Thursday, 16 July 2026
NEWS

‘คนไทย’ สรรหาทำ!! ล่าสุดผุดเมนูแปลกใหม่ ‘ตำลอดช่อง’ หลังลูกค้ารีเควสมา ทำโซเชียลแตกตื่นอยากลองแซ่บบ้าง

(5 มี.ค.67) กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ สำหรับ “ส้มตำ” เมนูจานโปรดของเหล่าสายแซ่บซี๊ด ที่ก่อนหน้านี้ มีคนออกมาแชร์เมนูครีเอท “ตำลาวลูกชิด” ให้น่ารับประทานตามสไตล์ของตัวเอง จนกลายเป็นไวรัลดัง

ล่าสุด ก็ถือกำเนิดเมนูส้มตำรูปแบบใหม่ โดยทางเพจ ‘Very Good Coffee’ ได้โพสต์ภาพเมนูที่ลูกค้าสั่ง ตำลอดช่อง แถมใส่ไข่มุก และลูกชิด พร้อมระบุว่า “ไม่เคยขัด จัดให้ตลอด”

แน่นอนว่า เรื่องกินคนไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก เมื่อแชร์ออกไปกลายเป็นเมนูไวรัล คนแห่กดไลก์กว่า 9,000 ครั้ง

โดยส่วนใหญ่ต่างตะลึง เพราะไม่เคยเห็นเมนูดังกล่าวมาก่อน หลายคนถึงกับน้ำลายแตก อยากลิ้มลองรสชาติที่คาดไม่ถึง

ถึงขั้นมีผู้ใช้ Tiktok ‘kp_talonlak’ ได้ทดลองทำเมนู ‘ตำลอดช่อง’ ลิ้มลองเลยทีเดียว

โดยเธออธิบายถึงรสชาติไว้ว่า “มีคนบอกให้ลองทำตำเส้นลอดช่องกินดูค่ะ เขาบอกว่ามันน่าจะอร่อยนะ

แต่แพรว่าเส้นลอดช่องที่เป็นสีขาวน่าจะอร่อยกว่ารสใบเตยนะ จากนั้นเราจะมาลองชิมกันดู มันมีกลิ่นใบเตยตอนที่เรากำลังเคี้ยวอยู่ด้วยค่ะ ส่วนตัวว่าก็พอได้นะคะ แต่อาจจะไม่ซ้ำค่ะ”

โดยคอมเมนต์บางส่วนบอกว่า…

- ตอนแรกมองเป็นพริก แอบตกใจ แต่น่าลองนะคะ ดูแปลก ๆ ดี
- ใครคิดเนี่ย หาทำมากก
- ตามไม่ทันละ
- ข่อยอยากไปกินเด้
- นึกว่าพริก

'รสนา' สงสัย!! จดหมายเปิดผนึกของผู้ใหญ่ 3 ท่านถึงนายกฯ สงสัยห่วงใยประชาชน หรือห่วงใยผลประโยชน์ของใครกันแน่

(5 มี.ค. 67) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ดิฉันออกจะผิดหวังกับข้อเสนอของผู้หลักผู้ใหญ่ 3 ท่านที่เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงท่านนายกรัฐมนตรี อ้างความห่วงใยในความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติที่เกิดจากนโยบายพลังงานของรัฐบาลจำนวน 5 ข้อ 

โดยภาพรวมของประเด็นความห่วงใยของพวกท่าน ล้วนเป็นความห่วงใยต่อผลประโยชน์ที่จะกระทบทุนพลังงานเป็นหลัก มิได้ห่วงใยประชาชนที่ต้องแบกรับราคาน้ำมันแพง ค่าไฟแพงและค่าก๊าซหุงต้มที่แพงเกินสมควรตลอดมา ใช่หรือไม่

ข้อที่ 1) ท่านห่วงกรณีเรื่องกองทุนน้ำมันติดลบเพราะรัฐบาลนำไปตรึงราคาดีเซล และลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 1บาท/ลิตรในผู้ใช้เบนซิน เพื่อลดภาระบนหลังของผู้ใช้เบนซินลงบ้าง แต่พวกท่านไม่เห็นด้วย โดยอ้าง 'ตรรกะดึกดำบรรพ์' ที่ว่า น้ำมันราคาถูก จะทำให้ประชาชนไม่ประหยัด ซึ่งเข้าทางตลาดโลกของผู้ประกอบการ ที่หาทางล้วงส่วนต่างค่าน้ำมันที่มีราคาลดลงตามตลาดโลก แต่ไม่ลดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โยกไปไว้ในค่าการตลาดบ้าง ย้ายไปไว้ในน้ำมันเอทานอลให้แพงขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ จะได้ไม่ต้องลดราคาน้ำมันให้ประชาชน ตามราคาตลาดโลก ด้วยข้ออ้าง น้ำมันแพง ประชาชนจะได้ประหยัด ใช่หรือไม่ !?! 

ดิฉันขอย้ำว่ากองทุนน้ำมันตามกฎหมายคือ เงินที่ประชาชนสะสมไว้ช่วยเหลือตัวเองในยามราคาน้ำมันแพงจากตลาดโลก แต่ปัจจุบันน้ำมันแพงไม่ได้มาจากราคาตลาดโลก แต่มาจากกลไกบวกเพิ่มของผู้ประกอบการ ทั้งค่าการตลาด ราคาน้ำมันชีวภาพ และรวมถึงค่าการ กลั่นด้วย โดยมีกองทุนฯ เป็นเงินประกันกำไรให้ผู้ประกอบการ ใช่หรือไม่

ถ้าพวกท่านห่วงใยประชาชน ไม่อยากเอากองทุนน้ำมันมาตรึงราคาดีเซล ก็ควรเสนอให้ตัดน้ำมันไบโอดีเซลที่เติมในดีเซล 7% ออกไปทำให้ลดราคาน้ำมันลงได้ 2.42 บาท/ลิตร สามารถคงราคาดีเซล 30 บาทโดยไม่ต้องขึ้นราคาดีเซลเป็น 32 บาท ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

ราคาน้ำมันลดลงได้อีกถ้าให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันลดกำไรส่วนเกินของตนเองลงไปบ้าง เหมือนสมัยที่ปตท.ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ เวลาค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นตามความผันผวนตลาดโลก กพช.ก่อนยุคปตท.ถูกแปรรูป เคยมีมติ (การประชุมครั้งที่ 8/2543) ว่า "ในช่วงที่ภาวะตลาดน้ำมันผิดปกติ ทำให้ค่าการกลั่นมีความผันผวนมาก ให้ ปตท.และโรงกลั่นไทยออยล์ ใช้หลักการบริหารค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยนำส่วนลดค่าการกลั่นมาช่วยตรึงหรือลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงมิให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารความผันผวนของตลาด" โดยไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันมารับภาระชดเชยค่าน้ำมันแพงตลอดเวลา ผู้ประกอบการมีส่วนช่วยด้วย แต่ปัจจุบันล้วนแต่เงินกองทุนน้ำมันที่เป็นเงินประชาชน ผู้ประกอบการรับแต่กำไร ใช่หรือไม่

ช่วงปี 2566 ที่โรงกลั่นได้กำไรอู้ฟู่จากค่าการกลั่นที่ผันผวนในตลาดโลก กพช.และนายกฯ ในรัฐบาลก่อนไม่หือ ไม่อือ ทั้งที่ควรใช้เครื่องมือของกระทรวงการคลังเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมันมาชดเชยให้น้ำมันถูกลง แต่รัฐบาลก็ปล่อยให้โรงกลั่นได้กำไรค่าการกลั่นสูงถึงลิตรละ 8 - 11 บาท ทั้งที่ค่าการกลั่นบวกกำไรในเวลาปกติ ลิตรละ 1.50 บาทก็ใช้ได้แล้ว พวกท่านก็ไม่เคยออกมาเรียกร้องสักแอะให้ประชาชนเลย ใช่หรือไม่ 

ประชาชนคงออกมาแซ่ซ้องสรรเสริญท่าน ถ้าท่านจะแนะนำท่านนายกฯ ให้รัฐบาลยกเลิกการคิดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่บวกต้นทุนเทียมเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ทั้งที่น้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทย 100% ในอดีตรัฐบาลเคยให้แรงจูงใจโรงกลั่นสมัยแรกตั้งโรงกลั่น เพื่อให้มีกำไรมากขึ้นในช่วงเริ่มกิจการ แต่นั่นมันก็เป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว ปัจจุบันควรยกเลิกแรงจูงใจนี้ได้แล้ว จะได้ลดภาระบนหลังของประชาชนลงบ้าง ท่านก็ไม่เรียกร้องให้ประชาชนบ้างเลย ใช่หรือไม่ 

