Saturday, 18 July 2026
NEWS

‘หมออั้ม’ สวน ‘ต้องเต’ ไม่เข้าใจ Soft Power อย่างแท้จริง ถามแรง!! “รู้ไหมพาหนังโกอินเตอร์ ต้องประสานหน่วยงานไหน?”

หลังจากที่ ‘ต้องเต ธิติ ศรีนวล’ ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ ออกมาพูดถึงเรื่องการผลักดันหนังไทยให้เป็น ‘Soft Power’ ว่า ประเด็นที่ผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงการโกอินเตอร์ของภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ รวมทั้งกลายเป็นหนังซอฟต์เพาวเวอร์

โดย ‘ต้องเต’ เปิดเผยตอนหนึ่งว่า “ถ้ามีเรื่องอื่นที่ดีแล้วพาเขาไป ให้มาซัปพอร์ตจริง ๆ หน่อย ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป คุณอาจไม่เข้าใจหนังสัปเหร่อจริงเลย ๆ ก็ได้ แค่มาถ่ายรูปแล้วก็บอกว่าหนังสัปเหร่อเป็นซอฟต์เพาเวอร์ ตัวผมเองยังไม่รู้ว่าซอฟต์เพาเวอร์คืออะไร” 

จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ็ในโลกออนไลน์จำนวนมาก

ทางด้าน นายแพทย์อิราวัต อารีกิจ หรือ หมออั้ม อดีตศิลปินชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘อั้ม อิราวัต’ ระบุว่า

“ข้อแรก - เพื่อไทย เขาเพิ่งเป็นรัฐบาลครับ ต้องเต
ข้อสอง - ถ้าไม่ให้เขาถ่ายรูป หรือร่วมยินดีด้วยจะให้เขาเพิกเฉย หรือไม่สนใจเหรอ? ในฐานะรัฐบาล
ข้อสุดท้าย - เออ ฟังบทสัมภาษณ์แล้วสรุปว่าไม่เข้าใจ คำว่า Soft Power จริง ๆ นั่นแหละ จะโกอินเตอร์ รู้ไหมต้องประสานกับอะไรจะไประดับนานาชาติ รู้ไหมว่าต้องผ่านหน่วยงานไหน

ต้องผ่านกรมกองระหว่างประเทศ + งบสนับสนุนอย่างไร

รัฐบาล+คณะรัฐมนตรี กระทรวงต่าง ๆ เขากำลังช่วย แล้วมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ มันไม่ดีต่อภาพรวมเลย แต่ก็ตามสบายเลยครับ ถ้าคิดว่าดี”

ล่าสุดวันที่ 6 พ.ย. 66 ต้องเต ให้สัมภาษณ์ผ่าน Live ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ 6 พฤศจิกายน 2566 ทางช่อง สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ต้องเต ระบุว่า “ไม่อยากให้มันเกิดดรามารุนแรงขนาดนั้น ที่ตนพูดโดยการที่ไม่รู้ระบบ และไม่เข้าใจระบบการดำเนินการของภาครัฐ ซึ่งตนอาจจะใจร้อนด้วย”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “แต่สิ่งที่อยากจะพูดจริง ๆ คือ อยากเป็นกระบอกเสียงในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะต้องเข้าใจว่า กระแสหนังจะมาแป๊บเดียว และจะหายไปเลย ถ้าไม่มีระบบมารับรองทัน อาจจะเสียโอกาสในการผลักดันภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเลย มองว่า ถ้าหนังสัปเหร่อ สามารถเป็นโมเดลได้ อาจจะเป็นโมเดลที่จะขับเคลื่อนภาพยนตร์ไทยเรื่องต่อ ๆ ไปด้วย”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “ทั้งนี้ อยากสะท้อนว่าถ้าภาครัฐอยากจะสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังนั้น ต้องเร่งสนับสนุน เพราะกระแสหนังไปเร็ว ถ้าช้านิดนึงต่อไปอาจจะผลักดันไม่ทัน”

ต้องเต กล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ ไม่รู้จริง ๆ ว่าซอฟต์พาวเวอร์ คืออะไร และหลัง ๆ ไม่เข้าใจด้วยว่า ความรู้เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ที่เรารู้นั้น ถูกรู้ไม่ ซึ่งสำหรับซอฟต์พาวเวอร์ ผมแค่รู้สึกว่า มันคือกระบวนการที่ทำให้เกิดค่านิยมอย่างใดอย่างหนึ่ง”

“ทั้งนี้ ผมขอบคุณ และยินดีที่มีคนบอกว่าหนังสัปเหร่อ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ แต่แค่ งง เพราะรู้สึกว่าถ้าคนทำงานเข้าใจว่าซอฟต์พาวเวอร์ คืออะไร มีขั้นตอนกระบวนการอย่างไร ผมอาจจะทำการบ้านและทำให้หนังเรื่องนี้มันไปได้ไกลขึ้น”

‘แขก’ หนุนคำ ‘ต้องเต’ ไม่ได้ทำสัปเหร่อให้เป็น Soft Power ชี้!! รัฐต้องมอบ ‘เงินทุน-โอกาส’ จึงถือเป็นการผลักดันที่แท้จริง

(6 พ.ย. 66) จากกรณีที่ ‘ต้องเต ธิติ ศรีนวล’ ผู้กำกับหนัง ‘สัปเหร่อ’ ร่วมงานเสวนาในหัวข้อ ‘จากจักรวาลไทบ้านสู่พลังอีสานสร้างสรรค์’ โดยมีบางช่วงบางตอนได้มีการแชร์คลิปของงานเสวนาและคลิปที่เผยแพร่ในรายการอยู่ดีมีแฮง ช่อง ThaiPBS ในตอนที่ต้องเตตอบคำถามประเด็นเกี่ยวกับ Soft Power ว่า ขอให้รัฐผลักดันภาพยนตร์ไทยจริง ๆ ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปแล้วบอกซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)

ทั้งนี้ ประโยคดังกล่าวที่ ผกก.สัปเหร่อ ได้หล่นไว้ในงานเสวนาเที่ยวล่าสุดนั้น ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเป็นจำนวนมากทั้งในแวดวงคนทำหนังด้วยกัน หรือกระทั่งล่าสุดที่ ลักขณา ปันวิชัย หรือ ‘คำ ผกา’ พิธีกรหญิงประจำช่องวอยซ์ทีวี (Voice TV) ก็ได้ออกมาโพสต์ถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน ผ่านเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อและนามสกุลจริงของตัวเอง @ ระบุ “ว่าด้วย soft power การที่ ผกก.สัปเหร่อบอกว่า ไม่รู้ ไม่ตั้งใจทำหนังเป็น soft power น้องเขาพูดถูกแล้วนะ”

“พลังของ soft power คือถ้าเราตั้งใจจะทำมันจะไม่ใช่ มันจะไม่เป็น ถ้าวันไหนใครสักคนลุกขึ้นมาทำอะไรแล้วประกาศว่านี่คือ soft power สิ่งนั้นจะไม่มีวันมี power”

“Power ของหนังสัปเหร่อคือ การที่เขาแค่อยากเล่าเรื่องที่เขา ‘รู้’ และ ‘รู้สึก’ คนทำงาน ไม่ว่าจะแขนงไหน ก็ทำไปตาม passion ตามรสนิยมตัวเอง ส่วนมันจะมี power ขึ้นมาอย่างไร มันอยู่ที่ ‘ผู้บริโภค’ เสน่ห์ของ soft power คือ คนตกหลุมรักสิ่งนั้น ๆ ด้วยองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์แบบด้วย”

“ส่วนการที่รัฐบาลจะ endorses การสร้างศก. จาก soft power คือเป็นการ endorses ด้วย ‘เครื่องมือ’ หรือ กลไกรัฐที่จะสร้าง ศก. จากสิ่งเหล่านี้ โดยไม่เข้าไปครอบงำทาง ‘เนื้อหา’ แต่ facilitates สิ่งที่ ‘ขาด’ เช่น ทุน หรือ โอกาส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์”

คำต่อคำ 'คุณหญิงกอแก้ว-ณพ' เปิดข้อมูลชนะคดี WEH 6 ปี 6 คดี ศาลยกฟ้องหมดทุกคดี 'โกงเจ้าหนี้-ปลอมลายเซ็น-ปลอมเอกสาร'

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 66 นายณพ ณรงค์เดช และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา พร้อมที่ปรึกษากฎหมาย จัดแถลงข่าวเปิดข้อมูลสำคัญและยืนยันความบริสุทธิ์คดีครอบครัวและคดีหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) หลังศาลชั้นต้นพิพากษาชนะ 6 คดี 

>> ‘คุณหญิงกอแก้ว’ พ้นผิด 

คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา เปิดเผยว่า ที่มาไม่ได้ออกมาพูดหรือให้ข่าวใด ๆ เพราะต้องการความชัดเจนของกฎหมายและศาล ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าดิฉันไม่โกงใคร และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครตามที่กล่าวหา 

ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข่าวที่ไม่ครบถ้วน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ดิฉันในวัย 70 ปี ครอบครัวของดิฉันอยู่อย่างสงบร่มเย็นเป็นสุข และใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ต้องการอะไรของใคร

จนกระทั่งวันหนึ่ง นายณพ ณรงค์เดช ซึ่งเป็นสามีของลูกสาว และเป็นพ่อของหลาน 2 คน มาขอความข่วยเหลือ ดิฉันก็ต้องช่วยเหลือ ซึ่งในวันนั้นไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลย และไม่มีใครอยากจะยุ่งกับ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ดิฉันเมื่อรักลูกรักหลาน ดิฉันก็ต้องรักลูกเขยด้วย วันนั้นถ้าดิฉันไม่ได้ซื้อหุ้น WEH ไว้ บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลาย เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ ก็จะไม่ให้สินเชื่อ

“ณพ มาพูดกับดิฉันว่าเป็นคนสุดท้ายที่จะขอความช่วยเหลือ ดิฉันจึงตัดสินใจว่าให้ความช่วยเหลือ แต่มีเงื่อนไขว่าแม่จะไม่ออกหน้า ณพหาคนที่เชื่อใจ และไว้ใจได้มาใส่ชื่อแทนแม่”

เมื่อ WEH พ้นวิกฤต ดิฉันก็ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์วุ่นวายจะเกิดขึ้น เมื่อ WEH พ้นวิกฤตและทำรายได้ปีละหลายพันล้านบาท คดีความต่าง ๆ การกล่าวหาก็เกิดขึ้น เพื่อต้องการอยากได้หุ้น 

“ถ้าคุณลงทุนคุณก็ต้องได้หุ้น ถ้าคุณไม่ลงทุนคุณย่อมไม่มีสิทธิ์ อันนี้เป็นสิ่งที่เราชัดเจน เมื่อไม่ลงทุนแต่อยากได้หุ้น เมื่อไม่ได้หุ้นก็เบี่ยงเบนหลักฐาน ความจริง แต่ทุกอย่าง การเงิน เรามีครบไม่ใช่พูดไปเรื่อย พูดไม่ครบ พูดเบี่ยงเบน ไม่ครบประโยค ไม่ครบเรื่อง พูดแต่เป็นบางส่วน หยิบมาทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าศาลได้มีคำพิพากษาออกมาทั้ง 3 ศาล ว่าดิฉันไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่กล่าวหา” 

>> ‘อภิมุข ทองคำ’ ลงลึกชนะ 5 คดี  

นายอภิมุข ทองคำ ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการแถลงข่าวครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจนทั้งในมุมมองของสื่อมวลชนและสาธารณชนที่จะได้รับทราบข้อมูล

ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาหลายปี มีการออกข่าวทั้งแบบที่ครบถ้วน ไม่ครบถ้วนบ้าง ในฐานะที่ช่วยดูแลคุณหญิงกอแก้ว และคุณณพ ณรงค์เดช

โดยปัจจุบันมีคดีที่มีผลพิพากษาออกมาแล้ว ถึงแม้จะเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ก็มีข้อเท็จจริง มีเหตุผลในการใช้ดุลยพินิจของศาลที่วินิจฉัยและฟังพยานหลักฐาน จนมีความพิพากษาออกมา

ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ลึกขึ้นจากการวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลในประเด็นที่เป็นเหตุเป็นผลและเกี่ยวข้อง คือ 

1.ใครเป็นเจ้าของหุ้น WEH มีบุคคลใดบ้างเป็นเจ้าของหุ้น
2.ใครจ่ายเงินค่าหุ้น WEH บ้าง
3.ปลอม-ไม่ปลอมเอกสาร / ใช้-ไม่ใช้เอกสารปลอมที่ไหนบ้าง 

โดยมี 5 คดีหลัก ๆ ที่เกี่ยวพันในเรื่องที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง

คดีที่ 1 - คดีฮ่องกง HCA 1525/2018 (ศาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง)
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ ฟ้องโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 3 เรื่องละเมิดและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อปี 2561 

คำพิพากษา: อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยให้ชำระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงสุด ให้แก่จำเลย   

คดีที่ 2 - คดีใช้เอกสารปลอม อ.2497/2561 (ศาลอาญา รัชดา)
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์อ้างว่าตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 และสุรัตน์ จิรจรัสพร จำเลยที่ 3 เรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อปี 2561 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง พยานผู้เชี่ยวชาญยันกันไม่อาจรับฟังเป็นยุติ ลายมือชื่อไม่ได้ผิดแผกแตกต่างให้เห็นชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม เงินช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นเงินกู้ยืม ซึ่ง ณพ รับผิดชอบภาระหนี้และการบริหารจัดการคนเดียวจึงไม่ใช่การร่วมลงทุนในความหมายของกฎหมาย พยานโจทก์รับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าเอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นเอกสารปลอม 

คดีที่ 3 - คดีเรียกทรัพย์คืน พ.1031/2562 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) 
เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 14 คน และมีจำเลยร่วมอีก 31 คน เมื่อปี 2562 เรื่องให้เรียกทรัพย์คืน (หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด) 

คำพิพากษา: โจทก์ขอถอนฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเรื่องนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง หลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนการอายัตเงินปันผลของบริษัท วินด์ฯ โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้หากฟังว่า เกษม ให้หุ้นดังกล่าวแก่ ณพ การเรียกคืนจะต้องปรากฏว่า ณพ ประพฤติเนรคุณ แต่ไม่ปรากฏเหตุว่า ประพฤติเนรคุณ

คดีที่ 4 - คดีผิดสัญญา เรียกทรัพย์คืน พ.978/2565 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้)
กฤษณ์ และกรณ์ ณรงค์เดช เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ณพ ณรงค์เดช เป็นจำเลยที่ 1 บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา เป็นจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2565 เรื่องสัญญาเพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เอกสารดังกล่าวในการโอนหุ้นไม่เป็นเอกสารที่แท้จริง หรือเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานกฎหมาย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้จึงต้องฟังว่า การโอนหุ้นพิพาทหรือการซื้อหุ้นพิพาทมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ก็ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไม่เป็นโมฆะ เรื่องความเห็นเจ้าของหุ้นของโจทก์ทั้งสอง เมื่อได้ความว่า เงินที่ซื้อหุ้นพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองและไม่ปรากฏว่าเอกสารที่อ้างเป็นเอกสารปลอม การโอนหุ้นพิพาทถูกต้องตามแบบของกฎหมาย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ไม่จำต้องโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

คดีที่ 5 - คดีปลอมลายเซ็น อ.1708/2564 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) 
คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1) เป็นโจทก์ฟ้อง ณพ ณรงค์เดช กับพวกรวม 3 คน เมื่อปี 2564 ในฐานความผิด ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม 

คำพิพากษา: ยกฟ้อง ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังว่า เอกสารทั้ง 6 ฉบับปลอม แต่ทางนำสืบและพยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของเกษมไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า ณพ คุณหญิงฯ และสุภาพร เป็นผู้ปลอม มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อหรือนำมาใช้หรืออ้างชื่อใด ซึ่ง กฤษณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ทราบว่าใคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอม ส่วน กรณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในขณะลงลายมือชื่อ จึงไม่ทราบว่า ผู้ใดลงลายมือชื่อ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันปลอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอม

>>‘ณพ’ เปิดข้อมูลพิสูจน์ความบริสุทธิ์หุ้น WEH 

นายณพ ณรงค์เดช ระบุว่า เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว ที่มีบุคคล 2 กลุ่ม คือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ขายหุ้น บริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) ให้กับผม และพี่กับน้องของผม คือ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช และนายกรณ์ ณรงค์เดช ได้ทำการเผยแพร่ และให้ข่าวเกี่ยวกับการที่พวกเขามาฟ้องคดีผม และคุณหญิงกอแก้ว โดยใช้วิธีการให้ข่าวที่เบี่ยงเบนประเด็น โดยไม่ให้ข้อเท็จจริงครบถ้วน เพื่อทำให้ผู้ติดตามข่าว เกิดความเข้าใจผิดว่าผมไปโกง นายนพพร ไปโกงพี่น้อง ซึ่งทำให้ผม คุณหญิงกอแก้ว ภรรยา และลูก ๆ เสื่อมเสียชื่อเสียง และได้รับผลกระทบต่าง ๆ มากมาย แต่เราเลือกที่จะไม่ตอบโต้ และรอให้ศาลมีคำพิพากษาครบทุกคดี จึงค่อยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทีเดียว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความจริงคืออะไร ใครกันแน่ที่โกง

