Monday, 9 November 2026
NEWS

'สาว' แชร์ประสบการณ์ตรง ป่วยโรคหูดับ ต้องผ่าตัดสมองด่วน ชี้!! ไม่ได้กินหมูดิบโดยตรง แต่ได้เชื้อจากปลายตะเกียบคีบหมูกระทะ

(23 ม.ค.67) สาวเปิดเรื่องจริง ป่วยหูดับ ต้องผ่าตัดสมอง เดินไม่ได้ ภัยร้ายไม่แยกตะเกียบกินหมูกระทะ เป็นเรื่องราวที่ได้รับการแชร์ต่อๆ กันเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ หลังหญิงสาวรายหนึ่งได้โพสต์คลิปเล่าเรื่องราวว่า “กินหมูกระทะอยู่ดีๆ ตื่นอีกทีเป็นคนพิการ ติดเชื้อจากปลายตะเกียบ”

เรื่องราวของ คุณมาย อายุ 24 ปี เจ้าของแอคเคาต์ mykai1269 ที่ออกมาเตือนเรื่องราวดังกล่าว มีใจความดังนี้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 ที่ผ่านมา คุณมายมีอาการไข้ขึ้นจนชักสลบไป 5 วัน ตื่นมาหู 2 ข้างไม่ได้ยิน โดย คืนที่ 1 เริ่มแรกมีไข้ขึ้นสูงแต่ไม่สูงมาก เช็ดตัวกินยาก็ดีขึ้น เลยกลับไปทำงาน
คืนที่ 2 ไปหาหมอเอกชน กินยาที่หมอให้ ไข้หาย เลยคิดว่าหายแล้ว เลยหยุดกิน
คืนที่ 3 อยู่ๆ ปวดหัวข้างเดียว ปวดมากๆ กินยาไมเกรน แขนขาหนักมากแทบขยับไม่ได้ คลายไปหยิบโทรศัพท์โทรให้พี่ที่รู้จักพาไป รพ. เดินลงมารอรถ อ้วกใต้คอนโด

มายเล่าต่อว่า พอถึง รพ. อ้วกอีกรอบ อ้วกเสร็จ ชักสลบไป 5 วัน ระยะเวลาที่สลบฝันว่าเดินอยู่ในโรงพยาบาลฟีลเหมือนวิญญาณหาร่างไม่เจอ สะดุ้งรู้สึกตัวทุกครั้งที่หมอพ่นยาที่จมูก แล้วหลับต่อ พอตื่นขึ้นมา หู 2 ข้างไม่ได้ยินอะไรเลย ขาเดินไม่ได้ ขณะนั้นหมอให้ยาฆ่าเชื้อทุก 12 ชั่วโมง

พออยู่ รพ.ได้ 1 เดือน เข้าเครื่องซีทีสแกนแล้วพบว่ามีของเหลวในสมอง อ.หมอถามว่า “ผ่าคืนนี้เลยไหม” เธอเลยรีบตอบเลยว่าผ่าค่ะ สำหรับขั้นตอนรักษาคือ ให้ยาฆ่าเชื้อ ฉีดสเตียรอยด์เข้าหูเพื่อให้กลับมาได้ยิน ทำกายภาพบำบัด เพราะตื่นมาก็เดินไม่ได้ จากนั้นก็เข้าห้องเช็กหูตลอดว่าได้ยินไหม ทำกายภาพบำบัดทุกอาทิตย์ จนตอนนี้ออกจาก รพ.แล้วยังเดินเซอยู่เลย ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เข้าห้องน้ำคนพิการ อยากแชร์ไว้เป็นอุทาหรณ์ใช้ชีวิตอย่างระวัง ถึงไม่กินหมูไม่สุกก็หูดับได้” เธอรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 44 วัน โดนเข็มแทงข้างละ 20 กว่าเข็ม หมอไม่ได้บอกว่าเป็นไข้หูดับ 

หมอบอกแค่ว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วก็หูดับนะ หมอยังไม่แน่ใจว่าเชื้อที่อยู่ในสมองเป็นเชื้ออะไร แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้กินหมูดิบ หรือหมูไม่สุกแน่นอนต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2566 มายอัปเดตว่า ตอนนี้หูเริ่มได้ยินบ้างแล้ว เริ่มเดินคล่องตัวแล้ว แต่มีเซบ้าง เพราะเชื้อกินสมองไปเยอะ