แม้ บมจ.ปตท.เป็นบริษัทเอกชนมหาชน แต่รัฐถือหุ้นเกิน 51% รัฐบาลสามารถสั่งการ บมจ.ปตท.ให้ควบคุมค่าการกลั่น ค่าการตลาดที่เหมาะสมตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ดีเซลลิตรละ 1.50 บาท และเบนซินลิตรละ 2 บาท ก็จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ลิตรละ 2-3 บาทโดยไม่ต้องไปล้วงกองทุนน้ำมันเลยก็ได้ ใช่หรือไม่

ข้อที่ 2) ท่านวิจารณ์การลดค่าไฟ โดยการให้ กฟผ. ยืดหนี้ เป็นวิธีแก้ที่จะสร้างภาระหมักหมมหนี้ในอนาคต ข้อนี้ดิฉันเห็นด้วย 

การแก้ปัญหาค่าไฟแพงสำหรับประชาชน ไม่ควรต้องให้ กฟผ.มาแบกรับภาระหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องชั่วคราว ท่านก็ควรเสนอวิธีแก้ปัญหาระยะยาวที่ต้นเหตุคือให้รัฐบาลหยุดทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มจากเอกชน เพราะปัจจุบันเรามีสำรองไฟฟ้าเกินมาตรฐานมากกว่า 50% แล้ว ทั้งที่ควรมีสำรองไว้แค่ 15% ตามหลักเกณฑ์ทึ่เหมาะสม ประเด็นนี้ต่างหากที่เป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ค่าไฟแพง เพราะการสำรองไฟมากเกินไป อุ้มเอกชนมากเกินไป โดยจ่ายค่าความพร้อมจ่ายตลอดอายุสัญญา 25 ปีให้เอกชน จึงควรเสนอรัฐบาลเจรจาเอกชนที่ได้กำไรคุ้มทุนแล้ว ลดค่าความพร้อมจ่ายลง 

นอกจากนี้ควรสนับสนุนรัฐบาลให้รีบเปิดทางให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์บนหลังคาผลิตไฟลดค่าใช้จ่ายซึ่งรัฐบาลไม่ต้องเอาภาษีมาลดค่าไฟให้ รัฐบาลแค่ลดอุปสรรคให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้สะดวก อนุมัติให้ใช้วิธีหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ กับไฟฟ้าที่ใช้ จ่ายเงินส่วนเกินที่ใช้ไฟจากการไฟฟ้า เรียกว่าระบบ Net Metering เพียงแค่นี้ประชาชนก็ลดภาระได้มากโขแล้วโดยรัฐบาลไม่ต้องเอาภาษีมาลดค่าไฟให้ 

ท่านควรสนับสนุนนายกเศรษฐาให้รีบปฏิบัติตามมติ ครม.สมัยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีที่ให้ใช้ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า ควรเร่งรัดรัฐบาลให้ช่วยลดค่าไฟประชาชนด้วยวิธีนี้ ก็จะลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้ประชาชนอย่างเป็นจริง ดีกว่าการบีบให้กฟผ.ชะลอหนี้สินออกไปเพื่อลดค่าไฟให้ประชาชนแบบชั่วคราว ใช่หรือไม่

ข้อ 3 และ ข้อ 4 ที่ท่านผู้ใหญ่แสดงความกังวลห่วงใยคุณภาพอากาศของประเทศ แต่มาสรุปท้ายให้รัฐบาลอนุมัติโรงกลั่น 6 โรงที่ปรับปรุงคุณภาพน้ำมันจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 สามารถขึ้นราคาน้ำมันได้นั้น

เป็นข้อเสนอที่ทำให้ผู้ฟังสะดุดกึก และทำให้ประชาชนอดคลางแคลงใจไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด พวกท่านยอมใช้เครดิตตำแหน่งฐานะทางสังคมมาทวงเงินแทนโรงกลั่นเหล่านี้!? หรือท่านถือหุ้น? รับทุน? หรือเป็นกรรมการ ฯลฯ ในบริษัทเหล่านี้หรือไม่ อย่างใด !?

ในเมื่อพวกท่านเป็นห่วงคุณภาพอากาศจากคุณภาพน้ำมัน ดิฉันก็อยากให้ท่านช่วยสอบถามบริษัทพลังงานที่ขายก๊าซ NGV ว่าปัจจุบันยังเติมก๊าซ CO2 สูงถึง 18% ในก๊าซ NGV อยู่อีกหรือเปล่า? 

สมัยที่ดิฉันเป็นสมาชิกวุฒิสภา (พ.ศ 2551-2557) เคยตรวจสอบเรื่องการเติม CO2 ในก๊าซรถยนต์ NGV 18% โดยมีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงาน อ้างว่าก๊าซในอ่าวไทยแต่ละแหล่งมี CO2 สูงต่ำไม่เท่ากันตั้งแต่ 14-16 % และก๊าซบนบกมี CO2 ต่ำประมาณ 2-3% เพื่อไม่ให้ค่าความร้อนแตกต่างเกินไป เลยปรับให้เท่ากัน ด้วยการเติม CO2 ลงไป 18% เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์มีปัญหา หรือเกิดการน็อก แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเอา CO2 ออกจากก๊าซในทะเลออกไป ผู้บริหารในกระทรวงบอกกรรมาธิการว่า ที่ทำแบบนี้เพื่อให้ธุรกิจพอจะอยู่ได้ ?!!!? 

นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ฝากท่านผู้ใหญ่ช่วยถามว่า ยังใส่ก๊าซขยะ 18% อยู่หรือเปล่า มาตรฐานต่างประเทศให้มี CO2 ในก๊าซ NGV ได้ไม่เกิน 3% และต้องลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือไม่เกิน 1% แต่บริษัทพลังงานของไทยเติม CO2 ถึง 18% โดยกระทรวงพลังงานอนุญาต ดูแล้วก็มีความลักลั่นกับแนวทางปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเป็นยูโร 5 หรือไม่?

การเติม Co2 18% นอกจากเอาเปรียบผู้ใช้ ที่จ่ายเงินซื้อก๊าซ NGV 100% แต่ได้เนื้อก๊าซไม่ถึง 100% เพราะคนขายใส่ก๊าซขยะมาให้ 18% และก๊าซขยะพวกนั้นถูกปล่อยเป็นก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลในแต่ละปีที่ทำให้โลกร้อน ดิฉันไม่ทราบว่าท่านผู้ใหญ่เหล่านี้ ทราบหรือไม่ และผู้กำกับดูแล ได้แก้ไขแล้วหรือยัง?

ประชาชนอดสงสัยมิได้ว่า การปรับปรุงคุณภาพทั้งที่เลวลง (กรณีเติม CO2 ใน NGV) และที่อ้างว่าดีขึ้น เช่นการปรับคุณภาพเป็นยูโร 5 เป้าประสงค์หลักคือการทำกำไรของผู้ประกอบการ ใช่หรือไม่?

และการปรับน้ำมันเป็นยูโร 5 เป็นวิธีการกีดกันทางการค้าหรือไม่ เป็นการกีดกันน้ำมันราคาถูกจากที่อื่นด้วยหรือไม่?

ข้อที่ 5) ท่านอ้างว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2567 กระทรวงพลังงานใช้กลเม็ดการคิดเลขในการหาต้นทุนที่ต่ำลงสำหรับก๊าซใน Pool Gas ที่ใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า โดยมิได้เป็นการจัดหาและนำก๊าซต้นทุนต่ำมาเพิ่มเติมใน Pool Gas โดยนำราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย (ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาก๊าซจากพม่าและก๊าซ LNG) ส่วนที่เคยส่งเป็นวัตถุดิบ ไปเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์คืออีเทนและโพรเพนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เอามารวมคำนวณเป็นราคาใน Pool Gas เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำลง ผลที่ตามมาก็คือราคาของก๊าซส่วนที่แยกไปใช้ผลิตเป็นวัตถุดิบในโรงแยกก๊าซ (GSP) เพิ่มสูงขึ้นทันที อันส่งผลต่อการทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของปิโตรเคมีทั้งระบบเพิ่มขึ้น” นั้น

ดิฉันผิดหวังจริง ๆ ที่ท่านเห็นว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยควรจะเป็นอภิสิทธิ์ของบริษัทปิโตรเคมีที่เป็นบริษัทลูกของ บมจ.ปตท.ได้ใช้ก๊าซในราคาถูกเท่านั้น แล้วประชาชนทั้งประเทศล่ะ ท่านไม่คิดถึงเลยหรือ?

ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นทรัพยากรของชาติ ประชาชนควรได้ใช้ในการดำรงชีพด้วยราคาในประเทศ ส่วนบริษัทปิโตรเคมีเอกชน ควรไปแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี การใช้แต้มต่อต้นทุนก๊าซราคาถูกเพื่อทำกำไร แต่ผลักประชาชนไปใช้ก๊าซหุงต้มราคาแพงตามราคาตลาดโลก เเล้วเอากองทุนมาชดเชย เป็นหนี้สินวน ๆ กันไป ไม่มีวันจบ เป็นการแย่งชิงทรัพยากรของประชาชนไปทำกำไรให้กลุ่มทุน

แทนการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนไปใส่กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาก๊าซหุงต้มราคาตลาดโลก การขายทรัพยากรก๊าซชั้นดีที่เป็นไม้สัก ควรได้ราคาไม้สัก จะได้นำกำไรจากการขายไม้สัก หรือก๊าซชั้นดีมาชดเชยราคาให้ประชาชน เพราะที่แล้วมาการใช้เงินจากกระเป๋าประชาชนในกองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม วิธีแบบนั้นไม่ใช่การชดเชยราคา แต่เป็นวิธีหลอกขายก๊าซหุงต้มให้ประชาชนแบบผ่อนส่งราคาเพื่ออำพรางกำไรที่ฉกฉวยจากทรัพยากรก๊าซในประเทศไว้ในมือของคนฝ่ายเดียว ใช่หรือไม่

ด้วยวิธีนี้จะเป็นการจัดสรรทรัพยากรก๊าซในอ่าวไทยที่มีความเป็นธรรมต่อประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน ส่วนบริษัทเอกชนก็ขอให้ท่านใช้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดเสรีที่ท่านมักพร่ำพูดอยู่เสมอว่าราคาพลังงานในประเทศเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี 

การสร้างสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ไม่ใช่มาจากบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่มาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่เป็นการบริโภคภายในประเทศของประชาชน ซึ่งมีมูลค่าถึงครึ่งหนึ่งคือ 50% ของ GDP เลยทีเดียว การทำให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น ด้วยการลดกำไรส่วนเกินที่ทำให้ราคาพลังงานไม่สูงเกินจริงลงไป จะเป็นการช่วยเศรษฐกิจของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน 

จึงขอให้ท่านผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนี้ และท่านนายกรัฐมนตรีช่วยพิจารณาให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนคนเล็กคนน้อยในประเทศนี้ด้วย

นราธิวาส - กิจกรรมพบปะเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนรอมฎอนสันติสุข และส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

ณ ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ค่ายกัลยาณิวัฒนา ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จัดกิจกรรมพบปะเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนรอมฎอนสันติสุข และส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ดี ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา กับพี่น้องประชาชนไทยมุสลิม และพี่น้องประชาชนไทยพุทธในพื้นที่ 

พร้อมทั้งเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจการปฏิบัติงาน ก่อนเข้าเดือนรอมฎอนที่จะนำความรู้ ทางด้านศาสนา วิธีชีวิตและหลักการปฏิบัติต่างๆในเรื่องข้อห้าม ข้อจำกัดตามประเพณีวัฒนธรรม เกี่ยวกับเดือนรอมฎอน และการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรในพื้นที่ นำไปปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และลดเงื่อนไขในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ อันนำไปสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลหนุนเสริมกระบวนการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี อย่างยั่งยืนตลอดไป โดยมี นายฉัตรชัย อุสาหะ รองผู้ว่าราชจังหวัดนราธิวาส เป็นประธาน พร้อมด้วย พระโสภณคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจหมายเลขประจำพื้นที่ ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ผู้แทนสถานีตำรวจภูธร และกลุ่มมวลชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม 

ทั้งนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวว่า การพบปะสานสัมพันธ์ในครั้งนี้ เป็นตามนโยบาย ของ พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิบัติศาสนกิจอันดีงามของพี่น้องมุสลิม ที่ปฏิบัติตนด้วยการแสดงความเคารพภักดี และเชื่อฟังอัลลอฮฺ ซึ่งในเดือนรอมฎอนมีความสำคัญสำหรับพี่น้องชาวไทยมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อต้องการให้เราทำทานมากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคัมภีร์กุรอ่านให้มากยิ่งขึ้น 

จึงถือเป็นเดือนที่จูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีทั้งปวงกว่าเดือนอื่นๆ หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการแสดงความเคารพภักดี หมั่นทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ หน่วยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้พี่น้องมุสลิมประกอบศาสนกิจอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี พร้อมที่จะส่งเสริม สนับสนุน การปฏิบัติศาสนกิจอันดีงามของพี่น้องไทยมุสลิมด้วยจิตใจที่เมตตา และเข้าใจต่อการปฏิบัติตนในห้วงเดือนรอมฎอนร่วมกันสร้างสันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการนี้ ได้มอบอินทผลัม และสิ่งของเครื่องบริโภค ให้แก่ผู้นำศาสนา เพื่อนำไปมอบให้แก่พี่น้องมุสลิมไว้ใช้การละศีลอด (เปิดปอซอ) ในช่วงเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1445  ต่อไป

กองทัพเรือ เปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2567

วันนี้ 5 มี.ค.67 พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกอง ทัพเรือ ประจำปี 2537 ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว แสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ และผู้บังคับบัญชาในกองอำนวยการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2567  ให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบโอวาทให้กับกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึก และร่วมชมการสาธิตการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งมีการประกอบกำลังจากหน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนต่าง ๆ ในกองทัพเรือมาเข้าร่วมปฏิบัติการฝึก เป็นการปฏิบัติการต่อต้านกำลังรบยกพลขึ้นบก กำลังปฏิบัติการพิเศษ และอาวุธจากเรือผิวน้ำและอากาศยาน นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการป้องกันพื้นที่สำคัญบนฝั่ง ด้วยกำลังต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อีกด้วย

กองทัพเรือได้จัดให้มีการฝึกกองทัพเรือประจำปี มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำรงความพร้อมของหน่วยต่าง ๆ ในการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ โดยเป็นการฝึกในสถานการณ์ปกติจนถึงขั้นการป้องกันประเทศ สำหรับการฝึกกองทัพเรือ ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 20 พ.ย.66 - 1 ส.ค.67 โดยมีกำลังทางเรือประเภทต่าง ๆ เข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เรือผิวน้ำ 20 ลำ เครื่องบิน 4 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์  6 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ 2 ระบบ และกำลังพลจากหน่วยงานต่างๆของกองทัพเรือ ส่งเข้าร่วมการฝึก 1,500 นาย มีพื้นที่การฝึกทั้งในทะเลและบนบก แบ่งการฝึกเป็น 2 ส่วน คือ การฝึกปัญหาที่บังคับการ (Command Post Exercise: CPX) เพื่อฝึกการควบคุมบังคับบัญชา และทดสอบแนวความคิดในการใช้กำลังและหลักนิยมต่างๆ ของหน่วยบังคับบัญชาในระดับต่าง ๆ และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (Field Training Exercise: FTX) เป็นการฝึกปฏิบัติจริงของหน่วยกำลังรบประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและประสบการณ์ให้กับกำลังพล รวมทั้งเป็นการทดสอบขีดความสามารถในการปฏิบัติการ อาทิ การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล การโจมตีกำลังทางเรือของฝ่ายตรงข้าม การปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก และการป้องกันฝั่ง ซึ่งกำลังทางเรือต้องฝึกการปฏิบัติทางยุทธวิธี ตามสาขาปฏิบัติการต่าง ๆ ได้แก่ การปราบเรือดำน้ำ การต่อต้านเรือผิวน้ำ การป้องกันภัยทางอากาศ การปฏิบัติการพิเศษ รวมทั้งปฏิบัติการข่าวสารและสงครามไซเบอร์ ทั้งนี้ จะมีการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น - สู่ อากาศ แบบ ESSM การฝึกยิงตอร์ปิโด การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือและอากาศยาน 