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2565 และวันที่ 28 ก.ย.2566 ศาลอาญารัชดา และศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี ในเรื่องที่พี่ชายและน้องชาย ได้ให้ นายเกษม ณรงค์เดช (คุณพ่อ) ฟ้องผม และคุณหญิงกอแก้ว ในข้อหาใช้เอกสารปลอม และปลอมเอกสาร 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา (คดีที่ 6) ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งเป็นคดีที่ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH ได้ฟ้องผมและพวกเป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่รอฟังคำพิพากษาอยู่ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนเช่นเดียวกัน

ดังนั้น วันนี้ผมจึงพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงการเบี่ยงเบนประเด็นที่ทำให้ผมเป็นคนผิด ทั้ง ๆ ที่พยานหลักฐานชัดเจนแล้วว่าผมไม่ได้ทำผิดใด ๆ 

โดยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ผมเข้าไปซื้อหุ้น WEH จากนายนพพร ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยจากการเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกาย และหน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งกระทำการผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงมีความจำเป็นต้องขายหุ้น WEH ออกมา เป็นการขายหุ้นแบบขายขาด และได้โอนหุ้นให้ผมก่อน แล้วค่อยชำระเงินค่าหุ้นที่หลัง เพื่อแก้ปัญหาของ WEH ที่ไม่สามารถกู้เงินเพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้ จากปัญหาที่นายนพพร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารจึงไม่ให้สินเชื่อ 

ทั้งนี้ เมื่อผมได้รับโอนหุ้นมาก็ได้จ่ายเงินค่าซื้อหุ้นงวดแรกให้นายนพพรไปแล้วเมื่อปลายปี 2558 จำนวน 90.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท แต่เมื่อนายนพพรได้รับเงินไปแล้ว ได้ไปฟ้องคดีเรียกหุ้นคืน ซึ่งแพ้คดี อนุญาโตตุลาการบังคับให้นายนพพรปฏิบัติตามสัญญา คือ ให้รับชำระเงินค่าหุ้นในส่วนอื่น ๆ ต่อไป และจะเอาหุ้นคืนไม่ได้ 

ผมจึงได้ชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือ 85.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ให้นายนพพรไปตั้งแต่ต้นปี 2561 ครบถ้วนตามสัญญา เหลือเพียงเงินโบนัสที่ยังโต้แย้งกันอยู่ในคดีของศาลไทยเท่านั้น และเมื่อนายนพพรได้รับเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้หุ้นคืน ก็ไปฟ้องคดีอื่น ๆ ตามมาอีกหลายคดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ในประเทศไทย และในประเทศอังกฤษ

สำหรับคดีทุก ๆ คดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และในประเทศไทย ศาลได้ตัดสินให้คุณหญิงกอแก้วและผมชนะทุกคดี มีเพียงศาลอังกฤษเพียงศาลเดียวที่ตัดสินคดีบนกฎหมายไทย ตัดสินให้คุณหญิงกอแก้วและตนเองแพ้คดีต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาลให้แก่นายนพพร โดยศาลอังกฤษนี้ อ้างความชอบธรรมที่จะฟังความจากนายนพพรเพียงข้างเดียว โดยเขียนคำพิพากษาในทำนองว่านายนพพร เป็นผู้สุจริต โดยไม่โต้แย้ง หรือเขียนถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ฝ่ายผมในฐานะจำเลยได้นำสืบว่านายนพพรเป็นคนไม่สุจริตไว้ในคำพิพากษาเลย

ข้อยกตัวอย่าง 4 ข้อ 1.นายนพพร ถูกพิพากษาจำคุกโดยศาลชั้นตนและศาลอุทธรณ์ในประเทศไทย ฐานความผิดยักยอกทรัพย์ 2.นายนพพร เป็นผู้ต้องหาหนีคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา

3.นายนพพร ถูกศาลฮ่องกงพิพากษาว่าจงใจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการดำเนินคดีที่ศาลญี่ปุ่น และ 4.นายนพพร ได้ขัดขวางไม่ให้ผมหาเงินกู้มาชำระค่าหุ้น WEH ให้กับนายนพพรให้ทันที่กำหนด เพื่อให้ผมผิดนัด และให้นายนพพรอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาซื้อขาย เพื่อเรียกเอาหุ้น WEH คืนทั้งหมด ตามที่นายนพพรวางแผนไว้ ซึ่งในที่สุดผมก็เป็นผู้ชนะคดี

ขณะที่คดีที่ศาลอังกฤษ นายนพพร ได้ใช้สื่อที่วางแผนเอาไว้ประโคมข่าวอย่างหนัก โจมตีว่าคุณหญิงกอแก้ว และผม โกงเขา ซึ่งในคำพิพากษาที่ศาลอังกฤษที่ได้ใช้กฎหมายไทยนี้ได้ถูกศาลแขวงพระนครใต้ของไทยตัดสินกลับแล้วเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา ในคดีที่นายนพพรฟ้องผมและพวกเป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งศาลไทยได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการโกงเจ้าหนี้ และให้ยกฟ้อง

>> ยันครอบครัวณรงค์เดชไม่ได้ร่วมลงทุน WEH 

สำหรับเรื่องผมกับพี่น้องครอบครัวณรงค์เดชเป็นเรื่องที่มีคุณพ่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นเรื่องที่ผมเสียใจที่สุด และไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตผม โดยมูลเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปซื้อหุ้น WEH ที่ซื้อมาจากนายนพพร ซึ่งพี่น้องต้องการหุ้น WEH ที่ผมซื้อมาไปเป็นของเขาจำนวน 49% แบบฟรี ๆ โดยผมเป็นผู้ลงทุนคนเดียวส่วนตัว ไม่ใช่เป็นของกงสี ดังนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาหาร 3 

“ยืนยันว่าเงินที่นำไปซื้อหุ้น WEH ได้กู้ยืมจากครอบครัวณรงค์เดชมาส่วนหนึ่ง แต่ได้มีการใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยไปแล้ว เหลืออีกเพียง 500-600 ล้านบาท เท่านั้น โดยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการเข้ามาร่วมลงทุนในหุ้น WEH ในส่วนที่ผมซื้อมาจากนายนพพรแต่อย่างใด”     

ทรัพย์สินที่ถือร่วมกันของพี่น้องรอเวลาแบ่งสรรกันมีเพียงทรัพย์มรดกหลายรายการที่คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช (คุณแม่) กำหนดไว้ชัดเจนในพินัยกรรมให้แบ่งกันระหว่างพี่น้องทั้ง 3 คน โดยกำหนดให้ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช ในฐานะพี่ชายตนโตเป็นผู้จัดการมรดก แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการแบ่งออกมาตามพินัยกรรม

ส่วนธุรกิจที่มีนายกฤษณ์ นายกรณ์ และผม ถือหุ้นร่วมกันคนละ 1 ใน 3 มีเพียง บริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด เท่านั้น ซึ่งในอดีตผมได้ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจนี้ให้กับครอบครัวด้วยความเต็มใจ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งเรื่องหุ้น WEH จึงถูกกันออกมาไม่ให้ร่วมบริหาร หรือร่วมตัดสินใจใด ๆ รวมทั้งการที่ เคพีเอ็น แลนด์ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 1 ใน 3 

ขณะที่ธุรกิจส่วนตัวในปัจจุบัน คือ สถาบันดนตรี เคพีเอ็น ที่ได้ทำขึ้นตามความปรารถนาของมารดา ปัจจุบันมีทั้งหมด 26 สาขาทั่วประเทศ และธุรกิจโรงพยาบาลนวเวช ได้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นอีก 2 บริษัท

นายณพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อมีธุรกิจที่น่าสนใจ ผมจะชวนพี่กับน้องก่อนเสมอว่าสนใจร่วมลงทุนด้วยหรือไม่ รวมถึงกรณีการเข้าซื้อหุ้น WEH แต่ได้รับคำตอบว่า "เพ้อฝัน" เขาปฎิเสธที่จไม่ลงทุนกับผม ผมจึงเดินหน้าจัดหาเงินทุนด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีอนาคต 

“เมื่อผมเข้าไปบริหาร WEH จนมีกำไรสามารถจ่ายเงินปันผลได้ พี่กับน้องผมก็มากล่าวอ้างว่าได้ร่วมลงทุนด้วย ผมได้ชี้แจงไปว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม แต่นายกฤษณ์ นายกรณ์ ได้ยื่นฟ้องผมต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับให้โอนหุ้น WEH ให้เขาทั้ง 2 คน รวมกัน 49% แบบฟรี ๆ โดยอ้างว่าร่วมลงทุนด้วย ซึ่งศาลพิพากษาว่าทั้ง 2 คน ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อ จ่ายเงินค่าหุ้น WEH ร่วมกับผม นอกจากนี้ ยังไปฟ้องคดีอาญาว่าคุณหญิงกอแก้วและผม ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เพื่อกดดันให้ผมยอมแบ่งหุ้น WEH ให้กับเขาทั้ง 2 คน ซึ่งศาลก็ได้ยกฟ้องแล้วทุกคดี” 

