Tuesday, 14 July 2026
NEWS

กระบี่- กสทช.ภาค 4 จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อม การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อ ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน”

(9 ส.ค.67) เวลา 08.30-16.30 น.ณ โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ โดยมี นายธานี หะยีมะสา ปลัดจังหวัดกระบี่เป็นประธานในพิธีเปิด นายสุวรรณรัตน์ ทองใส ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. เขต 42 กล่าวรายงาน “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อ ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน” และสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่ สมาคมวิทยุสมัครเล่น และประชาชนในวันนี้

ตามที่ผู้อำนวยการ สำนักงาน กสทช. เขต 42 ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น ด้วยในปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน เหตุอุทกภัย ที่เป็นภัยธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้เป็นพื้นที่ราบ สลับกับภูเขา และติดชายฝั่งทะเล ซึ่งเกิดภัยพิบัติทุกปีการปฏิบัติงานช่วยเหลือในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ  จำเป็นต้องมีการบูรณาการ ประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ / ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ  การมีระบบติดต่อประสานงานสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ดี เหตุภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ที่ผ่านมาหลายครั้ง พบว่าการติดต่อประสานงานดังกล่าว ยังไม่เป็นระบบและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อให้การประสานงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้มีการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขข้อขัดข้องของระบบโทรศัพท์ประจำที่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบวิทยุคมนาคม และระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน และการประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  หรือบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประสบภัย ตลอดจนให้มีการประกาศ ประชาสัมพันธ์ รับแจ้งเหตุและรายงานสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อมแผนบูรณาการบุคลากร  และข่ายวิทยุสื่อสาร เตรียมความพร้อม กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ เพื่อรองรับสถานการณ์ กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ในเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ ต่อไป

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดกิจกรรมจิตอาสา บริการประชาชน

วันที่ 9 สิงหาคม 2567 นางเธียรรัตน์ ประธานมูลนิธิ ฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือกับกระทรวงแรงงาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาส วันคล้ายวันเฉลิมพระชมมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2567 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมอบหมวกกันน็อค ที่ได้รับการสนับสนุนจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ น้ำดื่มจาก กลุ่มไทยสมายล์บัส และขนมขบเคี้ยวสนับสนุนจาก บริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เพื่อมอบให้กับพี่น้องประชาชน และนักเรียน ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้กว่า 5,000 คน 

กิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาส วันคล้ายวันเฉลิมพระชมมพรรษา  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  12 สิงหาคม 2567 ในวันนี้  จัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยมี ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ผู้แทนจากหน่วยราชการในพระองค์  เป็นประธานในพิธีเปิด และ พล.ต.ท. นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผู้บัญชาการตำรวจภาค 7 พร้อมด้วย นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม 

ภายในงานมีกิจกรรม มากมาย อาทิ การฝึกอาชีพอิสระ การทำกระเป๋าผ้าพิมพ์เทียน การทำพวงกุญแจหินมงคล การทำกระเป๋าสตางค์หนัง บริการตัดผม และการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่างให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567

วันนี้ (9 สิงหาคม 2567) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกิจกรรมเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมพิธี

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ฯ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยพิธีต่างๆ ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล , พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 93 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพร

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการตำรวจ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2567 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  ระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2567 https://wellwishes.royaloffice.th/

'ก.ต่างประเทศไทย' ออกแถลงการณ์ ยืนยันความภาคภูมิใจ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.67) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยยืนยันว่า...

คำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นเอกสิทธิ์ และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ภายใต้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ และคำตัดสินของศาล เป็นสิ่งที่ไม่อาจสามารถแทรกแซงได้ โดยอำนาจอื่นหรืออำนาจรัฐบาล และผลคำตัดสินดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมาย และต้องได้รับความเคารพโดยปวงชนชาวไทย

อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเน้นย้ำอีกว่า ประเทศไทยจะยังคงดำเนินแนวทางค่านิยมตามหลักการประชาธิปไตย และในฐานะรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และย้ำความมุ่งมั่นต่อพันธกรณี และเสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการสมาคม เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ และเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง

ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อขนบประเพณีไทย ที่สร้างความเป็นชาติตลอดห้วงประวัติศาสตร์ของไทย และประเทศไทย จะดำเนินตามขนบประเพณีและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้อย่างมั่นคง ด้วยความภาคภูมิใจ และมีศักดิ์ศรี พร้อมเชื่อมั่นว่า ประชาชนคนไทยทุกคน จะเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และร่วมการนำพาประเทศไปข้างหน้า ตามวิถีทางประชาธิปไตยต่อไป

‘เทนนิส’ โพสต์!! บอกลาน้ำหนัก 49 กก. หลังคว้าทองโอลิมปิกสมัยที่ 2 ลั่น!! กลับเมืองไทยจะขอกินแบบจัดเต็ม ปลดล็อกคุมน้ำหนักนาน 10 ปี

(9 ส.ค.67) ‘เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ’ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย รุ่น 49 กิโลกรัมหญิง คว้าเหรียญทองเหรียญแรกในโอลิมปิกกรุงปารีส 2024 ให้กับทีมไทย พร้อมสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยการเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากโอลิมปิกได้สามครั้งซ้อน ทำเอาแฟน ๆ ชาวไทยต่างภูมิใจกันทั่วประเทศ