นอกจากอากาศยานของกองทัพเรือแล้ว กองทัพอากาศยังได้จัดส่งเครื่องบินขับไล่แบบ JAS-39 Gripen (บข.20) และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ SAAB 340 AEW (บ.ค.1) เข้าร่วมในการฝึกการป้องกันภัยทางอากาศและการโจมตีเรือในทะเล นอกจากนั้นยังมีการฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก การยิงอาวุธประจำหน่วยและการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริงของกำลังภาคพื้นดิน ทั้งกำลังจากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง รวมทั้งกองทัพบกและกองทัพอากาศ ที่ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ด้วย 

โดยผลที่คาดว่าจะได้รับจากการฝึกกองทัพเรือนั้น นอกจากกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึกจะได้รับความรู้ ความชำนาญเพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้กองทัพเรือได้รับทราบถึงขีดความสามารถและข้อจำกัดของกำลังทางเรือที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการปฏิบัติการร่วมกันกับ ศรชล. และเหล่าทัพ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปฏิบัติภารกิจ โดยเฉพาะในการป้องกันประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยขีดความสามารถของกำลังทางเรือที่เตรียมไว้สำหรับการทำสงคราม ยังสามารถนำมาใช้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในยามปกติ ได้อีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

'บิ๊กฮั่น' รับ!! กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ซึ้งใจ 'มาดามแป้ง' รับฟังปัญหา-ทำงานโปร่งใส ขออนุมัติเงิน 40.5 ลบ. หนุนไทยลีก 2-3 ช่วยประคองหยาดเหงื่อทุกทีม

(5 มี.ค. 67) 'บิ๊กฮั่น' มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Miti Tiyapairat' ยอมรับว่าตนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อ 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ ขออนุมัติเงินจำนวน 40.5 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายให้กับเหล่าบรรดาทีมในศึกไทยลีก 2 และ ไทยลีก 3

โดย 'มาดามแป้ง' ยืนยันในที่ประชุมสภากรรมการ ว่า ทีมจาก ไทยลีก 3 ทางสมาคมฯ ได้อนุมัติเงินสนับสนุนงวดที่ 2-4 (ครบ) จำนวน 72 ทีม ๆ ละ 375,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000,000 บาท ขณะที่ทีมจาก ไทยลีก 2 อนุมัติเงินสนับสนุน งวดที่ 2-3 จำนวน 18 ทีมๆ ละ 750,000บาท รวมเป็นเงิน 13,500,000 บาท

"วันนี้เป็นการประชุมสภากรรมการครั้งแรก ที่มีพี่แป้งเป็นนายกสมาคม

"สิ่งที่ผมรู้สึกและรู้สึกประทับใจมาก ๆ คือความรวดเร็วในการทำงาน ความโปร่งใสในการนำข้อมูลทุกอย่างมาวางบนโต๊ะ และที่สำคัญคือการเปิดรับฟังความคิดเห็น ที่สภากรรมการได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

"เราได้เห็นปัญหา เราได้รับฟังข้อเท็จจริง จำนวนตัวเลขทั้งรายรับ รายจ่าย รวมไปถึงเงินคงเหลือในแต่ละบัญชีของทั้งสมาคมและบริษัทไทยลีก

"เราได้รับรู้สัญญาของคู่สัญญาของสมาคมและไทยลีก เนื้อหาของสัญญาเป็นอย่างไร ปัญหาคืออะไร หักค่าหัวคิวเท่าไหร่

"โดยท่านนายกนวลพรรณ ได้นำมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะตัวเลขในบัญชีที่คงเหลือเงินอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วก็เป็นการนำเสนอของนายกสมาคม คุณนวลพรรณ ที่ได้ขออนุมัติในที่ประชุมถึงการขอมติให้นำเงินออกมาจ่ายให้กับทีมสโมสรในระดับ T2 และ T3 จำนวน 40.5 ล้านบาท

"ในแว่บแรกที่ท่านนายกได้นำเสนอตัวเลข 40.5 ล้านบาทและขออนุมัติสั่งจ่าย ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะนี่คือหยาดเหงื่อของทุกทีม ประธานสโมสร นักเตะ สตาฟฟ์ คนดู ที่ถูกหมางเมินมานาน ในที่สุดทุกทีมก็ได้รับซักที

"นอกจากนี้อาจจะยังมีหลายเรื่องที่กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาดังนั้นผมจึงขอเล่าคร่าว ๆ เท่านี้ก่อน

"ผมขอขอบพระคุณท่านนายกนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ได้เล็งเห็นทุกหยาดเหงื่อของคนฟุตบอลมีค่าเป็นลำดับแรก ซึ้งใจมาก ๆ 40.5 ล้านก้อนนี้จะต่อชีวิตให้อีกหลายร้อยชีวิตได้มีกำลังใจในการทำอาชีพฟุตบอลต่อไปครับ

"รักฟุตบอลไทย ให้กำลังคนฟุตบอลไทยทุกคน

"เราจะสู้ไปด้วยกันครับ"

สืบนครบาล จับ ”เสี่ยสันต์” ลักลอบค้ากระสุนปืนเถื่อน เร่ขายให้ลูกค้าทางออนไลน์

จากสถิติอาชญากรรมที่มีการใช้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนก่อเหตุอาชญากรรมมีเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก อาทิ เหตุกราดยิงภายในห้างสรรพสินค้า , เด็กนักเรียนนักศึกษาต่างสถาบันนำอาวุธปืนไปใช้ยิงคู่อริ เป็นต้น โดยสืบสวนขยายผลจนทราบว่าผู้ก่อเหตุซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อมาก่อเหตุผ่านช่องทางออนไลน์ 

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ได้ตระหนักและเน้นย้ำให้กำลังพลในสังกัดเฝ้าสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่ลับลอบจำหน่ายอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ ทางออนไลน์และช่องทางอื่นให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง จนชุดลาดตระเวนออนไลน์ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ออกแกะรอยสืบสวน

วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฏศรี , พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ,พ.ต.ท.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ ร่วมกันจับกุม นายสันติ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี ขณะขับรถกระบะส่วนตัว นำกระสุนปืนขนาดต่างๆ ไปจัดส่งพัสดุให้แก่ลูกค้าที่สั่งซื้อ บริเวณโกดังจัดส่งพัสดุบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 

ตรวจยึดของกลาง กระสุนปืนขนาดต่างๆได้ รวม จำนวน 31,800 นัด ซึ่งมีการบรรจุพัสดุจ่าหน้าซองผู้ส่ง – ผู้รับ เรียบร้อยเพื่อเตรียมจัดส่งให้แก่ลูกค้า นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นภายในรถกระบะซึ่งผู้ต้องหาขับมาส่งพัสดุพบ กระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 2,500 นัด บรรจุอยู่ในกล่องห่อด้วยกระดาษที่น้ำตาลอำพราง

จากนั้นตำรวจได้นำตัวนายสันติ์ ไปที่บ้านเลขที่ 125 ซอยเจริญใจ ถนนเอกมัย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เพื่อตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ ค 45/2567 ลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2567 ผลการตรวจค้น พบ กระสุนปืน ขนาด .22 LR จำนวน 21,150 นัด ,กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1,050 นัด ,กระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 100 นัด ,กระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 1,300 นัด ,กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1,650 นัด ,กระสุนปืน ขนาด .380 จำนวน 800 นัด ,กระสุนปืน ขนาด .32 จำนวน 150 นัด และกล่องพัสดุเปล่าสำหรับเตรียมบรรจุจัดส่งพัสดุ และอุปกรณ์สำหรับแพ็คส่งพัสดุ จำนวนหนึ่ง รวมกระสุนที่ตรวจค้นพบทั้งหมด จำนวน 31,800 นัด

สอบสวนนายสันติ์ หรือ สันติ์ ปรีดี ” ให้การภาคเสธ โดยให้การว่าเดิมทีตนเปิดบริษัทเกี่ยวกับขายวัสดุก่อสร้าง ต่อมาตนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ มีเพื่อนแนะนำให้เข้าไปทำงานเป็นเซลล์ในบริษัทจำหน่ายกระสุนรายหนึ่งจนมีความรู้ ทำได้ประมาณ 1 ปี จึงลาออก เนื่องจากตนมีฐานลูกค้าและได้รู้จักกับคนในวงการพอสมควรจึงสามารถติดต่อสั่งซื้อกระสุนปืนขนาดต่างๆ จากตลาดมืด เพื่อนำมาส่งขายให้แก่ลูกค้าต่างๆ ซึ่งสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

‘กะเทยฟิลิปปินส์’ โพสต์คลิปร่ำไห้ วอนขอให้ช่วยเพื่อนๆ แต่เจอชาวเน็ตปินส์ สวด!! หัดเรียนรู้ที่จะ ‘ถ่อมตัว-ยอมจำนน’

