Sunday, 8 November 2026
POLITICS

'วิเชียร' เผย หากศาลตีความนายกฯ ครบ 8 ปี พ้นตำแหน่งทันที ชี้ พิจารณาที่คุณสมบัติ อย่าอ้างรธน. 

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 65 นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) และผู้อำนวยการพรรคกล่าวถึง กรณีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ที่จะครบวาระ 8 ปีในเดือนสิงหาคม จะต้องรอให้ครบกำหนดก่อนหรือไม่ ว่า โดยปกติศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยหลักการ คือไม่วินิจฉัยล่วงหน้า แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วร้องขอให้วินิจฉัย ศาลจึงจะวินิจฉัยโดยปกติ ดังนั้นถ้าหลักการเป็นไปตามที่ได้เคยใช้อยู่นั้น ศาลก็จะรับเมื่อครบ คือเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วถึงจะส่งให้ศาลวินิจฉัย ดังนั้นต้องเป็นหลัง 24 ส.ค.ไปแล้ว ถึงจะสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้  

เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำวินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามปกติหรือไม่ นายวิเชียร กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้บอกไว้ อยู่ที่ศาลจะสั่ง แต่หากวินิจฉัยมาว่าครบ 8 ปีพ้นจากตำแหน่งทันที อย่างไรก็ตามนายกฯ ไม่สามารถรักษาการตำแหน่งได้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการของการสรรหานายกฯ ใหม่ เป็นบทบัญญัติพิเศษที่บังคับใช้กับคนที่เป็นนายกฯ ว่าพ้นจากตำแหน่งทันที แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะเมื่อนายกฯ ไม่อยู่กฎหมายก็บอกให้ครม.ที่เหลือรักษาการ ดังนั้นรองนายกฯ ก็เป็นรักษาการนายกฯ  

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องสรรหานายกฯ ใหม่ นายวิเชียร กล่าวว่า เมื่อตำแหน่งนายกฯ ว่างก็เป็นกระบวนการที่ต้องสรรหานายกฯ ใหม่อยู่แล้ว โดยกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่ากำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ แต่ว่างเว้นจากผู้บริหารนานไม่ได้ ต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหา  

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์การเมืองขณะนี้ จะนำไปสู่เรื่อง 8 ปีแล้วต้องสรรหานายกฯ ใหม่หรือไม่ นายวิเชียร กล่าวว่า ฝ่ายค้านยื่นอยู่แล้ว ประเมินขณะนี้ หากฝ่ายค้านยื่นก็ต้องไปสู่กระบวนการวินิจฉัยของศาลต่อไป แต่ประเด็นเรื่องครบวาระ 8 ปีก็มีความเห็นหลายมุม อย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็พูดเป็นนัยว่าถ้าครบแล้วยื่น ศาลก็ต้องวินิจฉัย  

เมื่อถามว่า ในแง่กฎหมาย มองว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร นายวิเชียร กล่าวว่า เราไปวินิจฉัยแทนไม่ได้ เหตุผลต่างๆ ประกอบกัน แต่โดยหลักการเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของคนที่จะดำรงตำแหน่งนั้น ต้องพิจารณาในเรื่องของคุณสมบัติ ไม่ได้ดูที่กฎหมายใช้เมื่อไหร่ ซึ่งความเห็นส่วนตัว จะนำรัฐธรรมนูญมาอ้างไม่ได้เป็นคนละเรื่องกัน 

'ดร.เสรี' แนะดาราดัง “ดูข่าวบ้างอย่าพูดแบบไร้ข้อมูล” หลังอวดเติมน้ำมันที่มาเลเซียแค่ลิตรละ 16 บาท

(5 ก.ค.2565) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

คุณพี่ขา มาเลเซียเขาเป็นประเทศส่งออกน้ำมันนะคะ เช่นเดียวกับบรูไนนะคะ เขาถึงมีน้ำมันราคาถูกกว่าของไทยเรา แต่ไทยเรานำเข้า 90% นะคะ

