Friday, 17 July 2026
NEWS

ชื่นชม!! ‘คนขับรถ-กระเป๋า’ สาย 168 ช่วยเหลือ 2 แม่ลูก วิ่งเรียกทหารช่วยแบกลูกชัก-ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ส่ง รพ.ราชวิถี

(25 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 วิทยุ จส.100 รายงานว่า เวลา 09.30 น. แม่พาลูกชายที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ตัวเอง ไป รพ.ราชวิถี โดยพาขึ้นรถเมล์สาย 168 บริเวณซอยศูนย์วิจัย ถ.พระราม 9

ระหว่างทาง ลูกที่ป่วย เกิดอาการชักบนรถเมล์ คนขับ (คุณอนิรุต วันหวัง) และกระเป๋ารถเมล์ (คุณนพรัตน์ ธนะเพชรพิบูลย์) และพลเมืองดีบนรถ ต่างให้ความช่วยเหลือ รีบขับพาไปถึงจุดที่ใกล้ รพ.ราชวิถี มากที่สุด 

แต่ในระหว่างนั้นรถติดอยู่แถวอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กระเป๋ารถเมล์จึงวิ่งลงจากรถ เพื่อไปขอความช่วยเหลือกับน้องทหารที่อยู่บริเวณนั้น 2 นาย และได้ขึ้นมาช่วยกันอุ้มผู้ป่วย วิ่งไปที่ตึกฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี ทันที

ต่อมา ทราบชื่อทหารที่ช่วยเหลือ คือ ร.ต.ปรีชา สมบัติวงศ์, ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก และพล.อส.วิทยา ชัยสมบูรณ์ (ข้าราชการ ดย.ทบ.) ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประชาชนบนรถเมล์ สาย 168 ขอความช่วยเหลือ

ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก (ทหารที่ให้ผู้ป่วยขี่หลัง) กล่าวว่า "ช่วงนั้นได้ยินมีคนตะโกนให้ช่วย บริเวณนั้นมีทหารประมาณ 10 นาย ทางกรมฯ กำลังจะพาไปย้ายเข้ากรมดุริยางค์ทหารบก เห็นว่าอยู่ใกล้ รพ.ราชวิถี จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที พยายามไปให้ถึงรพ.ราชวิถี ให้เร็วที่สุด"

‘นายกฯ’ สั่งยกระดับ ‘ภาษาอังกฤษ’ ในระดับอุดมศึกษา สร้างความพร้อมด้าน ‘วิชาการ-วิชาชีพ-ทักษะสื่อสาร’ ยิ่งขึ้น

(25 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พ.ย 66 ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหาโครงการ หรือมาตรการต่าง ๆ ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศเรื่องนโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2567 เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำหนดเป้าหมาย พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ รวมถึงกำหนดให้นักศึกษาทุกคน สอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้นหรือแบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยเทียบเคียงผลกับมาตรฐานสากลของสหภาพยุโรปที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษาในด้านการอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR)

นายชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามประกาศดังกล่าว โดยกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติตามแนวทางกำหนดนโยบายและเป้าหมายยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนิสิต นักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ และพิจารณาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งจัดทําแผนเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษ

พร้อมทั้งจัดสื่อการเรียนการสอนรูปแบบเอกสารหรือสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง รวมถึงตั้งแนวทางการประเมิน โดยการสอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสําเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้น หรือ แบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยกําหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะภาษาอังกฤษ เทียบเคียงผลกับเกณฑ์ CEFR ของแต่ละบุคคล ตามหลักดังนี้ 1.ระดับอนุปริญญา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B1 ขึ้นไป 2. ระดับปริญญาตรี ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B2 ขึ้นไป และ 3. ระดับบัณฑิตศึกษา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ C1 ขึ้นไป

“ด้วยการกำหนดนโยบายแบบมุ่งยกระดับทุกด้าน นายกรัฐมนตรีจึงเร่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไทยให้มีความสามารถเท่าทัน เท่าเทียมการตลาดแรงงาน เร่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อความพร้อมของนักเรียน นักศึกษา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ตลอดจนยกระดับอาชีพ ให้เท่าทันสอดคล้องกับนโยบายของประเทศด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ภาคการศึกษาวิจัยต่าง ๆ” นายชัย กล่าว

‘รมว.สุริยะ’ กร้าว!! เร่งขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมรอบทิศ ‘ระบบขนส่งราง -โลจิสติกส์ - รถไฟทางคู่ -รถไฟฟ้ากทม.’

(24 ม.ค.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมเพื่อความอุดมสุขของประชาชน ปี 2567-2568 ว่า การสัมมนาในครั้งนี้ได้จัดทำ Action Plan ทุกหน่วยงานจะได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นตลอดช่วงเวลาของการ Workshop โดยผลักดันนโยบาย Quick Win 2567-2568 พบว่ามีโครงการสำคัญ 72 โครงการ

นอกจากนี้กระทรวงได้เร่งรัดทุกหน่วยงานพิจารณานโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะเรื่องต่าง ๆ ดังนี้…

1. นโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค 
2. บูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับจีนตอนใต้ (รถไฟไทย - สปป.ลาว - จีน) โครงการ EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ เปิดประตูการค้าสองฝั่งสมุทรทางภาคใต้

ตลอดช่วงเวลากว่า 3 เดือน ที่ผมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 2 ท่านเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวงคมนาคม พวกเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกท่าน ผมจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าผลที่ได้จากการ Workshop ในครั้งนี้ จะนำไปสู่ Action Plan ที่มีประสิทธิภาพ และ ผลักดันให้นโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ 

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่ามีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 9.5 -9.8 % ของจีดีพี ขณะที่ไทยมีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 11-12 % ของจีดีพี  ซึ่งถือว่าไทยมีปริมาณต้นทุนที่สูง เนื่องจากไทยใช้ระบบถนนเป็นหลัก หากสามารถหันไปใช้ระบบขนส่งทางรางได้ จะช่วยลดต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ได้มากขึ้น เบื้องต้นได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ระบบขนส่ง ทางราง เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ ภายใน 5-6 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 และระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล ระยะทาง 554 กม.