ล่าสุด เทนนิส พาณิภัค ได้ออกมาโพสต์ภาพตนเองในชุดสปอร์ตบรา อวดหุ่นน้ำหนักที่ 49 กิโลกรัม โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า "บ๊ายบาย !! หนูนิสที่หนัก 49 kg. ~"

โดยก่อนหน้านี้ เทนนิส ได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าเมื่อกลับประเทศไทยจะขอกิน เนื่องจากลดน้ำหนักมานานมาก ๆ เพราะต้องรักษาน้ำหนักที่ 49 กิโลกรัมมานานเป็น 10 ปี จากนี้อาจจะเจอเทนนิสที่มีน้ำมีนวลขึ้น เพราะได้ปลดปล่อยแล้ว

ซึ่งก็ได้มีแฟน ๆ ทั้งในและนอกวงการต่างเข้ามาคอมเมนต์กันเพียบ โดยบอกว่าต่อจากนี้ได้เวลากินแล้ว

เชียงใหม่-แถลงข่าว “วิ่งการกุศลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - เชียงใหม่มาราธอน 2567 ครั้งที่ 8”

สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าว “วิ่งการกุศลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - เชียงใหม่มาราธอน 2567 ครั้งที่ 8 (CMU - Chiang Mai Marathon 2024)” ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้ธีม “Precious Memories” ความทรงจำอันล้ำค่าในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ทุกคนได้มาใช้เวลาวิ่งร่วมกันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย คุณสุมิตร เพชราภิรัชต์ นายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ วรยศ  คุณสมยศ วงษ์ทองสาลี ที่ปรึกษาสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ศิษย์เก่า สื่อมวลชน ตลอดจนผู้สนใจกิจกรรม ร่วมการแถลงข่าว ณ Auditorium ชั้น 3 อาคารศูนย์นวัตกรรมการสื่อสาร (CIC) คณะการสื่อสารมวลชน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2567

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำหนดจัดแข่งขันการวิ่งการกุศลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - เชียงใหม่มาราธอน 2567 ครั้งที่ 8 (CMU - Chiang Mai Marathon 2024) ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 ในธีม “Precious Memories” ความทรงจำอันล้ำค่าในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ทุกคนได้มาใช้เวลาวิ่งร่วมกันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา 

ความพิเศษของ CMU – Chiang Mai Marathon 2024 คือเหรียญรางวัลซีรีส์ 2 (2nd Generation) ซึ่งเป็นชิ้นสุดท้ายที่ทำให้โมเดลหอนาฬิกาเสร็จสมบูรณ์ โดยเป็นฝาปิดด้านบนของหอนาฬิกา เพื่อเก็บเรื่องราวที่ดีและความทรงจำอันล้ำค่าของนักวิ่งทุกคนไว้ตลอดไป รวมถึงการจัดงานในรูปแบบ Carbon Neutral Event ที่ช่วยลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานและทรัพยากรในการจัดงาน เช่น การใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการขยะและของเหลือใช้ การใช้รถไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงสะอาด การจัดซื้อคาร์บอนเครดิตชดเชย (Carbon Credit) เพื่อยื่นขอ
ใบประกาศนียบัตรรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) ต่อไป 

ในปีนี้ เปิดรับสมัครนักวิ่งที่สนใจสองรอบ คือรอบ VIP วันที่ 8 สิงหาคม 2567 เวลา 10.08 น. ถึงก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 15 กันยายน 2567 และรอบปกติในวันที่ 26 สิงหาคม 2567 เวลา 10.08 น. ถึงวันที่ 15 กันยายน 2567 ทางเว็บไซต์ www.cmu-marathon.com ทั้งรูปแบบ Onsite และ Virtual Run 

โดยมีอัตราขอรับบริจาคดังต่อไปนี้ รูปแบบ Onsite รับสมัครนักวิ่งไม่เกิน 7,000 คน VIP ระยะทางตามระยะที่สมัคร อัตราขอรับบริจาค 3,000 บาท, Full Marathon ระยะทาง 42.195 km. อัตราขอรับบริจาค 1,200 บาท, Half Marathon ระยะทาง 21.1 km. อัตราขอรับบริจาค 1,000 บาท, Mini Marathon ระยะทาง 10.5 km. อัตราขอรับบริจาค 800 บาท และ Fun Run ระยะทาง 5 km.  อัตราขอรับบริจาค 600 บาท

นักวิ่งที่ติดอันดับ Top 30 จาก Virtual Run ของปีที่ผ่านมา ระบบจะส่งข้อมูลให้ท่านผ่านทางอีเมลเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าในระหว่างวันที่ 8 - 25 สิงหาคม 2567 