อย่างไรก็ตาม เธอบอกด้วยว่า หูดับไม่ได้เงียบ ได้ยินเสียงรบกวนตลอดเวลา เสียงลม เสียงเหล็กกระทบกัน เสียงโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ยินเสียงคนพูด โดยระหว่างนั้น เธอได้สื่อสารโดยการให้หมอหรือพยาบาลเขียนใส่กระดาษ หรือพิมพ์ในโทรศัพท์ ส่วนเธอก็พูดออกเสียงตอบ มากไปกว่านั้น มีหลายๆ คนให้ความสนใจถามถึงสาเหตุของการติดเชื้อในคลิป “กินหมูกระทะอยู่ดีๆ ตื่นอีกทีเป็นคนพิการ ติดเชื้อจากปลายตะเกียบ” เธอเล่าไว้ว่า ไม่ได้กินหมูไม่สุกหรือหมูดิบนะคะ เชื้อน่าจะมาจากปลายตะเกียบหรือช้อน อยากแชร์ประสบการณ์เป็นอุทาหรณ์ให้ใช้ชีวิตระมัดระวังกันนะคะ (แต่ที่คลิปออกมาร่าเริง เพราะเราติดตลกค่ะ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วไม่รู้จะเครียดไปทำไม)

กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เจ้าตัวได้อัปเดตอาการหลังป่วยและผ่าสมอง ออกจาก รพ.ได้ 1 เดือน และเข้ารับการรักษา 3 เดือนว่า ตอนนี้สมองยังไม่กลับมา 100 เปอร์เซ็นต์ ยังเดินเซอยู่ เหม็นกลิ่นเนื้อสัตว์ ยิ่งเนื้อหมูยิ่งเหม็น กินไม่ได้เลยจะอ้วก (ผลจากการผ่าสมอง) สิ้นสุดการรักษา หูได้ยินข้างเดียว

‘ดร.เอ้’ ชี้!! ‘คนเก่ง’ ต้องหมั่นเรียนรู้-ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้

(23 ม.ค. 67) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ 'ดร.เอ้' อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ช่วงหนึ่งของรายการ ‘ป๋าเต็ดทอล์ก’ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.66 ในหัวข้อ ‘คนเก่ง’ และ ‘คนดี’ คือคนแบบไหน? โดย ดร.เอ้ ได้แชร์มุมมองเอาไว้ว่า…

“หนึ่ง เป็นคนที่ ‘เรียนรู้’ ซึ่งคนที่เก่งแล้วไม่เรียนรู้ ไม่ใช่คนเก่งในวันนี้แล้วล่ะ แต่คุณเป็นคนเก่งของเมื่อวาน และสองต้องเป็นคนที่ ‘ทําได้’ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนเรียนเก่ง ไม่ใช่คนเก่ง เพราะฉะนั้นสองอย่างนี้ต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดและต้องทํางานเป็นชิ้นเป็นอัน อันนี้ถึงจะเรียกว่า ‘คนเก่ง’

ถัดมา ดร.เอ้ ได้อธิบายเพิ่มเติมสำหรับคำว่า ‘คนดี’ เขาวัดกันอย่างไรว่า “อันนี้จะยากกว่าคนเก่ง จริงๆ บางทีมีคนมาให้ตังค์เราก็คิดว่าคนดีแล้ว บางทีเขาอาจไปปล้นมาก็ได้…ถ้าสําหรับผม ‘คนดี’ ต้องคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ต้องเป็นคนที่เสียสละ แล้วก็อยู่ในทํานองคลองธรรม ผมว่าถึงจะเป็นคนดี…”

ไขข้อข้องใจ!! เหตุไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ 'รับ-ส่ง' เด็ก 7 เดือนป่วยหัวใจ เหตุน้องมีภาวะอาการไม่คงที่ หากแย่ลง จะได้แวะเข้า รพ.ระหว่างทางได้

(23 ม.ค.67) จากเพจ 'Drama Addict' ได้โพสต์ข้อความกรณีมีผู้สงสัยว่า เหตุใดถึงไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์นำตัวผู้ป่วยเด็กวัย 7 เดือนจาก รพ.หนองคาย ไปผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเร่งด่วนที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ แทนที่การเดินทางด้วยรถ ว่า...

จากข่าวส่งตัวเด็กน้อยที่ป่วยหัวใจแต่กำเนิดไปโรงพยาบาลจุฬา

มีทั้งคอมเมนต์ถามในต้นโพสต์ กับส่งหลังไมค์มาถามหลายคน ว่าทำไมเคสนี้ถึงไม่ให้คอปเตอร์ส่งตัวคนไข้

บางคนก็สงสัยว่าเพราะคนไข้เป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นคนยากคนจนหรือเปล่า 

อันนี้บอกเลยว่าไม่เกี่ยว มีเพื่อนในวงการที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ

เค้าเอาคอปเตอร์ไปรับเคสส่งเคสผู้ป่วยชาวบ้านคนจน ที่ชนบทมาไม่รู้กี่เคสแล้ว

เคสต่างด้าวก็ขนด้วยคอปเตอร์มาแล้วหลายเคส 

แต่การส่งตัวเคสแต่ละเคสจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องพิจารณาเป็นเคสเคสไป 

