Thursday, 9 July 2026
POLITICS

‘ดร.หิมาลัย’ วอน อย่าให้ทุนนอกครอบการเมืองไทย หลังมีคนปูด ‘นักการเมือง’ รับเงินแก้ ม.112

จากกรณีที่มีนักกิจกรรมทางการเมือง ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีนักการเมืองบางคนของพรรคที่จ้องจะแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 เคยได้รับเงินสนับสนุนจากทุนต่างชาติ เพื่อให้แก้ไขมาตราดังกล่าว รวมถึงในช่วงที่ผ่านมา มีข้อมูลว่า ทุนจากต่างชาติให้การสนับสนุนกลุ่มเอ็นจีโอ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การที่เอ็นจีโอได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากเป็นการใช้เพื่อช่วยเหลือทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ หรือ การพัฒนาการเมือง แต่หากนำมาใช้เป็นทุนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และล้มล้างระบอบการปกครองของประเทศนั้น ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นบ่อนทำลายชาติ

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ได้ให้มุมมองต่อว่า ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ถูกต่างชาติแทรกแซงทางการเมืองจนนำไปสู่ความล่มสลาย ประเทศย่อยยับ ประชาชนต้องลี้ภัยหนีจากบ้านเกิดเมืองนอน เพราะฉะนั้น จึงอยากจะตั้งคำถามกับพี่น้องคนไทยว่า เราจะยอมรับให้องค์กรต่างประเทศสนับสนุนการเงิน เพื่อมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วทำให้ประเทศเราพังทลายเช่นนั้นหรือ?

“ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคนเคยถามผมหลายครั้งว่า ถ้าพรรคที่อยู่ฝั่งตรงข้ามขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะรู้สึกอย่างไร ผมบอกว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ถึงอย่างไร ไทยก็ปกครองไทยด้วยกันเอง แต่หากเป็นพรรคการเมืองที่มีทุนต่างชาติหนุนหลัง และพยายามจะแทรกแซงการปกครองของไทย อันนี้ ผมจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็จะไม่มีวันยอมเช่นเดียวกัน”

ขณะเดียวกัน ดร.หิมาลัย ยังฝากถึงพรรคการเมืองและประชาชนที่พยายามจะยกเลิกมาตรา 112 ว่า อยากให้ทุกคนศึกษาประวัติศาสตร์ให้ถ่องแท้และเป็นธรรม ในอดีตที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ได้ต่อสู้กู้ประเทศชาติบ้านเมือง มีคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ ด้วยความเสียสละ และวิริยะอุตสาหะอย่างมาก จนทำให้เรายืนหยัดเป็นชาติที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาตินักล่าอาณานิคม ทั้งจากเงินถุงแดง ที่รัชกาลที่ 3 ท่านทรงเก็บไว้ดูแลบ้านเมือง และได้นำไปไถ่ประเทศเมื่อครั้งเกิดวิกฤต ร.ศ.112

หรือแม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สร้างสัมพันธไมตรีกับชาติมหาอำนาจ ก็เพื่อรักษาประเทศชาติให้คงเอกราชไว้ให้ลูกหลาน

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำให้กับชาติบ้านเมืองมาอย่างยาวนาน จึงไม่แปลกที่จะมีคนรู้สึกรักและผูกพันกับสถาบันฯ และไม่ไว้วางใจพรรคการเมืองที่มีแนวคิดที่จะล้มสถาบันให้ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง เพราะฉะนั้น อย่าได้ดูถูกและด้อยค่าความจงรักภักดีที่คนส่วนใหญ่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ดร.หิมาลัย กล่าว

‘เด็จพี่’ แฉ!! ‘ชูวิทย์’ โกรธแสนสิริปฏิเสธซื้อที่ดิน ชี้!! ไฟแค้นสุมอก จึงรับงานดิสเครดิต ‘เศรษฐา’

(7 ส.ค. 66) ที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ กรุงเทพฯ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ คณะทำงานด้านกฎหมายที่ได้รับมอบอำนาจจาก นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ระบุที่นายเศรษฐา มอบอำนาจให้ทนายความฟ้องดำเนินคดีกับนายชูวิทย์นั้น เป็นการฟ้องปิดปากว่า ขอชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่มีใครไปปิดปากคนอย่างนายชูวิทย์ได้ หากนายชูวิทย์ตรวจสอบนายเศรษฐาอย่างบริสุทธิ์ใจ

ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า นายชูวิทย์มีข้อมูลเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบตั้งแต่ได้รับข้อมูลมา หรือก่อนที่นายเศรษฐา จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ตนเองในฐานะเป็นนักการเมือง และเคยตรวจสอบในคดีสำคัญ หากไม่มีวาระซ่อนเร้นเราต้องตรวจสอบอย่างนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่นายชูวิทย์ แถลงเมื่อวันที่ 3 ส.ค. กล่าวหานายเศรษฐาว่าทำนิติกรรมอำพราง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รู้เห็นเป็นใจกับบริษัทที่ขายที่ดินให้กับ บ.แสนสิริ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท เรื่องนี้ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เป็นการจับแพะชนแกะ พูดความจริงครึ่งเดียวของนายชูวิทย์ คือผู้ขายได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการโอนแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นคนละวันกัน จึงไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมกัน ในทางกฎหมายอนุญาตให้ทำได้

ต่อมาเมื่อมีการขายให้บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินและระเบียบของกรมสรรพากร ซึ่งถ้าไม่ถูกระเบียบกรมที่ดินก็ไม่สามารถให้ผู้ขายโอนให้ได้ และกรมสรรพากรคงฟ้องร้องผู้ขายไปแล้ว ไม่ปล่อยให้เนิ่นนานขนาดนี้ ใครก็รู้ว่ากรมที่ดินและกรมสรรพากรล้วนมีระเบียบที่เคร่งครัด ไม่ถึงมือนายชูวิทย์หรอก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2543 ข้อ 4 (2)

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่านายชูวิทย์ซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาฯ มีทีมกฎหมายเป็นที่ปรึกษา ก่อนมาแถลงข่าวกล่าวหานายเศรษฐาคงจะต้องศึกษารายละเอียดมาหมดแล้ว ว่าผู้ขายทั้ง 12 คนนี้ได้ที่ดินมาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ก็รู้ แต่จงใจพูดข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าได้ที่ดินมาพร้อมกันในวันที่แถลงข่าว เหมือนพูดความจริงครึ่งเดียว เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่พูดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินได้มาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ปกปิดความจริงข้อนี้ เพื่อใช้เป็นช่องกล่าวหานายเศรษฐาใช่หรือไม่ เพราะหากนายชูวิทย์พูดความจริงตรงนี้ให้หมด ตัวเองจะกล่าวหานายเศรษฐาไม่ได้เลย

นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตต่อว่าผู้ซื้อเป็นนิติบุคคล เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้บริหารหลายคน แต่เหตุใดนายชูวิทย์ จึงตั้งใจโจมตี ดิสเครดิตนายเศรษฐาเพียงคนเดียว ถามว่าหากไม่มีวาระซ่อนเร้นทำไมช่างบังเอิญเช่นนี้ ต่อมาก็กล่าวหานายเศรษฐา มีเงินทอน เป็นตัวการร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจ

เรื่องนี้ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงเลย ตนได้รับเอกสารข้อหารือลงวันที่ 9 มี.ค.58 ระหว่างกรมที่ดินกับกรมสรรพากรกรณีนี้ ซึ่งมีข้อสรุปออกมาเป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรข้างต้น ดังนั้น การกล่าวหาว่านายเศรษฐารู้เห็นเป็นใจ หรือสมคบกับผู้ขายในการหลีกเลี่ยงภาษี มีเจตนากลั่นแกล้งและหวังผลทางการเมืองต่อตัวนายเศรษฐา

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่กล่าวหาว่านายเศรษฐาไม่ซื่อสัตย์ กระทำผิดกฎหมาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทอนในการซื้อขายที่ดินแปลงนี้โดยนายชูวิทย์อ้างถึงราคาที่ดินตารางวาละเกือบ 4 ล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวที่ บ.แสนสิริ ซื้อจากเอกชนนั้น ตั้งอยู่ที่ถ.สารสิน ตรงข้ามกับสวนลุมพินี เป็นทำเลทอง ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวงอสังหาฯ รู้ว่าเป็นราคาปกติ

เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินของนายชูวิทย์ ที่ขายในเดือนเดียวกันให้แก่ บ.ไรมอนแลนด์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่นายชูวิทย์อ้างผ่านสื่อว่าขายไป 2,000 ล้านบาท ราคาตารางวาละเกือบ 3.6 ล้านบาท ทั้งที่ที่ดินนายชูวิทย์ อยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ที่ดินของนายชูวิทย์ก็ราคาไม่ต่างกับราคาที่ บ.แสนสิริ ซื้อ ฉะนั้น ข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งหมดที่นายชูวิทย์ได้แถลงมา จึงน่าจะเป็นความเท็จ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตนขอยืนยันว่านายเศรษฐาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดจริยธรรมตามที่นายชูวิทย์กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขอตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายชูวิทย์ ที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเจ็บแค้น ไม่มีปัญหา และไม่ได้ขายที่ดินของนายชูวิทย์ ให้บ.แสนสิริ รวมถึงไม่มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ นั้น นายชูวิทย์อาจความจำสั้น วันนี้ผมจะมาจับโกหกนายชูวิทย์ ซึ่งผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่านายชูวิทย์ เคยไปพบผู้บริหาร บ.แสนสิริ พร้อมนายเศรษฐา เมื่อวันที่ 8 ก.ย.65 ภาพจากกล้องวงจรปิดก็มี เพื่อเสนอขายที่ดินแปลงของตนเองให้ บ.แสนสิริ

แต่ท้ายที่สุดทางแสนสิริปฏิเสธซื้อที่ดินของนายชูวิทย์ เป็นเหตุให้นายชูวิทย์โกรธ และดำเนินการในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ถามว่าจริงหรือไม่ที่ก่อนที่นายชูวิทย์จะมาแถลงข่าว ได้พยายามเสนอขายที่ดินให้ บ.แสนสิริ อีกครั้งหนึ่ง โดยเสนอราคาเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาทแต่ถูกปฏิเสธอีกครั้ง เรื่องนี้คือประเด็นที่ทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจใช่หรือไม่

“ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นที่ บ.แสนสิริ เท่าที่ผมทราบนายชูวิทย์ ไม่ได้มีความสนิทสนมกับนายเศรษฐาถึงขนาดเข้าไปเยี่ยมกันถึงที่บริษัทได้ แต่ในภาพกลับจับมือ ดูสนิทสนม นี่คือพฤติกรรมของนายชูวิทย์ที่ตรงข้ามกับคำพูดที่ว่าแฉเพื่อชาติ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนอยากถามว่าวันนี้นายชูวิทย์ แฉเพื่อใครกันแน่ นายชูวิทย์ในฐานะที่เป็นคนมีความกว้างขวาง มีเพื่อนอยู่ทั้งในวงการทหาร และนักการเมือง ใคร ๆ ก็รู้ว่านายชูวิทย์ สนิทกับใคร ผู้มีอำนาจกลุ่มไหน อยากถามว่าที่นายชูวิทย์ ออกมาเป็นหัวขบวนเปิดเกมเขี่ยบอลสาดโคลนเป็นคนแรก เพื่อดิสเคดิตนายเศรษฐา ก่อนการโหวตนายกฯ เพียงไม่กี่วันว่าไม่มีความเหมาะสม

ถามว่า เป้าหมายของนายชูวิทย์เพื่อทำให้นายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) เรื่องจริยธรรม ถามว่านายชูวิทย์รับงานใครมา หวังผลทางการเมืองเพื่อให้ใครกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นี่เป็นคำถามให้นายชูวิทย์ต้องตอบ

นายชูวิทย์กล่าวหานายเศรษฐาว่ามีพฤติกรรมอำพราง แต่ตนเห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมอำพรางน่าจะเป็นนายชูวิทย์มากกว่า เพราะเวลานี้มีประเด็นที่ กทม. ร่วมกับอัยการต้องมานั่งประชุมกันในสิ่งที่นายชูวิทย์อำพรางไว้กรณีที่จะต้องติดคุก 5 ปี แลกกับการยกที่ดินเป็นสวนสาธารณะ แต่นายชูวิทย์กลับสู้กับ กทม.และอัยการว่าเป็นที่ของบริษัท ตัวเองจะไปยกให้สาธารณะได้อย่างไร และยังเสียภาษีอยู่ตลอด แถมกำหนดเวลาเปิด-ปิดสวนจน กทม.เข้าไปดำเนินการอะไรไม่ได้เลย

ขอถามว่าใครมีพฤติกรรมอำพรางกันแน่ สังคมสงสัยว่านายชูวิทย์ ลักษณะน่าจะเป็นโมฆบุรุษใช่หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายพร้อมพงศ์ได้เรียกพนักงานจัดส่งเอกสาร ส่งภาพวันที่นายชูวิทย์ เข้าเจรจาขายที่ดินต่อ บ.แสนสิริ ซึ่งขณะนั้นมีนายเศรษฐา เป็นประธาน เป็นภาพที่ทั้ง 2 จับมือกันอย่างชื่นมื่น ไปให้นายชูวิทย์ถึงที่รร.เดวิสเพื่อทวนความจำของนายชูวิทย์ด้วย

'นพดล' แจง!! สถานการณ์ตั้งรัฐบาลตอนนี้ไม่ง่าย ไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่จะทำให้ดีที่สุด 

(7 ส.ค. 66) นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป ว่า น่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ต้องให้เวลาตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาหาเสียงตั้งรัฐบาล การล่าช้าออกไปไม่กี่วันคงไม่กระทบโรดแมปในการตั้งรัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สื่อและนักวิเคราะห์ถกเถียงกันว่าใครจะเป็นนายกฯ จะพลิกขั้วไหม แต่ที่พรรคเพื่อไทยกังวลคือปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานสูงขึ้น รายได้ประชาชนหดหาย หนี้สินครัวเรือน ยาเสพติดระบาด ปัญหาภัยแล้งเอลนิโญ ปัญหาไทยเสียโอกาสในเวทีโลก เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การจัดทำงบประมาณประทศ เป็นต้น พรรคคิดตลอดว่าทำอย่างไรจึงจะมีรัฐบาลมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะเราเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ง่วนกับการตั้งรัฐบาลเพื่อมีอำนาจอย่างเดียว นอกจากนั้นนักธุรกิจ นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรมีรัฐบาลโดยเร็ว ทางเลือกที่ให้ทอดเวลาไปเกือบปีเพื่อให้ สว.หมดอำนาจโหวตนายกฯ แล้วค่อยให้สภาผู้แทนฯ โหวตนายกฯ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

เมื่อถามว่า มีคนวิจารณ์ท่าทีเพื่อไทยมากมายในช่วงนี้ นายนพดล กล่าวว่า เราเคารพความเห็นต่าง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็นำมาคิดต่อ น่าเสียดายบางคนด่าล่วงหน้าไปแล้ว แต่ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุด สถานการณ์การตั้งรัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่งานง่าย เราไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ต้องทบทวนสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำมา ส.ส.ของพรรคเห็นชอบโหวตให้คุณพิธาครบ 141 เสียง และโหวตไม่เห็นด้วยกับญัตติที่ไม่ให้เสนอชื่อคุณพิธาเป็นครั้งที่ 2 ครบ 141 เสียง พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเลย หลังจากที่พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็ต้องพยายามหาเสียงให้ครบ 375 เสียง ขณะนี้ก็ต้องดำเนินการขอเสียงสนับสนุน

"ผมขอความเป็นธรรมให้พรรคเพื่อไทยด้วยว่า พรรคไม่ได้มีทางเลือกมากมาย แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยยึดมั่นประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อนประโยชน์พรรค" นายนพดล กล่าว

‘อดีตผู้ช่วยอธิการบดี มธ.’ ฝากถึงทุกคนที่ห่วงใย มธ. ไม่ต้องกลัวสถาบันตกต่ำ เพราะมีเด็กสมัครเกินโควตาเสมอ

(7 ส.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Boonsom Akkarathammakul’ ของนายบุญสม อัครธรรมกุล อดีตผู้ช่วยอธิการบดี มธ. โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า..