(5 มี.ค.67) กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโซเชียลเลยจริง ๆ กับกระแสวันกะเทยผ่านศึก ตำนานศึกกู้ชาติกะเทยไทย VS กะเทยฟิลิปปินส์ ซึ่งจบลงเป็นที่เรียบร้อยหลังผ่านไป 10 ชั่วโมง

ล่าสุด มีหนึ่งในชาวฟิลิปปินส์ได้ออกมาลงคลิปวิดีโอร้องไห้ เช็ดน้ำตาลงโซเชียล พร้อมระบุว่า “ได้โปรดช่วยเพื่อนฉันด้วย”

งานนี้ ชาวโซเชียลไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ตามเจอคลิปวิดีโอดังกล่าวจึงแห่เข้าไปคอมเมนต์เป็นภาษาอังกฤษ ชี้แจงให้คนฟิลิปปินส์รู้ว่าเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมเจ้าของโพสต์ถึงขอให้ช่วยทั้ง ๆ ที่พรรคพวกตัวเองเป็นคนไปทำคนไทยก่อน

“พวกคุณรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน” , “เป็นพวกคุณที่เข้ามาทำร้ายร่างกายกันก่อน คุณจะให้คนอื่นมอบดอกไม้ให้เหรอฟิลิปปินส์”, “มันปกติใช่มั้ย? กะเทยปินส์ 20 คนรุมกะเทยไทย”

ทั้งนี้ มีชาวฟิลิปปินส์เข้ามาคอมเมนต์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีกด้วย “ให้ความเคารพคนอื่นก่อน แล้วจะได้ความเคารพกลับคืน” , “มาสำนึกผิดทีหลังเหรอ ไม่ว่าใครจะเริ่มต่อสู้ก่อนกับความจริงที่ว่าคุณอยู่ต่างประเทศ จงเรียนรู้ที่จะถ่อมตัวหรือยอมจำนน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น คุณจะออกจากโรงแรมไม่ได้”

ก่อนเจ้าของโพสต์จะมาตอบคอมเมนต์ดังกล่าวว่า “คือแม่ อย่าแสดงความคิดเห็นแบบนั้น!!!!” ทางด้านคอมเมนต์ดังกล่าวจึงมาตอบกลับอีกทีว่า “ไม่มีอะไรผิดกับสิ่งที่ฉันพูด ฉันแค่พูดความจริง ความเห็นอกเห็นใจชาวฟิลิปปินส์ก็จริงอยู่ แต่เมืองไทยไม่ใช่บ้านเรา ไม่รู้ว่าไส้รู้พุงขนาดนั้นว่า ประเทศไทยเหมือนบ้านเราไหม”

สะเทือนใจ!! ‘ต่างชาติกร่าง’ ทำร้ายคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย เปรียบ!! หากเกิดขึ้นใน ‘สหรัฐฯ’ อาจลามถึงขั้นลงถนนประท้วง

จากกรณีชาวต่างชาติได้เข้าทำร้ายคุณหมอ ขณะนั่งพักอยู่ที่บันไดริมชายหาดในภูเก็ต จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ภายหลังชาวต่างชาติรายดังกล่าวพร้อมภรรยาได้ออกมาขอโทษคุณหมอผู้เสียหาย แต่ทางคุณหมอยืนยันจะเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (4 มี.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘David William’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่รู้จักกันบนโลกโซเชียลมีเดียจากการที่เขาสามารถใช้สำเนียงการพูดได้หลากหลายเพื่อคำคอนเทนต์สนุกๆ บนโลกโซเชียล จนยอดผู้ติดตามในเพจเฟซบุ๊กสูงถึง 1.4 ล้านคน ได้ออกมาโพสต์วิดีโอแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

ครูเดวิด กล่าวว่า คุณมาประเทศของคนอื่น มาอยู่ในบ้านของคนอื่น ซึ่งเขายินดีที่จะให้คุณอยู่ ทั้ง ๆ ที่คุณไม่มีสิทธิ์ แถมคุณยังมีโอกาสได้ทำธุรกิจ อยู่ดีกินดี แล้วมาทำอย่างนี้ได้อย่างไร? ถ้าจะมาทำตัวแบบนี้กับคนที่ให้บ้านอยู่อาศัย ก็เชิญกลับประเทศคุณไปเถอะ

ครูเดวิดกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สิ่งที่งงมากจริง ๆ คือ ที่ที่คุณหมอนั่งเป็นพื้นที่สาธารณะ และคุณหมอก็เป็นคนไทย เป็นเจ้าของประเทศ นั่งในพื้นที่ที่เป็นสาธารณะในพื้นที่ประเทศตัวเอง แล้วจะไปไล่ให้คุณหมอออกจากพื้นที่ตรงนั้น ด้วยพฤติกรรมแบบนั้นได้อย่างไร?

นอกจากนี้ครูเดวิดยังได้ยกตัวอย่างนิสัยของชาวตะวันตก โดยระบุว่า… “จะมีฝรั่งบางจำพวกที่เมื่อมาเที่ยวที่ประเทศในเอเชีย จะชอบคิดว่าตัวเองเหนือกว่าทุกคน เหนือกว่าทุกสิ่ง”

ครูเดวิดได้แสดงความคิดเห็นเตือนสติคนไทยไว้ด้วยว่า… “ก็อยากจะขอเตือนคนไทยทุกคนด้วยความเคารพอย่างยิ่ง อยากให้เลิกใจดีขนาดนี้ได้แล้ว ซึ่งจากลักษณะของคนไทยที่สังเกตได้คืออยากให้ทุกคนมาอยู่ร่วมด้วย และเป็นหนึ่งประเทศที่น่ารักกับชาวต่างชาติมาก ๆ แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างชาวต่างชาติที่อยู่ประเทศไทย เคารพกฎหมาย รักคนไทย ให้ความเคารพคนไทย กับฝรั่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด ฝรั่งที่ไม่เคยให้เกียรติคนอื่ และฝรั่งที่ชอบดูถูกคนไทย”

ครูเดวิดได้เปรียบเทียบหากเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนว่า… “ผมขอการันตีเลยว่าหากเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ที่ผู้คนที่นั่นเป็นคนที่รักชาติบ้านเกิด และภูมิใจในประเทศของตัวเองแบบสุด ๆ แต่เขาก็สามารถอยู่กับชาวต่างชาติได้ แต่ชาวต่างชาติก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก ๆ ว่ารักสหรัฐอเมริกาแบบแท้จริง”

“และแน่นอนว่า หากมีชาวต่างชาติ ทำร้ายคนสหรัฐฯ เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คนสหรัฐฯ จะไล่ชาวต่างชาติคนนั้นออกจากประเทศ ไม่เท่านั้นนะ ทุกอย่างจะลุกเป็นไฟ จะมีการลงถนนประท้วงด้วยซ้ำ”

ครูเดวิดได้สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า “ขอคนไทยอย่าปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไป เพื่อให้ชาวโลกรู้ เพื่อให้ชาวโลกเห็นว่าคนไทยจะไม่ยอมโดนดูถูกในประเทศตัวเอง และพวกเรามีสิทธิในการปกป้องศักดิ์ศรีของพวกเราอย่างแน่นอน”

‘ปวิน’ เตือนสติ!! ศึก ‘กะเทยไทย-กะเทยฟิลิปปินส์’ ชี้ ถ้าไฟชาตินิยมถูกจุด ดับยาก แล้วจะพังทุกฝ่าย

(5 มี.ค.67) จากกรณีเหตุการณ์ ‘กะเทยไทย’ จำนวนมากนัดรวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยสุขุมวิท 11 เพื่อเข้าไปทำร้าย ‘กะเทยฟิลิปปินส์’ ที่ยกพวกรุมทำร้ายกะเทยไทย จนได้รับบาดเจ็บ จนตำรวจ สน.ลุมพินี เข้ามาตรึงกำลัง พร้อมเจรจาให้เปิดทางหน้าโรงแรม เพื่อนำกลุ่มชาวฟิลิปปินส์ไปโรงพัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนำกะเทยฟิลิปปินส์คนแรกออกมา เกิดเหตุการณ์ชุลมุน กลุ่มกะเทยไทยระดมปาขวดเข้าไปใส่กะเทยฟิลิปปินส์ท่ามกลางตำรวจที่ตรึงกำลังอยู่