อย่างเคสเด็กคนนี้  น้องอาการไม่คงที่มีภาวะตัวเขียวเป็นพักๆ ซึ่งถ้าอาการแย่ลงระหว่างส่งตัว

จะต้องแวะเข้าโรงพยาบาลระหว่างทางเพื่อทำการรักษาและประเมินอาการก่อนเดินทางต่อไป 

ดังนั้นทางทีมส่งตัวผู้ป่วยคงประเมินแล้วว่าส่งด้วยวิธีการนี้จะปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ก็ประมาณนี้ครับผม และสุดท้ายน้องก็ไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย

ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน และขอบคุณประชาชนที่ช่วยกันเปิดทางระหว่างน้องเดินทางไปจุฬาครับ

อนึ่ง เคสแบบนี้เวลาตัดสินใจวิธีการส่งตัว จะมีหมอและ จนท. ตัดสินใจร่วมกันหลายคน คงผ่านการพิจารณารอบคอบแล้วว่าวิธีไหนเหมาะสมสุดตามสถานการณ์และทรัพยากรที่มี เรื่องแบบนี้ ต้องเชื่อใจคนหน้างานครับ

'ทอ.' แจง!! ดรามาโปสเตอร์รับสมัครนักเรียนนายเรืออากาศ ยัน!! ไม่มีเจตนาโยงซีรีส์วาย แต่อยากสื่อถึงมิติทหารเจเนอเรชันใหม่

(23 ม.ค.67) พล.อ.ต.บุญเลิศ อันดารา โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีที่บนโซเชียลฯ วิจารณ์อินโฟกราฟิกโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 ที่ส่วนใหญ่ต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เหมือนกับโปสเตอร์ซีรีส์วาย ว่า...

...เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ จากกรอบแนวคิดที่ให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นศูนย์กลาง ทางโรงเรียนก็เลยดูว่า สิ่งที่นักเรียนนายเรืออากาศได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นทหาร ความเป็นเจนเนอเรชันใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับแอร์พาวเวอร์ ไซเบอร์ และสเปซ จึงปรากฏอยู่ในโปสเตอร์ที่เป็นแนวศิลปะ ซึ่งในมุมมอง ก็อาจจะดูแบบเป็นเจนเนอเรชันใหม่ แต่หลายคนให้ความเห็นว่า โปสเตอร์ดังกล่าวคล้ายกับซีรีส์วาย ซึ่งทางกองทัพอากาศไม่ได้มีเจตนาโปรโมตเช่นนั้น

ส่วนผลกระทบหลังโซเชียลวิจารณ์นั้น โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ขอบคุณที่ประชาชนหรือชาวโซเชียลฯ แสดงความคิดเห็นและให้ความสนใจ ทางกองทัพอากาศน้อมรับและรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีซีรีส์วาย ที่กระแสสังคมเป็นห่วง แต่สำหรับกองทัพอากาศ เราเปิดกว้างทุกความคิดเห็นและน้อมรับ

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเพจ 'โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช' ได้โพสต์ภาพโปสเตอร์ประกาศรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.-29 ก.พ.2567 ภาพโปสเตอร์โปรโมตดังกล่าวมีชาวเน็ตแห่คอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนโปสเตอร์ซีรีส์ดัง ที่นักแสดงนำเป็นทหารอากาศ ยกตัวอย่างเช่น ภารกิจรัก พิทักษ์น่านฟ้า, มองตอนแรกคิดว่า ซีรีส์ใหม่, ภารกิจรัก พิทักษ์หัวใจ, ทหารอากาศไม่ขาดรักแล้ว, ปีกเพื่อชาติ หัวใจเพื่อนาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มองว่าเป็นการสร้างกระแส และได้ผลตอบรับที่ดี ช่วยโปรโมตกองทัพอากาศให้เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น

‘ตั้ง อาชีวะ’ อัดคนไทยไปอยู่นอกแล้วโอดครวญ เป็นพวกใช้แรงงาน ภาษาไม่ได้ ไม่เห็นทางโต

(23 ม.ค.67) ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ลี้ภัยคดี ม.112 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Eakapop Luara’ ว่า…

เห็นหลายๆ โพสต์ในกลุ่มโยกย้ายส่ายสะโพก

เห็นไปอยู่เมืองนอกมีปัญหา Homesick อากาศหนาวบ้าง เหงา หากินลำบาก หกโมงร้านปิดหมดแล้ว ฯลฯ 

