และประเทศสยามอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับฝรั่งยิ่งขึ้นในวันหน้า จึงเริ่มทรงศึกษาภาษาอังกฤษ"

พระปรีชาสามารถในการหยั่งถึงอนาคตของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พระองค์เตรียมส่งเสริมให้พระราชโอรสและธิดาของพระองค์ ศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก จนนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองสู่ความทันสมัยครั้งสำคัญของชาติไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช พระราชโอรสของพระองค์

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 4 (พระนคร : คุรุสภา, 2504),
กรมศิลปากร, เอกสารเฮนรี่ เบอร์นีย์ เล่ม 1 แปลโดย สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2551)
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ความทรงจำ (พระนคร: ศิลปาบรรณาคาร, 2516)

‘บิลลี่-หมออั้ม’ ซัดพรรคส้ม เหตุผู้สมัครนายก อบจ. ด้อยค่า ‘โรงเรียนในจ.ราชบุรี’ ลั่น!! คนพูดไม่รู้จริง อย่ามาพูดแบบนี้จะดีกว่า ชาวโซเชียลแห่คอมเมนต์เห็นด้วย

(18 ส.ค.67) กรณีนายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ.ราชบุรี ของพรรคประชาชน ปราศรัยหาเสียง ในทำนอง ด้อยค่าโรงเรียนในราชบุรี โดยพูดว่า ความเจ็บปวดของตนในวัยเด็กก็คือ การต้องถูกพ่อส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ เนื่องจากว่าในราชบุรีไม่มีโรงเรียนดี ๆ ให้ผมเรียน

ล่าสุด ‘เพจวันนี้พรรคส้มโกหกอะไร’ โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมคำพูด คนดัง ที่ออกมาโต้ นายชัยรัตน์ พร้อมระบุข้อความว่า...

#ทุกคนคะ ขอบคุณพี่ Billy Ogan และ หมออั้ม อิราวัต ที่ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรงเรียนในราชบุรีค่ะ

พรรคส้มรู้จักอะไรในราชบุรีจริงๆบ้างมั๊ยเนี่ยยย

โดย บิลลี่ โอแกน นักร้อง นักแสดง ชื่อดัง โพสต์โต้กลับระบุข้อความ ผมเด็กสารสิทธิ์ บ้านโป่ง ราชบุรี ไม่ควรบอกว่า ราชบุรีมีแต่โรงเรียนห่วยๆ เพราะราชบุรี มีแต่ของดี ที่พวกนี้ไม่เคยมาดู ไม่รู้จริงอย่ามาพูดดีกว่า  

ขณะที่ หมออั้ม อิราวัต อารีกิจ อดีตนักร้องชื่อดัง ก็ได้โพสต์ ระบุข้อความว่า ผมเรียน มัธยม ประถม ที่ราชบุรี จบเทศบาลวัดไทรฯ โพธาวัฒนาเสนี และเบญจมราชูทิศ ราชบุรี แล้วเข้าแพทย์จุฬา เลยครับ ไม่เคยเรียน กทม.

‘ดร.ปรเมษฐ์-เนเน่’ เสวนาการศึกษาฯ เร่งพัฒนาคุณภาพครู ยกระดับการศึกษา เสนอ ‘พานิภัค โมเดล’ ชี้!! ‘เด็ก-เยาวชน’ ให้ค้นพบตัวเอง เพื่อมีเป้าหมาย มุ่งสู่ฝัน

เมื่อวานนี้ (17 ส.ค.67) ดร.ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 5 พร้อมด้วยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเสวนาในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรการศึกษาทั้งในและนอกระบบของ จ.สุราษฎร์ธานี ในกิจกรรม ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน ครั้งที่ 2’ และเวทีเสวนาเพื่อเคลื่อนขบวนความร่วมมือ ‘All for Education -  Education for All’ ซึ่งจัดโดย กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา หน่วยบริการ ALTV องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ในวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2567 ณ โรงเรียนศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

ดร.ปรเมษฐ์ จินา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เคยรับผิดชอบดูแลในเรื่องของทั้งการสาธารณสุขและการศึกษา 

ปัญหาโดยพื้นฐานของสังคมจะมีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ๆ คือ เรื่องการแก้ปัญหาขาดความรู้ผ่านการศึกษา การแก้ปัญหาการเจ็บป่วยผ่านการสาธารณสุข แก้ปัญหาความยากจนผ่านการสร้างรายได้ ถ้าแก้ปัญหา 3 ประเด็นนี้ได้ปัญหาสังคมอื่น ๆ จะหมดไป 

