Monday, 31 August 2026
NEWS

จัดโชว์ประเทศไทย ในงาน world expo ที่ญี่ปุ่น เพื่อแสดงศักยภาพ เน้นให้ทั่วโลก เข้าถึงภูมิแบบไทย ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร

เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ARCHITECTS 49 LIMITED’ ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับ อาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion World Expo 2025) ในงาน world expo 2025 ณ กรุงโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดหลัก ‘ภูมิพิมาน ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน’ ที่จะเชื่อมต่อชาวโลกให้เข้าถึงภูมิแบบไทย ๆ โดยได้ระบุว่า ...

‘ภูมิพิมาน ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน’ Thailand Pavilion อาคารแสดงประเทศไทย ในงาน world expo 2025 

อาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion World Expo 2025) ในงาน world expo 2025 ณ กรุงโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดหลัก ‘ภูมิพิมาน ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน’ ที่จะเชื่อมต่อชาวโลกให้เข้าถึงภูมิแบบไทย ๆ ผ่านบรรยากาศของดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและวิถีของผู้คนที่ช่วยสร้างภูมิให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เป็นการแสดงศักยภาพของประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่จะทำให้ประเทศไทยเชื่อมโยงกับทั่วโลกได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต 

#ความเป็นไทยในสากล
การออกแบบสถาปัตยกรรมภายใต้แนวคิดหลักข้างต้นที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การแสดงออกถึงความเป็นไทย เน้นการใช้องค์ประกอบอ่อนช้อยที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเพื่อสร้างประสบการณ์การชมนิทรรศการที่มีความรู้สึกสนุก, สบาย, ผ่อนคลายซึ่งเป็นความรู้สึกที่เป็นความทรงจำร่วมของผู้คนส่วนใหญ่เมื่อได้มาเยือนประเทศไทย

#อัตลักษณ์ศิลปสถาปัตยกรรมไทย
แนวความคิดในการออกแบบอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรม โดยนำองค์ประกอบของศิลปสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่สามารถ สื่อสารความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ของผู้คนทั่วโลก เช่น รูปทรงหลังคาที่มี 'จอมแห' เป็นเส้นกำกับ, การ ย่อมุมเพื่อลดหลันขนาดขององค์ประกอบ, การใช้ลวดลายจักสานของเหลวมาประกอบเพื่อแสดงถึงเชื่อมโยงของความเชื่อและภูมิปัญญาของคนไทย, การใช้สีสันและรูปแบบวัสดุแบบไทย ๆ ที่มีความละเมียดละเอียด

#จั่วในเงาสะท้อน
ตำแหน่งที่ตั้งของอาคารแสดงประเทศไทยอยู่ในโซน Connecting Lives ของผังแม่บทงาน Expo ด้วยลักษณะของแปลง ที่ตั้ง (Plot Site-A13) เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนด้านหน้าแคบและลึกไปร้อยกว่าเมตรทางด้านหลัง จึงใช้เทคนิคการสะท้อนของผนังสูงให้กับตัวอาคารที่มีลักษณะเป็นครึ่งจั่วขนาบข้างผนังสูงไปตลอดแนวของแปลงที่ตั้ง เกิดเป็นภาพสะท้อนของจั่วที่สมบูรณ์ทั้งสองข้างจากมุมมองทางเข้าหลักของงาน(Main line of Flow) เพื่อเชิญชวนและนำผู้เยี่ยมชมงานเข้าสู่อาคารแสดงประเทศไทยผ่านบรรยากาศของพืชพรรณสมุนไพรตั้งแต่ลานทางเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายใน, พื้นที่กิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วม(workshop), พื้นที่จำหน่ายของที่ระลึกและอาหารไทย ต่อเนื่องไปจนถึงทางออกของอาคารในด้านหลังที่มองเห็นต่อเนื่องไปยังพื้นที่สวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางงาน (Forest of Tranquility)

#อัตลักษณ์การย่อมุมประยุกต์สัดส่วนไทย
รูปทรงหลังคาของอาคารจัดแสดงประเทศไทยมีความลาดเอียงและสูงต่ำไปตามลักษณะการใช้พื้นที่ภายใน เพื่อรองรับการ จัดแสดงของนิทรรศการและความหนาแน่นของผู้เยี่ยมชมในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป เกิดการใช้พลังงานและทรัพยากรเท่าที่จำเป็นและให้เกิดประโยชน์สูงสุด องค์ประกอบของหลังคาได้นำอัตลักษณ์การย่อมุมมาใช้ในจัดวางชิ้นส่วน วัสดุหลังคา ลดหลั่นให้ลื่นไหลทั้งในแนวยอดสู่ด้านล่างชายคาและแนวด้านหน้าสู่ด้านหลัง การประกอบของชิ้นส่วนย่อยช่วยลดทอนผืนหลังคาผืนใหญ่ของตัวอาคารให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสถึงความละเมียดละไมของศิลปสถาปัตยกรรมไทยที่ประยุกต์ใช้กับวัสดุและวิธีการก่อสร้างสมัยใหม่

#datadrivendesign
การวิเคราะห์และนำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบเพื่อให้อาคารแสดงประเทศไทยสามารถแสดงออกซึ่งความเป็นไทยได้โดยสอดคล้องกับบริบทที่ตั้งซึ่งแตกต่างทั้งด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศให้รองรับการใช้งานและการใช้พลังงานของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่มีภูมิเป็นต้นทุนอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย และพร้อมที่จะเชื่อมโยงกับสังคมโลกในอนาคตหลากหลายมิติและยั่งยืน

สืบนครบาลรวบป๋าตือ วัย 70 ปีเจ้าของคณะเชิดสิงโตล่วงละเมิดเด็กหญิง 8 ขวบ

เสียงร้องไห้ที่ชวนขนหัวลุกในทุกค่ำคืน เสียงที่ไม่มีที่มาที่ไปเป็นเวลาหลายปี นำมาสู่การไขคดีสุดแสนสะเทือนใจไม่ใช่เรื่องอาถรรพ์ในบ้านแต่มันเป็นเสียงร้องไห้ของ 'น้องเอ' (นามสมมุติ) วัย 13 ปี ที่แอบร้องไห้ตลอดระยะเวลา 4 ปี จุดเริ่มต้นเมื่อพ.ศ.2561 ขณะนั้นน้องอายุ 8 ปี ได้ถูกป๋าตือ” ผู้เฒ่าวัย 70 ปีเจ้าของคณะเชิดสิงโตย่านดินแดงล่วงละเมิด แล้วหลบหนีไป จึงมาขอความช่วยเหลือต่อผู้การจ๋อ  พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ให้สืบสวนจับกุมตัวคนร้าย เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อครอบครัวน้องผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.เอกศิษฐ์  วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.1 บก .สส.บช.น.  , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกกฯ , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น.,  , ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น รอง สว กก.4 บก .สส.บช.น. , ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพร รอง สว.ฯ ,  ร.ต.อ.พลวัต นาคถมยา รอง สว กก.1 บก.สส.บช.น. , ร.ต.อ.หญิง ณิชญากาญจน์ เปสลาพันธ์ รอง สว ฝอ บก.สส.บช.น.  , ร.ต.ท.เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ฯ , ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ   อันชูฤทธิ์ รอง สว.ฯ , ร.ต.ท.อนันตชัย สัจจพงษ์  รอง สว.ฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สืบนครบาล ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว

นายปิ๋ว แจ่มน้อย อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53/47 ซ.เทียนทะเล 28 ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.1210/2567 ลงวันที่ 22 มี.ค. 67 

โดยกล่าวหาว่า “พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร , กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี , กระทำชำเราแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี และพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร”

