Tuesday, 14 July 2026
NEWS

‘แม่ลิซ่า’ เข้ารับพระราชทานรางวัล ‘แม่ดีเด่นแห่งชาติ’ ประจำปี 2567 ส่วน ‘ลิซ่า’ ได้รับคัดเลือก ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่

(12 ส.ค. 67) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567 ในวันที่ 12 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 น.  ณ เจ้าพระยาแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารบางกอก ดินเนอร์ เธียเตอร์ สยามอะเมซิ่งพาร์ค ถนนสวนสยาม เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร

ซึ่งปีนี้ ทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้เชิดชูเกียรติ คุณแม่จิตรทิพย์ บรู๊ชวายเลอร์ คุณแม่ของนักร้องสาว ลิซ่า Blackpink ให้ได้รับการคัดเลือกเป็น ‘แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567’ และ นางสาวลลิษา มโนบาล ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น ‘ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่’ ในโอกาสงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567 ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ 

‘รมว.ปุ้ย’ กำชับ ‘กรมโรงงานฯ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง’ ต้องควบคุม’ไซยาไนด์’ เข้มงวด!! การใช้ผิดวัตถุประสงค์ นอกเหนือกิจการอุตสาหกรรม ต้องดำเนินคดี

(12 ส.ค. 67) จากกรณีการเสียชีวิตอย่างปริศนาของนางสาวชลดา หรือ น้องตอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมามีการสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากสารไซยาไนต์ที่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเป็นคนสั่งซื้อออนไลน์มาใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับผู้ต้องหาที่ก่อคดีสะเทือนขวัญเมื่อไม่นานมานี้ 

ก่อนหน้านี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำชับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เข้มงวดกับสถานที่เก็บรักษาโพแทสเซียมไซยาไนด์ ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบทุกครั้งประกอบการพิจารณาขออนุญาต เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เหมาะสม เป็นไปตามกฎหมายและหลักวิชาการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมีการตรวจติดตามสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อบุคคล ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้ผู้ที่มีโพแทสเซียมไซยาไนด์ในครอบครองตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไปในรอบ 6 เดือน มีหน้าที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงของการนำไปใช้ ปริมาณคงเหลือ การจำหน่าย เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบไปจนถึงผู้ใช้ได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงถึงการควบคุมสารโพแทสเซียมไซยาไนด์(potassium cyanide) โดยระบุว่า สารดังกล่าวมีลักษณะเป็นของแข็ง ก้อนผลึก หรือผงสีขาว เมื่อเป็นของเหลวจะใสไม่มีสี กลิ่นคล้ายแอลมอนต์ เมื่อเจอกับความร้อนจะทำให้เกิดก๊าซพิษ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายจะรบกวนการทำงานของอวัยวะภายใน จนเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยมีการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมชุบโลหะ และในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ เช่น การนำไปทดสอบหาค่าความกระด้างของน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ โพแทสเซียมไซยาไนด์ไม่มีการผลิตในประเทศไทย โพแทสเซียมไซยาไนด์มีการควบคุมโดยหน่วยงานภาครัฐ 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) โดย อย. กำหนดการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุขที่มีเกลือของไซยาไนด์ที่ละลายน้ำได้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้ามาในประเทศ ส่วน กรอ. ควบคุมสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ที่ความเข้มข้นมากกว่าร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 3 ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่ง กรอ. มีการกำกับดูแลกรณีมีการนำเข้า และการครอบครองสารดังกล่าว ดังนี้

1. ผู้ประกอบการต้องขอขึ้นทะเบียนพร้อมระบุวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ และขออนุญาตก่อนนำเข้า โดยการพิจารณาอนุญาตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนด และการนำไปใช้ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ปรากฏในใบสำคัญการขึ้นทะเบียน 

2. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ในการนำเข้าต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้า ก่อนนำโพแทสเซียมไซยาไนด์ ออกจากด่านศุลกากร เช่น ปริมาณการนำเข้า ลักษณะภาชนะบรรจุ สถานที่เก็บรักษา และกำหนดวันที่พาหนะ จะมาถึงด่านศุลกากร เป็นต้น ตามแบบ วอ./อก.6 โดยปัจจุบันกำหนดให้แจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 