สำหรับการสัมมนาฯ ในวันนี้ มีความคาดหวังอยากให้ทุกหน่วยงานได้เร่งรัดและบูรณาการโครงการที่จะดำเนินงานในปี 2567 รวมทั้งร่วมกันพิจารณากำหนดโครงการใหม่ที่จะดำเนินการในปี 2568 ตามภารกิจและโหมดการขนส่งในทุกมิติ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานได้นำเสนอกรอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการลงทุน แยกตามแหล่งเงิน ประโยชน์ที่จะประชาชนจะได้รับ และแผนการดำเนินการตั้งแต่เริ่มจนก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งเมื่อนำภาพผลงานที่ได้ดำเนินงานไปแล้วในช่วง 99 วันที่ผ่านมา มารวมกับผลลัพธ์จากการทำ Workshop ในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงทิศทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในอนาคต ซึ่งสามารถจับต้องได้และสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม 

พบแร่ลิเทียมในสวนปาล์ม อ.ตะกั่วทุ่ง คนแห่คึกคัก!! ติดต่อขอซื้อ-เช่าที่ดิน

(24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีการนำเสนอข่าวเรื่องการพบแหล่งแร่ลิเทียม ในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และมีบางสื่อได้นำเสนอว่ามีปริมาณของแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากของชาวจังหวัดพังงาและประชาชนทั้งประเทศ 

ซึ่งล่าสุดทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเรื่องผลการสำรวจแหล่งลิเทียมในประเทศไทย คำว่า Mineral Resource มีความหมายถึงปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Lithium Resource ซึ่งหมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม 

ดังนั้นการนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ เป็นแร่เลพิโดไลต์ (lepidolte) ที่พบในหินเพกมาไทต์ (pegnatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียมหรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.459 แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมากแต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า

ล่าสุดผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยนายสุเทพ ทองวล ประธานสภา อบต.ถ้ำ ลงพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของนายสุชาติ ขันภักดี บ้านบางทราย ม.2 ต.ถ้ำ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งอยู่ในพื้นที่แหล่งแร่ลิเทียมบางอีตำ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขุดเจาะเก็บตัวอย่างใต้ดินออกมาเป็นแท่งทรงกระบอก ส่งต่อให้ทางนักธรณีวิทยาวิเคราะห์หาปริมาณของแร่ลิเทียม เนื่องจากทางบริษัทได้รับอนุญาตให้เจาะสำรวจได้ถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2567 นี้

นายสุชาติ ขันภักดี บอกว่า รู้สึกดีใจที่ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของตนเองเจอแร่ลิเทียมในชั้นใต้ดิน ส่วนในประเด็นที่ว่าต่อไปจะมีการทำเหมืองหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งต้องว่าด้วยกฎหมายเป็นหลัก และหากจะมีการทำเหมืองในพื้นที่ของตัวเองก็ไม่ขัดข้องแต่จะต้องมีการชดเชยที่น่าพอใจ ส่วนในการทำเหมืองจะมีการฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องผลดี ผลเสียในทุก ๆ ด้าน ในขณะที่หลุมที่เจาะเสร็จแล้วและที่เจอตาน้ำบาดาลดี ตนก็เก็บไว้เตรียมไว้ใช้ในหน้าแล้ง

ด้านนางวารุณี สงวนนาม เจ้าของร้านเจ้น้อง อาหารพื้นเมืองพังงา กล่าวว่า ในฐานะคนตำบลกะไหลก็รู้สึกดีใจที่เจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ตำบลกะไหล เรื่องแรกก็ทำให้บ้านกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ หลังจากมีกระแสสำรวจเจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ ก็ทำให้ราคาที่ดินในตำบลกะไหลคึกคักขึ้น มีคนติดต่อจะขอซื้อและขอเช่ากันเป็นจำนวนมาก ในส่วนที่ว่าถ้าหากจะมีการทำเหมืองแร่ลิเทียมก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นกันทุกฝ่ายทั้งในเรื่องของผลดี ผลเสีย โดยเฉพาะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะจากที่ได้ยินมานั้นทุกคนต่างก็เป็นห่วงในเรื่องของมลภาวะสิ่งแวดล้อมหากมีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

ชื่นชม!! 2 ตร.ช่วยชายเครียดสูงวัย กระโดดน้ำจากสะพาน ที่ จ.สุพรรณบุรี โชคดี!! ประคองตัวเข้าฝั่งปลอดภัย ด้าน ตร.เผย!! "ต้องช่วยให้เขารอด"

(24 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก 'ดาวแปดแฉก' ได้โพสต์เรื่องราวนาทีชีวิต ระบุว่า...

นาทีชีวิตตำรวจกระโดดลงน้ำช่วยชีวิตประชาชน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค.67 เวลาประมาณ 13.45 น. 'จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน' ผบ.หมู่ (ป.) สภ.สองพี่น้อง และ 'ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา' ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้ช่วยชีวิตชายสูงอายุ ที่กระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ลงไปในคลอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชาวบ้านชุมชนหลังตลาดบางลี่ ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายตรวจทั้งสองนาย อีกทั้งภาพการช่วยเหลือถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย สังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นชื่นชมตำรวจทั้งสองนาย

โดยวันนี้ (24 ม.ค.67) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เรียก พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ.สองพี่น้อง, จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา เข้าพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมอบรางวัลเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำความดี

โดยเพจดาวแปดแฉก ได้ระบุเพิ่มเติมอีกว่า ตำรวจทั้งสองนาย คือ จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป.) และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ส.ต.ต.ณัชพล เล่าว่า...

"เวลาประมาณ 13.45 น. ของวันที่ (23 ม.ค.2567) ระหว่างออกตรวจในเขตรับผิดชอบ กำลังขับขี่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ กับ คู่ตรวจไปยังที่พักสายตรวจ ได้รับจากห้องวิทยุสื่อสาร สภ.สองพี่น้อง ให้ตรวจสอบชายกระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้องลงไปในคลอง ซึ่งอยู่ใกล้พอดี ใช้เวลา 2 นาทีถึงจุดเกิดเหตุ

"โดยมีชาวบ้าน 2-3 คน บอกว่าชายสูงอายุกระโดดลงไปในคลอง และเห็นชายสูงอายุลอยอยู่กลางคลองเกาะกองผักตบชวา จึงบอก จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปหาจุดที่ใกล้ที่สุดเพื่อช่วยเหลือ ระหว่างหาทางชาวบ้านคนหนึ่ง ออกมาบอกว่าให้เข้าภายในบ้านเขาเลยใกล้กว่า พอไปถึงหลังบ้าน จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ แจ้งวิทยุสื่อสารไปยัง สภ.สองพี่น้อง รายงานสถานการณ์ ส่วนผมมองไปที่ชายสูงอายุ ที่เห็นนาทีนั้นเหมือนชายสูงอายุจะไม่ไหวแล้ว สังเกตเห็นได้แค่ใบหน้าเท่านั้น"