รูปแบบ Virtual Run ครั้งที่ 5 รับสมัครไม่จำกัดจำนวน  Iron Heart ระยะทาง 123 km. อัตราขอรับบริจาค 1,288 บาท,Full Marathon ระยะทาง 42.195 km. อัตราขอรับบริจาค 1,030 บาท, Half Marathon ระยะทาง 21.1 km. อัตราขอรับบริจาค 824 บาท, Mini Marathon ระยะทาง 10.5 km. อัตราขอรับบริจาค 618 บาท และCombo ระยะใดก็ได้ (รับเหรียญและเสื้อ อัตราขอรับบริจาค 2,266 บาท Finisher ทั้ง Full, Half, Mini)โดยกำหนดส่งผลการวิ่งก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 1 ธันวาคม 2567 

ทั้งนี้ อัตราขอรับบริจาคข้างต้นยังไม่รวมค่าธรรมเนียมในการโอนเงินบริจาคทางอิเล็กทรอนิกส์ 

สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จัดสรรเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักหอพักนักศึกษา สมทบทุนสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ และนำรายได้ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศลตามอัธยาศัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนและนักวิ่งทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันการวิ่งการกุศลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - เชียงใหม่มาราธอน 2567 ครั้งที่ 8 (CMU - Chiang Mai Marathon 2024) และขอความอนุเคราะห์ประชาชนโปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง การแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่นักวิ่ง 

'อัษฎางค์' ยก!! ปัญหาด้าน 'ปัญญา' เรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของเมืองไทย หลัง 'โค้ชการเงินดัง' พลาด!! บอก 'ศาล รธน.' ไม่ได้มาจากประชาชน

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.67) อัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ 'ปัญหาใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของเมืองไทยคือ คนไทยจำนวนมากมีปริญญาแต่ไม่มีปัญญา' ระบุว่า...

พอล ภัทรพล โพสต์ข้อความว่า "ที่น่ายุบที่สุด คือองค์กรที่อำนาจมาก แต่ประชาชนไม่ได้เลือก"

อัษฎางค์ ยมนาค จะเอาความรู้สมัยมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยปี 1 มาทบทวนให้ใหม่อีกครั้ง

'องค์กรที่พอลพูดถึง' ก็คงไม่พ้น 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' ที่เพิ่งตัดสินยุบพรรคก้าวไกล

อยากถาม พอล กูรูการเงินคนดังว่า ที่วิจารณ์แบบนั้น รู้หรือไม่ว่า องค์กรที่ว่านั้น ซึ่งหมายถึง 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' ประชาชนไม่ได้เลือก แล้วใครเลือก?

สงสัยมาก ๆ ว่า พอล เรียนหนังสือจบมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยมาได้ยังไง เพราะวิชากฎหมายพื้นฐานต้องเรียนมาแล้วทุกคน

เริ่มต้นพื้นฐานแบบนี้เลยนะ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 200 กำหนดให้ 'ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งทั้ง 9 คนนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์'

ถ้าพระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง พอลมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?

พอล มีปัญหาอะไรกับพระมหากษัตริย์หรือไม่?

หรือพอลเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์หรือเปล่า?

ที่นี้มาอธิบายแบบรายละเอียดขั้นสูงขึ้นมาอีกนิด เพราะภาษากฎหมายบางที่มัน Complicated

คำว่า 'พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' คือภาษากฎหมาย ที่คนไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือบางคนแม้จะจบมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์อาจไม่เข้าใจว่า...

*คำว่า 'พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' แต่ความจริงผู้แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัวจริง 'ไม่ใช่พระมหากษัตริย์'

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติก็จริง แต่ไม่ทรงมีอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน อำนาจแท้จริงที่ทรงมีเรียกว่า 'อำนาจทางพิธีการ' เท่านั้น

**ผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัวจริงคือ 'วุฒิสภา'

***โดยผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาให้ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจาก 'วุฒิสภา' ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

เมื่อได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนแล้ว จึงทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

พระปรมาภิไธย หมายถึง พระนามของพระมหากษัตริย์ราชเจ้า ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว

ที่นี้เข้าใจคำว่า 'อำนาจทางพิธีการ' ของพระมหากษัตริย์หรือยัง?

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลก และไม่ว่าจะเรียกชื่อต่างกันอย่างไร ก็มีหลักการเดียวกันทั้งโลก

>> นั่นคือ ผู้เลือกคณะรัฐมนตรี คือ รัฐสภา (วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนฯ)

>> ผู้เลือกศาลหรือตุลาการ คือ รัฐสภา (วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนฯ)

>> ส่วนผู้ที่เลือกผู้แทนราษฎร (สส.) วุฒิสมาชิก (สว.) ซึ่งเป็นสมาชิกของรัฐสภา คือ ประชาชน

ดังนั้นอธิบายวิชากฎหมายเบื้องต้น ซึ่งมีสอนในชั้นมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยตั้งแต่ชั้นที่ 1 ซ้ำให้พอลได้ทบทวนแล้ว (ไม่รู้ว่าตอนเรียนสอบผ่านหรือเรียนหนังสือจบมาได้ยังไง)

พอล ได้คำตอบแล้วหรือยังว่า 'องค์กร' ที่อำนาจมาก (ซึ่งพอลหมายถึง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) แต่ 'ประชาชนไม่ได้เลือก' ตามที่พอลบ่นออกมา

ความจริงแล้ว!! ใครเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ?