3. กรณีมีโพแทสเซียมไซยาไนด์ในความครอบครอง ตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไป ในรอบ 6 เดือน ต้องแจ้งข้อเท็จจริง เช่น ปริมาณการใช้ การจำหน่าย ปริมาณคงเหลือ และข้อมูลผู้ซื้อ เป็นต้น ตามแบบ วอ./อก.7 ซึ่งการประกอบการในระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน ต้องแจ้งภายในเดือนกรกฎาคมของปีนั้น และการประกอบการ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม ต้องแจ้งภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป โดยสามารถแจ้งที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม แจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ 

4. กรณีครอบครองโพแทสเซียมไซยาไนด์เพื่อการใช้สอยส่วนบุคคล หรือใช้เพื่อการอุตสาหกรรม และกรณีครอบครองโพแทสเซียมไซยาไนด์เพื่อการค้าปลีก ที่เก็บโพแทสเซียมไซยาไนด์และวัตถุอันตรายทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายรวมกันไม่เกิน 1,000 กิโลกรัม ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตครอบครอง

จากเหตุการณ์ที่มีการนำโพแทสเซียมไซยาไนด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งพบการจำหน่ายอย่างแพร่หลายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสารดังกล่าวได้โดยง่าย เพื่อนำไปใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ กระทรวงอุตสาหกรรม  โดย กรอ. ได้มีดำเนินการ ดังนี้

1.กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้มีการนำโพแทสเซียมไซยาไนด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตที่ออกใหม่มีอายุไม่เกิน 1 ปี และกำหนดให้เพิ่มเงื่อนไขในใบอนุญาตนำเข้าสารโพแทสเซียมไซยาไนด์(ทั้งกรณีใบอนุญาตฉบับเดิมที่ยังมีอายุอยู่และใบอนุญาตที่ออกใหม่) สำหรับกลุ่มผู้ได้รับใบอนุญาตนำเข้า สารโพแทสเซียมไซยาไนด์ที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามความเข้มข้นและวัตถุประสงค์การนำไปใช้ ได้แก่ กลุ่มผู้นำเข้าสำหรับกิจการโรงงาน กลุ่มผู้นำเข้าสำหรับห้องปฏิบัติการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และกลุ่มผู้นำเข้าสำหรับกิจการชุบล้างโลหะขนาดเล็ก 

รายละเอียดดังตารางสรุปมาตรการเพื่อควบคุมมิให้มีการนำโพแทสเซียมไซยาไนด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ 

2. จัดทำระบบรายงานข้อมูลสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ เพื่อรองรับรายงานการเปลี่ยนแปลงปริมาณการครอบครองวัตถุอันตรายทันที และรายงานการเปลี่ยนแปลงปริมาณการครอบครองทุกปริมาณ ทุก 3 เดือน 

3. จัดทำหนังสือขอความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กำหนดมิให้มีการโฆษณาและจำหน่ายสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ และสารโซเดียมไซยาไนด์ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำขนาดใหญ่ที่มีการซื้อขายสินค้าจำนวนมากด้วย 

4.จัดทำร่างประกาศกรมโรงานอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบ พ.ศ. .... โดยกำหนดห้ามมิให้ทำการโฆษณาวัตถุอันตราย โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์สื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

5. ส่งเจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์ เพื่อให้ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 

ตามข้อมูลการรายงานการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 จากรายงานดังกล่าว พบว่ามีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 45 (4) อันมีโทษตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 31 ราย โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดประกอบด้วย ผู้จำหน่าย จำนวน 6 ราย และผู้นำเข้า จำนวน 1 ราย และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 กรอ. ได้มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

ทั้งนี้ ภายหลังดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ยังปรากฏข้อมูลการโฆษณาจำหน่ายสารประกอบไซยาไนด์ เช่นโกลด์โพแทสเซียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายภายใต้กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งวัตถุอันตรายจำพวกสารประกอบไซยาไนด์ทุกชนิดเป็นสารพิษที่มีความรุนแรงสูง ออกฤทธิ์ได้เร็วโดยหากได้รับในขนาดที่เพียงพอจะทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน ในลักษณะเดียวกับโพแทสเซียมไซยาไนด์ และโซเดียมไซยาไนด์

ดังนั้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ป้องกันประชาชนทั่วไปเข้าถึงวัตถุอันตรายดังกล่าว และมีการนำไปใช้ ผิดวัตถุประสงค์ กรอ. จึงได้มีการดำเนินการเพื่อควบคุมวัตถุอันตรายจำพวกสารประกอบไซยาไนด์ ดังนี้ 

1. จัดทำหนังสือถึงผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตรายจำพวกสารประกอบไซยาไนด์ และมีการนำเข้าสารดังกล่าวในปี พ.ศ. 2565 – 2566 จำนวน 37 ราย เพื่อควบคุมการจำหน่ายและการใช้สารประกอบไซยาไนด์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งหรือระบุในใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย 

2. จัดทำหนังสือขอความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กำหนดมิให้มีการโฆษณาและจำหน่ายวัตถุอันตรายจำพวกสารประกอบไซยาไนด์เพิ่มเติม จำนวน 13 รายการ เช่น โกลด์ โพแทสเซียมไซยาไนด์ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ 

3. จัดทำร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงการจัดชนิดวัตถุอันตรายในกลุ่มสารประกอบไซยาไนด์ จำนวน 6 รายการ จากเดิมที่มีการควบคุมเป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 1 ให้ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายและขออนุญาต ตามมาตรา 36 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ตามลำดับ รวมทั้งผู้นำเข้าหรือส่งออกต้องแจ้งข้อเท็จจริงก่อนนำหรือส่งวัตถุอันตรายออกจากด่านศุลกากร และผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองที่มีหรือเคยมีวัตถุอันตรายตามรายชื่อที่กำหนด ต้องแจ้งข้อเท็จจริงปีละ 2 ครั้ง ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการให้แจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม

‘เศรษฐา’ โพสต์เฟซ ‘วันแม่ 2567’ ระบุ!! เป็นครั้งแรกที่ ‘ไม่มีแม่อยู่ด้วยในวันแม่’ ย้ำ!! ไม่เคยรู้สึกขาดอะไรในชีวิต เพราะแม่ ‘เป็นทั้งแม่-พ่อ’ ได้รับความอบอุ่นเต็มที่

(12 ส.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin’ เรื่อง ‘วันแม่ 2567’ ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่จะเป็นวันแม่ที่ไม่มีแม่อยู่ด้วย 62 ปีที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน ตลอด 59 ปีที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่มีแต่ความมุ่งมั่นและทุ่มเทที่จะเลี้ยงลูกชายคนเดียวให้เติบโต

เป็นทั้งแม่และพ่อ โดยละทิ้ง ซึ่งชีวิตส่วนตัว ทำให้ตัวผมไม่เคยรู้สึกขาดอะไรในชีวิต ไม่เคยรู้สึกโกรธหรือน้อยใจแม่แม้แต่ครั้งเดียว จนผมผ่านทุกวันในชีวิตมาได้อย่างอบอุ่น

แม่สอนเสมอว่าถ้าเราทำงานให้หนัก มีวินัย เราก็จะไปถึงจุดที่เราอยากจะไป แม่ไม่ได้ดูแลแค่ผมคนเดียว ลูกหลานของน้าของป้า แม่ก็ให้ความรักและเอาใจใส่อย่างดี

ผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านก็รักคุณแม่ของแต่ละท่านไม่น้อยกว่าผม ในวันแม่ปีนี้และทุก ๆ วัน ผมขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลเอาใจใส่ทะนุถนอมจิตใจคุณแม่ในทุก ๆ โอกาส

ถึงวันที่แม่จากไป เราจะได้มีความรู้สึกว่าเราได้ดูแลแม่อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าไม่มีทางที่เราจะทดแทนบุญคุณที่แม่ทำให้กับเราได้หมดสิ้น…

สุขสันต์วันแม่ครับ…..

‘พรรคประชาชน’ ไร้แบนเนอร์ ‘ถวายพระพร’ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ตอกย้ำ!! คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ‘ล้มล้างการปกครอง-เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’

(12 ส.ค. 67) เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 พรรคการเมืองหลักทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย ต่างทำแบนเนอร์ถวายพระพร ผ่านเพจของพรรค อย่างพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่พรรคประชาชน ไม่ปรากฏแบนเนอร์ถวายพระพรแต่อย่างใด