ส.ต.ต.ณัชพล เล่าอีกว่า "นาทีนั้นที่ผมเห็น ผมถูกฝึกมาให้ช่วยเหลือ ถูกสอนว่า เราต้องช่วยให้เขารอด แต่เราต้องไหว จึงตัดสินใจทันทีถอดเสื้อเกราะ ถอดเข็มขัดอาวุธ ถอดรองเท้า ระหว่างวิ่งไปจะกระโดดน้ำก็ถอดเสื้อเครื่องแบบทิ้งไว้ที่พื้นดิน กระโดดน้ำทันทีระยะประมาณ 15 เมตร ไปถึงจุดที่ชายสูงอายุลอยเกาะกองผักตบชวา ผมก็ประคองตัวตะโกนเรียกพี่ ๆๆๆ แต่เขาไม่ตอบ แต่สังเกตว่าเขายังพอมีสติ ก็ล็อกคอชายสูงอายุ ซึ่งผมหันหลังประคองเข้าฝั่ง โดยมี จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ อยู่ที่ริมตลิ่งพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยรอช่วยเหลือประคองชายสูงอายุขึ้นจากน้ำ"

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ญาติของชายสูงอายุ มาจุดเกิดเหตุแจ้งว่า ชายสูงอายุมีความเครียดจากโรคประจำตัว หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 เพื่อตรวจร่างกาย และรอดูอาการ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์อนุญาตให้ญาติรับตัวกลับไปดูแลต่อไป

รู้จัก ‘ตะวันฉาย’ ยอดมวยดาวรุ่งแห่งยุค ที่ครั้งหนึ่ง 'เสียคน-เสียศูนย์' เพราะหลงระเริงกับชัยชนะ ขี้เกียจซ้อม เล่นพนัน จนหมดตัว

(24 ม.ค. 67) เพจ 'มวยไทยสุดยอด' ได้โพสต์เรื่องราวบทเรียนของชีวิต ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม หรือ นายณรงค์ศักดิ์ แก้วมาลา ในช่วงชีวิตหนึ่งที่ 'เสียคน-เสียศูนย์-หลงระเริง' ว่า...

บทเรียนชีวิต ตะวันฉาย ช่วงที่ชนะบ่อยแล้วก็หลงระเริงแบบว่าไม่ต้องซ้อมหรอก ได้ต่อยกับคนจีนอะไรอย่างเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่เท่าคนไทย

ขี้เกียจซ้อม มั่นใจว่าชนะ ไฟต์สุดท้ายชิงแชมป์ค่อยซ้อมจริงจัง แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหว จึงเกิดมาเป็นบทเรียน ที่ทำให้หลังจากนั้น ตะวันฉาย ไม่ว่าจะต่อยกับใคร ก็ต้องซ้อมให้เต็ม 100 ประเมินคู่ต่อสู้ให้เก่งเข้าไว้ เก่งกว่าเรา

ตะวันฉาย เล่าว่า ช่วงเริงค่าใช้จ่าย มันเป็นช่วงที่เขาต่อยแทบทุกเดือน ต่อเดือนได้เงินต่อไฟต์ ราว 1-2 แสน อู้ฟู่มาก

ไปไหนต่อไหน ก็จะบอกคนใกล้ๆ ตัวว่า ไม่ต้องออก สปอร์ต ใจใหญ่ แถมยังเล่นพนันมวยด้วย เล่นหวยด้วย เวลาคนไหนที่ถูกหวยเป็นแสนๆ 3-4 งวด แล้วมาให้หวย ตะวันฉาย ก็จะทุ่มแบบ 75,000x75,000 กันเลยทีเดียว 

แต่พอหวยออกก็มือสั่น มือชากันเลยทีเดียว เพราะไม่ถูก เช่น แทง 98, 89 หมดไป 2 แสนกว่าบาท แต่หวยออกมา 58 หมดตัวกันเลย

บทเรียนในช่วงที่หมด ไม่เหลือตังสักบาทสำคัญมาก เพราะหลังจากนั้น พอได้ต่อยมวยแล้วได้รับค่าตัวมา 180,000 บาท ก็ต้องใช้หนี้หมดเลย และกลับมาบ้านพ่อพาซื้อปูซื้ออะไรมากิน ตะวันฉายบอกกับพ่อว่าให้ออกตังไปก่อนนะ (พ่อก็ถามว่า เอ้า!! ตังไปไหนหมดอ่ะ พึ่งต่อยมวยมา) สะกิดใจตนอย่างมาก

วันนั้น ตะวันฉาย คิดว่า เจ็บตัวก็เจ็บตัว ตังไม่มีสักกะบาท แค่จะซื้อของให้พ่อยังต้องเอาตังพ่อเลย จึงทำให้คิดใหม่ว่า ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่เล่นการพนันก็ไม่เดือดร้อน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาตังที่เล่นไปซื้อเสื้อผ้าซื้ออะไรดีกว่า ยังเหลือด้วย ซึ่งโชคดีที่เขาคิดได้แล้วเลิกเล่น และตั้งใจใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางมวยอย่างมืออาชีพ จนโด่งดังได้ดั่งทุกวันนี้

'กวี ชูกิจเกษม' เตือนแฟนคลับ!! เพจหลักตนมีแค่เพจเดียว หลังมิจฉาชีพออนไลน์ สร้างเพจปลอมหลอกคนพุ่ง

(24 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊กหลัก 'กวี ชูกิจเกษม' โดยคุณกวี ชูกิจเกษม นักลงทุน VI และนักวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Research and Content. บล.Pi ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน หลังจากมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อตนไปปั้นเพจปลอม เพื่อหลอกลวงให้คนมาลงทุน ว่า...