พี่ดูข้อมูลที่เขานำเสนอเป็นตารางสิคะ ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้านเราสิคะ ราคาเขาแพงกว่าเราทั้งนั้น และบางประเทศก็ขัดสน ไม่มีน้ำมันจะเติมนะคะ

'พรรคเพื่อไทย' เปิดตัว 30 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคเหนือตอนบน เดินหน้าแลนด์สไลด์

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่และที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยาและประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กมท.และโฆษกพรรคเพื่อไทยร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด 

โดย นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน 30 คนในวันนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย มั่นใจในเป้าหมายที่จะแลนด์สไลด์ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพราะเป็นพื้นที่ที่เข้มแข็ง พี่น้องประชาชนชื่นชอบและสนับสนุนพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนอย่างเหนียวแน่นและเข้มแข็งมาตลอด ประกอบกับบุคลากรของพรรคได้คัดเลือกและนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน ทั้งที่เป็น ส.ส.อยู่แล้วและอีกหลายคนก็เป็นผู้ที่ได้ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด 

อีกทั้งนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะประกาศในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทำให้มั่นใจว่าจะเป็นที่ถูกใจและชื่นชอบของพี่น้องประชาชน ในการสร้างโอกาส สร้างอนาคตและความหวังให้ประชาชน อย่างไรก็ตามการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครครั้งนี้เป็นกระบวนการพิจารณาภายในของพรรค ซึ่งว่าที่ผู้สมัครทุกคนพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 

นายสมพงษ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการคัดสรรรผู้ที่เหมาะสม อาสามาเป็นตัวแทนของพรรคในทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เพื่อเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งขณะนี้สถานการณ์การเมืองไม่แน่นอน และมีโอกาสจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ตลอดเวลา โดย ส.ส. ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดจะมีทั้งหมด 36 คน โดยในวันนี้จะเปิดตัวทั้งสิ้น 30 คน ส่วนที่เหลืออีก 6 คนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาผู้ที่เหมาะสม ซึ่งจะมีการเปิดตัวกับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และยืนยันว่าตัวแทนของพรรคเพื่อไทย มีความพร้อม โดยได้ปฏิบัติหน้าที่และดูแลพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาตลอดเวลา 

สำหรับว่าที่ผู้สมัครทั้ง 30 คนมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 

จังหวัดเชียงใหม่
เขต 1 นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม
เขต 2 นายณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท
เขต 3 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์
เขต 4 นายวิทยา ทรงคำ
เขต 5 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
เขต 6 นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ
เขต 7 นายนิติกร วุฒินันชัย
เขต 8 นายสุรพล เกียรติไชยากร
เขต 9 นางสาวศรีโสภา โกฎิคำลือ
เขต 10 นายโกวิทย์ พิริยะอานันต์
เขต 11 อยู่ในระหว่างการพิจารณา

จังหวัดเชียงรายประกอบด้วย 
เขต 1 ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี
เขต 2 นายวิกรม เตชะธีราวัฒน์
เขต 3 นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์
เขต 4 นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
เขต 5 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
เขต 6 นายอิทธิเดช แก้วหลวง
เขต 7 นางสาวละออง ติยะไพรัช
เขต 8 อยู่ในระหว่างการพิจารณา 

จังหวัดลำปาง 
เขต 1 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร
เขต 2 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร
เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์
เขต 4 นายพินิจ จันทรสุรินทร์

นพดล ชี้การคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งครั้งหน้าตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขต้องหารด้วย 100

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงแนวคิดการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในประเด็นการคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่มีผู้เสนอให้หารด้วย 500 แทนการหารด้วย 100 นั้น ตนเห็นว่าความเห็นว่าควรหารด้วย 500 นั้นไม่ถึงกับไร้เหตุผล และเป็นการดีที่ได้แลกเปลี่ยนกัน ส่วนที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตอย่างไรก็รอติดตาม 

อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้ ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ใช้บัตร 2 ใบในการเลือกตั้ง และคำนวณที่นั่ง ส.ส. แตกต่างจากเดิมที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสม มาเป็นระบบสัดส่วนที่เคยใช้ในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 40 และ ปี 50 โดย ส.ส.มีที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คนและจากบัญชีรายชื่อ 100 คน มีที่มาชัดเจนแยกจากกัน คำนวณแยกกัน ตนอ่านรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่แล้วยังไม่เห็นว่าจะกลับไปคำนวณ ส.ส. พึงมีหารด้วย 500 เช่นที่เคยกระทำในระบบจัดสรรปันส่วนผสมได้อย่างไร ในเมื่อระบบจัดสรรปันส่วนผสมถูกแทนที่โดยระบบสัดส่วนไปแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมถูกยกเลิกไปแล้ว การหารด้วย 500 ไม่น่าจะทำได้แล้ว

โดยหลัก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะมีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เนื้อหามาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญเขียนวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 100 คนไว้ขัดเจน ไม่มีการไปคำนวณ ส.ส.พึงมี 500 คนเช่นในอดีต ดังนั้นต้องคำนวณตามนั้น

'เพื่อไทย' จัดดวลแข้ง 'เพื่อไทยคัพ' กระชับสัมพันธ์ เพื่อไทย-คนสงขลา ครั้งที่ 1 ปชช.-ผู้นำชุนชนเข้าร่วมเพียบ

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม กลุ่มครอบครัวเพื่อไทย (พท.) ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดแข่งขันฟุตบอล 'เพื่อไทยคัพ ครั้งที่ 1' ณ สนามคิกออฟ หาดใหญ่ โดยมีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายสมชัย จันทร์ประทีป หรือปลัดตุ้ม อาสาเพื่อไทยเขต 2 จังหวัดสงขลา ในฐานะผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน พร้อมกลุ่มสงขลามหานคร ทีมอาสาเพื่อไทยจังหวัดพังงา ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

จับตาไทย เข้าร่วม BRICS Plus หลังสีจี้นผิงชวนผู้นำไทยร่วมประชุม ดันไทยสู่ความร่วมมือการเงินระดับโลก| NEWS GEN TIMES EP.58

✨ เพิ่มสลากดิจิทัล 20 ล้านใบ หวังทำให้ได้ภายในสิ้นปี 2565 มีคนพร้อมเข้าระบบอีก 7 หมื่นราย

✨ จับตาไทย เข้าร่วม BRICS Plus หลังสีจี้นผิงชวนผู้นำไทยร่วมประชุม ดันไทยสู่ความร่วมมือการเงินระดับโลก

✨G7 ทุ่ม 6 แสนล้านเหรียญ หวังดึงประเทศกำลังพัฒนา แข่งกับ Belt and Road ของจีน

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
 

‘หม่อมปลื้ม’ ปลื้ม!! เดินหน้าโครงการเหมืองโปแตซ ยก ‘สุริยะ’ ตัวจริงพาฉลุย!! แนะอย่าแคร์เอ็นจีโอแขวะ

ถือเป็นความเคลื่อนไหวจากภาครัฐ โดยเฉพาะผลงานที่ถูกขับเคลื่อนโดยกระทรวงอุตสาหกรรม จนทำให้พิธีกรฝีปากกล้าอย่าง ‘หม่อมปลื้ม’ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้ดำเนินรายการ ‘The Daily Dose’ ที่ออกมาเชียร์ให้รัฐบาลเดินหน้าสุดซอยกับโครงการเหมืองโปแตซ โดยหม่อมปลื้มได้ลงรายละเอียด ระบุว่า...