ทั้งนี้นับแต่มีการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึงพรรคก้าวไกล ก็ไม่ปรากฏมีการทำแบนเนอร์ถวายพระพรในวันสำคัญของราชวงศ์แม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีคำอธิบายใดๆทั้งสิ้น นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวคิดของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล รวมทั้งพรรคประชาชนว่า ไม่ต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอกย้ำด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่าการแก้ม.112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการล้มล้างการปกครอง รวมถึงคดียุบพรรคก้าวไกล ล้วนแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของพรรคนี้ว่าไม่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องการตัดสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากระบอบการปกครอง

‘การรถไฟฯ’ ปิดปรับปรุง ทำความสะอาด ‘อุโมงค์ผาเสด็จ-อุโมงค์หินลับ’ ชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นค้างสะสม เผย!! ทดสอบแล้ว ไม่มีฝุ่น แต่ยังคงมีกลิ่นควันไอเสีย

(12 ส.ค.67) เพจ ‘ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การขยายเวลาทดสอบ การเดินขบวนรถ ผ่านอุโมงค์ผาเสด็จและอุโมงค์หินลับ ซึ่งเลื่อนจาก 12 สิงหาคม เป็นเดือนกันยายน โดยได้ระบุว่า ...

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้ปิดปรับปรุงทำความสะอาดอุโมงค์ผาเสด็จและอุโมงค์หินลับ ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ เป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นค้างสะสมภายในอุโมงค์ และเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการทดสอบการเดินขบวนรถทดลองผ่านอุโมงค์ผาเสด็จและอุโมงค์หินลับ

ซึ่งจากการทดสอบด้วยเครื่องตรวจวัด พบว่า ไม่พบเศษฝุ่นที่มาจากการก่อสร้าง แต่ยังคงมีกลิ่นควันที่เกิดจากไอเสียของเครื่องยนต์ จึงยังไม่สามารถเปิดเดินขบวนรถภายในอุโมงค์ดังกล่าวได้ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไขปัญหา 

โดยในเบื้องต้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการปรับปรุง และเปิดให้บริการได้ในช่วงเดือนกันยายน 2567 ในส่วนขบวนรถโดยสารเส้นทางสายอุบลราชธานี ไป-กลับ จำนวน 14 ขบวน ให้ใช้เส้นทางเดิม คือ เส้นทางสถานีมาบกะเบา - ผาเสด็จ - หินลับ – มวกเหล็ก การรถไฟฯ ต้องขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ โอกาสนี้ 

ท้ายนี้ การรถไฟฯ ได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยการอำนวยความสะดวก และการให้บริการผู้โดยสารเป็นสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ 1690 หรือ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

'วอร์เนอร์ฯ' ออกแถลง หลังเนื้อหาไม่เหมาะสมหลุดสื่อโซเชียลของบริษัทฯ ยัน!! ไม่มีนโยบายทำคอนเทนต์แบบนี้ พนักงานปฏิบัติการทำไปโดยพลการ

(12 ส.ค. 67) บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด ออกแถลงการณ์ขออภัย กรณีที่มีการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม โดยระบุว่า ...

แถลงการณ์ขอโทษต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนบัญชีสื่อโซเชียลอย่างเป็นทางการของบริษัทฯ

Warner Music Thailand apologizes for the recent social media post made from our official company account

บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จํากัด มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งจากการนําเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนบัญชีสื่อโซเชียลอย่างเป็นทางการของบริษัทฯ

ภาพที่ใช้ในการสื่อสารทางด้านการตลาดออนไลน์มีความไม่เหมาะสม ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการและระเบียบของบริษัทฯ เนื้อหาดังกล่าวนี้ได้ถูกผลิตและเผยแพร่ออกไปโดยพนักงานระดับปฏิบัติการโดยที่ไม่ผ่านการขออนุมัติจากระดับบริหารและศิลปิน ทันทีที่ผู้บริหารทราบถึงเนื้อหาดังกล่าว จึงได้ดําเนินการลบออกทันที

บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จํากัด มีหลักการและระเบียบที่จะไม่นําเสนอ เนื้อหาและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่หรือตุลาการในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการพิจารณาบทลงโทษต่อพนักงานที่รับผิดชอบในการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทําที่ละเมิดกฎและไม่เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทฯ อย่างชัดเจน

บริษัทฯ กราบขออภัยอย่างสุดซึ้งสําหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และจะนําความผิดพลาดครั้งนี้เป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จํากัด

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีคนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ต่างๆ ในเพจเฟซบุ๊ก Warner Music Thailand เรียกร้องให้บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค ประเทศไทย รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แอดมินเพจเลือกที่จะลบโพสต์ย้อนหลัง 2 วัน และจำกัดการแสดงความคิดเห็นบนโพสต์ต่างๆ แต่ไม่อาจต้านทานกระแสได้ ทำให้เวลาประมาณ 22.00 น. บริษัทฯ จึงออกแถลงการณ์ในที่สุด

‘สมเด็จพระสังฆราช’ มีพระดำรัสถวายพระพร ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

(11 ส.ค. 67) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567 ความว่า ...

ศุภมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบ อีกคำรบหนึ่ง อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมาเนิ่นนานกว่า 7 ทศวรรษ ทรงถึงพร้อมด้วยพระราชจริยวัตรอันสอดคล้องต้องด้วยธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ‘ทาน’ ซึ่งหมายถึง การให้ การแบ่งปัน การเสียสละ และการเอื้อเฟื้อ อันเป็นคุณธรรมสำคัญแห่งพุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายมานับแต่โบราณกาล แม้สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ก็ทรงสั่งสมพระทานบารมีมาแล้วนับอเนกอนันต์ชาติ อันว่าการให้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น จำแนกได้เป็นหลายสถาน กล่าวคือ ‘อามิสทาน’ การให้วัตถุสิ่งของ ‘ธรรมทาน’ การสั่งสอนอบรมคุณธรรมเพื่อนำออกจากทุกข์ การให้กำลังใจ และการให้วิชาความรู้ ‘อภัยทาน’ การให้ชีวิต การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากให้ทุเลาทุกข์ภัย การยกโทษให้ผู้คิดร้าย พูดร้าย หรือทำร้าย โดยไม่พยาบาทอาฆาตจองเวร ครั้นพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของสมเด็จบรมบพิตร ย่อมเห็นประจักษ์ได้ว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญทานทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอ สมด้วยพระราชสมัญญา ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผู้พร้อมเสียสละให้ทั้งอามิสทาน ธรรมทาน และอภัยทานแก่สรรพชีวิต ซึ่งทรงเพ่งพินิจว่าล้วนเป็น “ลูก” ของพระองค์ โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ทั้งนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ขอปวงประชานิกร จงสโมสรสมานฉันท์ พร้อมเพรียงกันบูชาพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการให้ปันแก่กันและกันอย่างจริงใจ เพื่อความผาสุกของลูกหลานไทยจักบังเกิดขึ้นได้ สมดังพระราชหฤทัยปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระราชกุศลธรรมจริยา โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงบริบูรณ์ด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นกำลังพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญแห่งราชอาณาจักรไทย ตลอดกาลนานเทอญ

‘ลอรี่ พงศ์พล’ รองโฆษก รทสช. ร่วมเสวนา ‘นักการเมืองไทยรุ่นใหม่พบสถานทูตจีน’ ถกปัญหา!! แก้ทุนจีนเทา-ไทยขาดดุล สร้างความสัมพันธ์ที่ดี หาทางออกร่วมกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เข้าร่วมเสวนา ‘นักการเมืองไทยรุ่นใหม่พบสถานทูตจีน’ นำโดย นายอู๋ จื้อ อู่ อัครราชทูต พร้อมด้วยคณะทำงาน ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

นายพงศ์พล เปิดเผยว่า การเสวนาในครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกในประเด็นต่าง ๆ อย่างน่าสนใจ อาทิ ทุนจีนสีเทา, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตี SMEs ไทย, การขาดดุลไทยต้นปีที่สูงขึ้น15% รวมไปถึง ความเป็นไปได้ในความร่วมมือทางการท่องเที่ยว, กองทัพ และการเกษตร 

ตัวแทนจากสถานทูตจีน ได้รับฟังความคิดเห็นและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งได้เร่งหาทางออกร่วมกัน ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของประเทศจีนที่มีต่อประเทศไทย  เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายมีความเข้าใจหลายแง่มุม ซึ่งในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย - จีน ในปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง ควรสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน

"ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่จัดเซสชันดีๆ แบบนี้ ให้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดหาทางออกที่ดีให้ ทั้ง 2 ประเทศ" นายพงศ์พล กล่าวทิ้งท้าย