จับกุมตัวได้ที่ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 810 หมู่บ้านการเคหะ ซ.นวมินทร์45 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์กล่าวคือ เสียงร้องไห้กระซิกเบาๆที่ชวนขนหัวลุกในทุกค่ำคืน ภายในบ้านหลังหนึ่งย่าน จ.นนทบุรี โดยหญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกๆที่พักอาศัยอยู่ในบ้านต่างสัมผัสได้ถึงเสียงที่ไม่มีที่มาที่ไปนี้มาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่สามารถทราบถึงต้นตอของเสียงได้ จนกระทั่งกลางปี พ.ศ.2566 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวแสนหดหู่ได้แดงขึ้น เมื่อบุตรสาวคนสุดท้องที่พักอยู่ในบ้านหลังนี้กับเธอได้มาพูดว่า “หนูอยากย้ายบ้าน” โดยมีใบหน้าและท่าทางที่สุดแสนจะเศร้าหมอง เธอเริ่มถามไถ่สาเหตุจากบุตรสาวจนได้ทราบว่า แท้จริงแล้วเสียงที่ชวนขนหัวลุกทุกค่ำคืนนั้นไม่ใช่เรื่องอาถรรพ์ในบ้านของเธอ แต่มันเป็นเสียงร้องไห้ของ “น้องเอ” (นามสมมุติ) บุตรสาวคฃวัย 13 ปี ของเธอที่แอบร้องไห้ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สัญชาตญาณผู้เป็นแม่สัมผัสได้ถึงเรื่องเลวร้าย โอบกอดผู้เป็นแม่ทำให้น้องเอพร้อมระบายความอัดอั้นกว่า 3 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นเรื่องราวย้อนกลับไปตั้งแต่ พ.ศ.2561 ขณะนั้นน้องเออายุ 8 ปี ผู้เป็นแม่ได้พบกับความรักครั้งใหม่และมักจะเดินทางไปมาหาสู่ที่บ้านของแฟนคนใหม่ย่านดินแดง กรุงเทพฯอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งแม่ก็จะพาน้องเอไปอยู่ด้วย โดยภายในบ้านฝ่ายชายนั้นดูเหมือนจะไม่มีพิษภัยใด เพราะนอกจากตัวเขาแล้วก็มีเพียงผู้เฒ่าวัยชราอีก 2 คน ที่เป็นพ่อและแม่ของฝ่ายชายพักอาศัยอยู่ในบ้านด้วย จุดเริ่มต้นของนรกบนดินได้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2561 

ขณะนั้นแม่และแฟนคนใหม่ได้ออกไปข้างนอก ภายในบ้านเหลือเพียงเธอกับผู้สูงอายุอีก 2 คน ที่ยังอยู่ในบ้าน ในวันนั้น “ป๋าตือ” ผู้เฒ่าวัย 70 ปี ได้ชักชวนเธอลงจากบ้านเพื่อไปซื้อขนม แต่เมื่อถึงบ้านชั้นล่างกลับลวงเธอเข้าไปในห้องครัวก่อนจะจับเธอถอดเสื้อผ้าแล้วลงมือข่มขืนเธอในห้องครัวอย่างรุนแรง เธอเจ็บมากแต่ก็ไม่กล้าขัดขืนเพราะตาเฒ่าได้หยิบมีดในห้องครัวมาข่มขู่ว่าหากบอกใครจะถูกฆ่า ซึ่งหลังจากวันนั้นบ้านพักที่ดินแดงนี้ก็เหมือนเป็นนรกสำหรับน้องเอ น้องถูกคนร้ายนี้ข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่อายุ 8 ปี 

จนถึงปัจจุบันเธออายุ 13 ปี  ไม่กล้าบอกใครเพราะคำขู่ฆ่าเป็นภาพจำ น้องเอทำได้เพียงร้องไห้เบาๆเพื่อมิให้ใครได้ยินทุกค่ำคืน มันไม่ใช่เสียงอาถรรพ์ใดๆ แต่มันเป็นเสียงของความอัดอั้นตันใจ ของเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกกระทำย่ำยีมาตลอด 5 ปี จากเรื่องอาถรรพ์กลายเป็นเรื่องราวที่แสนสะเทือนใจถ่ายทอดผ่านน้ำตาเด็กสาวกว่า 3 ชั่วโมง สะท้านไปทั้งหัวใจผู้เป็นแม่ พาเธอเข้าแจ้งความดำเนินคดีก่อนจะหอบข้าวของทิ้งทุกสิ่งอย่างออกจากบ้านฝ่ายชายในทันที ซึ่งล่าสุดตาเฒ่าตัณหากลับรายนี้ถูกออกหมายจับแล้ว คือ นายปิ๋ว หรือตือ อายุ 70 ปี พ่อใหญ่แห่งตระกูลดัง และยังเป็นถึงเจ้าของคณะเชิดสิงโตย่านดินแดง แต่เจ้าตัวไหวตัวทันหลบหนีขนของออกจากบ้านพักแล้วหายเข้ากลีบเมฆไปในทันที อีกทั้งเจ้าตัวยังมีเส้นสายคอยส่งซิกให้ ทำให้เจ้าตัวแคล้วคลาดรอดตัวได้จนถึงปัจจุบัน จนเรื่องนี้ถึงหูของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ส่งชุดสืบนครบาลลงพื้นที่ไล่ล่าในทันที แต่งานนี้ไม่ง่ายเพราะคนร้ายรู้จักการต่อต้านการสืบสวนเป็นอย่างดี ทำเอาเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 5 เม.ย. 67 ขณะที่ชุดสืบสวนนั่งแวะพักเหนื่อยในตลาดแห่งหนึ่งย่านนวมินทร์ เสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ ขณะที่ชุดสืบสวนจะจ่ายค่าอาหารได้ทำเงินเหรียญร่วมไปบนพื้น และขณะก้มเก็บได้เห็นขาของวัยรุ่นคนหนึ่งสวมเกี๊ยว (อุปกรณ์กันกระแทกของคนเชิดสิงโต) สะกิดใจให้ชุดสืบสวนสะกดรอยไป นำมาสู่การพบและจับกุมตัวคนร้ายได้ในที่สุด

ในชั้นจับกุม นายปิ๋วฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเป็นคนกรุงเทพฯ โดยก่อนหลบหนีได้อาศัยอยู่ที่บ้านเช่าใกล้ศาลเจ้า ย่านดินแดง ซึ่งตนมีความคลุกคลีกับคณะแสดงเชิดสิงโตที่ศาลเจ้ามาตั้งแต่เด็ก จนช่วงอายุ 7 ขวบ ตนได้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดเชิดสิงโตที่คณะสิงโตชื่อดังและได้พัฒนาฝีมือจนได้แสดงในงานเทศกาลและงานสำคัญต่างๆเรื่อยมา จนย่างเข้าอายุ 30 ปี ตนได้เปิดคณะเชิดสิงโตเป็นของตนเอง นับแต่ก่อตั้งคณะตนได้ส่งเสียดูแลเด็กๆและคนในคณะห้าสิบกว่าชีวิตจนกระทั่งลูกชายคนโตของตนได้รู้จักกับ น.ส.บี (นามสมมติ) ซึ่งเป็นนักแสดงในคณะ (มารดาของผู้เสียหาย) และตกลงใช้ชีวิตกันฉันสามีภรรยาโดยที่ น.ส.บี ได้พา ด.ญ.เอ (นามสมติ) ซึ่งเป็นลูกสาว (ผู้เสียหาย) มาอาศัย ที่บ้านเช่าย่านดินแดงซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกงานแสดงของคณะและใช้เป็นบ้านพักอาศัยของคนในครอบครัวของตน ทำให้ตนได้รู้จักกับ ด.ญ.เอ จนกระทั่งเกิดเรื่องที่ตนถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.เอ ตนได้ทราบจากคนรู้จักว่าถูกออกหมายจับคดีอนาจารเด็ก ทำให้ตนจำเป็นต้องหนีเนื่องจากกลัวความผิด และได้ย้ายไปอยู่อาศัยกับคนรู้จักที่อยู่ในแวดวงคณะเชิดสิงโตเรื่อยมา 

จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567 ตนได้ย้ายมาอยู่อาศัยกับคนรู้จักที่เป็นเจ้าของคณะเชิดสิงโตย่านลาดพร้าว ซึ่งตนได้พักอาศัยที่บ้านของคนรู้จักเป็นระยะเวลา 4 วัน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2567 เรื่องทางคดีตนเองถูกแบล็คเมล เพราะแม่ของเด็กนั้นร้ายกาจ ชอบให้ลูกของตัวเองไปอยู่ใกล้ผู้ชายแล้วไปเรียกเงินจากเขา ส่วนที่ตนเองหนีนั้นเพราะทราบว่าตนเองถูกแจ้งความและถูกออกหมายจับ ตนก็เลยหนีมาแอบที่เซฟลับที่ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งญาติสนิทของตนเอง โดยจะตั้งหลักเพื่อรอเคลียกับทางฝ่ายเด็กผู้หญิงให้ถอนแจ้งความ”

หลังจับกุมตัว ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “เราไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของคนร้าย ถึงแม้คนร้ายเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในวงคณะเชิดสิงโต ไม่มีเหตุผลใดที่เด็กสาวผู้เสียหายจะต้องโกหกอีกทั้งมีพยานหลักฐานอื่นๆยืนยันถึงการกระทำผิดของคนร้าย จึงนับว่าน่าหดหู่ใจอย่างยิ่งที่สถานที่ปลอดภัยที่สุดของเด็กๆ กลับกลายเป็น “นรกบนดิน” ที่สร้างสมฟูมฟักบาดแผลหยั่งลึกลงในใจของเด็กน้อยไปนานแสนนาน ผมขออวยพรให้น้องผู้เสียหายมีกำลังใจที่เข้มแข็งผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายในอดีต และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ให้สอดส่องพฤติกรรมของบุตรหลานท่าน อย่าได้นิ่งดูดายเพราะพวกเขาอาจจะประสบอยู่กับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้อยู่ก็เป็นได้ และหากทราบเบาะแสโปรดแจ้งข้อมูลมาที่เพจ “สืบนครบาล IDMB” เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพราะแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท. ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”

'รวบหัวหน้าวิน' ผันตัวเป็นเอเย่นต์บัญชีม้า ส่งขาย Call Center หลอกคนไทย

ตำรวจไซเบอร์ ตามรวบหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ย่านนนทบุรี ริรวยทางลัดผันตัวเป็นเอเย่นต์จัดหาบัญชีม้า ชักชวนลูกวินเปิดบัญชี สุดท้ายแก๊ง Call Center นำบัญชีไปหลอกลวงเทรดหุ้น Hotbit Internationalผู้เสียหายทั่วประเทศกว่า 24 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 6 ล้านบาท

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจากการถูกแก๊ง Call Center เข้ามาตีสนิทและชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้น อ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูง โดยหลอกลวงให้ทำการติดตั้งแอปพลิเคชั่น “Hotbit International” พร้อมทั้งโอนเงินเข้าร่วมลงทุน ซึ่งปรากฎว่ามีผู้หลงเชื่อและสูญเงินไปเป็นจำนวนมาก จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.5 เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวไปบางส่วนแล้ว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา 

โดยภายหลังการจับกุม พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ฯ ผบก.สอท.5 ได้สั่งการให้เร่งขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ทั้งนี้จากการสืบสวนขยายผลผู้ต้องหาบางส่วนรับว่า มีอาชีพขับวินจักรยานยนต์รับจ้าง ได้เปิดบัญชีธนาคารขายให้กับหัวหน้าวิน ชื่อนายโจ้ (นามสมมติ) ซึ่งมาชักชวนให้ลูกวินเปิดบัญชี เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.5  จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหานี้ไว้ 

ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2567 พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.ฯ พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุธี บุดดีคำ สว.สส.ฯ  ร.ต.อ.ขวัญชัย ปานคง รอง สว.สส.ฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายโจ้ (นามสมมติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่ บริเวณหน้าห้องพักของอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง ใน ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี จากการสอบสวนนายโจ้ ให้การรับสารภาพว่า มีอาชีพขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยเป็นหัวหน้าวิน ได้รับการติดต่อให้หาคนรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารหรือบัญชีม้า เพื่อใช้โอนเงินในบ่อนการพนันให้นักพนัน โดยให้ค่าเปิดบัญชีในราคาบัญชีละ 1,500 บาท หากหาบัญชีม้าได้มากเท่าไรก็จะได้รับค่าตอบแทนมากขึ้นตามลำดับ จึงไปชักชวนลูกวินให้พากันมาเปิดบัญชี ซึ่งสามารถหาคนเปิดบัญชีได้จำนวน 4 บัญชี นายโจ้ได้รับเงินค่านายหน้าจัดหาบัญชีมาทั้งหมด 5,000 บาท ส่วนบัญชีม้าที่ขายไปนั้น จะถูกนำไปขายให้กับบ่อนพนันจริงหรือไม่นั้นไม่ทราบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ฯ กล่าวว่า เบื้องต้นขณะนี้พบว่าบัญชีที่ถูกขายไปนั้น ได้ถูกแก๊ง Call Center นำไปหลอกลวงประชาชน โดยมีผู้เสียหายทั่วประเทศแล้วกว่า 24 ราย สร้างความเสียหายรวมกว่า 6,200,000 บาท และขณะนี้กำลังขยายผล เพื่อเชื่อมโยงไปยังกลุ่มนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง และจะทำการตรวจสอบด้วยว่ามีบ่อนการพนันตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ 

“ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนว่า การขายบัญชีม้า หรือซิมม้า เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย  ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอกนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้วแต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ฯ กล่าว

อาจารย์เซนต์คาเบรียล ประกาศลาออก ไปเป็นครูอาสา ขอเดินหน้า ทำตามฝัน สอนเด็กด้อยโอกาส ตามต่างจังหวัด

(6 เม.ย.67) ผู้ใช้ TIKTOK ที่ชื่อว่า ‘topaanon’ ได้โพสต์คลิป ขอลาออกจากการเป็นอาจารย์ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ไปทำตามความฝัน เป็นครูอาสา โดยได้ระบุว่า ...

สวัสดีครับ ผมมาสเตอร์ท็อปนะครับ วันนี้ผมมีข่าวจะแจ้งให้ทุกท่านทราบ ผมได้ลาออกจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล แล้วนะครับซึ่งเหตุผลก็คือ ผมอยากออกไปทำตามความฝันที่ผมวางเอาไว้ ผมคิดไว้ตั้งนานแต่ยังไม่มีโอกาสและความกล้าที่จะทำ ความฝันของผมก็คือออกไปสอนเด็กตามพื้นที่ต่าง ๆ อารมณ์เหมือนครูอาสา ผมคิดมาเสมอว่ายังมีเด็กอีกมากมายที่ยังไม่มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษา 

ผมอยากจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้เขา ได้รับรู้ว่าการเรียนหนังสือนั้นมันไม่ได้น่าเบื่อ มันสนุกแล้วก็มีความสุขได้อย่างที่ผมนั้นได้ทำมาโดยตลอด ผมอยากให้เขารู้ว่าการศึกษานั้นมีความสำคัญ โดยผมนั้นก็เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนมาก ๆ เลย แต่ที่มีชีวิตดีได้ก็เพราะการศึกษา ผมขอขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้กำลังใจผม ทำให้ผมได้กล้าออกไปทำตามความฝัน บางคนก็ comment ว่าอยากให้ลูกได้เรียนกับผมจังเลย อยากให้เด็ก ๆ ตามต่างจังหวัดได้เจอกับผมจังเลย ซึ่งทุก ๆ ความคิดเห็นก็เป็นกำลังใจให้ผม ผมขอขอบคุณทุก ๆ ท่านมากเลยครับ