ข่าวดี!! ครม.อนุมัติ ‘เอเชีย แปซิฟิค’ บริษัทในเครืออิตาเลียนไทย เดินหน้าเหมืองโปแตซ อุดรฯ ลงทุน 3.6 หมื่นล้านบาท เตรียมให้ประทานบัตร กำลังการผลิตปีละ 2 ล้านตัน เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยต่างประเทศเสียที

ทุกวันนี้ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยปีละ 4 ล้านตัน มูลค่า 60,000 ล้านบาท เป็นปุ๋ยโปแทชเซียมประมาณ700,000 ตัน คิดเป็น 9,000 ล้านบาทต่อปี ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตโปแตซเซียมสูงมาก ซึ่งคาดว่าไทยมีสำรองแร่โปแตชสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลกอยู่ที่ 400,000 ล้านตัน รองจากแคนาดา, เบลารุส และเยอรมนี

สำหรับพื้นที่พบแร่โปแตชขนาดใหญ่ในไทยมี 2 แหล่ง คือ ‘แอ่งสกลนคร’ ประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร, หนองคาย, อุดรธานี และ นครพนม

และ ‘แอ่งโคราช ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, นครราชสีมา และ ชัยภูมิ

แน่นอนว่าตอนนี้ ‘กระทรวงอุตสาหกรรม’ ได้อนุมัติประทานบัตรให้กับเอกชน 2 ราย คือ บริษัท ไทยคาลิจำกัด จ.นครราชสีมา และ บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จ.ชัยภูมิ เพื่อเข้ามาดำเนินโครงการเหมืองโปแตซ ที่จะนำไปสู่การผลิตปุ๋ยใช้เองในประเทศได้แล้ว

โดยล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเมื่อวันที่ (28 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตชคอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี ซึ่งเข้าไปซื้อกิจการบริษัทเอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่นจำกัด เมื่อปี 2549

สำหรับเรื่องของการเคาะโครงการเหมืองโปแตช ‘อุดร’ นั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยขั้นตอนจากนี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จะไปเร่งออกประทานบัตร เพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ถึงตรงนี้ ผมขอปรบมือให้ครับ!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัฐมนตรีอย่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน

เขา 2 คนเป็นคนที่อยู่เงียบๆ แต่ทำงานจริง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอนุมัติโครงการสำคัญต่อประเทศ อย่างโครงการเหมืองโปแตซนี้ ที่ได้รับการอนุมัติจากคุณสุริยะ มันสำคัญมากๆ

(กลับมาที่เนื้อหาต่อ) ทั้งนี้ในส่วนของโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่โดยเหมืองดังกล่าว มีแผนการผลิต 2 ล้านตันต่อปี โดยประเมินว่า จะมีปริมาณการผลิตตลอดอายุโครงการ 25 ปี อยู่ที่ 33.67 ล้านตัน เบื้องต้นมีมูลค่าการลงทุนของโครงการประมาณ 36,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ยื่นขอประทานบัตรไปแล้ว

ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และส่วนราชการตามกฎหมายถึงโครงการดังกล่าวแล้ว รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแล้วด้วย ซึ่งก็พบว่าเป็นไปตามข้อกำหนด ดังนั้นจึงได้เสนอเข้ามาใน ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

หลังจากโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ได้ผ่านการเห็นชอบจาก ครม.แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะไปเร่งออกประทานบัตร ซึ่งภาคเอกชนก็อยากทำไห้เร็ว คาดว่า อย่างเร็วที่สุดภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็คงเริ่มต้นดำเนินการได้ โดยจะค่อยๆ เริ่มทำไป ซึ่งเหมืองแร่แห่งนี้มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 2 ล้านตันต่อปี

ส่วนอีก 2 บริษัทที่ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแล้ว คือ บริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) จังหวัดชัยภูมิ อยู่ระหว่างให้กระทรวงการคลังดำเนินการเริ่มการเพิ่มทุน ขณะที่บริษัท ไทยคาลิ จำกัด จังหวัดนครราชสีมา อยู่ระหว่างการขุดอุโมงค์เพื่อเริ่มทำเหมืองตามขั้นตอน แต่ยังไม่ได้เปิดการทำเหมืองได้ โดยในส่วนของกำลังการผลิตเหมืองโพแทชในประเทศไทยทั้งหมด หากสามารถเปิดเหมืองทั้ง 3 แห่งได้นั้น จะอยู่ที่ 3.2 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว

'ไทยสร้างไทย' วอนรัฐเห็นใจผู้ค้าหวย ‘รายย่อย-เปราะบาง’ ถูกตัดสิทธิไม่เป็นธรรม

กลุ่มผู้ค้าสลากรายย่อย ร้อง ‘ไทยสร้างไทย’ โวยรัฐจ้องจัดการแต่ผู้ค้ารายย่อย ปัดต้นเหตุทำหวยแพง รองโฆษกย้ำไม่คัดค้านสลากดิจิทัล อ้อนขอความเห็นใจกลุ่มเปราะบางด้วย

(1 ก.ค.65) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย น.ส.เกณิกา ตาปสนันท์ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มผู้ค้าสลากเสรีรากหญ้าทั่วประเทศ นำโดยนายสำอาง ซ่อนกลิ่น นายสุมิตร เลอเกียรติวรกุล ซึ่งนำตัวแทนยื่นหนังสือถึงปัญหาความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนนโยบายขายสลากกินแบ่งรัฐบาล

ตัวแทนผู้ค้าสลาก เปิดเผยถึงปัญหาในการค้าสลาก ซึ่งคนตัวเล็กถูกรังแกจากมาตรการต่าง ๆ ของทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยอ้างว่าผู้ค้าสลากขายเกินราคาไม่ทำตามกฎระเบียบ แม้ผู้ค้าจะพยายามดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ แต่คนตัวเล็กก็ยังถูกตัดสิทธิ์ ทั้งจากสถานการณ์โควิด และระเบียบต่าง ๆ อยากถามไปยังกองสลากว่า เหตุใดจึงต้องตั้งธงในการมาตัดสิทธิ์ผู้ค้ารายย่อยที่มีสลากไปอยู่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตมีสาเหตุมากมายทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมถึงกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุผู้พิการทั้งหลายที่ถูกตัดสิทธิ์โดยไม่สนใจความเดือดร้อน

สิ่งที่กองสลากเคยรับปากโร้ดแมปดังกล่าวไว้กลับไม่ดำเนินการ ทำให้ผู้ค้าสลากรายย่อยถูกตัดสิทธิ์ประมาณ 5หมื่นราย หรือถ้าในครัวเรือนก็เกือบ 2 แสนคน จึงมาร้องเรียนกับพรรคไทยสร้างไทยให้ช่วยประสานงาน ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่มีการไต่สวนข้อเท็จจริง ขอให้ผู้มีอำนาจช่วยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย สลากแพงเกินราคาไม่ได้มาจากผู้ค้ารายย่อย ซึ่งมีกำไรเพียงเดือนละ 4,000-5,000 บาท ที่จะมาเป็นผู้กำหนดราคา ซึ่งรัฐบาลก็ทราบถึงปัญหาและต้นตอที่จำเป็นต้องไปจัดการ แต่ที่ผ่านมากลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้มีอำนาจมาไล่กดดันกับผู้ค้าคนตัวเล็ก ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

‘พิธา’ ฝาก!! เป็นนายกฯ วันแรกจะเซ็นเลิกขาว 3 ด้าน หลัง 'ก้าวไกล' พ่ายโหวต 'ทวงคืนทรงผมตำรวจ'

(1 ก.ค. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ... ซึ่งเป็นการพิจารณาครั้งที่ 6 โดยเริ่มจากมาตรา 120 ซึ่งภาพรวมการพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนกระทั่งเวลา 10.35 น. มาตรา 143 ระบุว่า ให้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎกระทรวง กำหนดลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบตำรวจ โดยพ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างน้อย ได้สงวนความเห็นเพิ่มวรรคสอง ระบุว่า... 