“ขอบคุณที่ห่วงธรรมศาสตร์ กลัวสถาบันจะตกต่ำ จะตกต่ำเพราะเรื่องนี้จริงหรือ??? เห็นแต่ละคณะยังมีเด็กสมัครเกินจำนวนที่นั่งกันเยอะเลย ในขณะที่…ที่อื่นสถานการณ์ตรงกันข้าม”

ทั้งนี้ภาพที่โพสต์เป็นข้อความคำพูดของนักวิชาการหลายท่านที่แสดงถึงความห่วงใยในสถาบันธรรมศาสตร์ หลังได้เชิญ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นพูดในวันปฐมนิเทศนักศึกษาปีที่ 1 เช่น

คำพูดของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ศิษย์เก่าดีเด่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ และ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ ที่ระบุว่า “รู้สึกเศร้าใจมาก เมื่องานรับเพื่อนใหม่ของธรรมศาสตร์ มีการเชิญ 'พิธา' ไปเป็นผู้บรรยาย ให้นักศึกษาปีที่ 1 ฟัง เชิญนักการเมืองที่มี agenda คนที่ทำกิจกรรมด้วยตรรกะผิด ๆ บิดเบือนไม่เหมาะสม..ต้องยอมรับว่า ธรรมศาสตร์ช่วงนี้ตกต่ำจริง ๆ ..อย่าให้มหาวิทยาลัยของเรา ตกต่ำไปกว่านี้เลย”

คำพูดของ รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวว่า แปลกใจทำไมจึงกล้าเชิญคุณพิธามาแสดงปาฐกถาโดยไม่กลัวข้อครหาใด ๆ สิ่งรับไม่ได้ที่สุดคือ การกล่าวว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ เป็นวิถีของก้าวไกล ทั้งที่ความเป็นธรรมศาสตร์แท้จริง จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่พูดโกหกเพื่อเอาตัวรอด...ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ 'สถาบันพระมหากษัตริย์' เหมือนก้าวไกล และด้อมส้ม ส่วนคุณพิธา เป็นที่ประจักษ์ว่าพูดไม่จริงและพูดจริงครึ่งเดียวหลายเรื่อง จึงเป็นการเชิญมาโดยไม่พิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ หรือเชิญมาเพื่อเปิดโอกาสให้สร้างคะแนนนิยม เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้

นอกจากนี้ยังมีคำพูดของนายเกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ บริษัท​ ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มธ.เชิญพิธา ไปพูดในงานปฐมนิเทศ นศ.ใหม่ ซึ่งได้มีการกล่าวอ้างว่า "จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ เหมือนกับวิถีก้าวไกล"

ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง ขอยืนยันว่า จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ที่ผมและศิษย์เก่าจำนวนมากก็มีนั้น ต่างจากวิถีก้าวไกลโดยสิ้นเชิง จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้พวกเราก้าวร้าว ก้าวล่วงและพยายามจะเปลี่ยนแปลงสถาบันหลักของชาติแต่อย่างใด

อีกทั้งพิธาเองยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมสงสัยและกำลังโดนตรวจสอบทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ธุรกิจและการเมือง ดังนั้นพิธาจึงไม่ควรจะเป็นตัวอย่างศิษย์เก่า มธ. ที่ดีจนกว่าจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ได้เสียก่อน

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะตระหนักให้มากกว่านี้ถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงของชาติ รวมถึงความอ่อนไหวของอารมณ์และความรู้สึกของนักศึกษาและประชาชนในปัจจุบัน

คำพูดของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา
กล่าวในฐานะอดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า สมัยผมเป็น 'นศ.มธ. เราต่อต้าน จักรวรรดินิยมตะวันตก แต่เด็ก นศ.สมัยนี้ กลายเป็น 'เหยื่อ' และ 'หมากเบี้ยขุน' ให้จักรวรรดินิยมเอาไว้ใช้งาน ดิสเครดิตประเทศบ้านเกิดตัวเอง จิตวิญญาณมันต่างกันจริง ๆ

สุดท้ายเป็นคำพูดของ จิ๊บ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางแค ภาษีเจริญ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในฐานะอดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (C38) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน แต่…ธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวร้าว ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวล่วง ไม่เคยสอนให้เหยียบย่ำ หยาบคาย กับผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เพียงเพื่อความสะใจ

'ศุภณัฐ-ก้าวไกล' แจงหน้าที่ สส.ไม่มีอำนาจบริหารน้ำท่วม หลังชาวเน็ตแซะ "ตอนน้ำท่วม ไปอยู่ไหน?"

(7 ส.ค. 66) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความตอบโต้หลังถูกเข้ามาถามว่า “ทำมาเกินแอ็ค ตอนฝนตกน้ำท่วม ไปอยู่ไหน” ในโพสต์ที่เจ้าตัวลงพื้นที่ ซอยรัชดา 32 รัชดา 36 และ ตลาดเสือใหญ่

นายศุภณัฐ ระบุว่า “คอยติดตามสถานการณ์ และแจ้งหน่วยงานเนี่ยแหละครับ ขออธิบาย รัฐศาสตร์เบื้องต้นนะครับ แต่ละบุคคล แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ต่างกัน

‘ส.ส. ไม่ใช่ ฝ่ายบริหารจัดการน้ำท่วม’ เป็นอำนาจของมหาดไทย กทม. และเขต

ตัว ส.ส. ไม่มีอำนาจในการบริหารน้ำท่วม ไปสั่งเจ้าหน้าที่แทน ผอ.เขต ไม่ได้ เขาต้องทำตามแผนของเขา สั่งเปิดปิดประตูระบายน้ำไม่ได้ สั่งย้ายเครื่องสูบน้ำไม่ได้ สั่งลอกท่อไม่ได้ สั่งเร่งระบายน้ำในคลองไม่ได้ แปรงบลงเขตตัวเองก็ไม่ได้ และเอาจริง ๆ ส.ส. ไม่ใช่ตัวหลักที่ไว้ตรวจสอบ กทม. อันนี้เป็นบทบาทของ สก. (นิติบัญญัติ ระดับท้องถิ่น) ครับ

ผมคือฝ่ายนิติบัญญัติ (ระดับรัฐ) รับฟังความลำบากของประชาชน แล้วนำไปแจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ รับรู้ถึงความลำบาก เร่งให้รีบจัดการแก้ไข ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน และร่างกฎหมาย ที่จะทำให้การบริหารงานดีขึ้น

สำนักระบายน้ำ มีงบจัดการน้ำ 9,000 ล้าน และ เขต 50 เขต มีงบ 20,000 ล้าน ซึ่งอยู่ภายใต้ กทม. แต่ ส.ส. มีเงินเดือน 1 แสน

ถ้าผมบริหารงบเองได้ แปรงบได้ ผมคงเร่งขยายท่อระบายให้กว้างขึ้นและติด Sensor ตามท่อ เพื่อตรวจสอบ Speed ของการไหล และระดับน้ำในท่อ ตรงไหนตัน ตรงไหนระบายช้า จะได้รู้หมดครับ”

'นันทนา' ปลื้ม!! อธิการ มธ. เชิญ 'พิธา' ปาฐกถารับปี 1  ชี้!! มีคุณสมบัติเหมาะสม เป็น idol ของคนรุ่นใหม่

(7 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก โพสต์ข้อความผ่านเพจ ‘ดร.นันทนา นันทวโรภาส’ ระบุว่า

“ในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ 3 ปริญญา
ปริญญาตรี : ศิลปศาสตรบัณฑิต (ประวัติศาสตร์)
ปริญญาโท : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง)
ปริญญาเอก : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( สื่อสารมวลชน)

ขอสนับสนุนและยกย่อง ท่านอธิการบดีและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้เชิญคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาปาฐกถาต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2566 นี้

คุณพิธา เป็นลูกแม่โดม จากคณะบัญชี ที่เรียนเก่งจนต่อยอดไปจบปริญญาโทจาก มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อย่าง Harvard และ MIT  มีจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุทิศตนรับใช้ประชาชน จนประสบความสำเร็จในทางการเมือง เป็นหัวหน้าพรรคที่ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนนเสียงบริสุทธิ์กว่า 14 ล้านเสียง และหากเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบอารยะ คุณพิธา ก็คือนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทยแล้ว!