ก่อนที่กะเทยไทยหลายคนกรูเข้าไปทำร้ายกะเทยฟิลิปปินส์ ทั้งยังกระโดดทิ้งตัวเข้าใส่กลางวงตำรวจและกระหน่ำทุบกะเทยฟิลิปปินส์ไม่ยั้ง ก่อนลากออกมารุมทำร้ายหน้าโรงแรม จนตำรวจเข้าไประงับเหตุจากนั้นควบคุมตัวทั้งกะเทยไทยที่ก่อเหตุทำร้ายและกะเทยฟิลิปปินส์ที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บไปยัง สน.ลุมพินี

ด้าน ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ รองศาสตราจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ ความว่า แว็บแรกอาจจะอ่านดูแล้วขำๆ กะเทยไทยยกทัพรุมตบกะเทยปินส์ หลังถูกกะเทยปินส์หยามก่อนที่พาพวกรุมตบกะเทยไทย

แต่ถ้าเราอ่านอย่างมีวุฒิภาวะ เหตุการณ์เกินขอบเขตไปมาก เหมือนกรณีชาวภูเก็ตยกพวกไล่ฝรั่งสวิส ทั้งสองกรณี มีการโหมไฟแห่งชาตินิยม เราเป็นไทยต้องไม่ให้ต่างชาติมาย่ำยี แม้ว่าความจริง ทั้งสองกรณีสามารถใช้มาตรการทางด้านกฎหมายแก้ไขได้โดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวอีก

เอาละค่ะ คำแนะนำของดิชั้นอาจเป็นคำแนะนำแบบนางงาม แต่จากการสอนหนังสือเรื่องชาตินิยมมาหลายปี ถ้าไฟชาตินิยมมันถูกจุดแล้ว ดับยาก แล้วจะพังทุกฝ่าย นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องการต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านในอาเซียน เราต้องรักกันไม่ใช่หรอ แล้วไอ้ความพยายามสร้างอัตลักษณ์ภูมิภาคร่วมกันหละ หรือวันนี้ ถูกกองทัพกะเทยไทยบดขยี้หมดแล้ว?

เปิดไทม์ไลน์ 'กะเทยไทย' รวมพล ซ.สุขุมวิท 11 แก้แค้นกะเทยปินส์ หลังกะเทยไทยโดนรุมตบ แถมถูกไลฟ์สดทั่วฟิลิปปินส์ หยามศักดิ์ศรีขั้นสุด

(5 มี.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ ได้โพสต์ข้อความไล่ไทม์ไลน์ประเด็นร้อน ‘กะเทยไทย รวมตัวกันที่สุขุมวิท 11 หลังมีคลิปถูกกะเทยฟิลิปปินส์รุมตบ 20:2’ โดยระบุว่า…

“ไทย 🇹🇭 : เหตุการณ์ สุขุมวิท11 

🕓 เวลา 04.00 น. 5/03/2024 นาทีตำรวจนำตัว 2 สาว กระเทยฟิลิปปินส์ ไปสถานีตำรวจในเหตุทะเลาะวิวาท ถูกประชาทัณฑ์

🕓ไทม์ไลน์ 4/03/204
*เหตุทะเลาะวิวาท กระเทยฟิลิปปินส์ถือพาสปอร์ตนักท่องเที่ยว (จากคำบอกเล่า อาจแอบแฝงทำงาน) มีปัญหามาช้านาน รุ่นสู่รุ่นกับกระเทยไทย ในย่านสุขุมวิท 11

*จากคลิป กระเทยฟิลิปปินส์ หาเรื่องเพื่อให้สาวสองไทยเปิดก่อน ยั่วยุ ให้นิ้วกลางยั่วยุ ใช้คำหยาบมาก  เนื่องจากฝั่งฟิลิปปินส์มีหลายคน และถ่ายทอดสด บันทึกคลิป เผยแพร่ไปยังฟิลิปปินส์ ต่อมามีการเคลียร์กันและจบ 

*เวลาประมาณ 05.00 น. 4/03 กระเทยไทย 5-6 คน ถูกกระเทยฟิลิปปินส์เกือบ 20 รุมตบ ละแวกที่ทำงาน และที่พักในซอยสุขุมวิท 11 (จากคำบอกเล่า รุมตบ และชิงทรัพย์กระเป๋าแอร์เมสของแท้ และ กระเป๋าเงินหายขณะมีเรื่อง) มีหลักฐานกล้องวงจรปิดทั้งหมด และการบันทึกคลิปจากมือถือ เผยแพร่จากฝั่งฟิลิปปินส์

🌈 4 มีนาคม 2024 จากคลิปที่กระเทยฟิลิปปินส์ เผยแพร่ในฟิลิปปินส์ แชร์เข้ากลุ่ม ทำนองสะใจ และเป็นไวรัล แชร์จำนวนมากในกลุ่มสาวสอง กลุ่มนางงาม

🌈 ช่วงเย็น 4/03 เกิดการรวมตัว กระเทยไทย โดยไม่ได้นัดหมาย ต่างคนต่างไม่รู้จักกัน เดินทางไปเต็มซอย ไปที่โรงแรมที่กระเทยฟิลิปปินส์พัก ซอยสุขุมวิท 11 จากหลักร้อยอาจสูงถึง 2,000 คน 
ประเด็นนี้ มองได้ว่า เมื่อดูคลิปการเย้ยหยัน กร่าง สะใจ ทำให้มีอารมณ์ และก่อเหตุในไทยซึ่งเป็นเจ้าบ้าน / คลิปในความเห็น

1.ปัญหามีมาช้านาน กระเทยฟิลิปปินส์มารวมตัวกันแฝงทำงาน จนเกิดเป็นมาเฟียย่อม ๆ และทำร้าย คนไทย และโพสต์ประจานด้วยความสะใจ ซึ่งก่อนหน้าทราบว่าพวกกระเทยฟิลิปปินส์มาทำอะไร ต่างคนต่างอยู่ จนมีปัญหาทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ฝั่งกระเทยไทยมีคนไม่ครบ 32 ทางร่างกาย เป็นผู้บาดเจ็บ 

2.ขณะที่กระเทยไทยรวมตัวกัน กระเทยฟิลิปปินส์มีการยั่วยุทางหน้าต่างโรงแรม
3.กระเทย ฟิลิปปินส์ไม่สามารถออกจากโรงแรมได้ ถูกล้อมไว้หมดแล้ว 
4.กระเทยฟิลิปปินส์ถูกรุม 1 คน ขณะลงมาเอาข้าวจากการสั่งหน้าลิฟต์ 

5.ตำรวจไม่สามารถนำกระกระเทยฟิลิปปินส์ไปสถานีตำรวจได้ และขอกำลังเสริมมาจำนวนมาก ยิ่งดึกกระเทยไทยยิ่งมาเยอะ เกินกำลังตำรวจที่จะควบคุมได้ (ตำรวจนำกระเทยฟิลิปปินส์ ไปสน. รอบแรก 2 คน รอบสอง 2 คน เฉพาะหัวโจก ที่เหลือยังอยู่ในโรงแรม)

*การถ่ายทอดสดในช่องทางต่าง ๆ คนฟิลิปปินส์มาดูจำนวนมาก กระแสขึ้นเทรนในทวิตเตอร์ x และแพลตฟอร์มอื่น ๆ  

*ฝั่งกระเทยไทยต้องการให้ตำรวจ ดำเนินคดี ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด หรือแบนหนังสือเดินทาง 

‘แฟรงค์’ อาการไม่สู้ดี ‘ชีพจรเต้นอ่อน - นน.เหลือแค่ 38’ ฮึด!! ยืนหยัดสู้หนักแน่น บอก!! “ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต”

(4 มี.ค. 67) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยความคืบหน้าการอดอาหารและน้ำประท้วงเข้าสู่วันที่ 20 ของ นายณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร หรือ แฟรงค์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าบีบแตรใส่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2567 ทั้งนี้ เพื่อยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องพร้อมกับ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน

ล่าสุด ศูนย์ทนายความฯ อัปเดตอาการ แฟรงค์ ณัฐนนท์ ว่า Update การอดอาหารและน้ำประท้วงของ #แฟรงค์ ณัฐนนท์ เพื่อ 3 ข้อเรียกร้องพร้อมกับ #ตะวัน เข้าสู่วันที่ 20 (4 มี.ค.) ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ รพ.ราชทัณฑ์ การตอบสนอง-รับรู้ช้า รู้สึกร้อนในร่างกายมาก อ่อนแรงและซูบผอมมาก

แฟรงค์บอกว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสัญญาณชีพจรเต้นอ่อนมากถึง 3 ครั้ง น้ำหนักยังอยู่ที่ 38 กก. (ก่อนถูกคุมขังอยู่ที่ประมาณ 45 กก.)