ว่าด้วยเรื่อง ขณะนี้ เพจปลอมกลับมาแอบอ้างสวมรอยระบาดจำนวนมาก (อีกแล้ว) ซึ่งเป็นเรื่องเหนือการควบคุมได้ทั้งของทางทีมงานเอง และ Admin นะคะ ไม่สามารถยับยั้งหรือยุติให้หมดไปได้เลยจริงๆ 🥲

ตามที่ได้เรียนแจ้งเสมอๆ ให้รับทราบโดยทั่วกันทุกครั้ง ว่าพี่กวี 'คุณกวี ชูกิจเกษม' มีช่องทางการติดตามบน Facebook fanpage แค่ที่เพจนี้ (กวี ชูกิจเกษม) เท่านั้น และช่องสำหรับเรียนรู้เรื่องการลงทุน ที่ Vee Investment Academy บน Youtube Channel 

ทั้งนี้ หากมีการเอ่ยหรือแอบอ้างสวมรอยเป็น 'คุณกวี ชูกิจเกษม' ไม่ว่าจะเป็นการลงภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพโฆษณาคอร์สเรียนใดๆ ที่มีความผิดปกติ หรือไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงการสื่อความไปในทิศทางเชื้อเชิญ ชักชวน ให้เข้ากลุ่มลับ กลุ่มส่วนตัว หรือทำธุรกรรมลงทุนใดๆ ขอเรียนแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน ณ ตรงนี้นะคะ ว่าไม่เป็นข้อเท็จจริงประการใดๆ จึงอยากให้ทุกท่านมีวิจารณญาณตรวจสอบให้ดีและศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำลงทุนที่ใดๆ กับใคร 

⚠️เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วนั้น โอกาสได้รับคืนน้อยมากๆ แทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้ ฉะนั้นจงอย่าตัดสินใจผลีผลามเพียงแค่คำโปรยสั้นๆไม่กี่ประโยคที่มิจฉาชีพแต่งขึ้นมาเพียงเพื่อหวังให้ท่านนักลงทุนเชื่อสนิทใจ โดยมักใช้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมาเป็นตัวหลอกล่อให้เหยื่อตกหลุมพราง 

✅หากท่านไหนพบเจอรบกวนช่วยกันกด report ให้ด้วยนะคะ เพื่อเป็นเสียงส่วนหนึ่งในการช่วยกันยับยั้งกันผู้ถูกหลอก

เพจจริงที่แค่เพจนี้ >> https://www.facebook.com/Kavee.Chukitkasem?mibextid=ZbWKwL

'หนุ่ม' โพสต์แซะ!! ค่าต่อภาษีรถยนต์ พ่วงค่าปรับยาวเหยียด ฟากชาวเน็ตเสียงแตก บ้างบอก 'ดูภูมิใจ' บ้างบอก 'ค่าปรับแพงเกินไป'

(24 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'วีระศักดิ์ แป้นพ่วง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า....

"ปรับทำไมรถไฟฟ้า MG EP ต่อภาษีแพงจังครับ😅"

พร้อมกับตัวเลข 'ค่าปรับ' จากการกระทำผิดกฎจราจรปรากฏอยู่ในใบเสร็จดังกล่าวด้วย

หลังจากภาพและข้อความดังกล่าวได้มีการโพสต์ลงโซเชียล ก็มีชาวเน็ตที่เข้ามาวิจารณ์เสียงแตกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝ่ายที่ตำหนิ ก็มองว่าผู้ขับขี่ท่าจะไม่เคารพกฎจราจรมากเท่าที่ควร ส่วนคนที่เห็นต่าง ก็มองว่า การเรียกปรับ 500 บาท เป็นตัวเลขที่แพงเกินไป

'INTERLINK COMPANY VISIT' ต้อนรับกลุ่มผู้ลงทุน และนักวิเคราะห์ เจาะลึกกลยุทธ์ และแผนธุรกิจ ปี 2567

โชว์ศักยภาพ ! บริษัทแม่ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่อีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง พบปะกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เผยแผนธุรกิจ พร้อมร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจ พร้อมความเชื่อมั่น ให้เห็นภาพชัดในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพ หนุนร่วมสร้างโอกาสแห่งการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ตามอุดมการณ์ที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันเรียกเป็น กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ (The Group of Interlink) ซึ่งมีบริษัทฯในเครืออีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business), ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business), ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) และเนื่องจากมีทั้งบริษัทลูก และบริษัทย่อย ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเสริมประโยชน์ซึ่งกันและกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ และพันธกิจ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการระดมจิตอาสาไปพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอีกด้วย

โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ นำทีมคณะผู้บริหาร พนักงาน บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่แห่งปี 2567 จัดกิจกรรม 2 วันเต็ม ต้อนรับปีมังกร ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม กิจกรรม 'INTERLINK Communication Company Visit and Analyst Meeting' หรือ พบปะนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อรับฟังข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2566 และทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2567

พร้อมพาเยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จ และระบบ Logistics พร้อมห้อง LAB (R&D Center) ณ ถนนกาญจนาภิเษก แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักขนาดใหญ่ และพึ่งสร้างขึ้นใหม่อีก 1 อาคารของกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Center) ที่มีบริการส่งฟรีทั่วไทย และนโยบาย 'คุณสั่ง เราส่ง' เป็นบริการที่ครอบคลุม และรวดเร็วส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมกับพาชมห้องปฏิบัติการทดลอง LAB เป็นห้องทำ Research เกี่ยวกับงานด้านโครงข่ายสายสัญญาณไว้สำหรับรองรับเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งได้พาชม ศูนย์สำรองข้อมูล อินเตอร์ลิ้งค์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (DATA Center) ของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้า เซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ซึ่งบริษัทฯ ได้ต่อยอดธุรกิจนำเอาประโยชน์ของการมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่ได้วางโครงข่ายไว้ทั่วประเทศไทยมาเป็นจุดขาย และเป็นศูนย์สำรองข้อมูลฯ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยที่รัดกุม ตามมาตรฐาน Tier 3 Standard ให้บริการร่วมกับผู้ออกแบบศูนย์ข้อมูลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อให้ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานสูงสุด

นับเป็นการจัดงานร่วมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของปี 2566 พร้อมทั้งร่วมพูดคุย เล่าประสบการณ์ และกางแผนกลยุทธ์ถึงทิศทางการขับเคลื่อนทุกกลุ่มธุรกิจในปี 2567 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อม ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และการพัฒนาศักยภาพอย่างมีคุณภาพที่ครอบคลุมทุกรอบด้าน ทุกมิติขององค์กร ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ตามปฏิญญาที่ว่า 'เติบโต ต่อเนื่อง อย่างยั่งยืน' กว่า 37 ปี และปีที่ผ่านมาได้ทำสถิติ New High อีกด้วย

