Friday, 10 July 2026
POLITICS

'ชลน่าน' ลั่น!! ขอประกาศสงครามยาเสพติดอีกรอบ สับ รบ.แก้ยาเสพติดหละหลวมบกพร่อง ไร้มาตรการป้องกัน

'ชลน่าน' สับ รบ.แก้ยาเสพติดหละหลวมบกพร่อง ไร้มาตรการป้องกัน ฟื้นฟู โวยเจ้ากระทรวง สธ.อยู่ที่ไหน จี้รัฐเร่งเยียวยาดูแลสภาพจิตใจ ลั่นขอประกาศสงครามยาเสพติดอีกรอบ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค ร่วมแถลงถึงเหตุกราดยิงที่ศูนย์เด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู โดยก่อนแถลงทั้ง นพ.ชลน่าน และน.ส.ลินธิภรณ์ได้ร่วมยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 1 นาที

จากนั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียอย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก ทั่วโลกถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญยิ่ง ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญและติดตามตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เราขอประณามผู้ก่อเหตุ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกฝ่ายประกาศชัดว่าจะถอดบทเรียนถึงสภาพปัญหา สาเหตุ แรงจูงใจ วิธีการแก้ปัญหา รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะยาว ซึ่งเราอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลายมิติ ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการติดตามและช่วยเหลือในฐานะพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่อง 

โดยวันนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาฯ และ ส.ส.หนองบัวลำภูทั้งสามเขตของพรรค จะได้เข้าไปรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อประมวลและให้การช่วยเหลือต่อไป 

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบจากข้อเท็จจริง ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจถูกไล่ออกจากราชการฐานไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์จงใจเจตนาก่อเหตุ เพราะ 

1.) ลักษณะการก่อเหตุเลือกใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถก่อการได้ง่าย ไม่มีการต่อสู้หรือป้องกัน 

2.) ถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงระดับโลก

3.) มีลักษณะเตรียมการ ดูจากอาวุธที่ใช้ การหลบหนี การทำร้ายประชาชนในระหว่างทาง ท้ายสุดทำร้ายตัวเองและครอบครัว 

ทั้งนี้ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้มีความบกพร่อง หละหลวม แม้ว่ามาตรการปราบปรามมีตัวเลขชัดว่าสามารถจับกุม ยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย แต่มาตรการป้องกันไม่ค่อยชัดแจ้ง ขณะที่ยาบ้าราคาถูก แพร่กระจายอยู่ทั่ว ทราบว่ามีการแข่งกันผลิตยาบ้าถึง 7 บริษัทอยู่ตามชายขอบประเทศเรา ขณะที่ผู้เสพยาก็ยังไม่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูเท่าที่ควร ทำให้เกิดอาการหลอนคลุ้มคลั่ง 

“การกระทำรุนแรงของผู้ก่อเหตุขนาดนี้ต้องมีสภาพทางจิต รวมทั้งความเคียดแค้นชิงชังอย่างหนักหนาสาหัสถึงทำรุนแรงขนาดนี้ได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งบำบัด รักษาฟื้นฟูผู้ติดยาอย่างเร่งด่วยโดยเร็ว เพราะจากสถิติยังไม่ค่อยมีสถานบำบัดฟื้นฟูเท่าที่ควร"

'ไอติม' ลั่น!! กราดยิงฯ สะท้อนปัญหาที่หมักหมมในสังคมไทย ชี้!! ถือเป็นคำเตือนสุดท้าย ถึงเวลาออกแบบสังคมให้ปลอดภัย

พริษฐ์  ชี้ โศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู เป็นคำเตือนครั้งสุดท้ายของสังคมไทย ถึงเวลารีบหาทางออกปัญหาครอบครองอาวุธปืน 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรม ที่จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องร่วมกันเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยการร่วมกันหาทางออกในการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีก และร่วมกันออกแบบสังคมที่เราทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยให้ได้

เหตุการณ์กราดยิงทั้งในอดีตและที่เพิ่งเกิดขึ้นสะท้อนถึงสารพัดปัญหาที่หมักหมมมายาวนานในสังคมไทย และที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มออกมาฉายภาพให้เห็นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้และการแพร่ระบาดของยาเสพติด การคัดกรองเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ระบบอุปถัมภ์และวัฒนธรรมอำนาจนิยมในองค์กร ความล่าช้าของตำรวจในการเข้าถึงที่เกิดเหตุ หรือ การขาดแคลนระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินกับประชาชน

แต่ปัญหาหนึ่งที่มีส่วนสำคัญเช่นกัน คือ ปัญหาเรื่อง 'การเข้าถึงและครอบครองอาวุธปืน' ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย และทั้งโดยเจ้าหน้าที่-อดีตเจ้าหน้าที่ และโดยประชาชนทั่วไป

โดยพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นว่า สถิติหนึ่งที่ค้นพบ คือ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชีย (3.91 ต่อประชากร 100,000 คน) - รองจากแค่ อิรัก (9.94) และ ฟิลิปปินส์ (8.02) และสูงกว่า มาเลเซีย (0.53) เวียดนาม (0.52) เกาหลีใต้ (0.08) ญี่ปุ่น (0.08) และสิงคโปร์ (0.05) หลายเท่าตัว

ถึงแม้สหรัฐอเมริกา (10.95) - ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องกราดยิงเยอะเป็นพิเศษ โดยบางส่วนมองว่าเป็นผลจากนโยบายปืนเสรีที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงปืนได้ง่ายกว่าในอีกหลายประเทศ - ในช่วงหลังๆ จะมีสถิติที่แย่กว่าประเทศไทยพอควร แต่ไม่กี่ปีก่อนก็มีสถิติที่ไม่ห่าง (หรือบางปีดีกว่า) ในไทยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าทางออกในประเทศไทยคงไม่ได้เรียบง่ายแค่การเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การครอบครองปืน หากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ ระบบ-กฎหมาย-การบังคับใช้ ด้านการเข้าถึงอาวุธปืนที่อาจมีปัญหาบางจุด ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.) เกณฑ์การขอใบอนุญาตมีปืนถูกกฎหมาย ไม่ครอบคลุมด้านสุขภาพจิต-ไม่มีการสอบวัดความพร้อม หรือไม่อย่างไร

แม้จะมีหลายเอกสารที่ประชาชนต้องยื่นหากต้องการขอใบอนุญาตครอบครองปืน (แบบ ป.4) หรือใบอนุญาตพกพาปืน (แบบ ป.12) แต่ทั้งสองกระบวนการปัจจุบันไม่มีการขอใบรับรองจากจิตแพทย์เกี่ยวกับประวัติหรืออาการด้านสุขภาพจิต ซึ่งทำให้เราไม่รู้ว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมาย ณ ปัจจุบันมีสุขภาพจิตที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสมที่จะครอบครองปืนหรือไม่

ในส่วนการเตรียมความพร้อม แม้จะมีการกำหนดว่าต้องแสดงหลักฐานว่าผ่านการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืน แต่สังคมก็ตั้งคำถามถึงความรัดกุมของเนื้อหาการอบรมและความเข้มงวดของการรับรองมาตรฐานผู้ให้การอบรม รวมถึงการเสนอให้มีการสอบวัดความพร้อมของผู้ขอใบอนุญาตอย่างจริงจัง เหมือนในหลายประเทศทั่วโลก

2.) ข้าราชการเข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ในตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนในการทำหน้าที่ จริงหรือไม่

ที่ผ่านมา รัฐมีโครงการจัดหาปืนเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการในหลายสังกัดเข้าถึงและขอใบอนุญาตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น แม้หลายครั้งเป็นการให้สิทธิแก่ข้าราชการในตำแหน่งที่อาจตั้งคำถามได้ในปัจจุบันว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้ปืนในการปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภา) ซึ่งการเข้าถึงปืนได้อย่างแพร่หลาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงหรือความเสี่ยงที่อาวุธปืนจะหลุดสู่ตลาดมืดได้

3.) ระบบเส้นสายและการทุจริตคอร์รัปชันในการขอใบอนุญาต เปิดช่องโหว่ในการครอบครองปืนหรือไม่

เอกสารหนึ่งที่ข้าราชการต้องใช้เพื่อยื่นขอใบอนุญาตคือหนังสือรับรองความประพฤติจากผู้บังคับบัญชา นอกจากถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าวในการคัดกรองคน ข้อกำหนดดังกล่าวยังมีข้อครหาว่าเปิดช่องให้เกิดการเรียกสินบน หรือการเซ็นอนุมัติโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการประเมินความเหมาะสมของผู้ขอใบอนุญาตอย่างแท้จริง

ฝ่ายค้านจ่อยื่นซักฟอกญัตติ 2 พ.ย. นี้ พุ่งเป้าเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก

(7 ต.ค. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคพท. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะนัดประชุมเพื่อหารือประเด็นในวันที่ 10 ต.ค.นี้ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรคจะนำความเห็นประเด็นมาหารือสรุปร่วมกัน เพื่อสอบถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนกรอบประเด็นที่จะอภิปรายนั้น แบ่งเป็น 2 ประเด็น 1. ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างเช่นกรณีเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็กที่จ.หนองบัวลำภู ว่ารัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร และใครรับผิดชอบอะไรบ้าง รวมทั้งเรื่องที่มีผลกระทบกับประเทศชาติ ประชาชน เศรษฐกิจ ความมั่งคงและการมือง 2. การเสนอแนะปัญหาต่อครม.ซึ่งฝ่ายค้านเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล 3 ป.และครม. ที่สร้างปัญหาให้ประชาชน จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร 

เมื่อถามว่าจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 ช่วงใด นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ทันทีที่เปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญในวันที่ 1 พ.ย.นี้ เราจะพยายามยื่นทันที แต่สภาฯ จะเริ่มประชุมวันแรกในวันที่ 2 พ.ย.นี้ ซึ่งตรงกับวันพุธ ดังนั้นเราจะยึดวันนี้เป็นหลัก เพราะถ้ายื่นได้เร็ว เราก็จะได้อภิปรายเร็ว

'เพื่อไทย' เตรียมฟื้นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เหน็บ 'รัฐบาลประยุทธ์' ไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพท. ทำเอง

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยนายจิรทัศน์ ไกรเดชาส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขาธิการ และกรรมการคณะยุทธศาสตร์และการเมือง พรรคเพื่อไทย นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย นายอาทิตย์ ภาคอินทรีย์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569  

ดร.ปลอดประสพ กล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร หรือเจ้าพระยา 2 เป็นส่วนย่อยของโมดูลที่ 5 ของโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยโครงการคลองลัดน้ำแห่งนี้ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ออกแบบระยะทางทั้งหมดอยู่ที่ 30 กิโลเมตร แต่รัฐบาลนี้สร้างระยะทาง 22 กิโลเมตร จะสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยทอยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เมื่อรวมเข้ากับน้ำจากแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำรวมกันอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เหลือน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดปริมาณน้ำไม่ให้เอ่อล้นเข้าสู่พื้นที่พระนครศรีอยุธยาตอนล่างได้ 

ทั้งนี้ คลองลัดน้ำบางบาล-บางไทร จะช่วยระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ทั้งผืน แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องสร้างคลองลัดน้ำเส้นหนึ่ง โดยเริ่มที่จังหวัดนครสวรรค์ลงมาทางจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ระยะทางประมาณ 150  กิโลเมตร ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้บรรจุไว้ในแผนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งการก่อสร้างจะต้องเป็นไปในแบบ (Design and Build) หรือออกแบบไปสร้างไป ซึ่งสร้างเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีกรอบโครงการ และกรอบวงเงินงบประมาณ มีความยืดหยุ่นและปรับแบบได้ ลักษณะเดียวกันกับการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เป็นลักษณะ Design and Build เช่นกัน 

สำหรับการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดร.ปลอดประสพ กล่าวว่า ขอออกความเห็นในแบบนักวิชาการ ปีนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ตัดสินใจเอาน้ำเข้าทุ่งช้าเกินไป ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากการประเมินสถานการณ์โดยคำนึงถึงเหตุผลทางวิชาการ หรือเหตุผลทางการเมืองกันแน่ ตอนนี้สามารถระบายน้ำเข้า 6 ทุ่ง จากทั้งหมด 11 ทุ่ง ยังเหลือพื้นที่อีกมากที่จะระบายน้ำออก  

นอกจากนี้ยังขอเตือนรัฐบาลด้วยความห่วงใยประชาชน ขณะนี้น้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสานใต้น่าเป็นห่วงมาก น้ำจากแม่น้ำชีที่มาจากจังหวัดชัยภูมิ เมื่อรวมเข้ากับลำน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จะทำให้จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดร้อยเอ็ดน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานานนับเดือน ส่วนแม่น้ำมูลที่มาจากจังหวัดนครราชสีมา ไหลลงสู่ถนนมิตรภาพมาที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดลพบุรี เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้น้ำท่วมสูงที่จังหวัดอุบลราชธานีและน้ำจะลดลงช้า ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลตัดสินใจล่าช้า จึงอยากให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีความรู้ใหม่ ๆ และปรับใช้ให้ทันการณ์ด้วย