นี่คือผลผลิต อันน่าภาคภูมิใจ ของชาวธรรมศาสตร์มิใช่หรือนี่คือแบบอย่าง ที่จุดประกายความคิด ให้แก่คนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ มิใช่หรือ

เช่นนี้แล้ว พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คือองค์ปาฐกฯ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทในการปฐมนิเทศนี้

พิธานับเป็น idol ของคนรุ่นใหม่ การปรากฏตัวบนเวทีหอประชุมธรรมศาสตร์ เรียกเสียงกรี๊ดตบมือดังสนั่นตลอดเวลา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเชิญรุ่นพี่มาถูกใจยิ่งนัก

พิธา เป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง มีบุคลิกผู้นำ แต่งกายถูกกาละเทศะ กิริยาท่าทางสุภาพ อ่อนโยน ลีลาการนำเสนอเร้าใจ น้ำเสียงมีพลัง จังหวะการพูดกระชับ ฉับไว เนื้อหาการพูด เรียบเรียงมาอย่างเป็นระบบ

‘สาร’ สำคัญ ที่นำเสนอคือ การกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ กล้าคิดใหญ่ กล้าฝันใหญ่ และให้คิดนอกกรอบ พลังของคนรุ่นใหม่ จะเปลี่ยนสังคม การเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สุดท้ายพิธาได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ให้รุ่นต่อไป ยืนหยัดต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพ และ ความยุติธรรมในสังคม ดังปณิธานของชาวธรรมศาสตร์ที่ว่า

“เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้”

การกล่าวปฐมนิเทศที่น่าประทับใจนี้ ย่อมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ ที่จะผลิดอก ออกผล แห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ต่อไป”

'ตระกูลฉายแสง' ไม่เห็นด้วย 'พท.' จับ 'รทสช.-พปชร.' 'อึดอัดใจ-นอนไม่หลับ' หาเสียงคนพื้นที่ไว้เยอะ

'ฐิติมา ฉายแสง' สส.ฉะเชิงเทรา เพื่อไทย ถึงกับ ‘อึดอัด-นอนไม่หลับ’ กับข่าวเพื่อไทยจะจับมือรวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ จัดตั้งรัฐบาล ยืนยันไม่เห็นด้วย หาเสียงไว้เยอะ คนพื้นที่อึดอัด

มาถึงเวลานี้ก็ยังไม่ชัดว่า รัฐบาลของเพื่อไทยจะประกอบด้วยพรรคไหนบ้าง ไม่เห็นร่องรอยของการทาบทาม-เจรจา จะจับมือกับรวมไทยสร้างชาติ หรือพลังประชารัฐ ก็มีวาจามัดคออยู่ 'ไม่เอาลุง'

ถ้าไม่เอาพรรค 'ลุงพี่-ลุงน้อง' จะเอาเสียงที่ไหนมาสนับสนุนให้เพียงพอ และมั่นใจว่า สว.จะโหวตให้ด้วย เพราะคร่าวๆ ต้องใช้มือจาก สว.ไม่น้อยกว่า 110 เสียง

ฝ่ายที่กำลังฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลก็คงจะยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า ในนามหัวหน้าพรรค ถ้าร่วมกับพรรคลุง "ผมลาออก"

ดูท่าทีของสองพี่น้อง 'ตระกูลฉายแสง' ทั้ง 'จาตุรนต์ ฉายแสง' และ 'ฐิติมา ฉายแสง' ก็อึดอัด กระอักกระอ่วนใจกับการจะดึงพรรคลุงมาร่วมรัฐบาล

แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือดึงมาหมดเกือบทุกพรรคแล้ว 13-14 พรรค ก็จะได้แค่ 266-267 เสียงเท่านั้น ถ้าไม่เพิ่มพรรคลุงเข้ามา ต้องอาศัยเสียง สว.มากถึง 110 เสียง เป็นอย่างน้อย

ถามว่า เวลาของเพื่อไทยเกือบเดือน 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' หัวหน้าคณะเจรจากับ สว.ได้คุยกับใครแล้วบ้าง ได้มาแล้วกี่เสียง ซึ่งจนถึงวินาทีนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ทั้งจาก 'สุริยะ' และจากน้ำเสียงของ สว.เองว่าจะโหวตให้

ที่ไม่ควรลืมคือ สว.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีกรรมการสรรหา ที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นประธานกรรมการสรรหา

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อเกิดขึ้นจากการชุมนุมขับไล่เครือข่ายทักษิณ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี 2543 ตั้งแต่ยุคทักษิณ ชินวัตร ยุคสมชาย วงศ์สวัสดิ์, สมัคร สุนทรเวช และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จึงถูกเฟ้นหามาจากคนที่ไม่เอาทักษิณ ไม่ชอบระบอบทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย หรือเรื่องยากที่ สว.จะยกมือสนับสนุนคนของพรรคเพื่อไทยที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าพรรคของใคร และมีเป้าหมายคือ 'เอาทักษิณกลับบ้าน'

วันนี้ 'ทักษิณ' เลื่อนกลับบ้านอย่างไม่มีกำหนด หลังการจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยยังไม่เรียบร้อย โดยอ้างว่า 'หมอนัดด่วน' จะนัดด่วนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ยืนยันไม่กลับไทยตามกำหนดเดิม 10 สิงหาคม แต่เห็นเตร็ดเตร่อยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศข้างบ้านเรา ไปโผล่ร่วมงานวันเกิดนายกฯ ฮุนเซ็น ของกัมพูชา

ทางการไทยไม่มีขยับ หรือไม่รู้ว่าทักษิณเดินทางเข้าพนมเปญ ทำไมไม่แจ้งขอความร่วมมือกัมพูชา ส่งตัว 'ผู้ร้ายทักษิณ' กลับมารับโทษ เพราะไทย-กัมพูชา มีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันอยู่ และลงนามร่วมกันตั้งแต่ปี 2541 แล้ว

ระวังนะสักวันหนึ่ง 'ทักษิณ' อาจจะเดินทางเข้าไทย ผ่านทาง 'ช่องทางหมาลอด' หรือช่องทางธรรมชาติ ก็เป็นได้ ที่บอกว่าจะกลับมาอย่างแมนๆ เท่ห์ ผ่านสนามบินดอนเมือง อาจจะไม่จริงก็ได้ เป็นแค่ละครตบตาเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

มาถึงนาทีนี้บอกได้เลยว่า การจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยยากขึ้นทุกที ยังไม่เห็นวี่แววของความสำเร็จ มีอุปสรรคมากมาย...

- การรวมเสียง แม้จะได้เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังไม่ผ่านด่าน 367 เสียงของรัฐสภา (สส./สว.)
- เพื่อไทยยังต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส./สว.อีกอย่างน้อย 110 เสียง
- จะดึงพรรคลุงพี่-ลุงน้อง เข้าร่วมก็มีวาทะมัดคออยู่ แถมคนในเองก็ไม่เห็นด้วย

- การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในพรรคเพื่อไทยเองก็ยังเห็นแย้ง ไม่มีความเป็นเอกภาพเช่นกัน
- จะย้อนกลับไปคืนดีกับก้าวไกล ก็มาไกลเกินไปแล้ว ไกลเกินกว่าจะกลับไปร่วมเรียงเคียงหมอนกันอีก
- ท่าทีของผู้ใหญ่บางคนในพรรคเพื่อไทย กับพรรคข้ามขั้ว ยังไม่ให้เกียรติ์กันพอ เช่น เขามาเอง เราไม่ได้เชิญ เป็นต้น

- กว่าจะถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดิเดตของเพื่อไทย 'เศรษฐา ทวีสิน' น่าจะถูกตีน่วมไปก่อน ซึ่งประเดิมด้วย 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์' ผิดถูกอย่างไรไม่รู้ แต่มัวหมองไปแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็น่าจะพลั้งพรูออกมาเรื่อยๆ

บอกตามตรงว่า ถึงเวลานี้ยัง 'มืดมน' กับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย มืดมนพอๆ กับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังไม่เห็นแววว่าจะสำเร็จเมื่อไทย

จึงเริ่มมีคำถามในสื่อโซเชี่ยลว่า สามคำถาม อันไหนยากกว่ากัน อันไหนจะสำเร็จก่อน...
- จัดตั้งรัฐบาล
- ทักษิณกลับบ้าน
- เลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยส่วนตัว #นายหัวไทร ไม่เชียร์ใคร ไม่หยามใคร แต่อยากให้การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จลงโดยเร็ว เพราะยิ่งช้า ประเทศชาติ และประชาชนจะเสียประโยชน์ ใครมองเห็น มองไม่เห็นผมไม่ทราบ แต่ผมมองไม่เห็นว่า ถ้ามีรัฐบาลช้า 'หายนะ' รออยู่ โดยเฉพาะหายนะด้านเศรษฐกิจ

ผมไม่ถึงกับ 'อึดอัด-นอนไม่หลับ' แต่กลุ้มใจกับภาวะที่เป็นอยู่ และไม่สบายใจกับผลที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

'เศรษฐา' รับ!! เสียใจทวีตในอดีตเขียนเองทั้งหมด  ยัน!! ไม่ลบทุกข้อความ ขอเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 66 จากกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์แจ้งมีผู้ไม่ประสงค์ดี แฮกทวิตเตอร์แอคเคานต์ส่วนตัว และทำการแก้ไขข้อความเดิม เพื่อปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด โดยยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุดนั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น นายเศรษฐา ทวีตข้อบนทวิตเตอร์ ระบุว่า...