ส่วนการแถลงข่าวเรื่องปลอมเอกสาร ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผลของคดีที่ยกฟ้องทั้ง 2 คดี คุณหญิงกอแก้ว และผมไม่ได้ปลอมเอกสาร รวมทั้งไม่ได้ใช้เอกสารปลอม ขณะที่นายกฤษณ์ นายกรณ์ ไม่เคยให้ข่าวว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้องว่านายกฤษณ์ และนายกรณ์ ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น WEH กับผมเลย เท่ากับไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในหุ้น WEH ที่พยายามบอกสื่อ เป็นเท็จทั้งสิ้นว่าผมโกง 

นอกจากนี้ นายกฤษณ์ ไม่เคยให้ข่าวเลยว่าถูกผมฟ้องฐานเป็นผู้จัดการมรดกที่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกตามเจตนารมณ์ของคุณแม่ที่เขียนไว้ในพินัยกรรมให้แก่ผมและหลาน ๆ ตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเป็นเวลา 10 ปีแล้วที่คุณแม่จากไป นายกฤษณ์ ก็ยังมีพฤติการณ์เบียดบังค่าเช่าที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผมได้ฟ้องเรื่องนี้ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายกฤษณ์ เป็นเวลา 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และยังมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งนายกฤษณ์อาจจะต้องรับผิดเพิ่มอีกในหลายกรณี

“ที่ผ่านมาผมเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว จึงไม่ต้องการพูดผ่านสื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่นายกฤษณ์ และนายกรณ์ ได้ใช้สื่อในการให้ร้าย กล่าวหาผมว่าเป็นคนโกงพี่โกงน้อง ทำให้ครอบครัวมีปัญหา จนเกิดความแตกแยกในครอบครัว ผมจึงถูกบังคับด้วยสถานการณ์ให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ครบ เพื่อที่จะสรุปได้ว่าใครกันแน่ที่โกง แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ผมจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปพบคุณพ่อที่บ้านได้ ซึ่งผมและลูก ๆ เคารพคุณพ่ออย่างสูงเช่นเดิม และรอวันที่จะได้เข้าไปกราบคุณพ่อ”

>> ‘วีระวงศ์’ ไม่ฟันธงใครถือหุ้นใหญ่ WEH 

นายวีระวงศ์ จิตรมิตรภาพ ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า การซื้อขายหุ้นระหว่างนายนพพร กับนายณพ เป็นการซื้อหุ้นของ REC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH สัดส่วน 59.45% และเนื่องจาก WEH ที่มีโครงการพลังงานลม 8 โครงการ ดำเนินการไปแล้ว 2 โครงการ และโครงการที่ 3 โครงการวัดตะแบก ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อ 8 โครงการ ได้ชะลอสินเชื่อโครงการวัดตะแบก 4,000 ล้านบาท หลังจากที่มีคดีฟ้องร้องเรื่องหุ้น WEH ที่ทางนายนพพรไปฟ้องที่ศาลในอังกฤษ

หากนายนพพรชนะ ก็จะกลับมาเป็นเจ้าของ REC ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็จะต้องเบรกการให้เงินกู้ ซึ่งจะทำให้โครงการที่เหลือ 5 โครงการเกิดไม่ได้ และเสี่ยงถูก GE ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมฟ้อง รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ตนเองซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายก็แนะนำให้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น REC เปลี่ยนมาให้เป็นชื่อคุณหญิงกอแก้วซื้อแทนนายเกษม ในราคา Book Value ที่ 2,400 ล้านบาท ซึ่งต่อมาโอนไปให้ บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด (GML) ซึ่งสุดท้าย GML ถือ WEH 37.87% เพื่อที่จะให้ธนาคารไทยพาณิชย์ให้สินเชื่อเพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป

ทั้งนี้ นายวีระวงศ์ กล่าวอีกว่า ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WEH มีหลายเรื่องสับสน หุ้น WEH ได้กระจายออกไปหลายส่วน ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่การนำหุ้น WEH เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยประเด็นที่นายนพพรกับนายณพ ที่มีข้อตกลงว่าจะมีการจ่ายส่วนโบนัส 525 ล้านเหรียญ หาก WEH สามารถเดินหน้า 5 โครงการ และเข้าตลาดหุ้นได้ นอกจากส่วนที่นายณพ ได้จ่ายค่าหุ้นไปแล้วดังลก่าว เรื่องนี้มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากและลามไปถึงนักลงทุนอื่น เราต้องวิเคราะห์เรื่อง WEH ให้ชัดเจน

ส่วนนายณพและคุณหญิงกอแก้วถือหุ้น WEH กี่เปอร์เซ็นต์นั้น ขอเรียนว่าไม่มีใครถือหุ้น WEH ตรง ๆ เลย มาเกิดการถือหุ้นตรง ๆ ตอนที่ GML เข้ามาถือหุ้น WEH ซึ่งเมื่อศาลระบุว่าสัญญาซื้อขายหุ้น REC มาให้นายเกษม เป็นสัญญาปลอม ก็แสดงว่าโมฆะ เมื่อโมฆะ ก็ถือว่าใครที่เอาไปก็เป็นโมฆะ ดังนั้นตอนนี้ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH ก็ได้ตั้ง ? ไว้ เพราะยังไม่ได้มีการฟันธง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจ ชูกลยุทธ์การดำเนินงาน  “จากแม่บ้านตำรวจเพื่อชีวิตครอบครัวตำรวจ เพื่อพัฒนาคน เพื่อสังคม” from Her to Our family and People for Embracing our society 

วันนี้ (6 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และคณะผู้บังคับบัญชา และแม่บ้านตำรวจทั่วประเทศ ร่วมพิธี โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้น วันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2566

ทั้งนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 โดยมีอุปนายก กรรมการบริหารและคณะแม่บ้านตำรวจ ระดับผู้บังคับการ เข้าร่วมงานมากกว่า 150 ท่าน ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์ในกาดำเนินงาน  “จากแม่บ้านตำรวจเพื่อชีวิตครอบครัวตำรวจ เพื่อพัฒนาคน เพื่อสังคม” from Her to Our family and People for Embracing our society  พร้อมทั้งยังรักษาโครงการเดิมที่ดี และพัฒนาต่อยอด ให้ดียิ่งขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่พัฒนาชีวิตครอบครัวตำรวจ พัฒนาทักษะอาชีพให้แม่บ้าน และโครงการที่สร้างโอกาสยกระดับรายได้ ตลอดจนพัฒนาสังคมผ่านกิจกรรมการกุศล การช่วยเหลือประชาชน คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับครอบครัวตำรวจ  โดยมีโครงการพิเศษต่างๆที่สำคัญ อาทิ 
- โครงการสินค้าแบรนด์ “ขวัญดาว” และสินค้า OPOP : เป็นการต่อยอดโดยการสร้าง แบรนด์ “ขวัญดาว” ให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้น โดยร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียง  และศิลปินวาดภาพชื่อดัง มาร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น 
- โครงการ "ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน" สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอยู่ยั่งยืน : มอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ สร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ และที่เสียชีวิต หรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษโดยส่งเสริมให้  เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคง ตามศักยภาพ ความสามารถ 
- โครงการร้านค้าสมาคมแม่บ้านตำรวจ "ร้านปันรักษ์" และ "ปันรักษ์ คาเฟ่" : พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้มาตรฐาน พัฒนาระบบร้านค้าสวัสดิการให้เป็นเชิงธุรกิจ และพัฒนาสินค้า OPOP ที่ส่งมาจำหน่ายที่ร้านปันรักษ์ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าปันรักษ์ทั้งหมด

ในการประชุมครั้งนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ จัดการบรรยายจากวิทยากรด้านบุคลิกภาพผู้นำในยุคดิจิทัล และมอบนโยบายของสมาคมแม่บ้านตำรวจให้สมาชิกได้ทราบ ซึ่งในปีนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดทำโครงการ แผนงาน และกิจกรรม ตามแผนกลยุทธ์ประจำปี 2567 ทั้งหมด 3 ด้าน คือ พัฒนาชีวิตครอบครัวตำรวจ พัฒนาคน และพัฒนาสังคม  

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจจะดูแลสวัสดิการแม่บ้าน ส่งเสริมชีวิตให้แก่หลังบ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ส่งเสริมความสามารถของแม่บ้านในการผลิตสินค้า เพื่อให้มีรายได้มาสู่ครอบครัว สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวต่อไป จะเพิ่มการสร้างความสัมพันธ์และสามัคคีในหมู่แม่บ้านตำรวจทั่วประเทศ ทุกคนจะได้รู้จักกัน และยินดีที่จะมาร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างสรรผลงานให้กับสมาคมแม่บ้านตำรวจต่อไป ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ และครอบครัวตำรวจทั่วประเทศ 

ด้าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นองค์การสาธารณกุศล ดำเนินกิจการเพื่อธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจมีส่วนร่วมในการส่งเสริมนโยบายสำคัญของตน คือการดูแลตำรวจ เพื่อให้ตำรวจไปดูแลประชาชน ซึ่งสมาคมแม่บ้านตำรวจจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