การลาออกของผมในครั้งนี้ผมรู้สึกใจหายและก็ลำบากใจมากเลย เพราะผมทำงานที่นี่มา 10 ปีที่นี่เป็นโรงเรียนแรกของผมเลย ผมผูกพันกับที่นี่มาก ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ให้โอกาสผมได้สอนในแบบที่ผมเป็น และทำให้ผมได้มีความสุขในการสอนหนังสืออย่างมาก แต่ตอนนี้ผมขอออกไปทำตามความฝันของผมก่อน เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหนอีกแล้วครับ

‘กวีเหลวไหลแท้’ โพสต์ ‘ฝรั่งที่ใช้เงินเป็น’ นั่งกินร้านข้าวต้ม ชี้ นี่คือ ซอฟต์พาวเวอร์ของคนไทย อาหารอร่อย บริการเป็นเลิศ

เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.67) ‘กวีเหลวไหลแท้’ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับ ‘ร้านข้าวต้ม’ ซึ่งถือเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ดั้งเดิมของคนไทย โดยได้ระบุว่า ...

ฝรั่งที่ฉลาดใช้เงินเป็น จะนั่งร้านข้าวต้มหรือร้านอาหารไทยราคาไม่แพง จากนั้นสั่งกับข้าวสักอย่างหรือสองอย่างกินกับข้าว สำหรับคนมีงบประมาณอยู่บ้าง หรือสั่งอาหารเป็นจาน เช่น ข้าวผัด สำหรับคนต้องการประหยัด

ตามภาพ เช็คบิลไม่เกิน 150 อิ่มแปร้ด้วยกุ้งตัวโตแสนอร่อยไปจนเช้า

คนไทยจิตใจบริการเป็นเลิศ อาหารก็อร่อยยอดเยี่ยม จึงไม่แปลกที่ฝรั่งจะชื่นชมนักหนา

นี่คือซอฟต์พาวเวอร์ดั้งเดิมของคนไทย ที่ไม่จำเป็นให้ใครมาแอบอ้าง

เวลคัมทูไทยแลนด์

'รมว.ปุ้ย' ชี้ กรณี กากแคดเมียม ต้องมีคนรับผิดชอบ เตรียมใช้กฎหมาย ลงโทษ ผู้กระทำความผิด!!

เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวง ทุกกรมที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปติดตามเรื่องขนย้ายกากแร่แคดเมียมมาที่สมุทรสาคร ที่โรงงานอะลูมิเนียมแท่งและอะลูมิเนียมเม็ด ในสมุทรสาคร

ทั้งนี้ รมว.ปุ้ย ได้เรียกประชุมด่วนและสั่งการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 และมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 สั่งอายัดกากแคดเมียมและกากสังกะสีที่ปรากฏ พร้อมทั้งสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและดำเนินคดีทะเบียนโรงงานตามกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอายัดกากแร่นี้มาตั้งแต่มีนาคมแล้ว

ในวันเดียวกัน รมว.ปุ้ย ยังได้สั่งการให้มีการเร่งแก้ปัญหาในทุกด้านอย่างเร่งด่วน พร้อมให้ตรวจสอบโรงงานประเภท 106 ซึ่งดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการกากอุตสาหกรรม และโรงงานประเภท 59 และ 60 ซึ่งดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการหล่อหลอมโลหะในพื้นที่สมุทรสาครทั้งหมด หากโรงงานใดไม่ปฏิบัติตาม พรบ.โรงงาน และประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินคดีทุกข้อหาที่เกี่ยวข้อง และจะต้องมีบทลงโทษขั้นสูงสุดตามบัญญัติ

สำหรับการลงพื้นที่ไปยังโรงงานอะลูมิเนียมแท่งและอะลูมิเนียมเม็ด ที่สมุทรสาคร พบกากแคดเมียมและกากสังกะสีจำนวนราว 2,440 ตัน ส่วนที่เหลือได้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบว่าอยู่ที่ไหน อย่างไร อยู่ในพื้นที่เฉพาะตามกำหนดหรือไม่ ขณะที่ในส่วนที่ปรากฏอยู่นี้จะต้องขนย้ายไปยังจุดฝัง ภายใน 7 วัน และให้ฝังกลบให้เสร็จในที่เฉพาะภายใน 15 วัน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและอยู่ในกรอบมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ รมว.ปุ้ย ยังได้ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ หากมีการอนุญาตให้เคลื่อนย้าย โดยทราบว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีคำสั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดต้นทางย้ายมาช่วยราชการ ที่สำนักงานกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อย

‘ยายแต๋ว’ หลานม่าเผย ทำไมผู้สูงวัย ต้องส่งข้อความ ‘สวัสดี’ ให้ทุกวัน ย้ำ อยากให้ลูกหลาน กลับไปหาคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง ก่อนที่จะไม่มีโอกาส

(5 เม.ย.67) เข้าฉายแล้วสำหรับภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า เรื่องราวความผูกพันระหว่างอาม่าที่กำลังป่วย กับหลานชายที่มาอยู่ดูแลในวาระสุดท้าย ซึ่งล่าสุด ยายแต๋ว อุษา เสมคำ ก็ได้มาพูดถึงหนังเรื่องนี้ในรายการ รอบวัน ทางช่องวัน

ซึ่งในรายการ ได้มีการสัมภาษณ์ท่อนหนึ่งของ ยายแต๋ว อุษา เสมคำ ปัจจุบันอายุ 78 ปี นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า ได้พูดว่า การที่จะทำให้ลูกหลานรายล้อมได้เยอะขนาดนี้ เราก็ต้องรักเขา เราเลี้ยงเขา และมีความผูกพันเมื่อเขาโตแล้วเขาก็ห่างไป แต่หากคิดถึงเราก็โทร หาเขา บางทีลูกไม่มีเวลา เขาก็บอกว่า แม่รอก่อนนะ เราก็รอ

อยากให้ทุกคนไปดูหนังเรื่องนี้ และกลับไปหาคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง อย่าให้คนที่เขารอเรานั่งรออยู่ ไม่อยู่ให้รอแล้ว หากมีโอกาสก็ไปดูแลกันบ้าง ไปดูแลคนที่ห่างบ้าง อย่างคนแก่เวลาคิดถึง ก็คิดถึงลูกหลาน ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลย

เราบอกทุกคนว่า เวลาเราส่งสวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร เพื่อนบางคนเขาก็รำคาญ ไม่อยากส่ง แต่ที่เราส่ง เพื่อบอกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ เรายังคิดถึงเขาอยู่ สักวันหนึ่งที่เราไม่ส่ง ก็คือเราไม่อยู่แล้ว คนแก่ไม่มีอะไรมากหรอก คิดถึงลูกหลานแค่นั้น

‘เศรษฐา’ เตรียมเปิดทำเนียบรัฐบาล รับ ‘ซีอีโอใหญ่ ไมโครซอฟท์’ เยือนไทย 1 พ.ค.นี้ คุยโครงการ ‘ดาต้าเซนเตอร์ คลาวด์’ ดึงงบลงทุน ‘แสนล้าน’

(5 เม.ย.67) ‘นายสัตยา นาเดลลา’ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอของไมโครซอฟท์ มีกำหนดเดินทางมาไทยวันที่ 1 พ.ค.นี้ เพื่อร่วมงาน Microsoft Build : AI Day พร้อมตอกย้ำความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ระหว่างไมโครซอฟท์ และรัฐบาลไทย ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