คำตอบคือ 'วุฒิสมาชิก' เลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ วุฒิสมาชิก (ตามวิธีการสรรหาในปัจจุบัน) ประชาชนเป็นคนเลือกเข้าสภาอีกที

ดังนั้น คำตอบสุดท้ายของสมการนี้คือ 'ประชาชน' ก็เป็นผู้เลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง 

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนใหญ่ในโลก ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยโดยตรง แต่เป็นระบบตัวแทน

ระบบตัวแทนก็คือ ประชาชน เลือกผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก เข้าไปทำงานการเมืองและบริหารราชการแผ่นดินแทนประชาชน

แล้ว…ผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก ซึ่งทำหน้าที่ในรัฐสภา ก็เป็นผู้เลือกคณะรัฐมนตรีและศาล แทนประชาชน

ดังนั้น คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาและตุลาการในศาล ซึ่งเป็น 3 องค์กรที่อำนาจมากที่สุด (เนื่องจากเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน) โดยใช้อำนาจดังกล่าวนั้นแทนประชาชนทุกคน

- เข้าใจหรือยังว่า
- ประชาชนเลือกผู้แทนฯ 
- ผู้แทนฯ เลือกรัฐมนตรีและศาล
- เลือกได้แล้วจึงทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย

*พระมหากษัตริย์มีอำนาจและหน้าที่ เพียงแค่ลงชื่อหรือเซ็นชื่อรับรองเท่านั้น 

**พระมหากษัตริย์ ไม่มีอำนาจเลือกใครมาทำงานการเมืองหรือบริหารราชการแผ่นดินเลย

***ผู้มีอำนาจเลือกใครมาทำงานการเมืองหรือบริหารราชการแผ่นดินคือ ประชาชนอย่างเรา ๆ ทุกคน

สิ่งที่พอล ภัทรพล โพสต์ไว้ว่า "ที่น่ายุบที่สุด คือองค์กรที่อำนาจมาก แต่ประชาชนไม่ได้เลือก"

เป็นคำพูดหรือประโยคของคนที่เหมือนไม่ได้รับการศึกษา หรือเหมือนจบการศึกษามาโดยไม่มีความรู้ใด ๆ ติดตัวมา นอกจากกระดาษหนึ่งใบที่เรียกว่า 'ใบปริญญา' แต่เหมือนว่าอยากจะแสดงความเห็นอย่างคนที่มีการศึกษา 

พอลคิดว่า เราเลือกผู้แทนฯ ให้ไปนั่งพูดในสภาเท่านั้นหรือ? 

ผู้แทนฯ ของเราคือ ผู้มีอำนาจล้นฟ้าเลยนะ เพราะเขาใช้อำนาจอธิปไตยแทนเรา เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน 

"คำว่าบริหารราชการแผ่นดิน ก็รวมถึงการเลือกคนมาทำงานบริหารราชการแผ่นดิน เช่น คณะรัฐมนตรีและศาลด้วยนั่นเอง"

คิดก่อนพูด มีความรู้จริงค่อยแสดงความคิดเห็น

เพราะคำพูดหรือความเห็นใด ๆ ของใคร บ่งบอกภพภูมิของคน ๆ นั้น

คนเป็นกูรูทางการเงิน แต่ไม่รู้เรื่องการเมืองและกฎหมายพื้นฐานเลยไม่ได้นะ เพราะการเงินมีปัจจัยสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการเมืองและกฎหมาย

พูดแต่เรื่องที่รู้หรือเชี่ยวชาญนะดีแล้ว
แต่อย่าไปพูดเรื่องที่ไม่รู้
เพราะ…ไม่พูด คนก็ไม่รู้ว่า เราโง่ หรือไม่รู้!

กรุณาแสดงความเห็นด้วยข้อเท็จจริงและด้วยความสุภาพ

'วีรพล' ฮึด!! โชว์ก๊อกสอง ปาดซิว 'เหรียญเงิน' ยกน้ำหนักโอลิมปิก เจ้าตัวปลื้ม!! เป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่าอย่างมาก

(9 ส.ค.67) ผลการแข่งขันยกน้ำหนัก โอลิมปิก เกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม รุ่น 73 กิโลกรัมชาย ไทยส่ง 'เวฟ' วีรพล วิชุมา จอมพลังวัยแค่ 19 ปีลงชิงชัย

ผลปรากฏว่าเจ้าตัวพลาดในท่าสแนตช์ เรียกน้ำหนักครั้งแรกที่ 148 กก. ยกผ่านไม่มีปัญหา แต่ครั้งที่ 2 เรียกที่ 152 กก. ยกไม่ผ่าน ครั้งที่ 3 เรียกเท่าเดิมหวังแก้ตัวก็ไม่รอด ทำให้ท่าแรกทำน้ำหนักไปเพียง 148 กก. โอกาสคว้าเหรียญในตอนนั้นริบหรี่เหลือเกิน เพราะรั้งอันดับ 9