หลักๆ เลย ที่เห็น คนที่มีโอกาสได้ไปในกลุ่มนะ ก็เป็นคนมีฐานะพอสมควร พอได้ไปอยู่เมืองนอก ทักษะไม่ถึง ภาษายังไม่ได้ ก็ต้องใช้แรงงาน ท้อแท้ รู้สึกไม่โต ไม่มีพาวเวอร์ พอทำงานเลี่ยงภาษีได้น้อยก็บ่น (พวกร้านอาหารไทย) ทำงานโดนหักภาษีโหด ก็รับไม่ได้ บลา บลา บลา คราวนี้ก็อยากกลับมาไทย เพราะตอนอยู่ไทยมีหน้าที่การงานที่ดี มีเส้นสาย เป็นข้าราชการมีหัวโขนไม่ต้องลำบากมาทำงานใช้แรงงาน

คนที่อยู่รอดได้ในเมืองนอก ที่เห็นจริงๆ คือทักษะสูงมาก ได้ทำงานระดับเดียวกับพลเมืองของเขา กับ อดทนทำแรงงาน แล้วไปเปิดกิจการของตัวเอง ประมาณนี้ 

มาคิดๆ คือ ผมเห็นแต่คนร้องอยากย้ายประเทศ พอย้ายไปแล้วเป็นแบบนี้ ผมเสียดายแทนคนที่อยากไปจริงๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะบางคนอยากไปเอาดาบหน้าสู้มันทุกทาง ทำวีซ่าเอง เดินเรื่องเอง เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าก็มี เพียงแต่เขาไม่มีโอกาส 

บางคนอยากลี้ภัยบ้าง ก็ฉวยโอกาสสร้างโปรไฟล์ เพื่อตั้งใจให้โดนคดีทางการเมือง (มันจะลำบากกับคนที่เขาสู้จริงๆ แล้วต้องลี้ภัย) เพื่อจะขอลี้ภัย 

แต่สำหรับคนที่ติดตามกลุ่มโยกย้ายแล้วประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่มีปัญหา อันนี้ผมขอชื่นชมพวกคุณมากๆ เลยนะครับ กลุ่มเป็นแค่จุดศูนย์รวม แต่หลักๆ เลยคือ ความสามารถของพวกคุณล้วนๆ รวมถึงแอดมินให้คำแนะนำได้ดีด้วย 

นี่ยังไม่รวมพวก Scam แฝงตัวในกลุ่มอีกนะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่า ถ้าได้เดินออกจากไทยแล้วได้ไปอยู่ประเทศโลกที่ 1st  ยังไงคุณภาพชีวิตระบบรัฐสวัสดิการที่จะโอบอุ้มชีวิตของคุณมันดีกว่าแน่นอนครับ 

**ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา นั่นบ้านมึงไม่ใช่บ้านกูไอ่สัd**

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์-มูลนิธิพระราหู’ มอบเงินหนุน ‘กระจกเงา’ ผ่านโครงการ ‘สดชื่นสถาน’ จำนวน 100,000 บาท

(23 ม.ค. 67) ณ กองบินตำรวจ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร.พร้อมด้วย พ.ต.อ. ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ศฝร.บช.น., พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ ที่ปรึกษา ผบช.สพฐ.ผู้แทนมูลนิธิพระราหู ได้ร่วมมอบเงินสนับสนุน โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท โดยมี ตัวแทนจากมูลนิธิฯ มารับเงินสนับสนุน 

อนึ่ง โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ เป็นโครงการของมูลนิธิกระจกเงา ที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการพื้นฐานของคนไร้บ้าน และกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเป็นพื้นที่ที่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา อาทิ เช่น การอาบน้ำ ซักผ้า ที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่ทำได้ยากสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางนั้น ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา 

ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการจัดหา เครื่องกรองน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า จัดสร้างห้องสุขาชาย-หญิง และห้องอาบน้ำชาย-หญิง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

'นายกฯ' มาเอง!! รับเอกสารม็อบต้านแลนด์บริดจ์ ให้สัญญามวลชน จะพิจารณาปัญหาอย่างรอบคอบ

(23 ม.ค.67) หลังจากเมื่อวานนี้ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงพื้นที่จังหวัดระนองไปเจรจากับกลุ่มแกนนำต่อต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่มาจากพื้นที่จังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร พร้อมกับลงดูปัญหาคนไทยพลัดถิ่น 

ล่าสุดวันนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้เข้าพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้ง เป็นกลุ่มที่มาจากอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โดยแนะนำให้ทางกลุ่ม เสนอปัญหาเข้าไปในเอกสาร ที่จะยื่น ต่อนายกรัฐมนตรี และขอให้ทุกกลุ่ม ยื่นเอกสารด้วยความสมานฉันท์ ไม่ส่งเสียงด่าทอ หรือสร้างความวุ่นวาย เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ซึ่ง กลุ่มแกนนำ นำโดยนายเรียง สีแก้ว ก็รับปากที่จะยื่นหนังสือด้วยความสงบ