ประเด็นสำคัญของสุราษฎร์ธานีคือ การแก้ปัญหาการยุบเลิกโรงเรียน ตนเห็นว่าจะต้องมีการปรับโมเดลของการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่มากกว่าการยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวก็ต้องเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องของการท่องเที่ยว โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ทำการประมงก็ต้องเพิ่มพูนความรู้เรื่องของการประมง 

จากประสบการณ์การไปดูงานในประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาระดับต้น ๆ ของโลก มีการปลูกฝังเป้าหมายของเด็กและเยาวชน เพื่อให้ค้นพบตัวตนตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ มานี้ เทนนิส นางสาวพาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับเหรียญทองจากการแข่งกีฬาโอลิมปิก และเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกสองสมัยติดต่อกัน ที่ได้ตั้งเป้าหมายและเดินตามเส้นทางนักกีฬา ตั้งแต่อายุน้อย ๆ นี่คือสิ่งที่การศึกษาของประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนหลักการทางการศึกษา

การพัฒนาในเรื่องการศึกษาอีกหัวใจสำคัญคือการให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย พร้อมกับการสนับสนุนที่ดีของภาครัฐภาคเอกชน ทั้ง 3 ส่วนนี้จะสามารถผลักดันคุณภาพทางการศึกษาต่อไปได้ 

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เปิดเผยว่า ในฐานะคุณแม่คนหนึ่ง สิ่งที่เป็นความฝันและความหวัง ก็คือการที่จะได้เห็นการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น งานครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่หลาย ๆ ภาคส่วนร่วมมือ ร่วมใจกัน เพื่อยกระดับการศึกษาไทย

จากประสบการณ์ที่ตนเรียนจบปริญญาโทมาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา (ICT in Education) จากมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาเบอร์ 1 ของโลกคือ Institutute of Education (IoE) ในเครือของ University College London (UCL) ประเทศสหราชอาณาจักร  การสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยีให้กับโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเน้นย้ำคือ การพัฒนาบุคลากรครู

ทุกวันนี้เราพยายามตั้งเป้าในการพัฒนาผ่านอุปกรณ์ในการเรียนการสอน ซึ่งหลายๆ ครั้งต้องใช้ทั้งเวลา และใช้งบประมาณ แต่สิ่งที่เราสามารถผลักดันได้เลยทันทีคือคุณภาพและความเป็นอยู่ของครู เพราะมันเสริมสร้างรากฐานที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืนที่สุด

สมุทรปราการ-รองผู้ว่า 'โยธิน' ยกทีมลำพูนจัดงานเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เวลา 17.30 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงาน กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การขาย และการจัดแสดงเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดลำพูน ภายใต้โครงการสร้างแบรนด์อัตลักษณ์ลำพูน เมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์เทศกาลท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 

โดยมี นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานพร้อมทั้งกล่าวให้การต้อนรับคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนที่เดินทางมาจัดแสดงสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูน ณ บริเวณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ สมุทรปราการ 

โดยนางเกศกนก เดชมา การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยมี นายธณัท ปภพธนานนท์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ นายพัฒนพันธุ์ หน่อบุญโยง นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน นายนราวิชญ์ เวียงเหล็ก นักวิชาการพาณิชย์ปฏิบัติการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน ตลอดจน หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งจัดตั้งบูธแสดงสินค้าของดีจังหวัดลำพูน จำนวน 20 บูธด้วยกัน ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมจำหน่ายสินค้าและกิจกรรมสาธิตประเพณี กิจกรรม Work Shop กิจกรรมส่งเสริมการขาย กิจกรรมเสวนาศีลปวัฒนธรรม และ กิจกรรมการแสดงดนตรี 

ด้านนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดลำพูน ได้รับการขนานนามว่า เป็นแสงแรกแห่งล้านนาเป็นเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา มีเป้าหมายหลักเพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม บนฐานความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยเน้นวัฒนธรรมและภูมิปัญญาล้านมา และการสร้างคุณค่าและมูลค่าจากทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติวัฒนธรรม สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างยังยืนและเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากแห่งหนึ่งของภาคเหนือ มีภูมิประเทศอันงดงาม ทรัพยากรที่มั่นคง มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ ภูมิอากาศที่น่าอยู่ประชากรมีวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ และความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก

จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดัน ส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัด เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกภาค และประชาชนในจังหวัดเองได้มาสัมผัสประเพณี ศิลปะวัฒนะธรรม สินค้า อาหาร และธรรมชาติ ของจังหวัดลำพูนให้มากยิ่งขึ้น และเป็นการกระจายและขยายฐานนักท่องเที่ยวให้เกิดการรับรู้และยกระดับสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดใหม่ ๆ สนับสนุนให้กับผู้ประกอบการออกสู่ตลาดภายนอกให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จึงได้กรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์เทศกาลท่องเที่ยวจังหวัดลำพูนให้สอดรับกับกับกับสถานท่องเที่ยวในปัจจุบันให้มีความทันสมัย ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวครั้งนี้ 

จังหวัดลำพูน จึงได้ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและพันธ์เทศกาลท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน ในระหว่างวันที่ 16 - 20 สิงหาคม 2567 บริเวณชั้น 3 ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไดล์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเชื่อมโยงและขยายมูลค่าการค้า การลงทุนของผู้ประกอบการเป้าหมายในจังหวัดลำพูนเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป พร้อมทั้งภาพลักษณ์ที่ดี และขยายโอกาสในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการศักยภาพของจังหวัดตลอดจนเพื่อให้มีกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้การตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดลำพูนต่อไป

สะพัด!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ ทบทวน ‘โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต’ เปลี่ยนมาให้เงินสด เน้นกลุ่มเปราะบาง ลดเสี่ยงผิดกฎหมาย

(17 ส.ค.67) มีรายงานว่า ภายหลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับโหวตจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดทั้งวันนี้มีกระแสข่าวยกเลิกโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท นโยบายพรรคเพื่อไทย แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงิน ทั้งเสียงคัดค้านในวงกว้างว่าอาจจะทำลายวินัยการเงินการคลัง เกิดภาวะเงินเฟ้อ และอาจผิดต่อกฎหมายได้นั้น

ล่าสุดมีรายงาน อ้างว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งรอรับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนั้น จะมีการทบทวนและยกเลิกโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท หลังมีการหารือกับผู้ใหญ่ภายในพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร มาระยะหนึ่งแล้ว

แม้จะมีการยกเลิกโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทไป แต่รัฐบาลนางสาวแพทองธาร จะใช้วิธีแจกเงินสดแทน โดยเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง เพื่อลดภาระงบประมาณลง และง่ายต่อที่มาของแหล่งเงิน

ที่สำคัญจะไม่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมายที่จะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล และสถานะของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วย แหล่งข่าวให้ข้อมูล

‘ซีพีเอฟ’ เผยความคืบหน้าโครงการ ‘จัดการปลาหมอคางดำ’ ยอดรับซื้อล่าสุด 6 แสนกิโล เผย!! เร่งจับมือกับทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหา ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย และต่อเนื่อง

(17 ส.ค.67) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเร่งจับปลาหมอคางดำออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ในทุกจังหวัดที่พบปลาชนิดนี้

โดย ล่าสุดคณะฯหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ติดตามผลปฏิบัติการของบริษัท จากการเร่งดำเนินการใน 5 โครงการเชิงรุก โดยบูรณาการความร่วมมือกับทั้งกรมประมง โรงงานปลาป่น และสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อเร่งกำจัดปลาหมอคางดำให้ได้มากที่สุด

สำหรับโครงการเชิงรุกที่ CPF ดำเนินการ ประกอบด้วย 

1.ความร่วมมือกับกรมประมง สนับสนุนการรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่พบปลาชนิดนี้ ตั้งเป้ารับซื้อจำนวน 2 ล้านกิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อนำไปผลิตเป็นปลาป่น ภายใต้ความร่วมมือกับโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร โดยรับซื้อปลาจากชาวประมงในสมุทรสาครไปแล้วมากกว่า 6 แสนกิโลกรัม (กก.) และบริษัทได้ขยายจุดรับซื้ออีกหลายจังหวัดต่อไป

2.โครงการสนับสนุนปลานักล่า จำนวน 200,000 ตัว เพื่อปล่อยสู่ลงแหล่งน้ำตามแนวทางของกรมประมง เพื่อกำจัดลูกปลาที่เหลือออกจากระบบนิเวศให้มากที่สุด จนถึงปัจจุบันบริษัทได้ส่งมอบปลากะพงขาวปลานักล่าไปแล้ว 54,000 ตัว ให้กับประมงจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจันทบุรี

จากการดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ปรากฏผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ยืนยันว่าจังหวัดสามารถกำจัดปลาหมอคางดำไปแล้วกว่า 800,000 ตัว สอดคล้องกับชาวประมงจังหวัดสมุทรสาครที่ให้ข้อมูลว่า จำนวนปลาหมอคางดำในพื้นที่ลดลงถึง 80%

จัดกิจกรรมจับปลา เช่นกรมประมงเปิดปฏิบัติการ ‘ลงแขกลงคลอง’ โดยบริษัทสนับสนุนอุปกกรณ์ใช้แล้วขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 200 ใบ จากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ มอบแก่สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด เพื่อนำมาใช้ใหม่เป็นถังบรรจุน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อส่งต่อให้การยางแห่งประเทศไทยต่อไป ขณะนี้ได้ทยอยส่งมอบให้สำนักงานพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และจังหวัดอื่น ๆ จนครบต่อไป

4.โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ โดยมีสถาบันการศึกษาแสดงความสนใจร่วมดำเนินการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ม.เกษตรฯ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ม.ขอนแก่น) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมพัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ ทั้งปลาร้าทรงเครื่อง ผงโรยข้าวญี่ปุ่น และน้ำพริกปลากรอบ

5.โครงการร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญ ในการหาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว โดย สจล. และ ม.เกษตรฯ ได้แสดงเจตจำนงร่วมมือกับบริษัทในการบูรณาการเพื่อพัฒนาแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และบริษัทยินดีที่จะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แสดงความสนใจเข้าร่วมด้วย

สั่งทีวีจากร้านออนไลน์ เจอจอแตก ทักไปขอเปลี่ยนเครื่อง แอดมินถามหา คลิปตอนแกะ ‘ทนายเกิดผล’ ชี้!! ไม่เป็นธรรม ร้านต้องรับเปลี่ยน แล้วค่อยเรียกค่าเสียหายจาก ‘ผู้ขนส่ง’

(17 ส.ค.67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ หลังสั่งซื้อทีวีจากออนไลน์มาแล้วปรากฏว่าทีวีจอแตกใช้ไม่ได้ ความว่า ซื้อทีวีจากแพลตฟอร์มออนไลน์ สภาพคือแตก กล่องมีรอยเล็กน้อย ทักไปทางร้านไม่เปลี่ยนเครื่องถ้าไม่มีวิดีโอตอนแกะกล่อง ปล.2 คนแกะก็ลำบากแล้ว ใครจะตั้งกล้องถ่ายไว้

เมื่อผู้โพสต์ทักไปพูดคุยกับแอดมินร้านค้า และแจ้งว่าไม่ได้ถ่ายวิดีโอไว้ตอนแกะกล่อง โดยแอดมิน แนะนำว่า ให้คนอื่นช่วยถ่ายได้ หรือมีขาตั้งกล้อง หรือสถานที่ที่สามารถวางโทรศัพท์ได้หรือไม่

หลังโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยแนะนำให้ผู้โพสต์ทำเรื่องคืนสินค้ากับแพลตฟอร์มออนไลน์ บางส่วนให้ถามกลับว่าตอนแพ็กสินค้า ได้ถ่ายคลิปไว้หรือไม่

ทั้งนี้สำหรับประเด็นถ่ายวิดีโอตอนแกะกล่องนั้น ‘ทนายเกิดผล แก้วเกิด’ เคยให้ข้อมูล โดยยกคดีที่ ‘ศาลจังหวัดอุดรธานี’ คดีหนึ่ง ผู้ซื้อสินค้า รับสินค้าไว้ แต่ไม่ได้ถ่ายคลิปวิดีโอ ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเปิดกล่องพัสดุ ผลคือ สินค้าแตกหัก ขอคืนสินค้า แต่ผู้ขายปฏิเสธ เพราะผู้ซื้อไม่ได้ถ่ายคลิปเป็นหลักฐานในขณะรับสินค้า ลูกค้าจึงนำคดีมาฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค

ซึ่ง ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดอุดรธานี ) พิพากษาว่า “…ข้อความดังกล่าวนี้ถือเป็น ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินสมควร ประกอบกับคู่สัญญาไม่ได้รับความยินยอมในสัญญาตั้งแต่ต้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 11 สิ่งที่ควรกระทำผู้จัดส่งควรถ่ายวิดีโอขณะแพ็กสินค้า ผู้รับควรถ่ายวิดีโอขณะแกะสินค้า เมื่อมีการชำรุด แตกหัก ร้านค้าต้องรับผิดชอบในเบื้องต้น และเรียกค่าเสียหายจากผู้ขนส่งมิใช่เป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคฝ่ายเดียว…”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top