เรื่องความผิดปกติที่ทวิตเตอร์ของผมโดนแฮกเมื่อ 2-3 วันก่อน กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ส่วนข้อความในอดีตทุกข้อความที่ผมเขียนเอง ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป ต่างวาระ ต่างอารมณ์ความรู้สึก ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ผมรู้สึกเสียใจต่อข้อความในอดีตที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบัน

"ผมจะไม่ลบข้อความเหล่านั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าในอดีตผมมีความคิด และทัศนคติอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นครับ" นายเศรษฐา ระบุ

‘เศรษฐา’ มอบทนาย ยื่นฟ้อง ‘ชูวิทย์’ ปมแฉซื้อขายที่ดิน ชี้ เป็นการใส่ความ-มีวาระซ่อนเร้น เรียกค่าเสียหาย 500 ลบ.

(7 ส.ค. 66) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณียื่นฟ้องนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในกรณีที่นายชูวิทย์กล่าวหาว่า บ.แสนสิริ โดยนายเศรษฐาซื้อที่ดินและมีการหลีกเลี่ยงภาษีว่า นายเศรษฐาได้มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ โดยมีสาระสำคัญว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค.จำเลยทราบอยู่แล้วว่า ในวันที่ 4 ส.ค. จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และในวันประชุมรัฐสภาดังกล่าว คาดหมายว่าจะมีการเสนอชื่อในฐานะเป็นบุคคลที่สมควรจะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยต่อที่ประชุมรัฐสภา

ทั้งนี้ จำเลยจัดแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณชนที่ รร.เดอะเดวิส สุขุมวิท 24 โดยใช้ชื่อว่า ‘แฉเพื่อชาติ EP 1’ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยการป่าวประกาศ ใส่ความโจทก์ต่อหน้าสื่อมวลชวนที่ไปทำข่าว และมีการถ่ายทอดสดเผยแพร่ต่อสื่อออนไลน์ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในลักษณะใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้ประชาชนบุคคลทั่วไป รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้โจทก์เป็นนายกฯ

นายวิญญัติ กล่าวว่า รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ได้รับฟังรับชมการแถลงข่าวของจำเลย หลงเชื่อและเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลไม่ดี เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่สมควรที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกฯ ทั้งนี้ ก่อนการแถลงข่าว บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ต่อสาธารณะ หัวข้อ ‘แสนสิริ ชี้แจงซื้อที่ดินถูกต้องตามหลักกฎหมายและธรรมาภิบาล’ ยืนยันว่าบริษัทฯ ยืนยันได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใสและตรอจสอบได้ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงตามความจริงที่ถูกต้องได้ ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังในการเสนอข้อเท็จจริง แต่จำเลยกลับไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนมีการแถลงดังกล่าว แต่ยืนยันข้อเท็จจริงและมีเจตนาที่จะไม่ให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้โจทก์เป็นนายกฯ นั้น และจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนบุคคลทั่วไปที่ได้รับชมรับฟังการแถลงข่าวของจำเลยดังกล่าว หลงเชื่อ และเข้าใจทันทีว่าโจทก์เป็นบุคคลไม่ดี โกงภาษี ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า ความจริงผู้ขายได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการโอนแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นคนละวันกัน จึงไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมกัน ต่อมาเมื่อมีการขายให้ บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทเดียวโดยต่างคนต่างขายคนละวัน หรือแม้ว่าจะขายในวันเดียวกัน ผู้ขายทั้งหมดก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในฐานะห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 ข้อ 4 (2) เนื่องจากข้อเท็จจริงกรณีนี้ไม่ได้มีการเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมพร้อมกัน จึงให้บุคคลแต่ละคนที่ถือกรรมสิทธิ์รวม เสียภาษีเงินได้ในฐานะบุคคลธรรมดา โดยแยกเงินได้ตามส่วนของแต่ละคนที่มีส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์รวม

จำเลยยังเป็นการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายข้อความ ซึ่งฝ่าฝืนความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดความน่าเชื่อถือจากประชาชน เนื่องจากโจทก์เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและเป็นบุคคลที่พรรคเพื่อไทยมีมติให้ส่งชื่อกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ

”ผมขอตั้งข้อสังเกตว่านายชูวิทย์มีเจตนาพูดไม่ครบถ้วน ให้ข้อเท็จจริงในลักษณะให้เกิดความเข้าใจผิด มีวาระซ่อนเร้นที่จะกลั่นแกล้งโจทก์หรือไม่ การใส่ความนายเศรษฐาให้ประชาชน และสมาชิกรัฐสภาเชื่อว่านายเศรษฐากระทำผิดกฎหมาย ขัดธรรมาภิบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างที่นายชูวิทย์กล่าว ซึ่งทางโจทก์ได้ยื่นฟ้องพร้อมเรียกค่าเสียหายจากนายชูวิทย์จากการกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินจำนวนห้าร้อยล้านบาทถ้วน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์” นายวิญญัติ กล่าว

นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนทราบว่านายชูวิทย์กำลังป่วย ตนจึงให้กำลังใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่ที่ต้องฟ้องไม่ใช่การรังแกคนป่วย เป็นคนละเรื่อง เพราะการกระทำของคุณชูวิทย์ เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดกฎหมาย จะใช้สิทธิละเมิดผู้อื่นมิได้ เราทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน หากโดนละเมิดสิทธิ คุณเศรษฐาก็ต้องปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่เช่นนั้นคนทั่วไปและสมาชิกรัฐสภาหรือวิญญูชนย่อมเข้าใจในทางไม่ดีต่อคุณเศรษฐา และยังมีการกล่าวหรือกระทำการให้ร้ายอยู่ต่อไป

แม้คุณชูวิทย์จะบอกว่าตัวเองป่วย ใกล้ตาย มีเวลาไม่นาน แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่พูดจะต้องจริง ทางกฎหมายคือเจตนาใส่ความนั่นเอง เมื่อตนยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำไปขยายประเด็นหรือใส่ความอีก เพราะจำเป็นต้องมีการฟ้องดำเนินคดีตามสิทธิ์ กล่าวโดยสรุปนายเศรษฐาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ย่อมอาจถูกตรวจสอบได้ แต่ประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารต้องพึงระวังว่าในข้อมูลนั้นและต้องรอบด้าน ไม่ใช่รีบตัดสินเพื่อเชื่อเลยทีเดียว เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องภาษีและเป็นการดำเนินการตามมาตรการการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรไม่ใช่เรื่องเลี่ยงภาษีหรือทำให้รัฐเสียหาย

‘เด็กเพื่อไทย’ ไว้อาลัยให้ความน่าเชื่อถือของ ‘ชูวิทย์’ หลังพาดพิง ‘เศรษฐา’ ปมดรามาซื้อขายที่ดินแสนสิริ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 66 ดร.กฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้แชร์ข่าวกรมที่ดินได้ออกมาชี้แจง กรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง พาดพิงนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย (พท.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดและกรรมการของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีส่วนร่วมในการหลีกเลี่ยงภาษีในการซื้อขายที่ดินของแสนสิริ เป็นเหตุให้รัฐต้องสูญเสียรายได้เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท พร้อมโพสต์ข้อความผ่านเพจ ‘ดร.ตั้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา’ ระบุว่า…