อย่างไรก็ตามในท่าคลีนแอนด์เจิร์ก วีรพล รวบรวมกำลังยกผ่านทั้ง 3 ครั้งที่ 190, 194 และ 198 กก. ซึ่งครั้งที่ 3 เจ้าตัวทำลายสถิติเยาวชนโลกที่ตัวเองเคยทำไว้เมื่อปี 2023 สรุปคะแนนรวมพุ่งมาที่ 346 กก. บวกกับที่ ฉี จือ ยง นักกีฬาของจีนแชมป์เก่าพลาดยกไม่ผ่านทั้ง 3 ครั้ง วีรพลแซงขึ้นมารั้งอันดับ 2 คว้าเหรียญเงินไปครองแบบน่าเหลือเชื่อ เป็นเหรียญที่ 3 ให้ทัพยกน้ำหนัก และเหรียญที่ 6 ให้ทัพนักกีฬาไทย

ภายหลังการแข่งขัน วีรพล เปิดเผยว่าตื่นเต้นกับการมาแข่งโอลิมปิกเป็นอย่างมากเพราะถือว่าเป็นครั้งแรกและสามารถคว้าเหรียญมาครองได้สำเร็จเป็นความภูมิใจส่วนตัวและความภูมิใจของครอบครัว

“เงินรางวัลที่ได้มาครองและยังไม่คิดว่าจะไปทำอะไรขอปรึกษาครอบครัวก่อน เนื่องจากตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาไม่ต้องมีภาระอะไร หนี้สินที่เคยมีก็ชำระทุกอย่างไปหมดแล้วจากเงินรางวัลที่ได้มาก่อนหน้านี้”

จอมพลังพลังหนุ่มไทย กล่าวต่อไปว่า นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก ซึ่งวันเกิดของผมคือวันที่ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้

สำหรับการได้เหรียญรางวัลในครั้งนี้เท่ากับว่าทีมยกน้ำหนักของไทยลงทำการแข่งขันสามรุ่นสามคนได้เหรียญมาครองทั้งหมด โดยยังเหลือนักกีฬาอีกหนึ่งคนซึ่งจะแข่งขันในวันที่ 11 สิงหาคมนี้

ส่อง 7 ข้าราชการตำรวจ ฮีโร่นักกีฬาโอลิมปิก 'PARIS 2024'

สำนักงานกำลังพลร่วมแสดงความยินดีและภาคภูมิใจในข้าราชการตำรวจทั้ง 7 นาย ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ด้วยการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปีนี้ ข้าราชการตำรวจทั้ง 7 นาย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถที่โดดเด่น ทั้งในหน้าที่การงานและวงการกีฬา ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่พวกเขาได้เป็นตัวแทนของประเทศในการแข่งขันกีฬาระดับโลก มีใครกันบ้าง ไปทำความรู้จักกันเลย
1. ส.ต.ท.กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (วิว) ผบ.หมู่ ฝอ.บก.ป. 
ได้รับรางวัลเหรียญเงินในประเภทแบดมินตันชายเดี่ยว ซึ่งเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจและ เป็นประวัติศาสตร์ของแบดมินตันไทยในรอบ 32 ปี นับตั้งแต่ถูกบรรจุเข้าไปในกีฬาโอลิมปิก
2 .ส.ต.ต.หญิง รัชนก อินทนนท์ (เมย์)  ผบ.หมู่ ฝ่ายฝึกอบรม ศฝร.บช.ก.
โอลิมปิกปีนี้ น้องเมย์ได้เข้ารอบ 8 คนสุดท้ายในประเภทแบดมินตันหญิงเดี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความพยายามที่ไม่มีที่สิ้นสุด 
3. ส.ต.ท.หญิง ใบสน มณีก้อน (ครีม)  ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.กาฬสินธุ์ 
ได้เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลหญิง รุ่น 75 กิโลกรัม เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการกำปั้นไทย และทำให้เห็นถึงความเป็นนักสู้ในตัวเธอ 

4. ส.ต.ท.ธิติสรรณ์ ปั้นโหมด (เหลิม) ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.พิษณุโลก 
ได้เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลชาย เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามและการเตรียมพร้อมที่ดีเยี่ยม
5. ส.ต.ท.วีระพล จงจอหอ (เกมส์) ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.นครราชสีมา 
ได้เข้ารอบ 32 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลชาย รุ่น 80 กิโลกรัม มีความมุ่งมั่นและทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง จนสามารถคว้าตั๋วไปโอลิมปิกได้สำเร็จ
6. ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง สุเบญรัตน์ อินแสง (เบญ) รอง สว.ฝ่ายการฌาปนกิจสงเคราะห์ สก.
ได้อันดับที่ 32 ในกีฬากรีฑาประเภทขว้างจักรหญิง ขว้างได้ดีที่สุดที่ 58.07 เมตร ทำให้เห็นความสามารถทางกายภาพและการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อโอลิมปิกในครั้งนี้
7. ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง สุธาสินี เสวตบุตร (หญิง)  รอง สว.ฝอ.1 บก.อก.บช.ก. 
ลูกเด้งสาวไทย ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในประเภทเทเบิลเทนนิส ถือว่าเป็นนักเทเบิลเทนนิสผู้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของความมุ่งมั่นในการไล่ตามความฝัน
            