“การวางแผนโครงการใหญ่ของประเทศ ต้องคิดกรณีเลวร้ายที่สุด ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่เกิดมาเพื่อรอความเสี่ยง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท พรรคเพื่อไทยทำเสร็จหมดแล้ว พอทำรัฐประหาร พวกท่านเอาใส่ลิ้นชักไว้ตั้งนาน ไม่ทำ กู้ไว้แล้วแต่ไม่ยอมทำ พอทำแล้วก็มาออกแบบใหม่แทนที่จะใช้แบบเดิม กว่าจะสร้างเสร็จ อีก 3 ปี จากนี้ไปประชาชนต้องทรมานสังขารแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ทำแล้วก็ขอขอบคุณ ส่วนโครงการที่เหลืออีกหลายโมดูล พวกท่านไม่ต้องทำ รอให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเขามาทำจะดีกว่า” ดร.ปลอดประสพ กล่าว  

นายจิรทัศ ไกรเดชา ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเกือบเทียบเท่ากับปี 2554 พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบเกือบครึ่งจังหวัด ทั้งในอำเภอผักไห่ เสนา บางบาล บางปะอิน บางไทร ขณะที่เมื่อวานนี้ (5 ต.ค. 65) พี่น้องประชาชนมีการปะทะกันขอให้เปิดการระบายน้ำในพื้นที่ เพราะตอนนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกปล่อยเกือบ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงอยากให้กรมชลประทานสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

'โรม' ตั้งคำถาม เมื่อไรจะถึงเวลาจัดการระบบตั๋ว และวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงในราชการ

รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อ 6 ตุลาคม 2565 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุและครอบครัวว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้สังคมไทยอย่างถึงที่สุด หากติดตามการรายงานข่าวที่ว่าผู้ก่อเหตุนั้นเป็นอดีตตำรวจที่ถูกให้ออกจากราชการเพราะเรื่องยาเสพติด ก็ควรต้องคิดได้แล้วว่าเพราะอะไรกันผู้มีหน้าที่ต้องปราบปรามอาชญากรรมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมเสียเองได้ ระบบอะไรกันที่สร้างสภาวะแบบนี้ขึ้นมาได้

ตนเคยอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับระบบเส้นสาย ระบบตั๋วในวงข้าราชการอยู่บ่อยครั้ง เคยต้องย้ำเตือนต่อผู้มีอำนาจหน้าที่อยู่หลายครั้งว่าระบบแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องผันตัวไปเป็นผู้ประกอบธุรกิจมืดเสียเอง การที่อดีตตำรวจคนนี้ไปพัวพันกับยาเสพติดในขณะที่ยังรับราชการอยู่ได้ ผู้บริหารที่มีสามัญสำนึกต้องและจริงจังได้แล้วว่าตำรวจทุกวันนี้กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนมากไปกว่านั้น ภาพเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือการกราดยิงครั้งที่ผ่าน ๆ มา มีส่วนหนึ่งที่ทับซ้อนกันกับภาพเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมราษฎร หรือภาพทหารสังหารหมู่คนเสื้อแดง นั่นคือเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงที่ฝังรากลึกในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐมาอย่างยาวนาน

'ไอติม' ชี้!! 'อำนาจกองทัพ - กม.ปิดปาก - ส.ว.แต่งตั้ง' มรดกตกทอดจาก 6 ตุลาฯ 19 ที่ต้องรื้อถอน

'ไอติม' ขึ้นเวทีเสวนา 46 ปี 6 ตุลา ชี้ระบบ ส.ว. แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร - กฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพหลายฉบับ - การแทรกแซงการเมืองของกองทัพ เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 6 ตุลาฯ และยังส่งทอดมรดกมาถึงปัจจุบัน แนะต้องรื้อทิ้งเพื่อคืนความปกติให้บ้านเมือง

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง 6 ตุลา แลหน้าสังคมไทย” ที่วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ยังส่งมรดก 3 ประการมาถึงระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน

โดยพริษฐ์ยกตัวอย่างประการแรก ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มีความคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่เขียนขึ้นหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ในแง่ของเนื้อหาและการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร เช่น กลไกของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งแต่มีอำนาจในการกุมทิศทางประเทศ ผ่านการร่วมโหวตกฎหมายสำคัญ และร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.