‘อินฟลูฯ ชื่อดัง’ ทำคอนเทนต์เอาแบงก์ไปซักตู้หยอดเหรียญ แต่ถูกชาวเน็ตจวกเละ!! หวั่นแบงก์ชำรุด-เยาวชนลอกเลียนแบบ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 66) กลายเป็นดรามาสนั่น เมื่อมีผู้ใช้บัญชี เอ็กซ์ (X) หรือ ทวิตเตอร์ รายหนึ่ง ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอ ‘แม่ค้าเซเลป’ รายหนึ่ง ทำคอนเทนต์นำเงินสดใส่ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ

โดยในคลิปวิดีโอ หญิงสาวคนดังกล่าวเผยว่า “ช่วงนี้เชื้อโรคเยอะนะคะ เราก็เลยจะมาทำความสะอาดแบงก์กันหน่อย” พร้อมนำธนบัตร ทั้ง 500 บาท 1,000 บาทไทย ใส่เข้าไปในเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ พร้อมทั้งใส่น้ำยาซักผ้า และกดคำสั่งให้เครื่องทำงาน

เมื่อเครื่องซักผ้าทำงาน หญิงสาวคนดังกล่าวก็รีบคว้าด้ามจับฝาเครื่องซักผ้า ก่อนจะพยายามเปิด พร้อมหันมาพูดกับเพื่อนว่า “มันเปิดไม่ได้” ก่อนที่คลิปดังกล่าวจะตัดจบไป

ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สนั่น มีทั้งคอมเมนต์ที่จวกเละ อาทิ

- ทำไมถึงเอาเงินมาซักเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เงินสกปรกมากนะ แล้วคนที่ใช้คนต่อไปหละ
- ไปดึงฝาแบบนั้น ระวังเครื่องพังนะ
- ในขณะที่ แบงก์ชาติรณรงค์เรื่องธนบัตรเสีย อินฟลูเอนเซอร์ไทยทำอะไรก็ไม่รู้
- คอนเทนต์ขยะ ทำเพื่ออะไร
- บ้งมาก แต่ไปแย้งก็ลูกหาบลง

ขณะที่คอมเมนต์อีกด้านมองว่า ‘หญิงสาว’ คนดังกล่าว น่าจะทำคอนเทนต์เฉยๆ ไม่ได้ใส่ ธนบัตร เข้าไปซักจริงๆ แต่อย่างไรก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี เพราะเป็นอินฟลูเอนเซอร์-แม่ค้าชื่อดัง หากเยาวชนเห็นแล้วทำตาม อาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่เยาวชน

นอกจากนี้ยังมีคอมเมนต์ที่เผยว่า ‘เงินกับเสื้อผ้าก็สกปรกพอกัน จะดรามาอะไร’ พร้อมทั้งให้กำลังใจแม่ค้าคนดังกล่าว โดยเรื่องราวจะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามกัน

‘อ.เสรี’ เผย!! เดือนธ.ค. ไม่หนาว แถมอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบ 2 องศา เตือน!! แม่ค้าอย่าตุนเสื้อกันหนาวเยอะ ส่วนเม.ย. 67 ร้อนแล้งสุดๆ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 66 รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศของไทยในช่วงปลายปีว่าจะไม่หนาว และปีหน้าจะร้อนแล้งที่สุด โดยให้คำอธิบายว่า…

“#ปลายปีจะไม่หนาวแต่ปีหน้าร้อนแล้งสุดสุด

>>ปลายฝน ฝนก็ตกโดยเฉพาะภาคใต้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ สำหรับน้ำท่วมรอการระบายเป็นเรื่องปกติครับ การคาดการณ์ปริมาณฝนในปีไม่ปกติ (เช่น ปีเอญนิญโญ) มีความคลาดเคลื่อนสูง เช่นปีนี้ การพยากรณ์รายฤดูกาล แบบจำลองโดยส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศฝนน้อย แต่ในข้อเท็จจริงปริมาณฝนเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม มีมากกว่าปกติประมาณ 30% และ 19% ตามลำดับโดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคอีสาน (อย่างไรก็ตามปริมาณฝนสะสมยังคงน้อยกว่าปกติน่ะครับ ยกเว้นภาคอีสาน) ดังนั้นการพยากรณ์ฝนปีนี้จึงพึ่งได้เฉพาะการคาดการณ์ล่วงหน้าเพียง 1 เดือนเท่านั้น เกษตรกร และชาวนาจึงต้องติดตามสถานการณ์ทุกเดือนน่ะครับ

>>แม้ว่าเดือนกันยายน และตุลาคมจะเกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วมในบางพื้นที่เช่นภาคเหนือตอนบน และภาคอีสาน แต่เมื่อวิเคราะห์จากดรรชนีฝน SPEI พบว่าช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก ยังคงมีสถานฝนแล้ง ยกเว้นบริเวณชายขอบฝั่งตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือริมแม่น้ำโขง

>>และเมื่อวิเคราะห์การกระจายของอุณหภูมิช่วงเดือนธันวาคม และเดือนเมษายนตั้งแต่ปี 2563-2567 พบว่าในเดือนธันวาคมจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกปี (ความหนาวเย็น) ยกเว้นปี 2566 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นเกือบ 2oC นั่นหมายความว่าปีนี้เราจะไม่หนาว ในขณะเดียวกันอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนเมษายนปี 2567 ก็จะสูงกว่าปกติ 1.5oC เราก็จะร้อนสุด ๆ เหมือนกัน จากปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน) และสภาพอากาศแปรปรวน (เอ็นนิญโญ) ดังนั้นปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้าเสื้อหนาวอาจจะขายไม่ค่อยดีน่ะครับ พ่อค้า แม่ค้า อย่าสั่งมาตุนเยอะน่ะครับ

>>ในขณะที่เริ่มเข้าสู่ฤดูการทำนาปรัง ฝนก็ตกได้น้ำ ราคาข้าวดีจูงใจให้ชาวนาทำนากันในหลายพื้นที่ ปริมาณน้ำต้นทุน (เฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา) ประมาณ 62% (11,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร) น้อยกว่าปี 2565 (78%, 14,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร) โดยปีที่แล้วมีการจัดสรรน้ำกว่า 5,800 ล้านลูกบาศ์กเมตรทำนาปรังกว่า 7 ล้านไร่ ในลุ่มเจ้าพระยา แต่ปีนี้ ดูจากข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ จะมีการจัดสรรน้ำให้ชาวนาเพียง 2,300 ล้านลูกบาศ์กเมตร ซึ่งจะมีพื้นที่ทำนาได้เพียงไม่เกิน 2 ล้านไร่ จาก 8 ล้านไร่ อะไรจะเกิดขึ้น ? พื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 80% โดยเฉพาะในภาคอีสาน ถ้าไม่มีน้ำต้นทุนของตัวเอง (บ่อ สระ ฝายขนาดเล็ก ระบบสูบน้ำเข้าแปลงนา) ประกอบกับอากาศร้อน และแล้งจัดปีหน้า อัตราการระเหยจะเพิ่มขึ้นกว่า 10% ปัญหาเรื่องไฟป่าในภาคเหนือ ฝุ่น PM2.5 และ คลื่นความร้อนในเมืองจะตามมา

>>แม้ว่าการพยากรณ์ฝนรายฤดูกาลอาจจะมีความคลาดเคลื่อน แต่ก็มีความจำเป็นต่อชาวนาในการเตรียมปัจจัยการผลิต เพราะต้นทุนการทำนาจะสูงหากไม่มีการวางแผน ข้อมูลล่าสุดจากแบบจำลองหลายชุดบ่งชี้ปริมาณฝนต้นฝนปี 2567 อาจจะน้อยกว่าปกติ ส่งนัยถึงการเข้าสู่ฤดูฝนที่ล่าช้าออกไป ปริมาณน้ำต้นทุนที่ต้องเตรียมไว้สำหรับช่วงต้นฤดูฝน ? พื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 80% จะต้องเตรียมการรับมือด้วยครับ และที่สำคัญเกษตรกร และชาวนาต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดน่ะครับ เพราะสภาพอากาศ คือชีวิตความเป็นอยู่ของทุกท่าน

Forecast Research Advisor, Climate Change and Disaster Futuretales LAB, MQDC”

ผบ.ตร. สุ่มตรวจเยี่ยมหน่วย ด่านตม.เชียงแสน

ผบ.ตร. สุ่มตรวจเยี่ยมหน่วย ด่าน ตม.เชียงแสน ไม่แจ้งล่วงหน้า กำชับ 4 เน้นหนัก "ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมเทคโนโลยี และสวัสดิการขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา" เพื่อเร่งขับเคลื่อนการดูแลพี่น้องประชาชนตามนโยบายรัฐบาล