สำหรับในปี 2567 นี้ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงมีเป้าหมายของการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง ตั้งเป้าเรือธง เน้นย้ำถึงการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ใน ซีรีย์ Super-S (Super-S-Series) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้ และโครงการ LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE รวมถึงนับเป็นปีแห่งการต้อนรับการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องร่วมกับบริษัทฯ มีสินค้ามากพอ สำหรับรองรับการขยายตัวเพิ่มของเศรษฐกิจ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อนำสู่การทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ และสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป

โดยความสำเร็จทั้ง 3 ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งนี้ จากทุก ๆ กลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงสามารถขับเคลื่อน พร้อมดำเนินงาน สร้างยอดขาย และทำกำไรเติบโตแตะจุดสูงสุดในทุกไตรมาสได้อย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีเสมอมา เป็นผลจากการพัฒนา และมุ่งเน้นย้ำการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามแบบแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ให้สอดรับกับความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในทุกยุคทุกสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมร่วมสร้างมูลค่าให้กับทุกกลุ่มธุรกิจในเครืออีกด้วย ที่สามารถครองตลาดด้านเทคโนโลยีขึ้นแท่นเป็น The No. 1 ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางกลยุทธ์ ที่ปักหมุดความสำเร็จไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี และทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป อีกทั้ง นับเป็นโอกาสอันดีของการพบปะ นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อหนุนนำสู่การเป็นพันธมิตรที่ดีแก่กันในอนาคต นำพาองค์กรให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

‘จิรายุ’ แจงดรามา ด้อยค่าไหว้ ‘บิ๊กตู่’ ชี้!! พ่อแม่สอนให้มีสัมมาคารวะ เพราะเป็นมารยาทถ้าเจอผู้ใหญ่ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ตนไม่ไหว้

(24 ม.ค. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล กล่าวหากองทัพเรือนำบ้านหลวงไปปล่อยเช่าในโครงการนาวีเพลส ว่า ได้สอบถามและตรวจสอบไปยังกองทัพเรือแล้ว ยืนยันว่ามีการปล่อยให้เช่าจริงในโครงการนาวีเพลส ซอยเฉลิมพระเกียรติ 48 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการของสหกรณ์เคหสถานราชนาวี มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ฯ มีบ้านอยู่อาศัยยามเกษียณ

สำหรับสหกรณ์ฯ ดังกล่าวมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายแยกจากกองทัพเรือ เป็นคอนโดขาย 5 ตึกและทาวน์โฮม 15 หลัง รวมทั้งสิ้น 235 ยูนิต ซึ่งตรวจสอบพบ ในเว็บซื้อขายให้เช่าบ้านที่ดิน มีลงขายให้เช่าจริง ซึ่งอาจทำให้นาย จิรัฏฐ์ มีข้อมูลไม่ครบถ้วนเลยเข้าใจผิดว่าเป็นโครงการอาคารพักอาศัยส่วนกลางของทางราชการและเอาไปปล่อยเช่า แต่ในความเป็นจริงโครงการดังกล่าวเขาเปิดขายขาด ทำบนที่ดินของสหกรณ์ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเมื่อเขาซื้อไปแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ เขาจะไปลงประกาศขายหรือให้เช่าก็เป็นสิทธิ์ของเขา

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีมีการด้อยค่าที่ตนยกมือไหว้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาองคมนตรี ในงานเลี้ยง ตนขอเรียนว่าพ่อแม่ตนสั่งสอนมา ว่า เมื่อเจอผู้ใหญ่ผู้อาวุโส ต้องยกมือไหว้ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใหญ่ท่านไหนตนก็ไหว้ หรือเจอใครก่อนแม้จะอ่อนกว่าก็ไหว้สวัสดี เพราะตนเป็นคนมือไม้อ่อนตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญตอน พล.อ.ประยุทธ์เป็น หัวหน้า คสช.ไม่เคยเจอก็เลยไม่เคยไหว้ พอมาเป็นนายกฯ เจอในรัฐสภา กี่ครั้งด้วยมารยาทก็ต้องยกมือไหว้ แถมวันกองทัพบกที่ผ่านมาเจอทั้งท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุลและผู้ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล ตนก็ยกมือไหว้ทุกท่านตามปกติ

“ผมเป็นคนไทยที่ถูกครูบาอาจารย์ พ่อแม่สอนมาให้มีสัมมาคารวะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อผมเจอผู้อาวุโสกว่าก็ควรต้องไหว้ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ผมไม่ไหว้” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เจตนารมย์ของตนยังเหมือนเดิมต่อสู้กับการปฏิวัติรัฐประหารเผด็จการ มาโดยตลอดปฏิวัติปี 57 โดนจับไปขัง 7 วันไม่เคยลืม แต่วันนี้เป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมาปีที่ 5 อะไรที่ต้องปรับปรุงต้องแก้ไขปัญหา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องช่วยกัน วันนี้ตนมาเป็นโฆษก กห.ก็ทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกลตั้งตนเป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็จะทำหน้าที่ ให้เต็มกำลัง

“การแก้ไขปัญหาประเทศนี้ไม่มีทางจะแก้ไขได้แบบพลิกฝ่ามือได้ เฉกเช่นกรุงโรมไม่สามารถสร้างได้ภายในวันเดียว ผมคิดอย่างเดียวว่าการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่นี้จะเอาแค่มันส์ แค่เกรียน อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีสติและปัญญาใช้ความรู้ความสามารถรวมพลังกันเพื่อแก้รากของปัญหาที่สะสมมากว่า 80 ปี และนำประเทศไทยกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้ง” นายจิรายุ กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบรางวัลแก่ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 2 นาย ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำจนปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