ในงาน Microsoft Build : AI Day นายสัตยา ได้เทียบเชิญบรรดาซีอีโอชั้นนำระดับประเทศเข้าร่วมพบปะ นอกเหนือจากพันธกิจหลักที่คาดว่า ซีอีโอ ไมโครซอฟท์จะเล่าถึงความคืบหน้า รายละเอียดความร่วมมือกับรัฐบาลไทย พร้อมเปิดโอกาสให้นักพัฒนาไทยรวมถึงองค์กรต่างๆ เข้าร่วมพูดคุย โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจในการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้งาน นอกจากนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะขึ้นเวทีนี้ พร้อมกล่าวคีย์โน๊ตด้วย

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงของวันดังกล่าวนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับซีอีโอของไมโครซอฟท์ที่ทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งจะได้หารือถึงความคืบหน้าของโครงการที่ไมโครซอฟท์มีแผนจะลงทุนในไทย ตามที่ได้หารือ และลงนามในความร่วมมือ (MOU) ระหว่างไทยและตัวแทนของบริษัทไมโครซอฟท์ ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ช่วงเดือน พ.ย.ปีก่อน

ส่วนนายกรัฐมนตรีของไทยเคยได้พบกับนายสัตยาแล้วครั้งหนึ่ง ที่การประชุมเอเปค ซานฟรานซิสโก เดือน ก.ย. 2566 และได้พูดคุยถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และไมโครซอฟท์มาแล้ว รวมทั้งมีการเปิดเผยถึงแผนการลงทุนว่าจะมีการลงทุนหลักแสนล้านบาทในประเทศ โดยเป็นการทยอยลงทุนต่อเนื่องไปอีกหลายปี

ก่อนที่ใน เดือนพ.ย.2566 นายกรัฐมนตรี จะได้พบกับผู้บริหารของไมโครซอฟท์อีกครั้ง แล้วได้ลงนามความร่วมมือร่วมกัน พร้อมระบุว่า พันธกิจของประเทศไทยนับตั้งแต่ด้านการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนไปจนถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน มีทิศทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างทั้งความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและศักยภาพเชิงดิจิทัลของประเทศไทยไปพร้อมกัน

ย้อนเอ็มโอยู ไทย-ไมโครซอฟท์

ทั้งนี้ เอ็มโอยูที่ไทย และไมโครซอฟท์ลงนามร่วมกันมีรายละเอียด ดังนี้ 
1.ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรมดิจิทัลไมโครซอฟท์ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สอดคล้องกับนโยบายด้านรัฐบาลดิจิทัลและการใช้บริการระบบคลาวด์ภาครัฐ หรือ Cloud First ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนภาคการเกษตร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และการศึกษา 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมพิจารณาแผนลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เพื่อยกระดับการใช้งานคลาวด์ และ เอไอต่อไปในอนาคต และพร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์จะให้การสนับสนุนกับรัฐบาลไทยในด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด พร้อมด้วยความเชี่ยวชาญจากบุคลากรชั้นนำของบริษัท

2.ปูทางสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ไมโครซอฟท์จะทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการพัฒนาและผสมผสานเทคโนโลยี เอไอ เข้ากับโครงการด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) และบริการสาธารณะต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่คนไทย 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนที่จะร่วมกันจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเชิงกลยุทธ์ด้าน เอไอ (AI Center of Excellence) เพื่อยกระดับโครงการที่ใช้เทคโนโลยี เอไอของภาครัฐ จัดทำโรดแมปที่จะช่วยให้การนำเทคโนโลยี เอไอมาใช้งานเกิดขึ้นได้จริง และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในภาคส่วนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ 

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังจะร่วมหารือกับไมโครซอฟท์เกี่ยวกับการกำหนดทิศทางนโยบายและกรอบการกำกับดูแล เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำ AI มาใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

3.เสริมทักษะคนไทยเพื่อชีวิตในยุคหน้าไมโครซอฟท์จะสานต่อพันธกิจในการยกระดับทักษะแห่งอนาคตสำหรับคนไทยกว่า 10 ล้านคน ผ่านทางความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานอื่นๆ โดยครอบคลุมทักษะสำคัญในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่สองเพื่อการสื่อสารหรือความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการฝึกฝนนักพัฒนานวัตกรรมรุ่นใหม่ในทุกสายอาชีพ (Citizen Developers) ในรูปแบบที่เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

4.ยกระดับประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยหน่วยงานภาครัฐของไทยจะทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ผ่านทางการสร้างพื้นที่ทดสอบสำหรับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Sandbox) เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน นับตั้งแต่ภาครัฐ องค์กรเอกชนขนาดใหญ่ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังมีแผนที่จะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้งานเต็ม 100% ในโครงการและแผนการลงทุนในอนาคตอีกด้วย

สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ไทย

ก่อนหน้านี้ นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการพูดคุยและสัญญาระหว่างผู้บริหารระดับสูง ดังนั้นเชื่อว่า จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันจากนี้มีอยู่หลายเรื่องอย่างมาก รวมถึงการนำคลาวด์และเอไอมาช่วยยกระดับประสิทธิภาพระบบงานของภาครัฐ เดินหน้าสู่อีกอฟเวอร์เมนท์ และการพัฒนาดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ

ขณะเดียวกัน ผลักดันให้เกิดการใช้งานเอไออย่างเป็นรูปธรรมในหน่วยงานต่างๆ และแน่นอนว่าที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการพัฒนาทักษะบุคลากร โดยเฉพาะด้านเอไอ ทั้งจะมีการแบ่งปันความรู้ด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เพื่อนำองค์ความรู้ที่มีมาทำงานร่วมกันและต่อยอดต่อไป

โดยไมโครซอฟท์จะมีการประชุมกับนายกฯ ทุก 3 เดือน เพื่อหารือ ขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ติดขัดและทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้ตามแผน ภาพรวมมีโจทย์ที่สำคัญคือ การลงทุนที่จะเกิดขึ้นต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลกระทบเชิงบวก มีส่วนสำคัญต่อการลดค่าใช้จ่าย ยกระดับการทำงานภาครัฐ และการให้บริการภาคประชาชน

ส่วนของการจัดสรรงบประมาณ หลักๆ ทางไมโครซอฟท์จะตั้งเป็นรายปี (CAPEX) ด้านการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ จะสอดคล้องไปกับนโยบายการให้บริการระดับภูมิภาค และแผนงานด้านคลาวด์แฟบริก มีการเชื่อมโยงเพื่อใช้งานในระดับภูมิภาคไม่ใช่แค่ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม อีกทางหนึ่งยังมีความท้าทายคือ ภาครัฐจะมีแนวทางที่สามารถปลดล็อกเรื่องการทำสัญญา ที่สามารถสนับสนุนให้การทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนเดินไปข้างหน้าได้หรือไม่ อย่างไร เช่น หากเป็นสัญญาแบบข้ามปีจะทำได้ไหม จะมีแนวทางปลดล็อกเมื่อต้องมีความร่วมมือแบบระยะกลางหรือระยะยาวอย่างไร

สำหรับการร้องขอและเงื่อนไข รวมถึงข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ เช่นด้านภาษี เป็นเรื่องที่ต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดระหว่างกันเพิ่มเติม โดยภาพรวมเฟสแรกจะเป็นการพูดคุยหารือถึงเงื่อนไขและจัดลำดับความสำคัญของงาน หลังจากนั้นเฟส 2 เดินหน้าสู่การโรลเอาท์ ผลักดันไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ’ ชมหนัง ‘หลานม่า’ พร้อมมอบรางวัล ส่งเสริมความสัมพันธ์ครอบครัว ชี้นำเสนอดี แนะให้คนไทย เอาใจใส่บุพการี สร้าง ‘ความรัก-ความอบอุ่น’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง ‘หลานม่า’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัว ซึ่งกระทรวง พม. มอบโล่รางวัล ในฐานะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัว ในฐานะองค์กรเครือข่าย ที่สนับสนุนงานด้านผู้สูงอายุ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2567 ว่า เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เข้าใจง่าย ทำให้คิดถึงหลายครอบครัว ที่บางครั้งเราอาจหลงลืมไปบ้างว่าเรายังมีอาม่าให้คิดถึง 