‘หงส์ไทย’ ร่วมอัดฉีด นักกีฬาโอลิมปิก ‘เหรียญละ 2 แสน-ยาดม 1,200 โหล’ เผย!! ดีใจที่ได้เพิ่มกำลังใจ สร้างความสดชื่น ขอเคียงข้างทุกความสำเร็จของคนไทย

(11 ส.ค. 67) จากชัยชนะครั้งสำคัญของนักกีฬายกน้ำหนักไทยที่คว้าเหรียญโอลิมปิก 2024 มาได้ถึง 3 คน ได้แก่ ฟ่าง ธีรพงศ์ ศิลาชัย, ออย สุรจนา คำเบ้า และเวฟ วีรพล วิชุมา

ได้กลายเป็นไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันได้ปรากฏภาพของ ฟ่าง ธีรพงศ์ ศิลาชัย นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย คว้าเหรียญเงินจากยกน้ำหนักรุ่น 61 กิโลกรัมชาย ในกีฬาโอลิมปิก 2024 ที่ดมยาดมสมุนไพรตรา ‘หงส์ไทย’ ก่อนขึ้นแข่ง ทำเอาชาวเน็ตถึงขั้นแซวว่า ‘ดมหงส์ไทยแล้วทรงพลัง’ เลยทีเดียว ซึ่งต่อมา บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ออกมาแสดงความยินดีกับการชิงคว้าชัยของ ฟ่าง ธีรพงศ์ ก่อนหน้านี้ รวมทั้งนักกีฬาที่คว้าเหรียญโอลิมปิกคนอื่นๆ ด้วย

ล่าสุด บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ก็ได้ออกมาร่วมสนับสนุนนักกีฬาไทย ผู้คว้าชัยชิงเหรียญโอลิมปิก ปารีส 2024 ทุกเหรียญรางวัล คนละ 200,000 บาท พร้อมมอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 1,200 โหล (คิดเป็น 14,400 ชิ้น) ให้ทางการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

โดยระบุว่า หงส์ไทย ร่วมสนับสนุนนักกีฬาไทย ผู้คว้าชัยชิงเหรียญโอลิมปิกเกมส์ปารีส 2024 มอบให้กับนักกีฬาทุกเหรียญรางวัล ท่านละ 200,000 บาท

พร้อมมอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 1,200 โหล ให้ทาง กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) เพื่อส่งมอบให้ทางสมาคมกีฬาของนักกีฬาที่ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้

ขอขอบคุณนักกีฬาทุกท่านที่สนับสนุน ยาดมหงส์ไทย มาโดยตลอด ขอขอบคุณที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

(ธรรมชาติพัฒนา เพื่อความพึงพอใจ ของผู้บริโภค)

หงส์ไทยดีใจที่ได้เป็นส่วนร่วม เพิ่มกำลังใจสร้างความสดชื่น เป็นอาวุธลับ อยู่คู่นักกีฬาไทย และอยู่เคียงข้างมุ่งสู่ความสำเร็จของคนไทยทุกคน

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ย้ำขับขี่ประมาทหวาดเสียว ยกล้อ นอนหมอบ มีโทษตามกฎหมาย ยกตัวอย่างคดี “4 กรณีสายแว้น” ศาลสั่งทั้งจำทั้งปรับ-ริบรถของกลาง

วันนี้ (11 ส.ค. 67) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานป้องกันและปราบปรามการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น แข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีนโยบายกวดขันวินัยจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุและลดความสูญเสียที่เกิดจากความประมาท ละเลยกฎจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

ตัวอย่างอุทาหรณ์ 4 เหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรากฎคลิปจากเพจ “เฮียขับรถ” ซึ่งเป็นกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับขี่ในลักษณะประมาทน่าหวาดเสียว คณะทำงานจึงได้บูรณาการร่วมกับ บก.น.7 โดยมี พ.ต.อ.ชัยพล เอกกุล รอง ผบก.น.7 และ พ.ต.อ.บุญโรจน์ โลจายะ ผกก.สน.ธรรมศาลา สืบสวนสอบสวนจนสามารถติดตามนำตัวหนึ่งในผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหา และนำตัวส่งฟ้องศาลในข้อหา “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ ,ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ต่อมาศาลพิพากษา จำคุก 1 เดือน ปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกรอ 2 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ 20 ชั่วโมง