“RIP ความน่าเชื่อถือท่านชูวิทย์ เมื่อวานนี้ผมได้ทราบข่าวที่น่าเศร้า เพราะท่านชูวิทย์ฮีโร่นักแฉในดวงใจของผมได้ประกาศว่า ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ จึงถือโอกาสแสดงความเสียใจและเป็นห่วงมา ณ ที่นี้

นอกจากนี้แล้ว ผมยังได้ทราบถึงความไม่สบายใจของท่านชูวิทย์เกี่ยวกับประเด็นของท่านเศรษฐา เรื่องการซื้อที่ดินของบริษัทแสนสิริที่ท่านชูวิทย์ไม่สบายใจ ว่าเป็นกระทำโดยมิชอบหรือไม่ และจะส่งผลถึงภาพลักษณ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ต้อง ‘ซื่อสัตย์สุจริต’ หรือไม่ ผมขออธิบายดังนี้ครับ

ในประเด็นแรกเรื่องการเสียภาษีซื้อขายที่ดินนั้น กรมที่ดินได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ‘เป็นภาระโดยตรงของผู้ขาย’ และโดยที่ผู้ซื้อไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และวิธีปฏิบัติดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะได้มีการเสียภาษีต่างๆ ในวันโอนที่ดินครบถ้วน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของแต่ละคน เป็นสิ่งที่ผู้ขายแต่ละคนต้องรับผิดชอบในรอบปีภาษีของแต่ละคน ซึ่งหากมีการไม่ชำระก็เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรต้องจัดการ ผู้ซื้อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ครับ

ประเด็นถัดมาในส่วนของราคาซื้อขายที่ดินนั้น ทุกๆ ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ราคาซื้อขายที่ดินนั้นเป็นความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อขายกันตามราคาประเมินแต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้ว บริษัทแสนสิริจำเป็นต้องซื้อในราคาที่ผู้ขายพึงพอใจ ไม่ได้เป็นการทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด ท่านชูวิทย์สบายใจได้ครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่ท่านชูวิทย์ได้แสดงความห่วงใยถึงผู้ถือหุ้นบริษัทแสนสิริว่า ‘ผู้ถือหุ้นเจ๊ง’ นั้น ตามข้อมูลงบการเงินจาก ตลท.ในปี 2562 ที่มีการซื้อขายที่ดินนั้น บริษัทแสนสิริมีกำไรสุทธิ 2,392.44 ล้านบาท ท่านชูวิทย์สบายใจได้ครับ

สุดท้ายนี้ หวังว่าท่านชูวิทย์คงสบายใจได้ในทุกๆ ประเด็น หากท่านจะจากไปในอีกแปดเดือนก็คงจะจากไปอย่างหมดห่วง ด้วยความห่วงใยครับ

‘ชูวิทย์’ ลั่น!! นายกฯ คนที่ 30 ส่อแววชื่อ ‘ประวิตร’ คาดโหวตอีก 2 ครั้ง ปัดแฉ ‘เศรษฐา’ เอื้อประโยชน์ ‘ลุงป้อม’

(6 ส.ค. 66) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ ‘ชั่วโมงข่าวเสาร์อาทิตย์’ ทางช่องไทยพีบีเอส ระบุว่า ไม่แปลกใจกับการประกาศเลื่อนกลับประเทศของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่มีหลักประกันที่จะเดินทางกลับ

นายชูวิทย์ คาดการณ์ว่า รัฐสภาจะต้องลงมติโหวตนายกรัฐมนตรีอีกอย่างน้อยๆ 2 ครั้ง จึงจะได้นายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าน่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จากการเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 3 เนื่องจากนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบในการโหวตครั้งต่อไป เนื่องจาก สว.อาจอ้างเหตุผลเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

“คาดว่าจะได้นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ และถึงแม้จะได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่านายทักษิณ จะได้กลับประเทศทันทีหลังจากนั้น โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องได้รับไฟเขียว” นายชูวิทย์ กล่าว

นายชูวิทย์ ยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนายเศรษฐา ไม่ได้โกรธแค้นเป็นการส่วนตัว หรือทำเพื่อประโยชน์กับบุคคลใด แต่ย้ำว่า ไม่ต้องการได้นายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยในวันที่ 7 ส.ค. จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินเพิ่มเติม เป็นหนังสือราชการสำคัญ และจะไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป

‘สมศักดิ์-วิสุทธิ์’ นำทีม สส.เพื่อไทย ลุยสุราษฎร์ฯ ช่วยพี่น้องเกษตรกร หารือแนวทางแก้ปัญหาโรคใบร่วงระบาด ทำน้ำยางพาราลดลง 40%

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 66 คณะพรรคเพื่อไทย นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและคณะลงพื้นที่ชุมชนบ้านเรียบ ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เยี่ยมผู้นำชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ปักษ์ใต้ เพื่อรวบรวมปัญหาที่พบส่งให้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้ง ได้นำไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องอย่างทันท่วงทีที่สุด

1.) สมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวว่าขณะนี้เกิดปัญหาโรคใบร่วงระบาดในสวนยาง ส่งผลให้ผลผลิตน้ำยางลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงทำให้ต้นยางเกิดปัญหายืนต้นตาย โดยวิธีแก้ไขเบื้องต้นสามารถใช้สารแคลเซียมคาร์บอเนตเพื่อลดปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ที่จะต้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีก

2.) พรรคเพื่อไทย ห่วงใยปัญหาของพี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาง ตลอดเวลาได้ศึกษาวิจัยและรวบรวมข้อมูลและเมื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น จะสามารถนำมาใช้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ทันที

3.) วิสุทธิ์ ไชยณรุณ กล่าวว่าในเรื่องของเกษตรกร ถือเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ซึ่งหลังจากนี้ จะต้องเดินหน้าในการจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูก และการเลี้ยงปศุสัตว์แบบถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการหว่าน หรือ การใช้สูตรปุ๋ยที่เหมาะกับพืชที่ปลูก เพื่อที่จะให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น รวมถึงเพิ่มมูลค่าผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

4.) สกุณา สาระนันท์ สส.สกลนคร กล่าวว่าหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องทำ คือการพัฒนาผลผลิต หาตลาดใหม่ให้แก่ผู้เพาะปลูก รวมทั้งการส่งเสริมใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตให้งอกเงยมากขึ้น และเพิ่มทุนให้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีสภาพคล่องมากกว่าที่เป็นอยู่ 

5.) คณะพรรคเพื่อไทย ที่ลงพื้นที่ในโอกาสนี้ ประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ, วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานนโยบายด้านการเกษตร พรรคเพื่อไทย, ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ, สกุณา สาระนันท์ สส.สกลนคร, ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย, มนพร เจริญศรี สส.นครพนม, ธัญธารี สันตพันธ์ สส.อุบลราชธานี, สุรพจน์ เตาะเจริญสุข สส.ขอนแก่น, ทินพล ศรีธเรศ สส.กาฬสินธุ์, ศุภจักร บุตรก้ำพี้ และ ดรุฒ คำวิชิตธนาภา

จิ๊บ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางแค ภาษีเจริญ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 66 จิ๊บ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางแค ภาษีเจริญ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวในฐานะอดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (JC38) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า…

“ฉันรักธรรมศาสตร์… เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน แต่… ธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวร้าว ธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวล่วง และธรรมศาสตร์ ก็ไม่เคยสอนให้ เหยียบย่ำ หยาบคายกับผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เพียงเพื่อความสะใจ

ฉันมั่นใจว่า ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ทุกคน รักและหวงแหนประเทศชาติ อยากเห็นประเทศเดินไปตามครรลองที่เหมาะสม ด้วยความรักและสามัคคีของคนในชาติ

ในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ขอยืนยันว่า จิตวิญญาณธรรมศาสตร์นั้น ไม่เหมือนจิตวิญญาณของก้าวไกล อย่าปล่อยให้ใคร มาทำให้พวกเราชาวธรรมศาสตร์แตกแยกกัน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเลยค่ะ”

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (JC38) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘จตุพร’ หยัน!! ‘เพื่อไทย’ หมดสภาพและไม่เชื่อ ‘ทักษิณ’ จะกลับไทย  ชี้!! พรรคอันดับ 3 ผงาด!! แต่นายกฯ อาจมาจากพรรคอันดับ 4