วานนี้ (5 พ.ย.66)  เวลา 13.45 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน จว.เชียงราย ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า พบ ร.ต.อ.มานพ ใจปลา รอง สว.ด่าน ตม.เชียงแสน พร้อมเจ้าหน้าที่ ด่าน ตม.เชียงแสน  อยู่ปฏิบัติหน้าที่

ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่าน ตม.เชียงแสน ให้ความสำคัญกับอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อน เอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนคนไทยที่อาจถูกหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานที่ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการป้องกันการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศ โดยให้ร่วมบูรณาการกำลังกับหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และขอให้ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านด่านเชียงแสนอย่างเต็มกำลัง เพื่อตอบสนองนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี 

โดย ผบ.ตร. ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสนอย่างเรียบง่าย เพื่อพูดคุย สอบถามสภาพปัญหา ข้อขัดข้อง ในการทำงาน และอยากทราบข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพิจารณาจัดสรรสวัสดิการ เสริมสร้างขวัญกำลังใจของพี่น้องข้าราชการตำรวจและครอบครัว 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้กล่าวชื่นชมข้าราชการตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะเป็นการมาตรวจเยี่ยมโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่รู้สึกประทับใจ โดย ผบ.ตร. ยังย้ำเสมอ ไม่ต้องการให้ข้าราชการตำรวจมาดูแล ผบ.ตร. ขอให้เอาเวลาที่มีไปดูแลพี่น้องประชาชนให้ดี และผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อร่วมกันสร้าง "องค์กรปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมาย ในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา" ไปด้วยกัน

'สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์' ลาออกจากช่อง 3 เผย!! มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2566

(6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) โดย นายพิริยติส ชูพึ่งอาตม์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักการเงินและบัญชี ได้มีหนังสือแจ้งการลาออกจากตำแหน่งของ นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการและผู้บริหาร ของบริษัทฯ โดยระบุว่า นายสุรินทร์ ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัท และบริษัทในเครือทั้งหมด โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการบริหาร ได้มีประกาศมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ โดยระบุว่า ตามที่นายสุรินทร์ มีความจำเป็น ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ ในช่วงเวลานี้ได้นั้น ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท บีอีซี ดำเนินงานไปด้วยความราบรื่น ตามมติประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 12 วันที่ 24 ตุลาคม 2566 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คุณ ฉัตรชัย เทียมทอง ที่ปรึกษากรรมการบริหาร รักษาการ และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง กรรมการอำนวยการ-สายธุรกิจโทรทัศน์ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริหารและพนักงานทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ตามภาระที่รับผิดชอบตามโครงสร้างการบริหาร และสายบังคับบัญชาตามปกติ และขอให้มั่นใจ บริษัทยังมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำทางด้าน คอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงของประเทศไทย

"พ.ต.อ.ทวี" ยันพื้นที่ชายแดนใต้ไม่จำเป็นต้องประกาศ “พื้นที่คุมเข้มพิเศษปราบยาเสพติด” 

เหมือนภาคเหนือ 11 อำเภอ “เชียงใหม่-เชียงราย” ที่เพิ่งประกาศดีเดย์ 1 ธ.ค. แจงภาคกลาง-ภาคใต้ คือพื้นที่แพร่ระบาดและทางผ่าน หากไม่มีเจ้าหน้าที่กับผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้อง ยาเสพติดย่อมไปไม่ถึง มั่นใจกลไกที่มี “เอาอยู่”

เมื่อวานนี้ ( 5 พ.ย.66 ) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการใช้มาตรการพิเศษในการสกัดกั้นยาเสพติดลำเลียงเข้าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ จะมีการนำมาใช้กับชายแดนภาคใต้ด้วยหรือไม่ว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ถึงขนาดต้องประกาศมาตรการพิเศษตามมาตรา 5 ของประมวลกฎหมายยาเสพติด เพราะมีกฎหมาย ศอ.บต. (พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553) และกฎหมายพิเศษอื่นๆ ประกาศใช้อยู่แล้ว

อนี่ง เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พ.ย.66 พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปที่ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ประชุมร่วมกับแม่ทัพน้อยที่ 3 และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 พร้อมประกาศว่า รัฐบาลเตรียมใช้นโยบายสำคัญ คือ ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10) ในการกำหนดพื้นที่พิเศษ และโครงสร้างเฉพาะเพื่อดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหาการนำเข้ายาเสพติดรุนแรง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ใน 11 อำเภอ โดยจะมีการจัดตั้ง “หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์” เป็นหน่วยที่มีเอกภาพในการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่เขตภาคเหนือ ในระยะ 1 ปี โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ธ.ค.2566 จนถึงสิ้นปี 2567 ให้ทางกองทัพภาคที่ 3 และ ป.ป.ส. เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนภารกิจ ควบคู่ไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน

“การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เป็นปัญหาเร่งด่วน เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไขให้เห็นผลภายใน 1 ปี ทว่าแต่ละพื้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน คือยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้า จากการตรวจพิสูจน์ ไม่มีโรงงานผลิต ในประเทศไทย ทั้งหมดเป็นยาเสพติดที่ถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน การประกาศนโยบายแต่ละพื้นที่จึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่ทีมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด คือภาคเหนือกับภาคอีสานของประเทศไทย โดยเฉลี่ยภาคเหนือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ภาคอีสานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องใช้มาตรการพิเศษในการสกัดกั้น” 

“แต่พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด พื้นที่ที่เป็นทางผ่าน คือพื้นที่ทางภาคกลางและภาคใต้ การแก้ปัญหาเรื่องผู้เสพยาเสพติด ผู้ค้ารายย่อย ผู้มาเกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้นั้น อาจจะไม่ถึงขนาดต้องประกาศตามมาตรา 5 เรามีกฎหมาย ศอ.บต. และกฎหมายเกี่ยวข้องใช้ในพื้นที่อยู่แล้ว” พ.ต.อ.ทวี อธิบาย 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าอวีกว่า มาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการทั่วประเทศ คือต้องทำให้ประชาชนที่ติดยาเสพยาได้รับการแก้ไข สิ่งหนึ่งคือต้องบำบัดฟื้นฟู ไม่ว่าเม็ดเดียวหรือหลายเม็ด ถือเป็นรายย่อย 

“เรื่องยาเสพติด ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่มีอิทธิพลเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปอยู่เบื้องหลังแล้ว ยาเสพติดจะไปไม่ถึงภาคใต้ และเราควรจับมือกับมาเลเซียเพื่อร่วมกันทำงาน ต่อไปนี้อยากเห็นชุมชน สถาบันการศึกษา ร่วมกันบำบัดฟื้นฟู เอาเยาวชนที่มีคุณภาพกลับคืนสู่ครอบครัว กลับคืนสู่โรงเรียนและสังคมให้ได้ นี่เป็นวาระที่เราจะทำภายใน 1 ปี”

@@ ยาบ้าเกิน 5 เม็ดถือเป็นผู้ค้า ส่อทำนักโทษพุ่ง 1 หมื่นคน

ต่อข้อถามถึงจำนวนยาเสพติดที่เคยเสนอว่าหากครอบครองเกิน 10 เม็ดจะถือเป็นผู้ค้า ถ้าต่ำกว่า 10 เม็ดเป็นผู้เสพ ต้องเข้ารับการบำบัด ทว่าสุดท้ายหน่วยงานอื่น รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขสรุปตัวเลขที่ 5 เม็ด หากครอบครองเกิน 5 เม็ดจะเป็นผู้ค้า จะทำให้มีปัญหาตามมาหรือไม่ 

ประเด็นนี้ พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า “จะ 5 เม็ดหรือ 10 เม็ดอยู่ที่เป้าหมาย ถ้าเป็นผู้เสพต้องดูข้อมูลความรุนแรงทางการแพทย์ เทียบกับปริมาณการใช้ แต่ถ้าเป็นผู้ค้า ถ้ากำหนด 10 เม็ด เขาก็พกพา 9 เม็ด ถ้ากฎหมายกำหนด 5 เม็ด เขาก็จะพกพา 4 เม็ด คาดการณ์ว่าหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้มีนักโทษเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คน”

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

'สาว' โพสต์สำนึกบาป หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ซ้ำหน้าตลอด 7 เดือน เฉลย!! ติดเชื้อ HIV แต่กำเนิด วอน!! ผู้ชายที่นอนด้วยรีบไปตรวจกัน

(5 พ.ย.66) โรคเอดส์ หรือ การติดเชื้อ HIV เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง การใช้ของมีคม เข็ม ร่วมกับผู้อื่น แม้ว่าปัจจุบันจะมียาต้านไวรัส แต่ก็ยังถือว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และต้องกินยาไปตลอด

ล่าสุด มีโพสต์ในโลกออนไลน์ที่น่าตกใจ เมื่อมีสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ว่า เธอนั้นติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเธอทราบดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เกิดอกหัก ออกเที่ยวกลางคืนก็จะมีพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน พร้อมบอกพิกัดที่เธอไปเที่ยวบ่อยๆ และระบุว่าตนเองสำนึกผิด และรู้สึกบาปกับสิ่งที่ทำ อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าว ยังไม่สามารถระบุที่มาได้ว่า เป็น

โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “คิดอยู่นานว่าจะโพสต์ดีมั้ย คือเราเรียนอยู่ปี 2 จะขึ้นปี 3 ค่ะ เริ่มเที่ยวครั้งแรกช่วงเดือนเมษายน เพราะอกหัก ไปเที่ยวที่ไรก็จะได้ One Night Stand ตลอดค่ะ และที่รู้สึกผิดที่สุดเลยคือเราเป็น HIV ตั้งแต่กำเนิด สงสารคนที่เคยมีอะไรกับเรา ขออโหสิกรรมให้เราด้วยนะ ตอนนี้เราอยากหนีไปบวชชีที่ไหนไกลๆ ไม่อยากเจอใครเลย

มีภาพเข้ามาในหัวว่าผู้ชายเขาก็จะต้องมีครอบครัวในอนาคต เรากังวลว่าเขาจะติดเชื้อ เราไม่อยากให้แฟนและลูกในอนาคตเขาต้องมาเจออะไรแบบเราค่ะ ที่ผ่านมา 7 เดือน เราเที่ยวแทบทุกวัน แต่ที่ไปบ่อยก็คือผับข้างปั๊มน้ำมัน คือเราทานยาทุกวัน แต่ก็ดื่มเหล้าทำให้เชื้อดื้อยาค่ะ เลยขอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว จะรักษาตัวเองจะตั้งใจเรียนให้จบ คนที่เรานัดกันในผับถ้ามาเจอข้อความนี้ เราอยากให้ทุกคนไปตรวจด้วย เพราะตอนนี้เราก็มีภาวะแทรกซ้อนเลยทำให้ดื่มไม่ได้อีก เป็นห่วงนะคะ”

ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุด กรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์ว่า โดยในปี 2565 คาดประมาณผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 9,230 คน ซึ่งเกือบครึ่งเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี และมีสัดส่วนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระบบการรักษาถึงร้อยละ 22.4 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2551 ที่ร้อยละ 9.5 และยังพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิสและหนองใน สูงถึง 14,534 คน

‘แสนชัย’ หรือ ศุภชัย แสนพงษ์ ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หลังปะทะ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ในศึก BKFC Thailand ครั้งที่ 5

(5 พ.ย.66) ‘แสนชัย’ หรือ ศุภชัย แสนพงษ์ ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หลังปะทะ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ในศึก BKFC Thailand ครั้งที่ 5 ว่า…

"เรื่องรูปร่าง…ผมตัดสินใจมาชกแล้วครับ ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่เราควรจะให้เครดิต ‘บัวขาว’ ที่ทำน้ำหนักเป็น 10 ก.ก. จนลดลงมาชกในพิกัด 68.5 ก.ก. ได้ นี่ต่างหากที่ควรจะชื่นชมและไฟต์นี้ ผมขอเป็นไฟต์สุดท้ายที่จะชกกับบัวขาวเพื่อนของผม ต่อจากนี้จะเจอกับใครผมพร้อมเสมอ…"

เชียงใหม่-เปิดอย่างยิ่งใหญ่ การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46"ฉัททันต์เกมส์"

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 เวลา 17.00 น. นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคีครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์" พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยมีรองศาสตรจารย์ ดร.สมเกียรติ อินทสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานดำเนินงานฯ กล่าวรายงาน มี นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่  ผู้บังคับการศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่  ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 5 คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์  ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตทั้ง 22 สถาบัน ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิด ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี   ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน สร้างความเข้มแข็ง และปลูกฝังการมีน้ำใจนักกีฬาให้กับเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในทุก ๆ ด้าน  ในโอกาสนี้ จังหวัดเชียงใหม่ และชาวเชียงใหม่ ขอส่งความปรารถนาดีอย่างจริงใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งให้การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 ฉัททันต์เกมส์ครั้งนี้ หวังว่าจะมีโอกาสต้อนรับทุกท่านสู่จังหวัดเชียงใหม่ในโอกาสต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ที่ได้มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนสาธิต มีศักยภาพในด้านกีฬา มีความรู้รักสามัคคี และได้รู้จักกับเพื่อนต่างสถาบัน ผ่านการแข่งขันกีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์/ ของโรงเรียนสาธิตจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

รองศาสตรจารย์ ดร.สมเกียรติ อินทสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานดำเนินงานโครงการกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์" กล่าวว่า ตามที่โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวง อว. จำนวน 22 สถาบัน จัดการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ระหว่างโรงเรียนขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการกีฬา เสริมสร้างและอบรมให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีบุคลิกภาพและมีความประพฤติที่ดี มีความสามัคคีในหมู่นักเรียน อาจารย์ บุคลากร และผู้เกี่ยวข้อง และอีกประการสำคัญเพื่อเป็นการพัฒนาการกีฬาของนักเรียนสาธิตสู่ระดับมาตรฐานสากล

ในปีนี้ กีฬาสาธิตสามัคคีได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ 46 ซึ่งโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2566 ภายใต้คำขวัญ "กีฬาสาธิต ผูกมิตรสัมพันธ์ สามัคคีกัน ร่วมฉัททันต์เกมส์" โดยได้นำนามของช้างตระกูลพรหมพงษ์ คือ "ฉัททันต์" มีความคล่องแคล่วว่องไว มีคุณลักษณะเหมาะสมกับความเป็นนักกีฬา มาเป็นชื่อในการแข่งขันและที่สำคัญสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ตรา "ช้างชูคบเพลิง" ชื่อช้างอันเป็นมงคลนี้ จึงได้รับเลือกมาเป็นชื่อการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์"

โดยครั้งนี้มีการแข่งขันทั้งสิ้น 18 ชนิดกีฬาและมีนักกีฬาผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 22 สถาบันทั่วประเทศ รวมกว่า 10,000 คน การจัดการแข่งขันครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะศึกษาศาสตร์ หน่วยงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนหน่วยงานสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งผู้สนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ จำนวนมาก

พัฒนชัย/เชียงใหม่

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย เพจขายลอตเตอรี่ (Lottery) ออนไลน์ปลอมระบาดหนัก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีผู้เสียหายถูกรางวัลจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ (Lottery) แต่ไม่ได้รับเงินรางวัล เนื่องจากภายหลังพบว่าตนถูกหลอกลวงให้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านเพจเฟซบุ๊กปลอมของมิจฉาชีพ ซึ่งได้ถูกปลอมเป็นผู้ให้บริการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ออนไลน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง นั้น

การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการหลอกลวงในรูปแบบเดิมๆ ที่ผ่านมามิจฉาชีพมักจะปลอมเพจเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อเหมือน หรือใกล้เคียงกับเพจจริง แอบอ้างใช้สัญลักษณ์บริษัท หรือหน่วยงานนั้นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นเพจปลอมหลอกลวงขายสินค้า หรือบริการออนไลน์ เพจหน่วยงานราชการปลอม เพจบริษัทห้างร้านปลอม เพจสถาบันการเงินปลอม เพจที่พักปลอม เป็นต้น

นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 25 9.ค.66 มีประชาชนถูกหลอกลวงซื้อขายสินค้า และบริการออนไลน์ สูงเป็นลำดับที่หนึ่งกว่า 140,836 เรื่อง หรือคิดเป็น 40.27% ของจำนวนเรื่องการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีความเสียหายรวมกว่า 2,041 ล้านบาท  

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงขายสินค้า หรือบริการออนไลน์

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการใช้งาน หรือเข้าถึงบริการต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างการติดต่อกับหน่วยงาน หรือร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ควรตรวจสอบช่องทางเหล่านั้นให้ดีเสียก่อนว่าเป็นของหน่วยงาน หรือร้านค้านั้นจริงหรือไม่ ขอให้ประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อง่ายๆ แม้ว่ามิจฉาชีพจะเปิดเพจใหม่ที่เหมือนเพจจริงมาหลอกลวงอย่างไร ถ้ามีประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อ ตรวจสอบอย่างรอบคอบเสียก่อน ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา บช.สอท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center) หรือศูนย์ AOC 1441 ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อ 1 พ.ย.66 ที่ผ่านมา เพื่อให้มีการบูรณาการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มีศูนย์ One Stop Service สามารถดำเนินการอายัดบัญชีของมิจฉาชีพให้แก่ประชาชนได้ทันที รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีออนไลน์ ผ่านสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ พร้อมแนวทางการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้