ประการที่สอง เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ลิดรอนการแสดงเสรีภาพ ซึ่งมีหนึ่งในคำสั่งคณะรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 กว่า 47 ที่ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือคำสั่งฉบับที่ 41 ที่แก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาททั้งระบบ ให้เพิ่มโทษจำคุกฐานหมิ่นประมาททั้งบุคคลธรรมดา เจ้าพนักงาน ศาล ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีโทษหนักกว่าสากลและเปิดช่องให้ถูกบังคับใช้ด้วยมาตรฐานที่ไม่คงเส้นคงวา

'วัน' จวก!! 'ประยุทธ์' ไม่จริงใจแก้ปัญหายาเสพติด ชี้!! น่าอนาถใจ 'ยาบ้า' หาง่าย ราคาเท่าบะหมี่กึ่งฯ

'วัน' แนะแก้ปัญหายาเสพติดต้องกำจัดสารตั้งต้น ปิดเส้นทางลำเลียงยา อัด 'ประยุทธ์' ไม่จริงใจแก้ปัญหายยาเสพติดในไทย ประชาชนหวั่นยาเสพติดที่จับได้อาจเล็ดรอดสู่ตลาดอีกครั้ง

นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดยาเสพติดในประเทศไทย มีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะยาบ้าระบาดทุกพื้นที่ของประเทศ น่าอนาถใจในอดีตยาบ้าจากเม็ดละ 300-400 บาท เพราะหาซื้อยาก ปัจจุบันเหลือเม็ดละ 7 บาท ราคาเท่ามาม่า บริหารยังไงให้ยาบ้าถูกขนาดนี้ แสดงว่ามียาบ้ามหาศาลในประเทศไทย หาซื้อได้ตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ปัญหามาจากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลย ไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง 

ทั้งนี้การบริหารจัดการยาเสพติด รัฐบาลทำไมไม่ศึกษาจากรัฐบาลที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านการปราบปรามและป้องกันยาเสพติด สามารถป้องกันได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ยาบ้าลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

‘ตรีชฎา’ สอน ‘บิ๊กตู่’ ควรโชว์ความรู้แก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่พูดพล่าม 'น้ำท่วมทุ่ง' จนหาสาระไม่ได้

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อติดตามข่าวสารที่สื่อมวลชนนำเสนอนั้น เป็นที่น่าเสียใจและเสียดายโอกาสของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นแล้ว ยังซ้ำเติมจิตใจของชาวบ้านที่กำลังทุกข์ยากเดือดร้อนให้หดหู่สิ้นหวังมากขึ้นไปอีก

ในขณะที่พี่น้องประชาชนอุบลราชธานีถูกน้ำท่วม บ้านจมบาดาล ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีการระดมตำรวจเจ้าหน้าที่นับพันรายมากระจายกำลังคุ้มกันพล.อ.ประยุทธ์ ขณะไปที่หอประชุมวารินชำราบ ซึ่งมากผิดปกติเกินความจำเป็น แถมยังต้องใช้งบประมาณดูแลข้าวกล่องไปแจกให้เจ้าหน้าที่ ได้กินเป็นพันกล่อง หากลดจำนวนหรืองดเว้นการดูแลต้อนรับคนๆ เดียวในภาวะเดือดร้อนยากลำบาก สามารถนำข้าวกล่องที่ดูแลเจ้าหน้าที่ไปดูแลชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้หลายร้อยครอบครัว ไม่ต้องให้ชาวบ้านส่งเสียงโอดครวญผ่านสื่อแบบนี้ 

พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่าจะมาทำงาน ไม่สร้างภาระให้ใคร แล้วภาพที่มีการเกณฑ์เจัาหน้าที่ตำรวจมาดูแลทั้งจังหวัดเรียกว่าอะไรกันแน่ ส่วนที่จังหวัดขอนแก่น สื่อมวลชนได้รายงานคำพูดจาของพล.อ.ประยุทธ์อย่างยืดยาว ล้วนแต่เป็นเรื่องวนเวียนซ้ำซาก ชาวบ้านต้องการฟังสิ่งที่เป็นความหวัง ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน และการวางแผนป้องกันแก้ไขในระยะยาวจากคนเป็นนายกรัฐมนตรี

'ณัฐวุฒิ' อ้อน!! ปชช. เทคะแนนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หวังหยุดกลไกสืบทอดอำนาจ เชื่อยุบสภาอย่างเร็วหลังเอเปก