ภายหลัง การพูดคุย กลุ่มมวลชนก็ได้ทยอยเข้ายื่นหนังสือคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมารับหนังสือด้วยตนเองทุกกลุ่ม พร้อมกับรับปากประชาชนว่าจะนำข้อมูลทั้งหมด เข้าสู่คณะกรรมการศึกษาวิจัย ก่อนจะมีการดำเนินการใดในโครงการที่เกิดขึ้น

บิ๊กโจ๊ก กล่าวอีกว่าการยื่นหนังสือคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ของกลุ่มมวลชน วันนี้เป็นไปด้วยความสงบสมานฉันท์ ตามข้อตกลง ซึ่งตนรู้สึกพอใจและขอขอบคุณมวลชนทุกกลุ่ม ที่พยายามนำเสนอปัญหา ในทุกมิติด้วยความสงบ โดยเชื่อมั่นว่าการนำเสนอในวิธีดังกล่าว จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีในการพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญ และทำให้ประชาชน ได้รับประโยชน์สูงสุดในการประกอบสัมมาอาชีพ 

‘กัญจนา’ ทำบุญครบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากโรงงานพลุระเบิด พร้อมมอบเงินช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 2 หมื่น

(23 ม.ค. 67) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา เป็นประธานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล ครบรอบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พลุระเบิดที่โรงงานผลิตพลุ ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

ทั้งนี้ ได้ถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีญาติผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีจำนวนมาก พร้อมนำอาหารคาวหวาน จุดธูป ทำพิธีถวายแก่ดวงวิญญาณ บริเวณจุดเกิดเหตุท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ 

จากนั้น น.ส.กัญจนา ได้พูดคุยให้กำลังใจกับญาติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ให้กับญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 17 ราย รายละ 20,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

นอกจากนี้ ได้กำชับให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งตรวจสอบโรงงานพลุในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก 

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานกระทรวงแรงงาน จ.เชียงราย และกลุ่มไทยสมายล์ ขึ้นเหนือ มอบสิ่งของแก่โรงเรียนบ้านห้วยหาน

วันนี้ 23 มกราคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย หน่วยงานกระทรวงแรงงานจังหวัดเชียงราย และผู้บริหารกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับโรงเรียนบ้านห้วยหาน ณ บ้านห้วยหาน หมู่ที่ 9 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีนายสิทธิพงษ์ รัตนเดชาสกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหาน เป็นผู้รับมอบ

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ร่วมมือกับ คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานบริหารกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ผ้าห่ม มามอบให้กับน้องๆ นักเรียนที่โรงเรียนบ้านห้วยหานแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดเชียงราย และสำนักอุทยานภูชี้ฟ้า นำกิจกรรมต่างๆ มาให้บริการ

ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติเชียงแสนนำกิจกรรมสาธิตทำขนมและประชาสัมพันธ์โครงการให้เด็กนักเรียน ม.3 ที่จบใหม่มาฝึกอาชีพตามโครงการตรวจการแผ่นดิน สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย ออกบูธประชาสัมพันธ์โครงการ 3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความมั่นคงในชีวิต ได้ศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการ เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น โดยได้ทำงานในสถานประกอบการ ได้รับค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ ด้วย

สำหรับโรงเรียนบ้านห้วยหาน ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนประมาณ 400 คน การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

‘อินฟลูฯ สาว’ ทำคอนเทนต์เดินอัดคลิปกลางถนน ไม่สนโลก ลั่น!! “เดี๋ยวรถก็หยุดให้เอง” ท่ามกลางชาวเน็ตแห่วิจารณ์ยับ

(23 ม.ค.67) บัญชี X ของ ‘Red Skull’ ได้โพสต์คลิปที่ได้รับมาจากสมาชิกรายหนึ่ง โดยเป็นคลิปหญิงสาวอินฟลูเอนเซอร์คนดัง เดินลงไปบนถนน พร้อมถือไม้เซลฟี่ ถ่ายคลิปตัวเอง พร้อมเดินหมุนวนไปมาบนท้องถนนที่มีรถสัญจรไปมา โดยตั้งคำถามว่า สามารถทำแบบนี้ได้หรือ และเสี่ยงอันตรายมากไปหรือไม่

โดยทวิตของ Red Skull ระบุว่า "ไม่มั่นใจว่าทำแบบนี้ได้ด้วยหรอคะ สำหรับการถ่ายแบบ? คนในรูปค่อนข้างมีชื่อเสียงมากๆ ด้วยค่ะ ถ้าเยาวชนเห็นแล้วเลียนแบบทำตามลง Tiktok น่าจะไม่ดีนะคะ แล้วเจ้าตัวพิมพ์ตอบคอมเมนต์ว่า เดินๆ ไปเดี๋ยวเขาหยุดให้เราเอง น่าจะพีกนะคะ เขามีชื่อเสียงใน social มากๆ เลยคิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะยิ่งพีก"