ข้าราชการตำรวจเหล่านี้ได้สร้างความภาคภูมิใจและเกียรติยศให้กับประเทศไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยสำนักงานกำลังพลพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับนักกีฬาตำรวจทุกนายที่เป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน และยังคงสนับสนุน ส่งเสริมศักยภาพของข้าราชการตำรวจในการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศชาติในอนาคต

“สำนักงานกำลังพล SUPPORTING OUR HEROES”

‘จุฬาฯ’ เปิดพิกัดเยี่ยมชม ‘สถาปัตยกรรม-พิพิธภัณฑ์-ดนตรี’ ในรั้วมหาลัย หวังเชิญชวน ‘นักท่องเที่ยวไทย-ต่างประเทศ’ มาสัมผัสเรียนรู้

(8 ส.ค.67) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำการเรียนการสอนเท่านั้น นอกจากจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและอันดับหนึ่งของประเทศแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมบนพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยที่ให้ประสบการณ์ที่น่าตราตรึงใจ หรือจะเป็นพื้นที่การแสดงดนตรีที่หลากหลาย ทั้งดนตรีไทย ดนตรีตะวันตก รวมถึงนิทรรศการแสดงงานศิลปะมากมายโดยนิสิตและศิลปินจากนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอนิทรรศการที่หลากหลายสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

ด้าน คุณกรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าวถึงสีสันของจุฬาฯ และพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ ที่อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาสัมผัส อีกทั้งยังแนะนำประเภทกิจกรรมสำหรับผู้มาเยี่ยมชม ดังนี้

>> อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรม - ตัวอย่างสถานที่ที่น่าสนใจก็จะมี กลุ่มอาคารเทวาลัย แลนด์มาร์กสำคัญที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของจุฬาฯ ที่ทั้งนิสิตและผู้มาเยือนไม่ควรพลาดที่จะมาถ่ายภาพด้วย นอกจากนี้ยังมีหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรือนภะรตราชา ที่ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

>> หลากหลายพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ทั่วพื้นที่ - ไฮไลต์ที่ขอแนะนำก็คือ พิพิธภัณฑ์ร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 11 พิพิธภัณฑ์ของโลก และเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จัดแสดงร่างกายและชิ้นส่วนมนุษย์แบบ 3 มิติ ด้วยเทคนิคพลาสติเนชัน (Plastination) อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในห้องนิทรรศการนี้มีสัตว์ที่โดดเด่นที่สุดคือ ปูเจ้าพ่อหลวง (Potamonbhumibol Naiyanetr) ปูน้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย       

>> ดนตรีแสนไพเราะจากไทยและนานาชาติ - ที่จุฬาฯ มีการแสดงดนตรีสดให้รับชมรับฟังเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีไทย ดนตรีคลาสสิก ดนตรีไทยร่วมสมัย การร้องประสานเสียง ไปจนถึงการแสดงพิเศษของคณะดนตรีจากต่างประเทศ ที่หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ด้วยระบบแสง สี เสียงระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมีรายการแสดงดนตรีในวาระพิเศษซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ได้แก่ คอนเสิร์ตใหญ่ของ CU Symphony Orchestra จัดขึ้นปีละสองครั้ง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการแสดงของวงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งจัดในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี 

หลังจากมาเยี่ยมชมบริเวณพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เดินต่อเนื่องไปพื้นที่โดยรอบก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารสตรีทฟู้ดแบบไทยได้บริเวณถนนบรรทัดทองตลอดเส้น ที่มีทั้งแกลเลอรี คาเฟ่ ศูนย์การค้าทันสมัย วัดไทยตามแบบมหายานและเถรวาท โบสถ์ และศาลเจ้าจีน เรียกได้ว่า มาย่านเดียวได้สัมผัสครบทุกวัฒนธรรม ทั้งนี้ สามารถอ่านจุฬาฯ น่าเที่ยวฉบับเต็มได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/170475/ 

‘สมาคมซิงไฟจากฮ่องกง’ ขนทัพนักแสดงจัดอุปรากรจีนเยาวชนกวางตุ้ง เดินหน้าเผยแพร่วัฒนธรรม ‘งิ้วกวางตุ้ง’ ครั้งแรกในประเทศไทย

(8 ส.ค. 67) สมาคมส่งเสริมอุปรากรจีนกวางตุ้งซิงไฟ จากฮ่องกง เปิดการแสดงอุปรากรจีนเยาวชนกวางตุ้ง (Sing Fai Bangkok Premiere Cantonese Opera Heritage) ครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์งิ้วกวางตุ้งและมุ่งมั่นในการพัฒนานักแสดงรุ่นต่อไป ด้วยการส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นเยาว์ที่มีความรักได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของงิ้วกวางตุ้ง โดยมีเป้าหมายที่จะนำศิลปะอันล้ำค่านี้ไปสู่ในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมางิ้วกวางตุ้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยยูเนสโก ในปี 2009 ด้วยคุณค่าทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการรักษามานานหลายศตวรรษ โดยการแสดงฯ ในประเทศไทยได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ในกรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงในกรุงเทพมหานคร และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี โดยมีผู้สนใจจองบัตรเข้าชมเต็มทั้ง 2 วัน รวมเป็นจำนวนกว่า 1,200 คน

สำหรับการแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้งในครั้งนี้ ได้นำเสนอในเรื่องที่ได้รับความนิยม อาทิ

1) ม้าเหล็กทวนทอง (Making a Mass Pledge) เมื่อบ้านเมืองโดนคนทรยศทำลาย ขุนนางที่ซื่อสัตย์ถูกฆ่า ประชาชนจึงต้องตามนายทหารที่เกษียณอายุให้มาช่วยเหลือและรวมพลังประชาชนเข้าต่อต้านกับข้าศึก
2) นางฟ้ามอบบุตร (Farewell by the Ash Tree) นางฟ้าคนที่ 7 พบรักกับชายหนุ่มยากจนในโลกมนุษย์ ต่อมาเง็กเซียนฮ่องเต้ทราบเรื่องจึงให้นางกลับสวรรค์ ก่อนไปนางจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีได้ทราบใต้ต้นไม้ 
3) หอรักนิรันดร์ (Departure) พระขนิษฐาของเจ้าชายเดินทางกลับบ้านเกิด แม่ทัพต่างแดนที่เป็นคู่รักได้มาส่ง และร้องเพลงรักจากลาซึ่งกันและกัน
4) สิบปีในวังสุย (Princess Le Chang) ตำนานของความรักและการเสียสละ เมื่อบ้านเมืองแพ้สงคราม องค์หญิงจึงต้องปลอมตัวถ่วงเวลาเพื่อให้ราชบุตรเขยได้หลบหนี ทำให้นายทหารนับถือในความกล้าและช่วยหลบหนีออกไป
5) ความฝันในหอโบตั๋น (The Phantom Union) หญิงสาวฝันว่าได้พบบัณฑิตหนุ่มรูปงาม ต่อมาหญิงสาวได้ป่วยตาย บัณฑิตได้พบหญิงสาวปรากฏตัวในความฝัน และบอกให้ชายหนุ่มมาเปิดโลงศพในปีหน้า เพื่อช่วยให้นางได้ฟื้นคืนชีพ
6) เหมยแดงคืนชาติ (Encountering a Beauty When Picking Plum Blossoms) ตำนานความรักผิดตัว บัณฑิตหนุ่มได้พบหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาเหมือนหญิงที่ตนเคยหลงรัก และทำให้เกิดความรักครั้งใหม่ที่ไม่คาดคิด
7) ระบายทุกข์ในโรงเตี๊ยม (Venting the Grievances at the Inn from Revenge at Guang Chang Long)  เรื่องราวการร้องขอความเป็นธรรม พ่อค้าไปเข้าพักในโรงเตี้ยม และถูกผีสาวหลอก ผีได้เล่าเรื่องราวสาเหตุที่ทำให้นางต้องผูกคอตาย จึงรู้สึกเห็นใจและเข้าช่วยเหลือพานางไปฟ้องศาล
8) พบฝันที่ไทหวู (Meeting at Lake Tai in a Dream) คู่รักพบกันในความฝันที่ทะเลสาบไทอันลึกลับ แต่โศกนาฏกรรมยังคอยติดตามการกลับมาพบกันอีกครั้ง

โดยสมาคมซิงไฟ (Sing Fai Cantonese Opera Promotion Association Limited) นั้นเป็นองค์กรศิลปะที่ไม่แสวงหากำไร จดทะเบียนในฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ. 2008 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้งรุ่นเยาว์ ให้สืบทอดรูปแบบศิลปะแบบดั้งเดิม ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้จัดการเรียนการสอนให้เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 2-24 ปี ไปแล้ว 6 รุ่น จำนวนกว่า 60 คน และยังได้เข้าร่วมการแข่งขันเพลงและอุปรากรจีนกวางตุ้งหลายครั้ง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยในปี ค.ศ.2017 ได้ถูกเชิญไปร่วมแข่งขันในงานครบรอบ 20 ปี เขตปกครองฮ่องกง ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเกาลูน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อให้ต่างชาติได้รู้จักความงดงามของอุปรากรจีนกวางตุ้ง รวมถึงการไปจัดแสดงที่ประเทศแคนาดา, สหรัฐ และสิงคโปร์ ซึ่งจากผลงานได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางสมาคมฯ ในการเผยแพร่ความงดงามของงิ้วกวางตุ้งสู่สากล การอุทิศตนในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และการพัฒนาเยาวชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามรดกของรูปแบบศิลปะอันงดงามนี้ จะยังคงเจริญรุ่งเรืองสำหรับคนในรุ่นต่อไป

‘บิ๊กป้อม’ ต่อสาย ‘โค้ชเช’ ขอบคุณพาไทยคว้าเหรียญทองเทควันโด พร้อมอวยพรวันเกิด ‘น้องเทนนิส’ ขอให้มีความสุข สมหวังทุกประการ

(8 ส.ค. 67) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปยังนายชัชชัย เช หรือโค้ชเช หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย โดยขอเป็นตัวแทนของคนไทยขอบคุณและแสดงความยินดีกับ เรืออากาศโทพาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ หรือน้องเทนนิส โค้ชเช และสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ที่สามารถคว้าเหรียญทองเทควันโด ประเภทหญิงเดี่ยวรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กิโลกรัม ให้กับประเทศไทย และยังเป็นการป้องกันแชมป์ได้อีกหนึ่งสมัยด้วย 