‘จตุพร’ สงสาร ‘ทักษิณ’ เลื่อนกลับไทย ถามเป็นอะไรหรือเปล่า ฉะตรรกะ “เราไม่ได้ข้ามไปหา แต่เขาข้ามมาเอง” สะท้อน ‘เพื่อไทย’ หมดสภาพ อยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด สูญสิ้นอำนาจต่อรอง ถูกไล่ต้อนให้เป็น ‘พรรคสมุน’ ของพรรคอันดับ 3 คาด นายกฯ อาจมาจากพรรคอันดับ 4

(6 ส.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “ดูท่า… ว่าจะ?” เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 66 ระบุว่า…

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ ไม่ควรประกาศซ้ำสองกรณีเลื่อนกลับไทยอีก 2 สัปดาห์ เพราะฟังดูยิ่งน่าเห็นใจ เป็นห่วง ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นให้คิดปล่อยจิตว่าง ทำตามที่สบายใจ จะกลับมาวันไหนก็ติดคุกอยู่ดี

นายจตุพร กล่าวว่า การไม่กลับไทยตามเวลานัด 10 ส.ค. ของนายทักษิณ เป็นไปตามที่ตนประเมินไว้ทุกประการ อีกทั้งได้แนะเหตุผลให้อ้างป่วยก็ตรง และยังทำตาม ส่วนการเลื่อนกลับไทยไปอีก 2 สัปดาห์ ยังต้องฟังหูไว้หู เพราะแม้มนุษย์เราไม่มีใครอยากผิดคำพูด แต่แสดงถึงใจยังไม่ปล่อยวางกับการตัดสินใจมาติดคุกโดยดุษฎี จึงได้แต่ฟังคำพูดคนอื่น ทั้งที่ทางปฏิบัติแล้วไม่เคยมีอยู่จริงที่ไม่ต้องติดคุก ความจริงคนระดับอดีตนายกฯแล้ว นายทักษิณไม่จำเป็นต้องประกาศกลับบ้านเป็นครั้งที่สอง เพราะขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อประกาศครั้งเดียวก็ให้มาเลย อย่างไรก็ตามขอให้ตัดใจปล่อยวางการติดคุกให้ได้ ตนเสนอให้เอาตามสบายใจ จะมาวันไหนก็มา แต่ต้องติดคุกอยู่ดี

นายจตุพร กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่นายทักษิณระบุจะกลับไทยในวันใดวันหนึ่งนั้น โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 10-24 ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงการเจรจาลับตั้งรัฐบาลอย่างเข้มข้น และต้องยกมือไหว้ สว.ในทางแจ้งเพื่อให้ช่วยตั้งรัฐบาลข้ามขั้วอีก จึงเป็นสถานการณ์ที่ชุลมุนในทางการเมืองอย่างหนัก รวมทั้งคาดว่าสถานการณ์จริงทางการเมืองไทยจะเริ่มในวันที่ 16 ส.ค. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดสั่งคำร้องข้อบังคับการประชุมรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญ (รธน.) หรือไม่ ดังนั้นวันที่ 17 ส.ค.จะโหวตนายกฯ เมื่อได้นายกฯ จะมีเวลาตั้งรัฐบาลอีกเพียง 7 วัน และนายทักษิณจะกลับไทยตามคำประกาศครั้งสอง จึงเป็นไปไม่ได้เพราะกระชั้นชิดมาก และคงต้องเลื่อนอีกครั้งค่อนข้างแน่นอน

“ขอแนะนำอีกว่าหลังจากตรวจร่างกายตามแพทย์บอกแล้ว หมอต้องสั่งห้ามเดินทางเด็ดขาด อีกทั้งระยะเวลาทางการเมืองและการตั้งรัฐบาลยังไม่สอดคล้องกัน จึงเป็นไปไม่ได้จะกลับมาช่วงนั้น เพราะเป็นช่วงชุลมุนตามข้อตกลงตั้งรัฐบาล แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ การโหวตนายกฯ นายเศรษฐา ทวีสิน คงไม่ได้เป็นนายกฯ”

นายจตุพร กล่าวถึง ‘นายภูมิธรรม เวชยชัย’ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า เคยยืนกรานว่านายทักษิณกลับไทยตามวันเวลาเดิม แล้วเมื่อเลื่อนกลับ จะมีการทวงหาคำพูดจากนายภูมิธรรมบ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในช่วงนี้คำพูดทางการเมืองแสดงถึงการพูดไม่จริงระหว่างกันทั้งสิ้น โดยหลายคนอธิบายเหตุผลนายทักษิณกลับไทยต้องเชื่อว่าเป็นจริง เพราะ ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร’ ลูกสาว เป็นคนประกาศด้วยตัวเอง ดังนั้น นายทักษิณ คงไม่ยอมทำให้ลูกเสียหายได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดที่สุด

“ถ้าลูกรู้ว่า พ่อเข้ามาแล้วติดคุก จะมีลูกคนไหนบอกพ่อให้กลับมาเพื่อช่วยรักษาหน้าตาของลูก ซึ่งในโลกความจริงไม่มีลูกคนไหนยอมให้พ่อมาติดคุกหรอก เพราะพ่อติดคุกเท่ากับครอบครัวต้องติดคุกไปด้วย ดังนั้น สัญชาตญาณของลูกที่รักพ่อ ย่อมทนเห็นพ่อติดคุกไม่ได้”

นายจตุพร ระบุว่า ตนไม่เข้าใจนายทักษิณ พูดเลื่อนกลับไทยอีกทำไม ถ้าไม่ติดใจอะไรแล้ว จะกลับก็มาเลย แต่การประกาศแบบปลายเปิดลักษณะนี้มันน่าสงสารว่า เป็นอะไรมากหรือเปล่า เพราะช่วงเวลาทางการเมืองนั้นมันเป็นเรื่องยากที่สุด ควรต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย เนื่องจากการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายเป็นเรื่องยากมาก

นายจตุพร กล่าวถึงการตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ว่า จากนี้ไปอำนาจต่อรองของเพื่อไทยได้สูญหายไปตามลำดับ และประชาชนที่สนับสนุนจะหดหายไป คงเหลืออีกไม่สักเท่าไร นอกจากนี้แกนนำบางคนให้เหตุผลการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วว่า เราไม่ได้ข้ามขั้ว แต่เขาข้ามมาหาเราเอง แสดงถึงการจนปัญญา หมดหนทางอธิบาย เพราะแถมาทุกทิศทางแล้ว จนสีข้างถลอกหมดจึงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

นายจตุพร ประเมินว่า หากเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ได้ คงเกิดจากเงื่อนไขไม่มีพรรคสองลุงมาร่วมด้วย ดังนั้น การโหวตนายกฯ ก็จะถูกคว่ำทันที อีกรณีหนึ่งคือ เพื่อไทยอาจไม่ส่งแคนดิเดตนายกฯ ให้สภาฯ โหวต แล้วมอบให้พรรคอันดับ 3 เป็นผู้รวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลและเสนอแคนดิเดตนายกฯ ให้สภาโหวตเห็นชอบ

“การให้พรรคอันดับ 3 มาจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทยจะกลายเป็นพรรคถูกชวนเข้าร่วมด้วย แต่พรรคที่ 3 อาจส่งมอบนายกฯ ให้พรรคอันดับ 4 ก็ได้ ซึ่งพร้อมรออยู่ ดังนั้นไม่ว่าอธิบายมุมใดที่เพื่อไทยถูกเชิญมาร่วมรัฐบาลนั้น ก็จะกลายเป็นเพียงพรรคสมุนของพรรคอันดับสามและสี่ไปทันที”

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีนายเศรษฐา ถูกตรวจสอบกรณีเลี่ยงภาษีที่ดิน ว่า เมื่อการกล่าวหามีน้ำหนักทางการเมือง โดยเน้นการตรวจสอบคุณสมบัติทางจริยธรรมของบุคคลจะเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองต้องมีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นในกรณีนายเศรษฐา จึงเสี่ยงกับตำแหน่งนายกฯ เพราะมีแต่เสียกับเสีย และพร้อมเกิดแรงเหวี่ยงกระทบกับชีวตในอนาคตด้วย