ซึ่งหลังจากมีการโพสต์คลิปดังกล่าว ชาวเน็ตจะทำการขุดจนพบว่า หญิงสาวรายนี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง มียอดฟอลอินสตาแกรมเกือบแสน ที่สำคัญเป็นลูกสาวคนเล็กของอดีตทหารยศใหญ่ คลิปวิดีโอที่เป็นดรามาเจ้าตัวก็เป็นคนลงเอง แถมตอบคอมเมนต์คนอื่นว่า "เดินๆ ไป เดี๋ยวรถเขาหยุดให้เราเอง"

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์ว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ อาจก่อให้เกิดอันตราย ทั้งต่อตัวเจ้าของคลิปเอง และผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย 

สตม.ตามรวบผู้ร้ายข้ามแดนหนีโทษจำคุก 10 ปี พบ ! ถือ 2 สัญชาติ หลบทำงานดีเจย่านป่าตอง

ตม.จว.ภูเก็ต จับกุม นายอาชมาล (นามสมมติ) อายุ 36 ปี สัญชาติเบลเยี่ยม และโมร็อกโก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 878/2566 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น         

โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองเครื่องกระสุนปืน ชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์เสริม  ซึ่งติดตั้งบนอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตาม  พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 

สืบเนื่องจาก สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งหมายจับนายอาชมาล (นามสมมติ) อายุ 36 ปี สัญชาติเบลเยี่ยม ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 878/2566 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2566ในความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต , ครอบครองเครื่องกระสุนปืน ชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมซึ่งติดตั้งบนอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต” เพื่อให้ทำการจับกุมแล้วนำตัวส่งให้พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 โดยตามความผิดดังกล่าวศาลอุทธรณ์แห่งกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ได้ตัดสินให้จำคุกนายอาชมาล เป็นเวลา 10 ปี      

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดสืบสวนติดตามจับกุมนายอาชมาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการดำเนินการออกหมายจับ ผู้ต้องหารายนี้ได้ใช้หนังสือเดินทางประเทศเบลเยี่ยมเดินทางเข้า-ออก ประเทศไทยหลายครั้ง ต่อมาภายหลังพบว่ามีการเปลี่ยนมาใช้หนังสือเดินทางของประเทศโมร็อกโก และแจ้งที่พักอาศัยไม่เป็นหลักแหล่งทั้งกรุงเทพฯ ศรีสะเกษ และภูเก็ต สลับกันไป โดยล่าสุดพบว่ามีการเดินทางเข้ามาและแจ้งสถานที่พำนักในพื้นที่ จว.ภูเก็ต และจากตรวจสอบการแจ้งที่พักในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่านป่าตอง ต้องสงสัยว่าผู้ต้องหารายนี้จะพักอาศัยอยู่ จึงได้มีการลงพื้นที่หาข่าวจนสืบทราบว่าตัวผู้ต้องหารายนี้ เคยเข้าพักและไป ๆ มา ๆ     อยู่หลายครั้ง และแฝงตัวทำงานเป็นดีเจในสถานบริการแห่งหนึ่งในพื้นที่ป่าตอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพิสูจน์ทราบจนแน่ชัดว่าผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ภายในอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าว จึงได้เข้าตรวจสอบพบ นายอาชมาล พร้อมหนังสือประเทศโมร็อกโก และหนังสือเดินทางประเทศเบลเยี่ยมที่เคยใช้เดินทาง จึงได้แสดงหมายจับ และจับกุมนำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สถาบันพระปกเกล้า ติวเข้มผู้นำเยาวชนพลเมืองดี วิถีประชาธิปไตย มุ่งสู่ผู้นำชุมชนในท้องถิ่น

วันที่ 22 ม.ค.67 สถาบันพระปกเกล้า จัดอบรมโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี จ.สงขลา ได้รับเกียรติจาก อ.วิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บรรยายเรื่อง 'พลเมืองดี วิถีประชาธิปไตย' นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเยาวชนสัมพันธ์ Team Building และการบรรยายเรื่อง “ดิจิทัลกับการพัฒนาสังคมและมรดกทางวัฒนธรรม” โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาเลขาธิการด้านการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง 

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบันพระปกเกล้า จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง เข้าร่วมสังเกตการณ์ และร่วมให้คำแนะนำ สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงชื่นชมน้องๆ เยาวชน ที่เป็นพลเมืองมีส่วนร่วมพัฒนาโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น และศูนย์ ฯ จะร่วมเป็นเครือข่ายเผยแพร่ผลงานของน้อง ๆ ต่อไป

โครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี มีกลุ่มเป้าหมายนักเรียน 60 คน ครูที่ปรึกษา 10 คน จาก 10 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสงขลา กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม 2567 ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการบรรยายเกี่ยวกับ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเมืองภาคพลเมือง การเขียนโครงการเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในพื้นที่ รวมทั้งกิจกรรมการระดมความคิดเห็นเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมและขยายผลต่อยอดความเป็นพลเมืองในพื้นที่ด้วย

ด้าน อ.วิทวัส ชัยภาคภูมิ ระบุว่า การเป็นพลเมืองที่ดี ต้องมีทั้ง สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และคุณลักษณะพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5 ประการ ได้แก่ มีวินัย มีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล และมีจิตสาธารณะ

สตม.จับกุมชาวบังกลาเทศ 19 คน 'ใช้ดวงตรา รอยตราประทับปลอม และลักลอบหลบหนีเข้าเมือง' เพื่อไปทำงานมาเลเซีย

ตม.จว.นราธิวาส จับกุมชาวบังกลาเทศ จำนวน 19 คน โดยกล่าวหาว่า “ปลอมหรือใช้รอยตราประทับปลอมฯ, ปลอมหรือใช้เอกสารราชการปลอมฯ, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตากใบ จว.นราธิวาส ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พฤติการณ์จับกุม ก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบเห็นบุคคลลักษณะคล้ายคนต่างด้าว อยู่บริเวณภายในตลาดตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จว.นราธิวาส จึงเดินทางไปตรวจสอบเมื่อไปถึงสถานที่ดังกล่าวพบเห็นคนต่างด้าว จำนวน 1 คน อยู่บริเวณหน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จว.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวคนต่างด้าว หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง โดยคนต่างด้าวดังกล่าวแจ้งว่าหนังสือเดินทางของตนอยู่ในตัวอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าว และแจ้งอีกว่ายังมีคนต่างด้าวอยู่ภายในตัวอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวอีก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้คนต่างด้าวดังกล่าวพาเข้าไปตรวจสอบ เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารพบคนต่างด้าวอยู่ภายในอีกจำนวน 18 คน โดยผลการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ทั้ง 19 คน เป็นหนังสือเดินทางประเทศบังกลาเทศทั้งหมด พบว่ามีรอยตราประทับขาเข้าของด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รหัส A0370 ระบุวันที่ 2 JAN 2024 จำนวน 2 เล่ม ระบุวันที่ 8 JAN 2024 จำนวน 15 เล่ม 

ระบุวันที่ 9 JAN 2024 จำนวน 2 เล่ม และยังพบว่าทั้ง 19 เล่ม แผ่นปะตรวจลงตรา (Visa) มีลักษณะผิดปกติ จึงได้ตรวจสอบกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ผลการตรวจสอบไม่ปรากฎข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงได้นำตัวมาตรวจสอบที่ สภ.ตากใบ จากการสอบถามชาวบังกลาเทศทั้ง 19 คน รับว่าพวกตนได้เดินทางมาจากประเทศบังกลาเทศและพักอาศัยอยู่ประเทศกัมพูชา โดยมีชาวบังกลาเทศที่อยู่ในประเทศกัมพูชาคอยช่วยเหลือสนับสนุนที่พัก รวมทั้งเอาหนังสือเดินทางของพวกตนไปดำเนินการประทับรอยตราประทับขาเข้าประเทศไทยให้ และนำมาคืนก่อนที่จะพาพวกตนลักลอบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทยเพื่อจะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียแต่ถูกจับกุมเสียก่อน โดยได้จ่ายค่าเดินทางพร้อมค่าใช้จ่ายการประทับตราขาเข้าประเทศไทยให้กับนายหน้าแล้วทั้งหมดที่ประเทศบังกลาเทศ เป็นเงินจำนวนคนละ 400,000 - 500,000 ตากา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 145,000 บาท เจ้าหน้าที่ ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตากใบ เพื่อดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาดังกล่าว 

ทั้งนี้ ตม.จว.นราธิวาส และ สภ.ตากใบ จะได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป   

ในภาพรวมขบวนการเครือข่ายลักลอบขนชาวบังกลาเทศ เริ่มพบความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2566 ซึ่งทิศทางการลักลอบมาจากประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติด้านพื้นที่ จว.สระแก้ว ในช่วงต้นปี 2566 เป็นการลักลอบเดินทางโดยเครื่องบิน และมีการเก็บค่าดำเนินการกับชาวบังกลาเทศที่ลักลอบฯ ค่อนข้างสูง หลักแสนบาท ก่อนที่ขบวนการดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนวิธีการลักลอบ จากโดยสารเครื่องบิน ไปเป็นการเดินทาง 