โดยพลเอกประวิตร ได้ฝากสุขสันต์วันเกิดน้องเทนนิส และขอให้มีความสุข สมหวังทุกประการ และขอต้อนรับการเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยความชื่นชมยินดีและภาคภูมิใจที่ทีมเทควันโดได้สร้างความสุขให้กับประชาชนคนไทย

ขอนแก่น - "ทีมนิติฯ มข." คว้ารางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ1 แข่งขันตอบปัญหากฎหมายเนื่องในวันรพี

ตัวแทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มข. คว้ารางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเนื่องในวันรพี วันที่ 7 สิงหาคม วันรำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย จัดโดยศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ ศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลแขวงขอนแก่น
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า ในวันรพี ประจำปี 2567 ที่ผ่านมา ตัวแทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเนื่องในวันรพี ประจำปี 2567 โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในจังหวัดขอนแก่นเข้าร่วมจำนวน 12 ทีม ผลปรากฎว่าตัวแทนจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับรางวัลดังนี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ 1.นางสาวปวันรัตน์ รัตนวุฒิชัย นักศึกษาชั้นปี 4,และ 2.นายริฎวัน จีนา นักศึกษาชั้นปี4 และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ได้แก่ 1.นายนันทิพัฒน์ วัดไธสง นักศึกษาชั้นปี4 และ 2.นายปรวรรตน์ พลกุล นักศึกษาชั้นปี3 การแข่งขันในครั้งนี้มี อาจารย์อาภาพรรณ วิเศษ อาจารย์พิทักษ์ ไทยเจริญ และอาจารย์ ดร.สุชาติวัฒน์ ณัฎประเสริฐ เป็นที่ปรึกษา ซึ่งตัวแทนนักศึกษาทั้ง 2 ทีม ได้รับสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายในระดับภูมิภาคต่อไป
ด้านรองศาสตราจารย์วนิดา แสงสารพันธ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แสดงความชื่นชมยินดีกับผู้ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ และขอบคุณศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ ศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลแขวงขอนแก่น ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ พัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับนักศึกษาสู่การเป็น Smart Lawyers ต่อไปในอนาคต

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567

กองทัพเรือ กำหนดให้ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

โดยในวันพุธ ที่ 7 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00 น. พลเรือโท สุระศักดิ์  สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการจัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 นำกำลังพลจิตอาสาหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบ โดยมีผู้แทนหน่วยและกำลังพลจิตอาสาจาก กองเรือยุทธการ  ทัพเรือภาคที่ 1 หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน  กรมสรรพาวุธทหารเรือ  กรมอู่ทหารเรือ  ฐานทัพเรือสัตหีบ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ  ศูนย์ส่งกำลังบำรุง กรมพลาธิการทหารเรือ สถานีอุทกศาสตร์สัตหีบ กรมอุทกศาสตร์  โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ 3 กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ  และ  ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ร่วมในพิธีเปิดกิจกรรม จำนวน 200 คน ณ ห้องภูหลวง ชั้น 3 หอประชุมโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

โดยในช่วงเช้า เป็นกิจกรรมการบริจาคโลหิต จากจิตอาสาหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบ ร่วมกันบริจาคโลหิต ณ ห้องรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ทั้งนี้ พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ด้วย สำหรับกิจกรรมการบริจาคโลหิตของหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบครั้งนี้ ได้เริ่มการบริจาคโลหิตตั้งแต่ 5 – 9 สิงหาคม 2567 ในช่วงบ่าย เป็นการร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ของหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบ จำนวน 250 คน ณ วัดบางเสร่คงคาราม ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือตรี กรัณย์  กลิ่นบัวแก้ว รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมผู้บังคับบัญชาของทัพเรือภาคที่ 1 และผู้แทนหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การทำความสะอาดโดยรอบอุโบสถ ตัดหญ้า ตกแต่งกิ่งไม้และต้นไม้ เก็บกวาดขยะโดยรอบวัด และล้างห้องน้ำ

#ทรงพระเจริญ
#ทัพเรือภาคที่1
#จิตอาสาพัฒนา
#เทิดทูนสถาบัน_ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future 

(สุรินทร์) มณฑลทหารบกที่ 25 ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม

(8 ส.ค.67) ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานพิธีเปิดกรวย ถวายราชสักการะ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดพิธีวางพานพุ่ม ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จากนั้น พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้นำกำลังพลในสังกัดมณฑลทหารบกที่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบก ที่ 25 โรงพยาบาลค่ายนวีรวัฒน์โยธิน และองค์การทหารผ่านศึกสุรินทร ร่วมกิจกรรม ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ ในพื้นที่แปลงนา โครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 25 

โดยการโยนพันธุ์ต้นกล้าข้าว หอมมะลิ 105 พระราชทาน เพื่อปลูกเก็บไว้ทำพันธุ์แจกจ่ายแก่ชุมชนรอบค่าย จากนั้นได้ร่วมกันปล่อยปลานิล ปลายี่สก และปลาตะเพียน จำนวน 4,000 ตัว ภายในสระโครงการฯ อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top