1.ระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน ควรติดต่อซื้อจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
2.หากจะซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก ต้องระมัดระวังเพจปลอม หรือเพจลอกเลียนแบบของมิจฉาชีพ โดยเพจจริงควรจะมีผู้ติดตามสูง บัญชีถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนชื่อที่น่าสงสัย และมีรายละเอียดการติดต่อที่ชัดเจน สามารถโทรศัพท์ไปสอบถามได้
3.ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ ว่ามีการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหรือไม่ ผู้จัดการเพจอยู่ในประเทศหรือไม่ หากไม่ได้อยู่ในประเทศอาจจะเป็นมิจฉาชีพ
4.ก่อนโอนชำระเงินค่าสินค้า ให้ตรวจสอบชื่อบัญชี และหมายเลขบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน ว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ Google, Blacklistseller เป็นต้น ในกรณีนี้ควรโอนเงินชำระค่าสลากผ่านบัญชีบริษัทเท่านั้น หากเป็นชื่อบุคคลธรรมดาให้สันนิษฐานว่าเป็นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ
5.หากมีการให้โอนเงินไปเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียม ค่าภาษี หรือค่าใดๆ ก็ตามให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพเช่นกัน
6.ช่วยกันกดรายงานบัญชี หรือเพจในเฟซบุ๊กปลอม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และตกเป็นเหยื่อ
7.หมั่นติดตามข่าวสารของทางราชการอยู่เสมอ

‘พี่หมอกลาง’ ไขข้อสงสัย!! “ทำไมคนเราถึงอ้วนได้?” เพราะร่างกายสร้าง ‘ไขมัน’ ได้แบบไร้ขีดจำกัดไงล่ะ!!

(5 พ.ย.66) ผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ @d_klang ที่รู้จักในนาม ‘พี่กลาง หอสมุดแห่งชาติ’ หรือหลาย ๆ คนเรียกติดปากว่า ‘พี่หมอกลาง’ ได้โพสต์คลิปแชร์ความรู้จากการทำคลิปตอบคำถามทางการแพทย์ให้แก่คนที่สนใจและคอมเมนต์ถามเข้ามา ซึ่งคลิปนี้ ‘พี่หมอกลาง’ ได้ตอบคำถาม “ทำไมเราถึงอ้วน?” ว่า…

“ทุกคนคงคิดว่าพี่หมอจะตอบกลับว่าก็เพราะปากเราไง…แต่ไม่ใช่…เวลาที่เราตั้งคำถามว่าทำไมร่างกายของเรามันถึงเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ซึ่งต้องขอย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคหิน เพราะว่ายีนของพวกเราตอนนี้ หากเทียบกับยุคหิน มันเปลี่ยนไปนิดเดียว มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติมาตลอด มันก็เลยวิวัฒน์ไปน้อยมาก เอาเป็นว่าร่างกายของพวกเราเป็นร่างกายของมนุษย์ยุคหิน…

ซึ่งยุคหินนั้นจะอยู่กันเป็น ‘แคมป์’ และอาหารในยุคนั้นก็ไม่อร่อย และก็หายากกว่ายุคนี้ ซึ่งสิ่งที่หาง่ายหน่อยก็คือผลหมากรากไม้ที่อยู่รอบ ๆ แคมป์ ซึ่งมันไม่ได้หวานฉ่ำ เพราะยุคนั้นไม่มีปุ๋ย ดังนั้นมันก็ขึ้นในป่าแบบตามมีตามเกิด รสชาติจะเปรี้ยว ๆ ฝาด ๆ อีกทั้งพลังงานยังต่ำ ดังนั้น อาหารที่ให้แคลอรี่เยอะกว่าคืออะไรรู้ไหม… คือ ‘เนื้อสัตว์’ เพราะมีทั้งโปรตีนและไขมัน แต่มันไม่ได้มีมาให้กินบ่อย ๆ เพราะผู้ชายในแคมป์ต้องออกไปล่าหามา 2 สัปดาห์ถึงจะมีมาให้กินซักที และความที่นาน ๆ จะได้อาหารพลังงานสูงเข้าสู่ร่างกายนี่แหละ ร่างกายมันก็เลยพยายามเก็บพลังงานสุดฤทธิ์ ทีนี้มันมีโมเลกุลในธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเวลาเก็บจะเก็บง่ายมาก เพียงแค่เอาพลังงานมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอนแล้วก็ต่อ ๆ กัน แต่เวลาจะสลายออกมาใช้จะยากมาก ดังนั้นร่างกายจึงคิดว่าดีเลย…งั้นเก็บเป็นอันนี้แหละไม่รั่วไหลดี ซึ่งก็คือ ‘ไขมัน’ ร่างกายรักไขมันมากดั่งทองคำ…

แต่ทุกคนรู้ไหมทุกปฏิกิริยาในร่างกายเรามันจะมีสิ่งที่เรียก ‘Negatice Feedback’ คือถ้าสร้างออกมาเยอะเกินไป มันจะหยุดสร้าง แต่ไขมันเป็นสารชนิดเดียวที่ไม่มี Negatice Feedback จึงแปลว่าร่างกายสามารถสร้างไขมันได้แบบ ‘อันลิมิต’ เลย… ซึ่งตรงข้ามกับกล้ามเนื้อเพราะเวลาสร้างจะยากมาก เพราะโครงสร้างของกล้ามเนื้อมันซับซ้อน นอกจากนี้ เวลาที่เราพยายามจะสร้างกล้ามเนื้อ มันจะต้องเอาพลังงานยัดลงไปอีกถึงจะสร้างได้ แล้วพอมีกล้ามเนื้อเกิดขึ้น กล้ามเนื้อก็จะสูบพลังงานไปใช้เรื่อย ๆ ซึ่งร่างกายของเราจะเกลียดกล้ามเนื้อมาก เพราะมันผลาญพลังงาน  เพราะฉะนั้นร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อแค่จำเป็น แล้วก็ใส่ลิมิตในการสร้างไว้…

ดังนั้น ถ้าเรากินอะไรเข้าไปร่างกายจะเลือกเก็บเป็นไขมันก่อน แต่ถ้าต้องใช้จะใช้ไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ทีนี้เวลาผ่านไปหลายล้านปี สังคมมนุษย์เปลี่ยนไปเยอะมาก อาหารการกินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อยากกินอะไรก็ต้องได้กิน เนื้อสัตว์ที่นาน ๆ จะได้กินสักที ปัจจุบันนี้ได้กินกันเกือบทุกมื้อ หรือผักผลไม้ฝาด ๆ เปรี้ยว ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว รสชาติจะหวานฉ่ำหมด ซึ่งทุกอย่างแคลอรี่สูงขึ้นหมดเลย อีกทั้ง มนุษย์เรายังขยับตัวน้อยลงมาก เพราะไม่ต้องออกไปล่าสัตว์แล้ว โดยพลังงานที่ได้จากการกินเข้าไป มันก็มีแนวโน้มที่มันจะเหลือ แล้วพอพลังงานเหลือร่างกายก็จะทำแบบยุคหินคือเก็บเป็นไขมันแบบที่เคยทำ ซึ่งก็คือแบบอันลิมิต

ด้วยปัจจัยเหล่านี้บางคนถึงอ้วนเป็นร้อยโลได้ ดังนั้น ไขมันที่สะสมเยอะ ๆ มันมีพิษภัยมากมาย…”

‘หมอกฤตไท’ เจ้าของเพจ ‘สู้ดิวะ’ โพสต์ซึ้ง ทุกอย่างจบเร็วกว่าที่คิด  ยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่ทันได้ทำ หลังเตรียมจากไปช่วงกลางเดือนหน้า

(5 พ.ย.66) นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล อายุ 28 ปี เจ้าของเพจ สู้ดิวะ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ทั้งที่อายุยังไม่มาก ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพตัวเองดีเยี่ยมเสมอมา ซึ่งโลกออนไลน์ต่างติดตามคุณหมอ ให้กำลังใจ ข้อคิดชีวิตเป็นเพื่อนใจกันมาตลอด

ล่าสุด คุณหมอกฤตไท ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“ผมคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วครับ ใครมีอะไรอะไอยากพูดอยากบอกผม เชิญได้เลยครับ ผมน่าจะไปช่วงกลางเดือนหน้า จากนั้นไว้เจอกันใหม่ชาติหน้านะครับ ณ ตอนนี้ผมพิมพ์ได้เท่านี้ก็เอาละครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างตลอดช่วง 30 ที่ผ่านมาครับ ขอโทษถ้าผมทำให้ใครไม่พอใจ”

“ผมคงไม่ได้ไปดู NBA ผมคงไม่ทันได้เข้าไปอยู่ในบ้าน อรสิริน Belive คงไม่ทันได้เจอพี่เพียวอีก จากนี้ฝากบ้าน ฝากพีม ฝากครอบครัวด้วยนะครับ ขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ช่วยดูแลด้วยครับ”

ก่อนจะเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นภาพงานแต่งงานของคุณหมอ และแชร์โพสต์จุดเริ่มต้นการแชร์เรื่องราว หลังทราบว่าป่วยเป็นโรคร้าย พร้อมระบุว่า “จบเร็วกว่าที่คิดเนาะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top