ข้าราชการตำรวจทุกเพศ มีสิทธิ เสรีภาพ ในการไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้โดยสุภาพเรียบร้อย การออกกฎระเบียบ คำสั่ง ให้จำกัดสิทธิเสรีภาพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อความสุภาพเรียบร้อยเท่านั้น จะเห็นว่าไม่ได้เป็นการให้สิทธิเสรีภาพทรงผม แต่ยังคงให้อำนาจฝ่ายบริหารจำกัดสิทธิเสรีภาพตำรวจในการไว้ทรงผมได้เท่าที่จำเป็น เพราะทรงผมสุภาพเรียบร้อยมีหลายทรงไม่ใช่แค่ทรงขาวสามด้าน การที่ตนเสนอวรรคนี้เพื่อให้ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจ เมื่อแต่งกายชุดข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 ข้อที่ให้ข้าราชการตำรวจชายต้องตัดผมสั้นด้านข้างขาวทั้ง 3 ด้าน ด้านบนยาวได้ไม่เกิน 3 ซม. ที่ออกโดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ให้มีผลถูกยกเลิกไปโดยปริยาย เป็นการทวงคืนทรงผมให้ตำรวจ 

ส่วนเหตุผลที่ต้องเสนอเพิ่มในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจากประเด็นนี้สำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นครอบคลุมทุกมิติ เป็นการเปลี่ยนแปลงให้สิทธิความเป็นธรรมแก่คนหน้างาน การทวงคืนทรงผมถือเป็นการปฏิรูป เดิมผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจสั่งการจำกัดสิทธิผู้ใต้บังคับบัญชาเกินความจำเป็น ทำให้อึดอัดทำลายคุณค่า ทำลายความมั่นใจ ซึ่งเป็นปัญหา จึงต้องปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น

“ผมเคยอยู่ทันคำสั่งทรงผมบ้าบอ ๆ ของผบ.ตร.เป็นปี ๆ ก่อนจะลาออกมา ผมเห็นปัญหาต่าง ๆ ขององค์กรตำรวจมาตลอด ข้องใจมาตลอดว่าระบบราชการทำไมห่วยขนาดนี้ โดยเฉพาะตำรวจแย่กว่าองค์กรอื่น ๆ ยิ่งมีรัฐประหาร ยิ่งทำให้องค์กรตำรวจย่ำแย่หนัก คำสั่งทรงผมขาว 3 ด้าน ช่วงแรกที่สั่งมาตำรวจไม่ทำตามยื้อมาได้ครึ่งปี ผบ.ตร.ที่บ้าอำนาจไม่สามารถบังคับได้ สุดท้ายใช้วิธีเชือดไก่ให้ลิงดู เอาตำรวจกลุ่มหนึ่งไปธำรงวินัย แล้วทำไอโอส่งไปตามกลุ่มไลน์ตำรวจให้เกิดความกลัว เป็นบรรยากาศของการถูกบังคับสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ในองค์กรหดหาย ซึ่งตำรวจไม่ใช่ต้องทำตามคำสั่งจากความหวาดกลัวของคนหัวโบราณ” พ.ต.ต.ชวลิต กล่าว

‘จิราพร’ ชี้ ‘บิ๊กตู่’ ติดกับดักกม. สมัยรัฐประหาร แถมไร้ฝีมือบริหาร ทำกองทุนน้ำมันขาดเสถียรภาพ

‘จิราพร’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ ติดกับดักกฎหมายสมัยรัฐประหาร ทำกองทุนน้ำมันขาดเสถียรภาพ คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงเดือดร้อนถ้วนหน้า

นางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 กล่าวถึง การพิจารณางบประมาณฯ เมื่อวันที่ (29 มิ.ย. 65) ว่าภายหลังการชี้แจงของกระทรวงพลังงาน  พบว่า ในสมัยรัฐบาล คสช. ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้ง ได้ออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่ง มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้กองทุนต้องมีเงินเพื่อใช้ในการบริหารจัดการอยู่ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ส่วนที่เก็บได้เกินจากจำนวนที่กำหนดต้องนำส่งเข้าคลัง ซึ่งการจำกัดเพดานวงเงินกองทุนน้ำมันเช่นนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานะกองทุนไม่แข็งแรงพอ เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน จึงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของคนไทยทุกคน

‘ก้าวไกล’ กังขา รบ.ปล่อยบินรบรุกล้ำน่านฟ้าไทย จี้ ตอบให้ชัด เกี้ยเซี้ยะ ‘มิน อ่อง หล่าย’ หรือไม่