นายวราวุธ กล่าวว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไปผู้คนจะมีการงานทำมากขึ้น จึงมีเวลาให้กับผู้มีพระคุณน้อยลง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกครอบครัวโดยเฉพาะสังคมในปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรที่เราทุกคนจะต้องหาเวลา ติดต่อกับผู้ที่เราเคารพ บุพการีของเรา อย่างตนเองทุกเช้าจะตั้งนาฬิกา 8 โมงเช้าแล้วโทรศัพท์หาคุณแม่แจ่มใส (ศิลปอาชา) เพราะคิดว่าไม่ได้เจอหน้าแต่ได้ยินเสียงกันก็ยังดี เพราะผู้ใหญ่เขามักจะไม่พูดหรอกว่าคิดถึง โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน ที่จะไม่พูดคำว่าคิดถึง หรือมาแสดงความอ่อนแอให้ลูกหลานได้เห็นโดยเด็ดขาด จะไม่มาอ้อนลูกหลาน ฉะนั้นหากลูกหลานยื่นมือไปและแสดงให้เห็นว่าเรามีความห่วงใย เรารัก มีความเคารพ ห่วงหาอาทรกันอยู่ นั่นคือความอุ่นใจ ที่ลูกหลานให้กับท่านได้ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่เมื่อมาถึงวันนี้ไม่ต้องการอะไรมากต้องการเพียงสิ่งที่มีความสุขและอบอุ่นใจเท่านั้น

“ผมดูวันนี้ไม่ได้ร้องไห้แต่ภรรยาต่อมน้ำตาแตก โดยเฉพาะตอนที่หลานไปจับมืออาม่าบ้านพักคนชราแล้วบอกว่า กลับบ้านนะ แสดงให้เห็นว่าความห่วงหาอาทรของหลานที่บอกว่ากลับไปอยู่บ้านเราดีกว่า บ้านพักคนชราไม่ใช่เป็นสิ่งไม่ดี แต่ถ้าหากยังมีลูกหลานที่สามารถดูแลกันได้ ในบ้านปลายชีวิตให้เวลากับท่านดีกว่า ดีกว่าที่จะไปให้เวลากับท่านตอนที่อยู่ฮวงซุ้ยแล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ หนังเรื่องนี้สอนพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสถานะใด ยากดีมีจนอย่างไร ปัญหาแบบนี้เกิดกับทุกบ้าน และเป็นเครื่องเตือนสติได้ว่า ในท้ายที่สุดแล้วสถาบันครอบครัว และ ผู้หลัก ผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ดึงดูด ให้ทุกคนกลับมารวมกัน คนสูงวัยคือหัวใจของครอบครัวและสถาบันครอบครัว ซึ่งวันนี้สถาบันครอบครัวของประเทศไทยเปราะบางเหลือเกิน เรากลับมาหาผู้สูงอายุกันให้ความสำคัญกับท่านและสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมของประเทศไทยให้มีความอบอุ่นและเดินไปข้างหน้าสร้างความหวังให้กับคนรุ่นต่อๆไป”

ทบ.เปิดขั้นตอนดำเนินคดี 'เนติวิทย์' ต่อต้านไม่จับใบดำใบแดงในการเกณฑ์ทหาร

(5 เม.ย.67) รายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณี นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล พร้อมเพื่อน 2 คน เดินทางมาประกาศอารยะขัดขืนต่อต้านไม่จับใบดำใบแดงในการเกณฑ์ทหาร ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นขั้นตอนตามกฎหมายปกติ คือบุคคลการไม่รับการตรวจเลือก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ก็จะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยเรื่องดังกล่าวจะมีขั้นตอนกระบวนการ ในการพิจารณา ผู้ที่ไม่มาตรวจเลือกทหารฯ ทางกรรมการตรวจเลือก จะต้องมีการประชุมหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจเลือกแล้ว ในช่วงเดือนพฤษภาคม ว่ามีคนที่ไม่มาตรวจเลือกจำนวนเท่าใด ที่ไม่ได้เข้ารับตรวจเลือกว่าแต่ละเคสใครมีเหตุมีผลอย่างไร ที่ไม่มาเข้ารับตรวจเลือก

“ส่วนของนายเนติวิทย์ คงไม่มีเหตุผลในการที่จะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะไม่สามารถบอกเหตุผลที่ไม่เข้ารับการตรวจเลือกได้ เนื่องจากภาพข่าวที่ออกมาเห็นชัดแล้วว่า ที่ไม่เข้ารับการตรวจเลือกด้วยเหตุผลในการอารยะขัดขืน ซึ่งไม่สามารถทำได้ โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เรื่องดังกล่าวก็จะไปอยู่ในขบวนการชั้นศาล ศาลท่านก็จะตัดสินลงมาว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น“ รายงานข่าวกองทัพบก ระบุ

‘ฝรั่งหนุ่ม’ โชว์ลีลาทำ 'แกงไตปลา' อย่างพิถีพิถัน พร้อมบอก!! เป็นเมนู 'ยอดเยี่ยม' ไม่ใช่ยอดแย่

(5 เม.ย. 67) หลังจากเว็บไซต์ให้ข้อมูลด้านอาหารทั่วโลกชื่อว่า ‘TasteAtlas’ ที่มักจัดอันดับอาหารยอดเยี่ยม-ยอดแย่ในประเภทต่าง ๆ ได้จัดอันดับอาหารยอดแย่ที่สุดในโลก โดยเมนู ‘แกงไตปลา’ ของประเทศไทย ถูกจัดเป็นอาหารยอดแย่อันดับที่ 1 นั้น 

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก พาทำ พาทาน ที่มีผู้ติดตามกว่า 3.3 ล้านคน ก็ได้พาทำเมนู ‘แกงไตปลา’ จากฝีมือฝรั่งหนุ่มอย่างพิถีพิถัน พร้อมระบุแคปชันว่า " แกงไตปลายอดเยี่ยมไม่ใช่ยอดแย่ Excellent Kaeng tai pla (Thai Fish Entrails Sour Curry) #saveแกงไตปลา #แกงไตปลา " 

ท่ามกลางเหล่าชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น

‘ตร.ชะอำ’ ยิงสยบ ‘หนุ่มคลั่ง’ หลังพกมีด-ปืน อาละวาด ‘รพ.ชะอำ’ ด้านผู้กำกับ ยัน!! ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ-เกรงประชาชนได้รับอันตราย

(5 เม.ย.67) ภาพจากกล้องวงจรปิด จากร้านค้าแห่งหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลชะอำที่เกิดเหตุ สามารถบันทึกเสียงช่วงเวลา 21.56 น. ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชะอำ ยิงนายสมชายที่คลุ้มคลั่งพกอาวุธมีดและปืนเข้าไปก่อเหตุในโรงพยาบาลชะอำ โดยภาพจากคลิปวิดีโอที่ได้ปรากฏได้ยินเสียงปืนกระหน่ำรัว จำนวน 9 นัด

ขณะที่พันตำรวจเอกสมเกียรติ โฉมฉาย ผกก.สภ. ชะอำ ยืนยันได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่เกิดเหตุว่า ไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากคนร้ายมีอาวุธ และมีลักษณะจะตรงเข้ามาทำร้าย ประกอบกับช่วงกลางวันก่อนเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมคลุ้มคลั่งใช้ก้อนหินขว้างปาตู้สายตรวจ ขับรถชนรถสายตรวจที่พยายามสกัดจับ และมีประวัติคดียาเสพติดหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้ข้างเคียง และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จึงจำเป็นจะต้องยิง 

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ท้า!! กลุ่มหนุนคณะราษฎร เผยตัวออกมา เชื่อ!! ฝ่ายอนุรักษ์ พร้อมดีเบต ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ อยู่แล้ว