“เผลอๆ ไม่กี่วันนี้ คุณเศรษฐา อาจคิดโยนผ้าไม่เป็นนายกฯ หรือจะมีคนอื่นจัดการไม่ส่งก็ได้ เพราะกรณีตรวจสอบจริยธรรมการเลี่ยงภาษีที่ดินจะส่งผลกระทบในวงกว้างมาก ดังนั้นถัดจากนี้ไป คุณเศรษฐา คงต้องกำหนดท่าทีและจุดยืนทางการเมืองว่า จะเอาอย่างไร”

นายจตุพร เชื่อว่า การโหวตนายกฯอาจต้องขยายเวลาออกไปอีก แต่จะออกแบบกันอย่างไรก็จะนำพาสู่วิกฤตใหญ่ เพราะการอธิบายอะไรก็ตามทำให้ผิดเป็นถูก ย่อมเป็นตรรกะที่ยากมากที่สุด เช่น การอธิบายว่า ไม่ได้ข้ามไปหาเขา แต่เขาข้ามมาหาเอง ซึ่งเป็นตรรกะที่วิบัติอย่างยิ่ง การใช้ตรรกะ “เขามาเอง” มาอธิบายการข้ามขั้วนั้น ไม่แตกต่างจากคำพูดหาเสียงประกาศแก้ ม.112 แต่เมื่อจะตั้งรัฐบาลก็บอกไม่แก้แล้ว ม.112 แล้วเหลือแยกทางจากก้าวไกล คิดจะไปตั้งรัฐบาลแบบหมูๆ แต่กลับไม่ง่ายตามหวังหลังจากแยกทางก้าวไกล เพราะอำนาจต่อรองเปลี่ยนไป การเจรจาตกเป็นรองพรรคอื่น และที่สำคัญทำให้ประชาชนเสียไปด้วย

“ดังนั้น อะไรก็ตามที่ท้าทายความรู้สึกคน เอาการร่วมเป็นร่วมตายมาละเลงเล่นดูเสมือนประชาชนไม่มีความรู้สึก คิดว่าทำอะไรก็ได้ จึงเป็นการคิดผิดอย่างมาก อีกทั้งเกิดภาพยกมือไหว้ สว.กลางห้องประชุมสภา เพื่อขอปิดสวิตช์ตัวเอง เป็นการกระทำที่ผิดวิสัย ซึ่งไม่น่าได้เห็น แต่ก็เห็นจนได้ จึงเป็นพฤติกรรมแบบหมดสภาพของพรรคอันดับสอง” นายจตุพร กล่าว

‘พี่เต้’ ชำแหละ ‘รธน.ฉบับคณะก้าวหน้า’ ก๊อปปี้ญี่ปุ่นร่างโดยมะกัน เน้นชงให้ ‘ลด-ยกเลิก-ตัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์’

เมื่อไม่นานนี้ ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่ง ชื่อ ‘wakeupthailand’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ ‘นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่ออกมาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะก้าวหน้า โดยในคลิประบุว่า…

“ผมได้มาแล้วครับ ต้นฉบับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะก้าวหน้า โดยมอบหมายให้พรรคก้าวไกลเป็นคนดําเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้คล้ายๆ ประเทศญี่ปุ่น คือเอารัฐธรรมนูญฉบับที่สหรัฐอเมริกาให้ประเทศญี่ปุ่นไปทํา มาให้เราใช้ เป็นการลอกแบบรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นมาให้รัฐบาลไทยทํานั่นเองครับ”

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 หมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ในมาตรา 6 คือ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดมิได้” อันนี้คือมาตรา 6 ของเก่านะครับ ส่วนในฉบับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดมาตรา 2 ก็คือเขาให้ยกเลิกนะครับ ยกเลิกหมวดพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเลย ยกเลิกตั้งแต่มาตรา 6 ถึง 24 แล้วเขียนมาตราใหม่

ในมาตราเก่าคือ “พระมหากษัตริย์ทรงดํารงไว้เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ กล่าวหาฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางใดมิได้” จะขอแก้ไขเป็น “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยและทรงเป็นกลางทางการเมือง”

อันนี้คือลอกแบบรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาเลย แต่รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นร่างโดยสหรัฐอเมริกานะครับ และอย่าลืมว่าญี่ปุ่นเขาตกเป็นเมืองขึ้นของอเมริกานะครับ มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ตอนนี้คือ “พระมหากษัตริย์ทรงดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย” ในรัฐธรรมนูญของฉบับนายปิยบุตรนั้นไม่ได้เขียนไว้ อ่านดีๆ นะครับ ทุกท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเอกสารฉบับนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊กของคณะก้าวหน้า หรือสามารถไปดาวน์โหลดได้ที่เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายปิยบุตรนะครับ”

“ส่วนมาตรา 7 ในหมวดของการปฏิรูปพระมหากษัตริย์ ในส่วนของฉบับอาจารย์ปิยบุตร ฉบับคณะก้าวหน้า ฉบับก้าวไกล ทั้งหมดคืออันเดียวกัน ซึ่งเขาได้ระบุไว้ว่า “การกระทําของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง ที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐฯ ต้องได้รับคําแนะนําและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีแล้วแต่กรณี” นั่นหมายความว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับของปิยบุตร คณะก้าวหน้านั้น บอกว่า “พระมหากษัตริย์ ต้องฟังคําสั่ง สส. ต้องฟังคําสั่งรัฐมนตรี ต้องฟังคําสั่งคณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี”

นั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญของฉบับญี่ปุ่น ลอกแบบมาทั้งหมดเลยนะครับ ยกเลิกมาตรา 6 ถึงมาตรา 24 คือหมายความว่า ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 14 ไปเลย กล่าวคือในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะก้าวหน้านี้ จะไม่มีองคมนตรีแล้ว ยกเลิกองคมนตรีไปทั้งหมดเลยนะครับ และในวรรคสองของมาตรา 7 ของฉบับนายปิยบุตรนั้น คือ ‘ตัดพระราชอํานาจ’ ที่พระมหากษัตริย์ไทย เคยใช้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คือการใช้อํานาจผ่านนิติบัญญัติบริหารตุลาการ ตั้งแต่ 2475 จนถึง 2539 แต่พอ 2540, 2550 และ 2560 นั้น พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจผ่านนิติบัญญัติบริหารตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้น ฉบับของนายปิยบุตรจะตัดอํานาจในส่วนนั้นทั้งหมดเลยนะครับ”

“ส่วนอีกอันนึง ซึ่งเราไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 คือก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนในสภาผู้แทนราษฎร คือต้องทําเหมือนกับองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นนะครับ ซึ่งองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกายึดอํานาจไปหมดแล้ว คนละแบบกันกับประเทศไทยนะครับ แต่คนกลุ่มนี้ ไปเรียนเมืองนอกมา พอไปเรียนเมืองเมืองนอก โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส นิสัยก็จะเหมือนกับพวกจอมพล ป.พิบูลสงคราม, พระยาพหลพลพยุหเสนา, พระยาฤทธิอัคเนย์ หรือนายปรีดี พนมยงค์กันหมดเลย ก็เลยจะเอารัฐธรรมนูญฉบับญี่ปุ่นนี้มาเป็นต้นแบบเพื่อใช้ในประเทศไทยนะครับ”

“ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ไม่เหมือนกับพระมหากษัตริย์ของประเทศอื่นๆ ประเทศของเรายังไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครเลย ถ้าเราไม่มีล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 แล้วเราจะเหลือแผ่นดินไหม ถ้าเราไม่มีรัชกาลที่ 5 เราคงปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ เป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้วนะครับ เราคงไม่ได้มีประเทศไทยที่เข้มแข็งเหมือนในปัจจุบันนี้”

“พรรคการเมืองแบบพรรคก้าวไกล คือเขาเกิดมาเพื่ออะไร? เพื่ออเมริกาหรือเปล่า? เกิดมาเพื่อดําเนินการตามนโยบายของอเมริกาที่เคยทํากับญี่ปุ่นหรือไม่? การแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และหมวด 15 จะกระทําได้ตามรัฐธรรมนูญนั้น ต้องผ่านการประชามติของประชาชน 65 ล้านคนก่อนนะครับ เพราะว่ามีหลายเรื่องที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหมดแบบไม่มีชิ้นดีเลยนะครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top