‘ก้าวไกล’ กังขา รัฐบาลไทยปล่อย มิก-29 บินล่วงล้ำน่านฟ้าไทย หลังแม่ทัพภาค 3 ประชุมร่วม มิน อ่อง หล่าย จี้ตอบให้ชัด กองทัพอากาศไทยและรัฐบาลปล่อยให้ลุกล้ำอธิปไตยไทยได้อย่างไร

มานพ คีรีภูวดล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนชาติพันธุ์ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย คำพอง เทพาคำ ,องค์การ ชัยบุตร และ ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลรับผิดชอบและชี้แจงเหตุการณ์เครื่องบินรบมิก-29 รุกล้ำน่านฟ้าของไทย บริเวณบ้านวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นระยะเวลากว่า 20 นาที เมื่อวันที่ (30 มิ.ย. 65) ผ่านมา  

มานพ กล่าวว่า กรณีนี้มีประเด็นสำคัญ 3 ข้อ ที่รัฐบาลและกองทัพไทยต้องให้ความสำคัญและตอบคำถามต่อประชาชน ประการแรก ในระยะเวลา 3 รอบ ที่มีการบินเข้ามารุกล้ำอธิปไตยและน่านฟ้าไทย ใช้เวลารวมกันนานถึง 20 นาที ต่างจากที่กองทัพอากาศชี้แจงว่าส่งเครื่องบินไปลาดตระเวนตอบโต้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่กองทัพมักประกาศตนเสมอว่า มีแสนยานุภาพและมีศักยภาพในการป้องกันความมั่นคงของประเทศเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน แต่กลับปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องมีการอพยพนักเรียนและประชาชนในพื้นที่เข้าสู่หลุมหลบภัย หมายความว่า กองทัพได้ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในความเสี่ยง โดยต่อมา มีการชี้แจงจากกองทัพไทยว่า การรุกล้ำน่านฟ้าของกองทัพเมียนมาร์ มีเหตุผลมาจากเขาไม่สามารถบินในพื้นที่เมียนมาร์ได้ เนื่องจากติดภูเขาและสภาพภูมิศาสตร์ จึงจะต้องบินอ้อมผ่านเข้ามาในประเทศไทย คำถามสำคัญที่มีต่อเหตุการณ์นี้คือ กองทัพไทยเปิดโอกาสให้กองทัพเมียนมาร์มีการบินเข้ามาเพื่อโจมตีกลุ่มผู้ต่อต้านโดยรุกล้ำน่านฟ้าไทยได้ถึง 3 ครั้งได้อย่างไร 

ประการที่ 2 มีข้อสังเกตว่า ก่อนมีการโจมตีดังกล่าว 1 วัน มีภาพของแม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลเมียนมาร์ ที่ กรุงเนปิดอว์ จึงชวนให้สงสัยว่า มีการรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้เครื่องบินรบของเพื่อนบ้านรุกล้ำอำนาจอธิปไตยไทยหรือไม่ ทั้งที่กองทัพมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่กลับไม่มีการตอบโต้อย่างทันท่วงที ปล่อยให้รุกล้ำถึง 3 ครั้ง ใช้น่านฟ้าไทยปฏิบัติการทางทหารจนเสร็จสิ้นภารกิจ เวลาพูดถึงภัยความมั่นคง รัฐบาลและกองทัพไทยมักนำไปอ้างเพื่อจับกุมนักศึกษาและประชาชนและที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและจัดการอย่างรวดเร็ว แต่พอเวลาที่มีเหตุการณ์ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงจริงๆ กลับล่าช้าและไม่มีท่าทีที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังน่าสงสัยว่าจะใช้เหตุนี้เป็นเหตุผลเพื่อซื้อเครื่องบินรบใหม่หรือไม่

อรุณี ติงรัฐบาลหยุดช่วย ปชช.แบบ 'สงเคราะห์' แก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาไม่ยั่งยืน แนะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้-ลดค่าเรียน