(6 ต.ค. 65) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมองภาพการเมืองใหญ่เวลานี้ไม่มีทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะยอมปล่อยมือจากอำนาจ ด้วยความสำนึกว่าได้สร้างความเสียหายไว้กับประเทศ มีแต่จะหาช่องทางรักษาอำนาจ และลากดึงกันไปข้างหน้า ตนเชื่อว่าความขัดแย้งภายในกลุ่ม 3 ป. ยังมีอยู่จริง แต่คงไม่ข้ามพ้นผลประโยชน์ทางการเมือง และทางอำนาจที่ผูกไว้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีการยุบสภาอย่างเร็วก็หลังการประชุมเอเปค แต่ไม่ใช่การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เป็นเพียงการช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะสุดท้ายพรรคฝ่ายรัฐบาลก็ได้เปรียบ

“สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนต้องรู้เท่าทัน และต้องตัดสินใจร่วมกันให้ได้ว่าถึงที่สุด ก้าวแรกในการเอาชนะอำนาจนี้คืออะไร สำหรับผมเชื่อว่า การเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และเทคะแนนให้พรรคการเมืองหนึ่งในฝั่งประชาธิปไตยชนะ เพื่อยืนค้ำไว้ก่อน และร่วมมือกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย ยุติกลไกการสืบทอดอำนาจ คือทางเลือกที่เป็นไปได้ที่สุดในขณะนี้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

'อนุทิน' ชี้ เลือกตั้งรอบหน้า หวังกวาด 120 ส.ส. ลั่น!! พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ ทำงานเพื่อปชช. สุดกำลัง

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 65) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นความคาดหวังของพรรคในการเลือกตั้งรอบหน้าที่จะต้องได้ส.ส. อย่างน้อย 120 เสียง ว่า เป็นพรจากผู้ใหญ่ และเป็นเป้าหมายของพรรค ท่านพูดก็แปลว่าพรรคภูมิใจไทย มีศักยภาพที่จะทำได้ เรื่องแบบนี้เราไม่ล้อเล่น มันต้องพยายามเต็มที่ จะผ่อนเครื่องไม่ได้ ส่วนจะมาจากไหนนั้น ก็ต้องมาจากการทำงานหนักของพรรคภูมิใจไทย ที่หมายถึงส.ส.ของพรรค และสมาชิกพรรคทุกคน ต้องลงพื้นที่เข้าชาร์จปัญหา การทำนโยบาย อย่าไปมองว่าต้องทำเฉพาะที่หาเสียงไว้ แต่อะไรที่เป็นประโยชน์ ก็ต้องทำด้วย ยกตัวอย่างเรื่องฟอกไตฟรี นี่ไม่เคยเป็นนโยบายของพรรค แต่ด้วยความเป็นรมว.สาธารณสุข พบว่าผู้ป่วยฟอกไต จ่ายครั้งละ 1.5 พันบาท อาทิตย์หนึ่งฟอก 2 ครั้ง จ่าย 3 พันบาท ไหนจะค่าเดินทางอีก ภาระของประชาชนก็ต้องหาทางช่วย ประเทศไทย มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องทำให้ได้แบบนั้นจริง ๆ มีความสามารถจะช่วยได้ ก็ต้องหาทาง ตอนนี้ ทำสำเร็จแล้ว

'บิ๊กป้อม' นั่งหัวโต๊ะ 'กำกับ-ติดตาม' ราชการภูมิภาค เน้น 'ช่วยเหลือ-แก้ทุกปัญหาเร่งด่วน' ให้ปชช.ทั่วประเทศ

พล.อ.ประวิตร ประชุม ติดตามแผนงาน 'กำกับฯภูมิภาค' เน้นช่วยเหลือเร่งด่วน ปชช.ทั่วประเทศ  พอใจผลงานปี 65 ได้ตามเป้า อนุมัติงบฯ กรณีฉุกเฉินปี 66 แก้ปัญหาต่อเนื่อง 18 เขตพื้นที่ ตามนโยบายรัฐบาล ย้ำห้ามซ้ำซ้อนงานปกติ

(6 ต.ค. 65) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2565 ณ ห้องประชุม มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5จังหวัด 

ที่ประชุมได้รับทราบ ผลการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ของ รอง นรม. ประจำปี 65 โดย รอง นรม. ได้ลงพื้นที่เพื่อมอบนโยบายและตรวจเยี่ยม พร้อมประชุม/หารือ เพื่อรับฟังปัญหา รวมถึงแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานต่าง ๆ จำนวน 23 ครั้ง และรับทราบความก้าวหน้า ของโครงการที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว จำนวน 1,513 โครงการ วงเงิน 1,800 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นไปตามแผนงาน อย่างน่าพอใจ ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

'ชลน่าน' ชี้ 2 ป. แข่งกันลงพื้นที่แสดงความเป็นผู้นำ เชื่อ!! 'บิ๊กป้อม' ดีกว่า 'บิ๊กตู่' ในแง่การทำงาน-เข้าถึงปชช.