วันนี้ (24 ม.ค.67) เวลา 11.45 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบรางวัลแก่ข้าราชการตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 2 นาย ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำ นำส่งโรงพยาบาลจนอาการปลอดภัย ได้แก่ จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป) สภ.สองพี่น้อง และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน) สภ.สองพี่น้อง ณ ห้องพรหมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการเสนอข่าวสายตรวจ สภ.สองพี่น้อง จว.สุพรรณบุรี กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้ว พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี รายงานว่า วานนี้ (23 ม.ค.67) เวลา 13.45 น. จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป) สภ.สองพี่น้อง และคู่ตรวจ คือ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน) สภ.สองพี่น้อง ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจจักรยานยนต์ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีคนกระโดดน้ำ บริเวณสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จึงได้รีบเดินทางไปตรวจสอบ ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีชายกำลังลอยน้ำไปกับกองผักตบชวาด้วยท่าทีอ่อนแรง ห่างออกจากบริเวณสะพานไปประมาณ 50 เมตร จึงได้รีบไปช่วยเหลือ โดยไปดักบริเวณริมแม่น้ำ ส.ต.ต.ณัชพลฯ ได้กระโดดน้ำลงไปช่วยเหลือโดยทันที ส่วน จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ฯ คอยช่วยเหลือและประสานงานอยู่บนฝั่ง กระทั่งสามารถช่วยเหลือชายดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและรอดูอาการ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์อนุญาตให้ญาติรับตัวกลับไปดูแลต่อไป ทราบชื่อชายดังกล่าวคือ นาย ภัทร อายุ 64 ปี  สาเหตุที่กระโดดน้ำเกิดจากความเครียดและป่วยโรคซึมเศร้า

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง ทั้ง 2 นาย มีจิตวิญาณของตำรวจ เข้าช่วยเหลือประชาชนทันทีที่ได้ทราบเหตุ ทำให้สามารถช่วยชีวิตชายคนดังกล่าวไว้ได้ เป็นแบบอย่างการทำงานที่ดีสมกับความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สมควรได้รับการชื่นชม ในวันนี้จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล เป็นขวัญกำลังใจ และขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป

'นนทบุรี' สั่งเคอร์ฟิว!! ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี ออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม รับลูก 'ผบ.ตร.' ตามแผนล้างบางแก๊งเยาวชนป่วนเมืองใน 1 เดือน

(24 ม.ค.67) จากกรณีที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร.ได้สั่งการให้มีการระดมกวาดล้างกลุ่มแก๊งเยาวชนกวนเมืองทั่วประเทศให้ลดลงภายใน 1 เดือน โดยได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระดมกวาดล้าง จัดทำบันทึกประวัติและพฤติกรรมของกลุ่มแก๊งเยาวชนในพื้นที่ทั้งหมด และให้กวดขันกับเยาวชนอายุ 10-15 ปี ที่ออกนอกบ้านหลัง 4 ทุ่ม โดยไม่มีผู้ปกครองมาด้วย หากพบจะต้องเชิญมาทำประวัติและเชิญผู้ปกครองสอบถาม และได้ให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น จังหวัดสระแก้ว, เชียงใหม่ นนทบุรีและสมุทรปราการ ที่มีกลุ่มกวนเมือง หรือกลุ่มแก๊งในพื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อาจไม่เพียงพอ

ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.ปรารถนา แผ่นผา ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้ประชุมผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีทั้ง 11 สถานี พร้อมสั่งการให้ทุกสถานีกวดขันในพื้นที่ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดในที่สุ่มเสี่ยงว่าจะมีการรวมตัวของเยาวชน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้กวดขันกลุ่มเยาวชนที่รวมตัวกันขับขี่รถจยย.ที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ 

สืบเนื่องจากในพื้นที่ จ.นนทบุรี เกิดเหตุเยาวชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊ง สร้างความเดือดร้อนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีเด็ก 14 ถูกแก๊งทรายทองทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ, เด็กเดินสายเคเบิลถูกแก๊งโจ๋ฟันนิ้วขาดย่านซอยประชาชื่นนนท์ 9 และกลุ่มเด็กนักเรียนไทรน้อยยกพวกบุกปาระเบิดปิงปอง ทุบหน้าต่างบ้านเรือนเสียหาย นอกจากนี้จากการสืบสวนยังพบมีกลุ่มเยาวชนรวมตัวกันในซอยสามัคคี และย่านท่าอิฐ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ตามคำสั่งหากเจอเด็กและเยาวชนออกมาจากเคหะสถานหลัง 22:00 น. จะต้องทำการตรวจสอบและสอบถาม รวมถึงนำมาทำประวัติ พร้อมแจ้งพ่อแม่ ผู้ปกครองให้มารับตัว ทำทัณฑ์บน กรณีที่ส่อไปในการกระทำความผิด โดยให้ยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กรณีที่พบเด็กมากระทำความผิดซ้ำ จะต้องสอบสวนให้ถึง ว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองมีส่วนยุยงส่งเสริมหรือไม่ ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ถ้ามีก็จะดำเนินคดีพ่อแม่และผู้ปกครองเช่นกัน โดยคำสั่งดังกล่าวให้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่เวลา 22.00 น.วันที่ 23 ม.ค.67 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติการให้ผู้บังคับบัญชาทราบ .012

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดโครงการวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 19 ปี และจัดโครงการรวมใจสืบสานคุณค่ามรดกผ้าไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงสถาปนาและพระราชทานนามมหาวิทยาลัย

ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2567 มทร.รัตนโกสินทร์ จัดโครงการวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 19 ปี นำโดย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมประกอบพิธีสักการะพระศรีศาสดา พระภูมิ เจ้าที่ จากนั้นเริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พิธีถวายราชสดุดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 19 ปี เพื่อเป็นพระราชกุศลด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงสถาปนาและพระราชทานนาม “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และบุคลากรผู้มีผลงานดีเด่น และพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 118 ทุน ณ มทร.รัตนโกสินทร์ ศาลายา  

และในวันเดียวกัน มทร.รัตนโกสินทร์ นำโดยรศ.ดร.อุดมวิทย์  ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมโครงการ “ราชมงคลรัตนโกสินทร์ รวมใจสืบสานคุณค่ามรดกผ้าไทย” โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงผลงาน มทร.รัตนโกสินทร์ และร่วมกิจกรรมถ่ายทอดมรดกผ้าไทย ผ่าน ภาพถ่าย โดย มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง ณ CRYSTAL DESIGN CENTER (CDC)  