ดร.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอนุกรรมาธิการงบประมาณการศึกษาปี 2566 กล่าวว่า มีความกังวลสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จากรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากถึง 238,000 คน ตั้งแต่ปี 2564-2565 แม้ในปัจจุบัน กสศ.และภาคีภาคเอกชน จะได้ทำร่วมทำโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” แต่ก็ยังมีเด็กไทยอีกเกือบ 20,000 คนที่อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร เนื่องจากผู้ปกครองจำนวนมากไม่มีงานทำและกลายเป็นคนยากจนอย่างเฉียบพลันภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ค่าครองชีพพุ่งสูงและสภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ตระหนักและออกมาตรการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน  

'นริศ' แนะ รัฐบาล เร่งคุมใช้กัญชา ดีกว่าวัวหายแล้วล้อมคอก หวั่น 'ตรอกข้าวสาร-สีลม' โมเดล! 

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 65 นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรค และโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีการตั้งโต๊ะขายกัญชา รวมถึงสาธิตการใช้อย่างโจ๋งครึ่ม โดยระบุว่า 

"กัญชาหรือต้องรอมีดราม่าก่อน? ดูข่าวมาสองวันละ ตอนแรกที่ถนนข้าวสารการมวนเพื่อขายกันริมถนน เมื่อวานที่สีลมมีการสาธิตการดูดบ้องกัญชาอย่างเปิดเผย เป็นห่วงจริงๆ ครับกับเยาวชนที่ยังไม่เข้าใจถึงพิษภัยของการเสพติดกัญชา 
 

'นักเขียนซีไรต์' กรี๊ด!! ชนชั้นสูงตายเหี้ยนหมด หลังผู้ว่าฯ เรียกคนกวาดถนนมากินข้าวร่วมโต๊ะ

(30 มิ.ย.2565) นางวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มแคร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veeraporn Nitipraphaว่า... 

ผู้ว่าเรียกพนักงานกวาดถนนมากินข้าวร่วมโต๊ะ! อกอีแป้นจะแตกตาย อะไรเนี่ย แล้วอย่างนี้ชนชั้นเจ้าคนนายคนในระบบข้าราชการไทยมิฉิบหายตายเหี้ยนกันหมดเหรอคะ…ลงทำกันอีแบบนี้

'ชนินทร์' จวก 'ประยุทธ์' ขยันสร้าง 'หนี้จน' หลังเล็งกู้เงินค้ำหนี้ กฟผ. หวั่นคนไทยจมกองหนี้

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กู้เงินเพิ่ม 85,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ทั้งก้อน เพื่อตอบสนองนโยบายการบริหารภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ของรัฐบาลว่า...

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งบริหารประเทศด้วยการกู้เงินมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเพียงเท่านั้นหรือ หากมีการอนุมัติการกู้เงินในครั้งนี้จริง จะนับเป็นการอนุมัติกรอบวงเงินกู้ของ กฟผ.ในปีนี้รวมสูงถึง 112,000 ล้านบาท เนื่องจากได้มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว 25,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ในอดีตรัฐบาลต่างๆ ที่มีศักยภาพ จะใช้กลไกการกู้เงินนอกงบประมาณมาเพื่อการลงทุนขยายเศรษฐกิจ สร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับประชาชนเท่านั้น เรียกว่า 'หนี้รวย' 

แต่ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นรัฐบาลที่ถนัดกู้มาแจก ขยันสร้างแต่ 'หนี้จน' เพื่อมาชดเชยความล้มเหลวในการบริหารงานของตนเองมากกว่า จึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลได้ตอบกับประชาชนว่า การอนุมัติการกู้ให้ กฟผ.ในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนในตอนนี้จริงหรือไม่ และต้องกู้ไปเพื่อเหตุใดทั้งที่ยังไม่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในตอนนี้ ใครจะได้ประโยชน์จากการกู้นี้ หรือเป็นเพียงพฤติการณ์ที่ทำตามความเคยชินไปแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top