กรณีที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ปรากฏภาพบนโซเชียลมิเดียโพสต์คลิป ชายขับขี่รถจักรยานยนต์ในลักษณะส่ายไปมา-นอนขับ-ยืนขับ พร้อมทั้งโชว์บั้นท้าย คณะทำงานฯ จึงได้มีการประสานข้อมูลบูรณาการร่วมกับ ภ.จว.สุรินทร์ โดยมี พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ศรีเสริม รอง ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ และ พ.ต.อ.วีระพันธ์ ณ ลำปาง ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ท้องที่เกิดเหตุ สืบสวนสอบสวนจนสามารถติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุ มารับทราบกล่าวหาและนำตัวส่งฟ้องต่อศาล ในข้อหา “ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ” ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท รอลงอาญา 1 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

กรณีที่ 3 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรากฎคลิปภาพเยาวชนอายุ 14-16 ปี จำนวน 8 ราย ได้ขับรถมาจอดรอบริเวณสี่แยกไฟแดง แล้วมีการเบิ้ลเครื่องส่งเสียงดัง-ยกล้อและจอดรถมายืนชูมือกลางถนน ท่ามกลางฝนตกหนัก คณะทำงานจึงได้บูรณาการร่วมกันกับ ภ.จว.ขอนแก่น โดยมี พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น และ พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ท้องที่ที่เกิดเหตุ สืบสวนสอบสวนจนสามารถติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหา โดยชุดสืบสวนได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุจำนวน 4 คันไว้เป็นของกลาง พาชายเยาวชนทั้ง 8 คนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานขับรถโดยประมาทน่าหวาดเสียวฯ ,ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ ,ก่อให้เกิดเสียงดังเดือดร้อนรำคาญในถนนสาธารณะ ,ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ,และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน”และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

และกรณีสุดท้าย เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้ปรากฎคลิปภาพรถจักรยานยนต์ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในโซเชียล คณะทำงานจึงได้บูรณาการร่วมกับ บก.น.8 โดย พ.ต.อ.เจษฎา สวยสม รอง ผบก.น.8 และ พ.ต.อ.จุมพล สินศิริพงษ์ ผกก.สน.ทุ่งครุ ท้องที่เกิดเหตุ สืบสวนสอบสวนจนสามารถติดตามนำตัวผู้ก่อเหตุ มารับทราบกล่าวหาและนำตัวส่งฟ้องต่อศาล ในข้อหา “ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวฯ, ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ” ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ จำคุก 1 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง โทษจำคุกรอลงอาญา 1 ปี

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สำราญฯ ย้ำว่า คณะทำงานป้องกันและปราบปรามการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น แข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้วางแนวทางการดำเนินคดีอย่างเข้มงวดในกรณีขับขี่ในลักษณะนี้ คือการนอนหมอบขับขี่-ยกล้อ-เบิ้ลเครื่องส่งเสียงดัง ล้วนเป็นการขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งของตนเองและผู้อื่น เป็นอันตรายและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นอย่างมาก และศาลมีแนวทางคำพิพากษาลงโทษหนัก ทั้งผู้ขับขี่และเจ้าของรถ ทั้งนี้ ยังได้ขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งการโพสต์ชักชวน เชิญชวน บนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมทั้งการรวมตัวกันบนท้องถนนที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน โดยพี่น้องประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนระวังมิจฉาชีพเลียนแบบโดเมน “.go.th” ของแท้จะต้องอยู่ช่องแรกถัดจาก https:// เท่านั้น

วันนี้ (11 สิงหาคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าได้มีกลุ่มมิจฉาชีพทำการเลียนแบบโดเมน “.go.th” ซึ่งเป็นโดเมนที่มีไว้สำหรับหน่วยงานราชการ แล้วนำมาใช้ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน

โดยมิจฉาชีพจะสร้างลิงก์ที่มีข้อความ “.go.th” ลงท้าย ไว้ในส่วนที่เป็นพาธ (Path) หรือเส้นทางที่นำไปสู่ไฟล์หรือตำแหน่งต่าง ๆ ของข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่ง Path จะอยู่ด้านหลังของชื่อโดเมนเสมอและคั่นเครื่องด้วยหมายทับ “/” เช่น หากเป็น URL https://www.royalthaipolice.go.th/index.php Path ของ URL ดังกล่าวคือ “index.php” ส่วนเว็บไซต์ปลอมที่สร้างเลียนแบบที่ตรวจสอบพบคือ https://dif.link/www.ccid1.ccib.go.th ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากไม่ได้สังเกตให้ดี อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการที่ลงท้ายด้วย “.go.th” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียง Path ของเว็บไซต์ https://dif.link เท่านั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังในการกดลิงก์ URLs ต่าง ๆ โดยให้สังเกตก่อนว่าเป็นเว็บไซต์ที่ท่านต้องการเข้าใช้งานจริงหรือไม่ และในส่วนของการสังเกตว่าเป็นโดเมน “.go.th” ของจริงหรือไม่ ให้ดูจากโดเมนของเว็บไซต์ ซึ่งจะอยู่หลัง “https://” และอยู่ก่อนหน้า “/” เช่น https://www.royalthaipolice.go.th/ เป็นต้น