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

วันอังคารที่ 23 มกราคม 2567 เวลา 10.00 นาฬิกา กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมี พลเอก ทรงวิทย์  หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 241 อาคาร 2 ชั้น 4 กองบัญชาการกองทัพบก
ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจในการสนับสนุนรัฐบาลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งวันนี้ที่ประชุมฯ ได้รับทราบแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในด้านการฝึก โดยมีสาระสำคัญดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ นโยบายการฝึกของกองทัพไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางดำเนินการด้านการฝึกของกองทัพไทย ประกอบด้วย นโยบายทั่วไป จำนวน 14 ข้อ และนโยบายเฉพาะ จำนวน 4 แผนงาน  เรื่องที่สอง ได้แก่ การฝึกร่วม และการฝึกร่วม/ผสม ของกองทัพไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีการฝึกที่สำคัญที่เหล่าทัพจัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ได้แก่ การฝึกปฏิบัติการร่วม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประจำปี 2567 (กฝร.พตท.67) ซึ่งจะมีพิธีเปิดการฝึกในวันที่ 24 มกราคม 2567 การฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold 2024 (CG24) ซึ่งเป็นครั้งที่ 43 ในวงรอบปี Heavy Year ใช้พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เป็นพื้นที่ฝึกหลัก โดยนำแนวคิดตามหลักนิยม Combined/Joint All-Domains Operations (CJADO) มาใช้เพื่อยกระดับและเพิ่มความซับซ้อนของปฏิบัติการร่วมระหว่างมิติการรบ และการฝึกร่วมกองทัพไทย ประจำปี 2567 (กฝร.67) ซึ่งเป็นวงรอบการฝึก Light Year บนพื้นฐานของแผนป้องกันประเทศด้านตะวันตก (แผนนเรศวร : ทน.62) นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังได้มีดำริให้กองทัพไทยพิจารณาริเริ่มการบูรณาการการฝึกร่วมด้านการต่อต้านโดรนและการใช้โดรนโจมตี ด้านการข่าว และการฝึกการปฏิบัติการพิเศษร่วม อีกด้วย

กองทัพบก ได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุง พัฒนา และจัดการฝึกประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567ของกองทัพบก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และความชำนาญให้กับกำลังพลและหน่วย ด้วยการปรับปรุง/พัฒนา การจัดการฝึกตามวงรอบประจำปี การฝึกพิเศษ และหลักสูตรการฝึกอบรมทุกระดับ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศที่มีความทันสมัยเข้ามาใช้งานในกองทัพชดเชยการปรับลดกำลังพลทั้งในด้านการฝึก โดยนำบทเรียนจากการรบ การปฏิบัติการ และการฝึก มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางจัดการฝึก ด้านการฝึกร่วม/ผสมกับกองทัพมิตรประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายในการทำการฝึก แยกเป็น กลุ่มกองทัพมิตรประเทศที่มีหลักนิยมเหมือนหรือใกล้เคียงกับกองทัพบก, กลุ่มกองทัพมิตรประเทศที่มีหลักนิยมไม่เหมือนกับกองทัพบก และกลุ่มกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน ด้านการฝึกอบรม มุ่งพัฒนาระบบการฝึกอบรมทั้งระบบ เริ่มต้นจากการปรับปรุงหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ โดยปรับลดเวลาการบรรยายในห้องเรียน ปรับลดวิชาที่ไม่ใช่วิชาหลัก ลดความซ้ำซ้อนของวิชาในหลักสูตรแต่ละระดับ ใช้การถกแถลง แลกเปลี่ยนการเรียนรู้และเพิ่มการฝึกปฏิบัติตามความชำนาญการทางทหาร รวมทั้งใช้ระบบสารสนเทศในการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลก่อนเข้ารับการฝึกอบรม

กองทัพเรือ ได้นำเสนอแนวทางการฝึกกองทัพเรือประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งถือเป็นการฝึกที่สำคัญที่สุดของกองทัพเรือ ภายใต้แนวคิดการบูรณาการกำลังรบ ครบทั้ง 4 มิติ โดยมีหัวข้อการฝึกที่สำคัญ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การฝึกแลกเปลี่ยนความรู้, การฝึกปัญหาที่บังคับการ CPX และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในห้วงแรกเป็นการฝึกการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติทางทะเล HADR บริเวณพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. 2567 ห้วงที่ 2 เป็นการฝึกในทะเล ระหว่างวันที่ 7-15 พฤษภาคม 2567 เป็นการจัดตั้งกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกล ทำการฝึกปฏิบัติการทางเรือสาขาต่าง ๆ ได้แก่ การฝึกยกพลขึ้นบก การฝึกยิงตอร์ปิโดแบบ MK 46 จำนวน 4 ลูก โดย ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช และ ร.ล.นเรศวร การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิธีพื้น - สู่ - อากาศ แบบ Evolved Sea Sparrow Missile หรือ ESSM โดย ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช และ ร.ล.ตากสิน การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือของกองทัพเรือ และอากาศยานของกองทัพอากาศ ในการป้องกันภัยทางอากาศให้กับกองเรือ ตลอดจนการฝึกป้องกันพื้นที่ และการฝึกป้องกันฐานทัพท่าเรือของทัพเรือภาค จากนั้นเป็นการฝึกภาคสนาม ในห้วงวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการฝึกการยิงอาวุธทางยุทธวิธีในพื้นที่อ่าวไทย จังหวัดชลบุรี และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ร่วมกับกองทัพบก และกองทัพอากาศ ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 16 บ้านจันทเขลม จังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ กองทัพเรือ ยังคงตั้งมั่น และดำรงแนวทางในการฝึกที่ว่า “รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น” เพื่อให้ผู้รับการฝึกสามารถนำบทเรียนจากการฝึกไปใช้ในการปฏิบัติงานในสนามรบได้จริง และได้รับการพัฒนาการฝึกอย่างต่อเนื่อง

กองทัพอากาศ ได้นำเสนอแผนการฝึกที่สำคัญของกองทัพอากาศในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีแนวคิดในการจัดการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจทั้งด้านการรบและมิใช่การรบ ตอบสนองทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการ และยุทธศาสตร์ เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และปฏิบัติภารกิจ โดยอาศัยการฝึกต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นโอกาสในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของกำลังพลให้มีความพร้อมตั้งแต่ระดับหมู่บิน ฝูงบิน และการประกอบกำลังขนาดใหญ่ในการปฏิบัติการร่วม/ผสม ตลอดจนการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในภารกิจด้านความมั่นคง การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน พร้อมรองรับภัยคุกคามและความท้าทายในทุกมิติในอนาคต อาทิ การแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2567, การทดสอบการใช้กำลังกองทัพอากาศ ประจำปี 2567, การฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold 2024, การฝึกผสม Cope Tiger 2024, การฝึกผสม Pitch Black 2024, การฝึกผสม Falcon Strike 2024, การฝึกบินควบคุมไฟป่ากองทัพอากาศ ประจำปี 2567 และการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัย ประจำปี 2567 หรือ SAREX 2024 เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บรรยายสรุป การฝึกร่วมที่สำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมหลักสูตรปฏิบัติการเรือเล็ก (Small Boat Operations Course) ซึ่งเป็นการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการสังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำ การปฏิบัติงานในแม่น้ำ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นตามแนวแม่น้ำ โดยความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและยาเสพติด (International Narcotics and Law Enforcement Section - INL) จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย การฝึกปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับบริษัทรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (รถไฟฟ้าใต้ดิน) ซึ่งเป็นการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ Urban Operation สำหรับการปฏิบัติการร่วมกัน เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่ปกติภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า MRT และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาแผนการต่อต้านการก่อการร้าย ให้ทันสมัยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษ เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขัน UAE S.W.A.T. Challenge 2024 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งจะได้นำมาพัฒนา