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ (6 ต.ค. 65) ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และพล.อประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าในแง่ดีถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำจะต้องลงไปรับทราบปัญหาอย่างแท้จริง แต่ต้องระมัดระวังไม่ใช้อำนาจหน้าที่ และภาษีประชาชนไปหาแสวงหาผลประโยชน์หรือหาเสียงแอบแฝง แต่หากมองในมุมการเมืองจะพบว่าการลงพื้นที่ของทั้งสองคน เป็นการลงพื้นที่ที่พล.อ.ประยุทธ์ไปซ้ำรอย พล.อ.ประวิตร ถ้าเปรียบเป็นหรือภาษาวัยรุ่น อาจจะใช้คำว่าขิงกันหรือเป็นการแข่งขันกันทางการเมือง เพราะขณะนี้นายกฯ ตัวจริงกลับมาแล้ว

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนเชียร์ให้ทั้งสองคนทำแบบนี้ตลอด แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายใน แต่ประชาชนได้ประโยชน์กับเรื่องนี้ และในอนาคต จะทำให้ภาพการเมืองชัดเจนขึ้นว่าใครเหมาะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งส่วนตัวมองว่าพล.อ.ประวิตรถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าพล.อประยุทธ์ ทั้งวิธีการทำงานและการเข้าถึงประชาชน 

ดังนั้น ใครที่อยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยากที่จะชนะการเลือกตั้ง ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะพิจารณาส่งใครเป็นแคนดิเดตไม่ขอวิจารณ์ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคนั้น ๆ

'พิธา' ร่วมวางพวงมาลารำลึก 6 ตุลา 19 เตือนรัฐอย่าทำซ้ำ เพราะจุดจบจะไม่เหมือนเดิม

'พิธา' พร้อม 'ชัยธวัช' และ 'พรรณิการ์' เป็นตัวแทน ก้าวไกล-ก้าวหน้า รำลึกเหตุการณ์สังหารณ์หมู่ 6 ตุลา ชงข้อเสนอแก้กติกา-สร้างระบบ ยุติเงื่อนไขรัฐในการปราบปราม-เข่นฆ่า-ยึดอำนาจประชาชน พร้อมเตือนชนชั้นนำอย่าคิดปลุกโมเดล 6 ตุลาอีก มั่นใจจุดจบไม่เหมือนเดิม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ร่วมเป็นตัวแทนพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า วางพวงมาลารำลึกครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 โดยบนพวงมาลามีข้อความที่สอดคล้องกันคือ 'ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน' สำหรับพวงมาลาของพรรคก้าวไกล และ 'ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย' บนพวงมาลาของคณะก้าวหน้า

หลังการร่วมพิธีทำบุญในช่วงเช้าตรู่และการวางพวงมาลาที่ลานปฏิมานุสรณ์ 6 ตุลา พิธาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คือบทเรียนว่าสังคมไทยจะต้องร่วมกันทบทวนเงื่อนไขในการปราบปรามของรัฐ การรัฐประหาร ไปจนถึงการเข่นฆ่าประชาชน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

พรรคก้าวไกล มีข้อเสนอทางการเมืองเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเกิดความสมานฉันท์ ให้ความคิดที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทยจริง ๆ และเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา ไม่เกิดขึ้นอีก นั่นคือจะต้องมีการคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อคดีการเมือง ผู้ต้องคดีการเมืองต้องได้นับการยุติการดำเนินคดี ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และจะต้องมีการเสาะหาข้อเท็จจริง ทั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พฤษภา 35 และทุกเหตุการณ์การเมือง รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2557 ด้วย

ตัวแทน 'ภูเก็ต-พังงา' ยื่นหนังสือให้ 'พรรคเพื่อไทย' เชื่อ!! นโยบายทำได้จริง พาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

"พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ทำได้จริงและเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวภูเก็ตได้ อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตตอนนี้ ต้องการความช่วยเหลือในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างมาก" ตัวแทนชาวภูเก็ต-พังงา กล่าวระหว่างยื่นหนังสือถึง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้พรรคเพื่อไทยจัดทำนโยบายดูแลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้จังหวัดภูเก็ต เพราะเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองที่สร้างนโยบายได้ ทำนโยบายได้จริง และเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาให้ชาวภูเก็ตได้