(5 เม.ย. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

แอนิเมชัน ทำเอาดิ้นเจียนตาย 2475 Dawn Revolution Annimation ส่งแรงสะเทือนขนานใหญ่ ยอดผู้ชมกว่าล้านครั้ง ความจริงจากอดีตที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้ไม่เคยอ่าน ตามไม่ทัน ถูกล้างสมอง ถูกครอบงำ จนโงหัวไม่ขึ้น ได้ตาสว่าง ปรีดีถูกลอกคราบ ความล้มเหลวของคณะราษฎร ความแตกแยกของคณะราษฎร เอกสารสมุดปกเหลือง เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ ถูกตีแผ่ปรีดีไม่ได้ถูกเนรเทศแต่หลบหนีออกจากประเทศภายหลังจากความพยายามก่อการยึดอำนาจด้วยกำลังทหารจากรัฐบาลเมื่อปี 2492 ล้มเหลว กลายเป็นกบฏวังหลวง ( เพราะยึดวังหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฐานที่มั่นทางทหาร) จนเสียชีวิตในต่างประเทศ

ไม่เหมือนเจ้าหลายคนหรือผู้ร่วมก่อการคณะราษฎรที่ต้องถูกเนรเทศ ถูกจับขังปล่อยเกาะตะรุเตา โดยไม่มีการพิจารณาคดีความ ทำเอาคนรุ่นใหญ่อย่าง สศษ.และวิทยากร ต้องออกมาแสดง เพราะปล่อยไว้ไม่ได้ มิเช่นนั้น จิตวิญญาณ 2475 ตายสนิท ต้องออกมาปกป้อง และโจมตีแอนิเมชัน 2475 อย่างนั้นอย่างนี้ แต่กลับถูกตีโต้กลับทุกดอก เอาความจริงผิด ๆ ความจริงไม่ถึงครึ่งออกมาพูด บรรดาอาจารย์ที่อยากช่วยชี้แจงแก้ตัวแทนคณะราษฎรหรือแก้ตัวให้ปรีดีผู้วิเศษ ก็เสนอตัวออกมาเลย มีคนฝ่ายที่ถูกเรียกว่าอนุรักษ์ออกมาท้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็นตัวจริงฝ่ายชื่นชมคณะราษฎร หลบหน้ากันอยู่ไยอยากดูแอนิเมชันภาคสองสามสี่

”บิ๊กหลวง“ เปิดปฏิบัติการยึดทรัพย์แก๊งบิ๊กไบค์ ขนยาบ้ากว่า 30 ล้านเม็ด พร้อมลุยทลายนักค้าภาคตะวันออก 329 เป้าหมาย ผู้ต้องหา 278 คน

วันที่ 5 เมษายน 2567 ที่จังหวัดชลบุรี พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. นางสาวพรทิพย์ แจ่มพงษ์ ผอ.ปปส.ภ.2 นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ปปส.ภ.5 นายสราวุธ ภักดี ผอ.ปปส.ภ.6 พล.ต.ต.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 2 น.อ.บรรพต นิธิณัฐอาภาศิริ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ และ พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี แถลงผลปฏิบัติการยึดทรัพย์สินแก๊งบิ๊กไบค์ขนยาเสพติด ที่จับกุมได้ที่จังหวัดเชียงราย ช่วงวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมแถลงผลยุทธการเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อย ลุยเด็ดปีกนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออก 329 เป้าหมาย ในช่วงวันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 3 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา 

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึง การขยายผลแก๊งบิ๊กไบค์ว่า สืบเนื่องจากการจับกุมแก๊งบิ๊กไบค์ขนยาเสพติด เมื่อช่วงวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ จ.เชียงราย โดยเป็นผลจากการร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน ป.ป.ส.1386 แจ้งว่า พบขบวนการบิ๊กไบค์ต้องสงสัยในพื้นที่ จ.เชียงราย คาดว่าจะเกี่ยวกับการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จนนำไปสู่การสืบสวนก่อนสามารถจับกุมผู้ต้องหา 6 คน พร้อมของกลางยาบ้า 1,890,000 เม็ด ซุกซ่อนในอุปกรณ์พ่วงข้างรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เครือข่ายยาเสพติด นำโดยนายสัมฤทธิ์ มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้ามาส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า หลังการจับกุมได้มอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สืบสวนขยายผล ก่อนพบว่าแก๊งบิ๊กไบค์ดังกล่าว ที่มีนายสัมฤทธิ์ เป็นหัวหน้าขบวนการลำเลียงยาเสพติดมีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด จึงเปิดปฏิบัติการขยายผลตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายดังกล่าว โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส., นบ.ยส.35,ศขย.ฝขว.ศปก.ทบ., ศรภ., กกล.ผาเมือง, ขกท.ศปก.ทภ.3, ศอ.ปส.ทร.,ภ.จว.เชียงราย, ศอ.ปส.ภ.5, บก.ปส.3 บช.ปส. และ ศอ.ปส.นสร. ปฏิบัติการใน 13 จุด ในพื้นที่ 6 จังหวัด (จ.ชลบุรี 4, จ.พิษณุโลก 1, จ.นครสวรรค์ 2, จ.เชียงราย 2, จ.พิจิตร 2, จ.กำแพงเพชร 2)

ผลการปฏิบัติ ตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โฉนดที่ดิน ยานพาหนะ ทองรูปพรรณ สินค้าแบรนด์เนม สมุดบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าทรัพย์สิน 22 ล้านบาท ทำให้ปฏิบัติการยึดทรัพย์สินเครือข่าย นายสัมฤทธิ์ แก๊งบิ๊กไบค์ขนยาบ้า รวม 2 ครั้งมีมูลค่า 30 ล้านบาท พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังได้เผยถึง ผล “ยุทธการเด็ดปีกนักค้ารายย่อย” ซึ่งได้ดำเนินการกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ตามเป้าหมายที่ได้รับร้องเรียนจากภาคประชาชน รวมถึงเป้าหมายที่ได้มาจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ โดยจะปฏิบัติการทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้ง ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยการเปิดยุทธการในพื้นที่ภาคตะวันออก ห้วงวันที่ 1 ธันวาคม 2566  – 3 เมษายน 2567 ในพื้นที่เป้าหมาย 329 เป้าหมาย ใน 8 จังหวัด (จ.ตราด, จ.ปราจีนบุรี, จ.นครนายก, จ.ฉะเชิงเทรา, จ.จันทบุรี, จ.ระยอง, จ.สระแก้ว, จ.ชลบุรี) 

ผลการดำเนินงาน สามารถจับกุมผู้ต้องหา 278 คน ไม่พบตัว 25 คน พบตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย 18 คน เข้ารับการบำบัดรักษา 8 คน ของกลาง ยาบ้า 4,925 เม็ด ไอซ์ 556.71 กรัม คีตามีน 1.74 กรัม เอ็กซ์ตาซี 1.12 กรัม อาวุธปืน 20 กระบอก เครื่องกระสุน 92 นัด ยึดอายัดทรัพย์สิน 2,360,380 บาท เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ยกให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อสร้างความปลอดภัยของประชาชน โดยในช่วงเริ่มต้นได้กำหนดปฏิบัติการเร่งด่วน Quick Win ในการนำผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการทางจิตในกลุ่มเฝ้าระวังสูงสุดที่กระจุกตัวอยู่ใน 85 อำเภอ 30 จังหวัด จำนวน 4,414 ราย เข้าสู่กระบวนการบำบัด และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการนำผู้ป่วยจากยาเสพติดเข้ารับการรักษา ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล เน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการต่อข้อร้องเรียน และลงพื้นที่เพื่อบรรเทาปัญหาให้ประชาชน ภายใต้ปฏิบัติการเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อยที่ดำเนินการในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยดำเนินการทั้งการปราบปรามผู้ค้าที่สร้างปัญหาในชุมชน ป้องกันผู้เสพรายใหม่ และบำบัดตามหลักเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ไม่ผลักไส ให้เขาถูกทอดทิ้งจนเกิดวงจรการเสพซ้ำ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 – ปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด (ทุกช่องทาง) เป็นจำนวน 8,751 เรื่อง และดำเนินการแล้ว 5,519 เรื่อง ซึ่งจะดำเนินการให้ครบทุกเรื่อง ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากประชาชน นอกจากนี้ในด้านการจับกุมต้องไม่จบแค่การจับตัวยา ต้องมีการขยายผลผู้อยู่เบื้องหลังการส่งยาเสพติดเหล่านั้นและยึดทรัพย์สิน เช่นในกรณีแก๊งบิ๊กไบค์ รายนี้