หน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจไทย อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจทั่วโลก เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเท และเสียสละ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่รวมทั้งเร่งดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พัฒนากำลังพลให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องการใช้ชีวิต การสร้างทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติ ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

กองประชาสัมพันธ์ สำนักประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหาร
23 มกราคม 2567

พิจิตร-อัยการพิจิตรใช้กฎหมายช่วยชาวนาบีบสหกรณ์คายเงิน7ล้านจ่ายหนี้ค่าข้าวเปลือกแนะแจ้งความดำเนินคดี

ทุกข์ของชาวนาพิจิตรที่ไว้วางใจนำข้าวเปลือกมาขายให้สหกรณ์การเกษตรหวังได้ราคาแต่สุดท้ายนานข้ามปีก็ยังไม่ได้เงินรวมตัวร้องทุกข์ผ่านสื่อจึงได้อัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิ์เข้ามาโอบอุ้มบังคับใช้กฎหมายไกล่เกลี่ยเป้าหมายอยากให้ชาวนาได้เงิน วันนี้เบื้องต้นได้บทสรุปสหกรณ์ยอมคายจ่ายหนี้ 7 ล้าน จาก 122 ราย รวมยอดเงิน 22 ล้านบาทเศษ วันนี้เฉลี่ยจ่ายเอาไปก่อน 30% ต่อจากนี้ ชมรมทนายอาสาพิจิตร รับหน้าที่พาชาวนาแจ้งความฟ้องดำเนินคดี

วันที่ 23 มกราคม 2567  นายอนันต์  คลังเพชร  อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร มอบให้ นายประเสิรฐ  ใจสนธิ์   อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ลงพื้นที่เพื่อไปทำหน้าที่ในการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาจากกรณีที่ชาวนาในเขตอำเภอวังทรายพูน จ.พิจิตร จำนวน 101 ราย ที่นำข้าวเปลือกไปขายให้กับ สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน ตั้งแต่เดือน พ.ย. 66 คิดเป็นมูลค่า 22 ล้านบาทเศษ ชาวนาไปทวงถามสหกรณ์ฯ ก็ผลัดผ่อนประวิงเวลาไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา โดยอ้างว่าสหกรณ์ฯรับซื้อรวมรวมผลผลิตแล้วขายส่งต่อให้กับโรงสีแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ดงเจริญ และรายอื่นๆ แต่ปรากฏว่าโรงสีไม่นำเงินมาจ่าย ดังนั้นสหกรณ์ก็จึงไม่มีเงินจ่ายชาวนากลุ่มดังกล่าวจึงได้ส่งตัวแทนมาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนดังกล่าว

โดยในวันนี้ นายประเสิรฐ  ใจสนธิ์   อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ลงพื้นที่ไปยังสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน โดยได้เชิญ นางสุจินดา  อินทร์สุข   ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน และประธานสหกรณ์ฯ รวมถึง นายจอมชัย รอดทัดทาน สหกรณ์จังหวัดพิจิตร , นายวิศิษฎ์  มานะคิด   นายอำเภอวังทรายพูน , นายกมลยุทธิ์  บุสดี  ทนายความ และ นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ตัวแทนจาก ชมรมทนายอาสาพิจิตร รวมถึงผู้นำส่วนท้องถิ่นและตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมรับฟังการไกล่เกลี่ยระหว่างอัยการกับผู้จัดการสหกรณ์ โดยมีการสืบค้นข้อมูลหาเงินสดและทรัพย์สินต่างๆ ของสหกรณ์ฯ ที่สามารถจะรวบรวมเป็นเงินว่ามีเท่าไหร่ที่จะจ่ายหนี้ให้กับชาวนาทั้งหมด 101 ราย 

ซึ่งได้ข้อสรุปว่าสหกรณ์มีเงินสด-มีสลาก ธกส.และสามารถหยิบยืมจากเครือข่ายสหกรณ์รวมแล้วมีเงินสดพร้อมจ่ายให้ชาวนาในวันนี้ได้ 7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของยอดรวมหนี้สินที่สหกรณ์ฯ จะต้องจ่ายให้กับชาวนาทั้งหมด คือ 101 ราย 22 ล้านบาทเศษ ซึ่งหลังจากได้ผลสรุปก็ได้แจ้งให้ชาวนาทราบว่าขอให้รับเงินก้อนแรกไปก่อนและหลังจากนี้ให้แต่งตั้งตัวแทนชาวนา 15 ราย ประสานกับ นายกมลยุทธิ์  บุสดี  ทนายความ และ นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ตัวแทนจาก ชมรมทนายอาสาพิจิตร เพื่อไป สภ.วังทรายพูน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน ซึ่งถ้าหาเงินมาจ่ายได้ก็ถอนแจ้งความได้ แต่ถ้าหาเงินมาไม่ได้ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยชาวนาต่างพึงพอใจที่วันนี้ได้เงินบางส่วนและจัดคิวเพื่อเข้ารับเงินสด ซึ่งจะจ่ายกันภายในวันนี้ที่สหกรณ์ฯ ดังกล่าวอีกด้วย สำหรับความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะได้รายงานต่อไปเพื่อสาวให้ถึงว่าโรงสีที่เอาข้าวเปลือกจากสหกรณ์ไปคือโรงสีอะไรจึงได้มีพฤติกรรมที่ทำให้ชาวนาและสหกรณ์เดือดร้อนดังกล่าว

สิทธิพจน์/พิจิตร/0818872449


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top