สภาพร่างกายและอาการของแฟรงค์ในขณะนี้ ทนายสังเกตว่า

- การรับรู้ตอบสนองช้า กว่าจะโต้กลับใช้เวลาเกือบ 1 นาที
- แฟรงค์ดูเหม่อลอย เหนื่อยหอบมาก ตัวเหลืองซีด
- ปากแตกแห้ง พูดเบามาก ทั้งยังอ้าปากค้างไว้ตลอดเวลา เพราะรู้สึกร้อนมาก จากภายในร่างกายและจากสภาพอากาศ
- แฟรงค์ไม่ยอมใส่เครื่องช่วยหายใจ ตอนนี้จึงหายใจลำบาก
- รู้สึกเหนื่อยมาก แม้ว่าจะนั่ง หรือนอนเฉยๆ ก็ตาม
- มีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ และเวียนศีรษะเป็นระยะ
- เจ็บหน้าอกเมื่อนอนตะแคง อาจเพราะซูบผอมมากจนช่วงหน้าอกเห็นกระดูกซี่โครงชัดเจน
- อ่อนแรงมาก มีแรงยกแขนได้เพียงระยะสั้นๆ
- ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ มักจะเป็นตะคริวและเหน็บชา
- ตอนนี้ไม่มีอาการชักเกร็งแล้ว

แฟรงค์ไม่ได้จิบน้ำ หรือรับยารักษาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดมานานแล้ว กลางคืนจึงนอนไม่หลับเลย แต่แฟรงค์ยังคงเข้มแข็งและอดทนมาก แฟรงค์เป็นห่วงทุกคนข้างนอก และบอกว่า “ผมภาวนาให้ #ตะวัน ฝันดีทุกคืนเลย”

ถึงจุดนี้ผมหนักแน่นสุดๆ

“ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต”

แฟรงค์ฝากบอกแม่และยาย “ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ”

เพื่อนๆ และแม่ของแฟรงค์ พูดกับแฟรงค์ก่อนหมดเวลาเข้าเยี่ยมว่า “หายใจเข้าไว้นะแฟรงค์ อยู่กับลมหายใจเข้าไว้ จะได้ลดความเจ็บปวดทรมานนะ เก่งมาก”

แฟรงค์น้ำตาซึม และบอกทุกคนว่า “ไว้เจอกันนะ”

พุ่งเป้า!! 'ไทย' จ่อทบทวน กม.คุม 'อินฟลูเอนเซอร์' เทียบเกณฑ์ ตปท.  หลังพบทำคอนเทนต์เชิงลบ สร้างกระแส หวังเพิ่มยอดวิว

(4 มี.ค.67) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2566 และภาพรวมปี 2566 ว่า ด้านสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องอินฟลูเอนเซอร์ (influencer) ข้อมูลจาก Nielsen ในปี 2565 พบว่า ประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ รวมกันมากถึง 13.5 ล้านคน โดยประเทศไทยมีจำนวนกว่า 2 ล้านคน เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งการขยายตัวของอินฟลูเอนเซอร์ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นช่องทางสร้างรายได้ ทั้งจากการโฆษณาหรือ รีวิวสินค้า โดยในปี 2566 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับทั่วโลกถึง 19.01 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 140.33 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 7.4 เท่า ภายใน 7 ปี

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับไทย อินฟลูเอนเซอร์ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ได้ค่อนข้างสูง เฉลี่ยตั้งแต่ 800-700,000 บาทขึ้นไปต่อโพสต์ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันผลิตคอนเทนต์ และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม (Engagement) ของอินฟลูเอนเซอร์มักมีการสร้างคอนเทนต์ให้เป็นกระแสโดยไม่ได้คำนึ่งถึงความถูกต้องเหมาะสมก่อนเผยแพร่ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมหลายประการ

อาทิ การนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เช่น การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ จากรายงานผลการดำเนินงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พบจำนวนยอดละสมผู้โพสต์ที่เข้าข่ายเป็นข่าวปลอม 7,394 บัญชี โดยเป็นจำนวนข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนรวมกันกว่า 5,061 เรื่อง

นายดนุชา กล่าวว่า การชักจูงหรือชวนเชื่อที่ผิดกฎหมาย อาทิ การโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ข้อมูลจากผลการสำรวจพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ในปี 2566 พบว่าคนรุ่นใหม่เล่นพนันออนไลน์ประมาณ 3 ล้านคน โดย 1 ใน 4 เป็นนักพนันฯ หน้าใหม่ หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 7.4 แสนคน โดยส่วนใหญ่ 87.7% พบเห็นการโฆษณาหรือได้รับการชักชวนทางออนไลน์ ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1 ล้านคน
.
การละเมิดสิทธิพบว่าอินฟลูเอนเซอร์บางรายมีการเสนอข่าวอาชญากรรมราวกับละคร เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ และไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังพบการทำข่าวโดยใช้ภาพผู้คนหรือ วิดีโอของผู้อื่นมาตัดต่อลงคอนเทนต์ของตน โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มา
.
นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาบางประเภทที่ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย แต่อาจนำไปสู่การสร้างค่านิยมที่ผิดต่อสังคม อาทิ คอนเทนต์ การอวดความรำรวย จากการศึกษาของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบกลุ่มเจนซี (Gen Z) จำนวน 74.8% เป็นผู้ที่ชอบแสดงตัวตนในรูปแบบนี้มากที่สุด หรือการนำเสนอภาพบุคคลที่ได้รับการปรับแต่งให้ดูดี จนกลายเป็นมาตรฐานความงามที่ไม่แท้จริง ซึ่งอาจสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับเด็กและเยาวชนในสังคม และอาจกระทบต่อการก่อหนี้เพื่อนำมาซื้อสินค้าและบริการ

“ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลเชิงลบของอินฟลูเอนเซอร์ต่อสังคมหลายแง่มุม ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีการออกกฎหมายเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ออกระเบียบห้ามเผยแพร่ผิดกฎหมาย นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร กำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ แจ้งรายละเอียดภาพบุคคลที่ใช้สำหรับการขายและโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย พร้อมแสดงเครื่องหมายกำกับ เพื่อลดปัญหาความกดดันทางสังคมต่อมาตรฐานความงามที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน”นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีกฎหมายควบคุม อาทิ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ที่มีความพยายามปรับปรุงการกำกับดูแลการนำเสนอข้อมูลให้เท่าทันสื่อปัจจุบัน แต่ยังไม่มีกฎระเบียบสำหรับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน

“นอกจากนี้ แนวทางการกำกับดูแลส่วนใหญ่เน้นไปที่การตรวจสอบ เฝ้าระวังการนำเสนอ และการตักเตือน/แก้ไข ซึ่งหากไทยจะขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์อาจต้องทบทวนการกำหนดนิยามของสื่อออนไลน์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแนวทางการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับการผลิตเนื้อหาของสื่อกลุ่มต่าง ๆ โดยอาจศึกษาจากกรณีตัวอย่างของกฎหมายและมาตรการของต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมต่อไป” นายดนุชากล่าว

'หมอปาย' ขอบคุณทุกกำลังใจจากคนไทย หลังถูกชาวต่างชาติทำร้าย พร้อมดีใจ!! ที่ช่วยยืนหยัด ‘เพื่อความยุติธรรม - ทวงคืนหาดสาธารณะ’

(4 มี.ค. 67) จากกรณีแพทย์หญิงรายหนึ่งออกมาร้องขอความเป็นธรรม ถูกชายต่างชาติที่เป็นเจ้าของศูนย์อนุรักษ์ช้างเตะหลังขณะนั่งบันไดชมจันทร์หน้าวิลล่าแห่งหนึ่ง บริเวณชายหาดภูเก็ต แถมยังถูกหญิงไทยซึ่งเป็นภรรยาของฝรั่งคนดังกล่าวด่ากราด อ้างมีตำรวจยศใหญ่คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง ขณะที่คู่กรณีโต้ลั่นไม่ได้เตะ แค่สะดุดแล้วเท้าไปโดนหลัง