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0908535645

นราธิวาส - ตัวแทนเยาวชนชาวนราธิวาส แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านอิสราเอล ก่อนเยียบธงอิสราเอล ประท้วงก่ออาชญกรรมสงคราม

วันที่ 5 เม.ย.2567 ที่บริเวณหน้ามัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาส หลังละหมาดวันศุกร์ ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ได้กลุ่มตัวแทนเยาวชน กลุ่มเยาวชนนราธิวาสรักสันติฯ ได้ร่วมตัว พร้อมด้วยรถยนต์ติดธงชาติ ของประเทศปาเลสไตน์ และนำป้ายไวนิว ซึ่งมีข้อความภาพ ที่แสดงถึงอิสราเอลใช้อาวุธสงคราม ยิง บอมบ์  ต่อพลเรือน ทำให้ ประชาชนไร้ที่อยู่ บ้านพักอาคาร และประชาชน เด็กๆคนชรา และหญิง บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในข้อความไวนิว ระบุ ความอยุติธรรม ไม่ว่าเกิดที่ใด ยอมเป็นภัยต่อความยุติธรรมทุกที่, ปลดปล่อยปาเลสไตน์ ปลดปล่อยโลก, ในส่วนกิจกรรมประมาณ  25 นาที ทางกลุ่ม ได้นำธงชาติอิสราเอล  และใช้เท้าเหยียบธงชาติอิสรามเอลบนพื้นที่ พร้อมตะโกน ผู้ก่อเหตุอาชญกรโลกที่ต้องประณาม ก่อนจะนำธงชาติอิสราเอล ฉีกเป็นชิ้น เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ และประท้วงอิสราเอล ที่กระทำรุกรานอันเหี้ยมโหด ความรุนแรง ต่อประชาชนปาเลสไตน์ ดังกล่าว

สำหรับคำแถลงการณ์ ดังนี้..ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาปรานี ผู้ทรงกรุณายิ่งเสมอ การเดินขบวนประท้วงเพื่อสิทธิชาวปาเลสไตน์ ในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนอันจำเริญ ที่เราจัดขึ้นมานี้ คือ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการกดขี่ที่มีต่อชาวปาเลสไตน์ ที่ถูกปิดล้อม และถูกบังคับพลัดถิ่น อย่างอยุติธรรม เป็นการเรียกร้องเพื่อปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระจากการยึดครองที่เหยียดเชื้อชาติ และอาชญากรรมที่สั่งสมมา ยาวนานกว่า 75 ปี ของระบอบไซออนิสต์อิสราเอลผู้แย่งชิง โดยในช่วงประวัติศาสตร์อันมืดมน ตั้งแต่ที่มีการดำรงอยู่ของอิสราเอล ระบอบไซออนิสต์ได้ก่อเหตุสังหารหมู่ ดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติประเภทต่างๆ การดำรงอยู่ของระบอบอิสราเอล ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อื่นใดในแผ่นดินแห่งนั้น นอกจากการต้องอพยพชนพื้นเมืองหลายล้านคนให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น การกักขังพวกเขาอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งโดยการปิดล้อมฉนวนกาซ่า กระทั่งมันได้ถูกขนานนามโดยสหประชาชาติ ในฐานะ “คุกเปิดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก” รวมถึงการคุมขังชาวปาเลสไตน์ ไม่ละเว้นผู้หญิงและเด็กๆ อีกหลายพันกรณีในเรือนจำ อย่างอยุติธรรม และโดยปราศจากข้อกล่าวหา การทรมานผู้บริสุทธิ์ ที่ได้ทิ้งไว้ซึ่งบาดแผลทางจิตใจ และกายภาพ เด็กชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และเผชิญผลกระทบจากสงครามจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งหมดล้วนจุดชนวนไปสู่ความไม่มั่นคงในระดับภูมิภาค และเป็นภัยคุกคาม ต่อสันติภาพโลกระบอบการปกครองไซออนิสต์มีรายการอาชญากรรม และการเคลื่อนไหวต่อต้านสิทธิมนุษยชนในประวัติศาสต์ของมัน อาทิ การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ การใช้ความพยายามอย่างเป็นระบบในการยึดครองอัลกุดส์อย่างแข็งขัน การทำลายอัตลักษณ์

ทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมของอัลกุดส์อันศักดิ์สิทธิ์ การขยายขอบเขตการตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ในเขตเวสต์แบงก์ โดยผิดกฎหมาย, การบังคับอพยพผู้อยู่อาศัยที่ไม่ใช่ชาวยิว, การกีดกันชาวปาเลสไตน์ในการเข้าถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, การริบ ทรัพย์สินที่ดินของพวกเขาอย่างไม่ชอบธรรม, การบังคับใช้แรงกดดันที่ไร้มนุษยธรรมอย่างรุนแรงต่อประชาชนในฉนวนกาซ่า และการปฏิเสธไม่ให้พวกเขาเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรค และสุขอนามัยขั้นพื้นฐานสถานการณ์ปัจจุบันในฉนวนกาซ่า ทำให้มีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับประชาคมโลก โดยเฉพาะชาวมุสลิม ที่จะต้องคำนึงถึงการแสดงออกซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อต่อต้านระบอบไซออนิสต์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันได้แสดงให้เห็นอย่าง

ชัดเจนแล้วว่า แผนสันติภาพ หรือความคิดริเริ่มใดๆ ที่เพิกเฉยต่อสิทธิของผู้ถูกกดขี่ในปาเลสไตน์ จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างสันติที่ยั่งยืน เรายังเชื่อว่า ความสงบสุขและสันติภาพจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในโลกนี้ นอกเสียจากว่า สิทธิของประชาชาติปาเลสไตน์ผู้ถูกกดขี่ จะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ โดยทางออกเดียวที่เป็นไปได้ คือ การทำให้ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดกลับคืนถิ่น และการจัดให้มีการลงประชามติระดับชาติ โดยการมีส่วนร่วมของชาวปาเลสไตน์ดั้งเดิมทั้งหมด รวมถึงชาวมุสลิม ชาวคริสต์ และชาวยิว โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหลักการที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หลักการประชาธิปไตย และสิทธิขั้นพื้นฐานที่ละเมิดไม่ได้ ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ

ในวันนี้ เราในนามของ******* ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของปาเลสไตน์ ในฐานะปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ยิ่งใหญ่ของโลก เราขอเรียกร้องให้มวลมุสลิมทุกคน ตลอดจนเพื่อนร่วมชาติชาวไทยจากทุกสาขาอาชีพ ที่แสวงหาเสรีภาพ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุม ในวันศุกร์ หรือ ในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนอันจำเริญนี้ ณ มัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาส ช่วงเวลาหลังละหมาดญุมอัต หรือละหมาดวันศุกร์  และเมื่อเสร็จสิ้นคำแถลงการณ์กิจกรรม ทางกลุ่มให้เหตุผลการชุมนุม ยึดหลักอย่างสงบสันติวิธี ก่อนแยกย้ายกลับเป็นปกติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top