ตัวแทนชาวภูเก็ต ได้พูดคุยแนะนำ เสนอทำแผนนโยบายระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด คือ 

1.) ยุทธศาสตร์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงรุก เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมาไทยให้มากขึ้น 
2.) พัฒนาระบบอำนวยความสะดวก เพิ่มเที่ยวบินตรงรองรับนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น 
3.) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง 
และ 4.) พัฒนาการท่องเที่ยวฮาลาล (Halal Tourism) คือพัฒนาชุมชนมุสลิมให้มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิมจากประเทศรายได้สูงทั่วโลก รวมถึงพัฒนาแหล่งผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลกมุสลิม เป็นต้น

'กมธ.พัฒนาการเมือง' เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดี 112 ตรวจดูมาตรการ 'คุ้มครองสิทธิ-การดูแล' ผู้ต้องขัง

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เขตจตุจักร เพื่อดูมาตรการคุ้มครองสิทธิและการดูแลผู้ต้องขังคดีอาญา มาตรา 112 ตามหลักการของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

โดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบของการใช้มาตรา 112 สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส. จ.นครปฐม, ณัฐวุฒิ บัวประทุม เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าเยี่ยมชมเรือนจำ เข้าพบนักโทษคดี 112 ที่ยังถูกคุมขังอยู่ เพื่อพูดคุย สอบถามกำลังใจและสภาพความเป็นอยู่ พร้อมตรวจสอบว่าได้รับการปฏิบัติตามสิทธิที่ผู้ต้องขังพึงจะได้ตามมาตรฐานสากลหรือไม่

เบญจา กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นไปเพื่อคุ้มครองและดูแลสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง คดี 112 คดีความมั่นคง คดีทางการเมือง ซึ่งมีการเดินทางทั้งหมด 2 วัน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ วันที่ 4 ได้เดินทางไปยังเรือนจำธนบุรี เขตบางบอน พบกับ ศุภากร พินิจบุตร์ ผู้ต้องขังเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 

ส่วนวันนี้ได้เดินทางมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางเป็นที่สุดท้าย เพื่อพบกับสมบัติ ทองย้อย ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างรอพิจารณาคดี รวมถึง พรชัย (แซม) และเยาวชนกลุ่มทะลุฟ้า ทะลุแก๊ส 

เบญจา ระบุว่า ได้สอบถาม สมบัติ ทองย้อย ถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำและเรื่องสุขภาพ รวมถึงสถานการณ์ภายในและภายนอกเรือนจำ รวมถึงสิทธิเสรีภาพของ สมบัติ ในเรือนจำ

จากนั้นคณะฯ ได้เข้าเยี่ยม อัญชัญ ปรีเลิศ ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดในคดี 112 ดังนั้นเงื่อนไขในการเข้าเยี่ยมจึงจะมีความแตกต่าง ไม่เหมือนกับกรณีอื่นๆ อัญชัญ ได้สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ตนได้รับการดูแลในฐานะเป็นนักโทษสูงอายุ ซึ่งมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ขวัญและกำลังใจค่อนข้างดี ได้รับการพิจารณาจัดลำดับชั้นอยู่ในนักโทษชั้นเยี่ยม จากโทษเดิมที่ต้องจำคุกทั้งสิ้น 40 กว่าปี จะลดลงมาเหลืออยู่ 10 ปีเศษ ซึ่งต้องดูเงื่อนไขในทางกฎหมายต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ด้านณัฐวุฒิ เผยว่า สำหรับผู้มาเข้าเยี่ยมในวันนี้นอกเหนือจากคณะอนุกรรมาธิการ ที่มาในนามสถานแทนราษฎร ยังมีผู้แทนจาก แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเยี่ยมผู้ต้องขังว่าเป็นอย่างไร และได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมหรือไม่ มีเงื่อนไขหรือปัจจัยที่แตกต่างจากกรณีอื่น ๆ หรือไม่ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ใน 2 วันนี้ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อจัดทำเป็นรายงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการสนทนากับ สมบัติ นั้น น.ส.เบญจา ได้หยิบยกบทกวีที่นายแซม พรชัย ได้เคยกล่าวให้ผู้ต้องหาคดี 112 ทุกครั้ง ในกิจกรรม "ยืนหยุดขัง" มากล่าวให้นายสมบัติ ทองย้อย ฟัง โดยมีใจความดังนี้...


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top