แม้ฝรั่งและภรรยาจะออกมาขอโทษแล้ว แต่ ชาวภูเก็ต ได้มีการเคลื่อนไหวนัดรวมพลังกันในวันที่ 3 มีนาคม ทวงคืนหาดบนพื้นที่สาธารณะ หลังเกิดเหตุการณ์ชาวต่างชาติเตะแพทย์หญิงที่ภูเก็ต ล่าสุดเทศบาลตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง ติดประกาศคำสั่งให้รื้อถอนแนวบันไดและสิ่งปลูกสร้าง ที่รุกล้ำชายหาดพื้นที่สาธารณะ ภายใน 30 วัน ภายหลังตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และพบว่าบริษัทเอกชนเจ้าของวิลล่า สร้างแนวบันไดไม้และคอนกรีต ลานนั่งเล่นไม้ แนวกำแพงกันดินหินกล่องรุกล้ำชายหาด ขณะที่ชาวบ้านป่าคลอก และใกล้เคียง เมื่อเห็นประกาศ ต่างพากันมาถ่ายรูปบริเวณบันไดจุดเกิดเหตุกันไม่ขาดสาย โดยบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกก่อนถูกรื้อถอนนั้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ‘Phuket Times ภูเก็ตไทม์’ โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า ‘หมอปาย’ ขอขอบคุณชาวภูเก็ต และคนไทยทั้งประเทศ ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม ทวงคืนหาดสาธารณะ

โดยหมอปายระบุข้อความว่า “ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นค่ะ รู้สึกกำลังใจดี ที่ได้กำลังใจจากคนภูเก็ต+คนไทย หนูรู้สึกดีใจและขอบคุณทุกคนมากๆ เลยค่ะ ที่ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมและทวงคืนหาดสาธารณะของพวกเราคืนค่ะ”

'นศ.มหิดล' แจ้งความเอาผิดคู่กรณี หลังถูกชกในฟิตเนส แค่ขอใช้เครื่อง ด้านอีกฝ่าย เผย!! มีปมสะสม บวกคนถูกชกชอบพูดกดดัน จึงเดือด

เมื่อวานนี้ (3 มี.ค.67) มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายนนท์ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.กิจจพัฒน์ จิตติราช พนักงานสอบสวน สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีกับชายรายหนึ่ง ที่ก่อเหตุชกใบหน้าของตนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดภายในห้องฟิตเนสของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในซอยบ้านตั้งสิน ถนนศาลายา-นครชัยศรี หมู่ที่ 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เวลา 17.45 น. นายนนท์เป็นลูกบ้านในคอนโดมิเนียมดังกล่าว เข้าใช้บริการห้องฟิตเนส โดยขอใช้เครื่องเล่นที่มีชายรายหนึ่ง สวมเสื้อยืดสีดำ สวมสร้อยทอง สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ผิวขาว รูปร่างผอมสูง และวางของอยู่ ชายคนดังกล่าวได้ลุกขึ้นจากเครื่องเล่นแล้วพูดว่า "หาเรื่องเหรอ" ก่อนชกต่อยนายนนท์ ได้รับบาดเจ็บ จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฎหมายจนถึงที่สุด และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

สำหรับชายหัวร้อนคนดังกล่าวได้แก่ ธนานนท์ อินทองสุข นักแข่งรถชื่อดังที่คนในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตรู้จักกันดี เพราะเจ้าตัวเป็นนักซิ่งที่ฝีมือดีมากๆ คนหนึ่ง ลงแข่งมาแล้วหลายรายการ เช่น ศึก IDEMITSU SUPER ENDURANCE ซึ่งเขาแข่งขันในภายใต้สังกัด EXOL TOYOTA PATTAYA 1998

รวมถึงการเป็นตัวแทนประเทศไทย ภายใต้ Team RAAT Thailand ในฐานะตัวแทนของประเทศ ร่วมเข้าชิงชัยในการแข่งขัน FIA Motorsport Games 

หรือจะเป็นการแข่งขันอี-สปอร์ต ของวงการแข่งรถ ธนานนท์ อินทองสุข ก็เคยเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขัน FIA MOTORSPORT GAMES ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มาแล้ว 

ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุอื้อฉาวดังกล่าว (4 มี.ค.66) ธนานนท์ เปิดใจกับสื่อมวลชน ยอมรับว่า ตนได้ทำลงไปจริง ๆ ซึ่งมูลเหตุมาจากเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ขณะที่ตนกำลังออกกำลังกายอยู่ภายในฟิตเนส ปรากฏว่า ผู้เสียหายคนนี้กับเพื่อน มาพยายามที่จะออกกำลังกายข้าง ๆ ตนเพื่อกดดันที่จะใช้อุปกรณ์ต่อจากตน พร้อมกับพูดสบถกับเพื่อน

โดยพยายามที่จะให้ตนได้ยินประมาณว่า “แม่งมีคนใช้อุปกรณ์อยู่ กูไม่เล่นก็ได้” ซึ่งวันนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตนก็จำไว้ในใจว่า “อย่าให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งและกัน”

กระทั่งเมื่อวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายมาเล่นดัมเบลข้าง ๆ ตน ในลักษณะของการกดดันและถือเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา ก่อนจะมาพูดกับตนว่า “กำลังใช้อุปกรณ์อยู่ป่าว ถ้าไม่ใช้ก็ลุก” เลยทำให้ตนเกิดอารมณ์ร้อนขึ้นมา เนื่องจากมีทุนเก่าเดิมอยู่แล้ว แม้ว่าตัวเขาจะพูดแบบมีหางเสียงก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวผู้เสียหายเอง ตนก็เจอเป็นประจำและเห็นว่ามีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว คือชอบกดดันคนอื่นที่กำลังเล่นอุปกรณ์อยู่ เพราะต้องการจะเล่นอุปกรณ์นั้นให้ได้

อย่างไรก็ตาม ธนานนท์ ยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยกมือไหว้ขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป แต่ก็อยากให้ฝั่งผู้เสียหายขอโทษตนเองในเรื่องที่ไม่มีมารยาทกับตนก่อน โดยที่ตนยินยอมที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วจะต่อสู้ในคดีในชั้นศาลต่อไป

สำหรับข้อหาที่ ธนานนท์ ถูกแจ้งข้อหา ได้แก่ ข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391

โฆษกเกษตร เผย ชาวสวนทุเรียนเตรียมพร้อม ดันทุเรียนคุณภาพส่งจีน “ธรรมนัส” สั่งคุมเข้มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เสริมแกร่งสู้ประเทศคู่แข่ง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดประเทศจีน ในปี 2567 ยังคงมีช่องทางการตลาดที่สดใส แม้ปัจจุบันทุเรียนไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการส่งออกไปยังตลาดจีน จากการแข่งขันของประเทศคู่แข่ง โดยล่าสุด ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร  เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในส่วนของนโยบาย สวน โรงคัดบรรจุ การส่งออก การขนส่ง การตลาด การแปรรูป และการเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ พร้อมกันนี้ยังได้วางแผนขยายผลไปยังทุกภูมิภาคที่ผลิตทุเรียนเพื่อส่งออก และได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ สวพ.6 และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีกว่า 180 คน เพื่อสลับเปลี่ยนหมุนเวียนทำหน้าที่ ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนสิ้นสุดฤดูกาลส่งออก และเพิ่มผู้จัดการเขตพื้นที่ทุเรียน (DIZ) จากเดิม 6 คน เพิ่มเป็น 9 คน พร้อมจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากพบการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP หรือการให้เช่าโรงคัดบรรจุพร้อมกับใบรับรอง GMP-DOA เป็นต้น ”

โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญอย่างมากกับการส่งเสริม สนับสนุน การส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะทุเรียน ที่เป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ภายใต้การนำของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ใช้แนวนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เป็นธงนำในการสร้างรายได้ และขยายโอกาสให้ภาคเกษตร มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปีของรัฐบาล  จึงเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตร ที่ช่วยเสริมจุดแข็งในการด้านการตลาด จากการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ

ทั้งนี้ สถิติการส่งออกทุเรียน ปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมาไทยส่งออกทุเรียนไปจีนทั้งหมด 57,000 ตู้/ชิปเม้นท์ ปริมาณสูงถึง 945,900 ตัน มูลค่า 120,469.34 ล้านบาท โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 สูงถึงร้อยละ 38.47 (ปี พ.ศ. 2565 ส่งออกทุเรียนไปจีน 8.11 แสนตัน มูลค่ากว่า 8.7 หมื่นล้านบาท) สำหรับช่องทางการส่งออก พบว่ารถยนต์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.9 รองลลงมาคือทางเรือ ร้อยละ 31.72 และทางรถไฟ ร้อยละ 1.17 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top