โดยรถยนต์ ในลักษณะเคลื่อนย้ายคนต่างด้าวเป็นทอด ๆ จากชายแดนประเทศกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งแนวโน้มในการกระทำความผิดของผู้ร่วมขบวนการยังพบการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแผนประทุษกรรมและรูปแบบการเคลื่อนย้าย โดยช่วงหลังมีการตรวจพบเป็นลักษณะการปลอมแปลง รอยตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและปลอมแผ่นประการตรวจลงตรา (Visa) เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ในการเดินทางออกไปประเทศมาเลเซีย 

'รมช.อนุชา' ยกหมอดินอาสา ตำบลกะเปอร์ ต้นแบบแห่งการลดต้นทุน หนุนทำเกษตรแบบผสมผสาน เพิ่มรายได้ ดันขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ

(23 ม.ค. 67) นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดิน ของนายอภิชา ทองสุย หมอดินอาสาประจำตำบลกะเปอร์ ณ ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) 1/2567 จ.ระนอง ระหว่างวันที่ 22-23 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ดินและสนับสนุนการพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจหลักในการส่งเสริม พัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

“ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดินแห่งนี้ นับว่าเป็นต้นแบบในการทำเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้เกษตรกร จากเดิมปีละ 40,500 บาท เป็น 404,250 บาท และยังมีการต่อยอดขยายผลให้กับผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้ และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หมอดินอาสา จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการร่วมผลักดันแนวคิดเงินบาทแรกของแผ่นดิน เพื่อสร้างเม็ดเงินและสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้เติบโตขึ้น” รมช.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดิน เกิดจากการพลิกฟื้นผืนดินในพื้นที่กว่า 27 ไร่ ที่หน้าดินถูกชะล้างพังทลายในฤดูแล้งขาดน้ำ และดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน ผ่านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงพื้นที่แบบขั้นบันได ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินจุลินทรีย์ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต มีการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

โอกาสนี้ รมช.อนุชา ได้เยี่ยมชมกิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่สำคัญ ได้แก่ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน (บ่อจิ๋ว) การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่ และสวนยางพารายั่งยืน 

สตม.รวบหนุ่มอินโด หนีคดีหลอกลงทุน Forex ซุกไทย Overstay นานกว่า 2 ปี

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาส และเทศกาล ปีใหม่ 2567 โดยสั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.พูลศักดิ์ แก้วศรีขาว ผกก.ตม.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.เด่นชาย เจริญยุทธ ผกก.สส.บก.ตม.6, พ.ต.อ.เกรียงไกร อาริยะยิ่ง ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต, พ.ต.ต.กรัณฑ์วาริษฐ์ สมจันทร์ สว.ตม.จว.นราธิวาส ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา รายสำคัญ ดังนี้

1. สตม.รวบหนุ่มอินโด หนีคดีหลอกลงทุน Forex ซุกไทย Overstay นานกว่า 2 ปี บก.สส.สตม. จับกุมนายพอล (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติอินโดนีเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี ตามกฎหมาย 

พฤติการณ์จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายพอล (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติอินโดนีเซีย การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด (Overstay)  นานกว่า 2 ปี  และเป็นบุคคลที่องค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INTERPOL RED NOTICE) จึงได้ประสานงาน ไปยังเจ้าหน้าที่ กงสุลฝ่ายตำรวจ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่า 

นายพอล เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กระทำความผิดในข้อหา ฉ้อโกง โดยการหลอกให้ผู้เสียหายร่วมลงทุน Forex มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินไทยประมาณ 320 ล้านบาท และปัจจุบันยังหลบหนีคดีเป็นที่ต้องการตัวของทางการอินโดนีเซีย พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการจัดกำลังสืบสวนติดตามจับกุม จนกระทั่งต่อมาสืบทราบว่า นายพอล ได้ไปซื้อบ้านหรูราคากว่า 8 ล้านบาท อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จว.นนทบุรี โดยใช้ชื่อภรรยาซึ่งเป็นคนไทยเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าบ้าน 

จึงได้ทำการขออนุมัติศาลแขวงนนทบุรีออกหมายค้นบ้านพักหลังดังกล่าว จากการตรวจค้นพบนายพอล และพบเงินสดสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่า ประมาณ 2 ล้านบาท อยู่ในตู้เซฟภายในห้องนอน สอบถามนายพอล ให้การว่าตนเองถูกทางอินโดนีเซียออกหมายจับ ในข้อหาหลอกให้ร่วมลงทุน Forex มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 320 ล้านบาท จริง และได้หลบหนีหมายจับของทางการอินโดนีเซียมากบดานอยู่ในประเทศไทย โดยไม่คิดว่าจะถูกตามตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อหาและจับกุมนายพอล ในข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top