ในส่วนของเว็บไซต์เลียนแบบที่ตรวจสอบพบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี มิจฉาชีพอาจสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการตรวจสอบหาเว็บไซต์ปลอมในลักษณะดังกล่าวอยู่เสมอ และจะได้การสืบสวนสอบสวนเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจภาค 4 เข้ม “ร้อยเอ็ดโมเดล” สกัดจับยาบ้า 1 ล้านเม็ด เตรียมขยายผลจับกุมผู้สั่งการ

ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ โดยให้จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดและอาชญากรรม พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้ระดมสรรพกำลังทั้งตำรวจในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง กวาดล้างจับกุมยาเสพติด และบูรณาการกับหน่วยงานจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินมาตรการป้องกันและบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งเปิดปฏิบัติการเด็ดปีกค้ารายย่อยในพื้นที่ตำรวจภาค 4 มาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด โดยอำนวยการของ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4, ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด นำโดย พล.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด, พ.ต.อ.ภาสกร หินเธาว์ ผกก.สภ.ธวัชบุรี, ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ร้อยเอ็ด พร้อมหน่วยบูรณาการในพื้นที่ ได้ร่วมกันจับกุมคดียาเสพติด 2 ราย ผู้ต้องหา 6 คน ของกลางยาบ้า จำนวน 1,000,000 เม็ด ตรวจยึดทรัพย์สินฯ 1.รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 500,000  บาท 2.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 400,000 บาท

คดีที่ 1 ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ร้อยเอ็ด ได้สืบสวนทราบว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติดลำเลียงยาบ้าจำนวนมากผ่านพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงวางแผนจับกุม ต่อมาวันที่ 9 ส.ค.67 เวลา 19.30 น. ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ร้อยเอ็ด ตำรวจ สภ.จังหาร และฝ่ายข่าว กกล.สุรนารี ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 5 คน คือ นายธีระชัย, นายสุขสรรค์, นายเจษฎา, นายพิสุทธิศักดิ์, นายชโยทัย ได้บริเวณริมถนนเส้นทางระหว่าง จ.กาฬสินธุ์-จ.ร้อยเอ็ด ต่อเนื่อง บริเวณบ้านแซงแหลม ม.6 ต.แสนชาติ อ.จังหาร ต.ร้อยเอ็ด และ บริเวณสวนด้านทิศตะวันตกบ้านหัวขวา-บ้านกุดโค ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พร้อมของกลางยาบ้ารวม 1,000,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน เป็นรถกระบะ isuzu สีขาว หมายเลขทะเบียน จฉ 20xx ชลบุรี 1 คัน ราคาประมาณ 500,000 บาท และรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 1 คัน ราคาประมาณ 400,000 บาท รวม 900,000 บาท เบื้องต้นแจ้งหาว่าร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า จนก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน กระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยในกลุ่มประชาชน เบื้องต้นผู้ต้องหารับว่า รับจ้างขนยาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยผู้ว่าจ้างอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นจึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส. สภ.จังหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและสืบสวนจับกุมผู้ว่าจ้างรวมทั้งผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดต่อไป 

คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ส.ค.67 เวลาประมาณ 11.00 น.ตำรวจ สภ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ได้จับกุมตัวนายเรวัติ อายุ 23 ปี ได้ที่ หมู่ 6 บ้านฝั่งแดง ต.อุ่มเม้า อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด หลังพบพฤติกรรมการเสพยาเสพติด เบื้องต้นชุดสืบสวนจะทำการขยายผลหาผู้ค้ายาเสพติด และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีต่อไป พร้อมกันนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย ก่อนนำผู้ต้องหา ส่ง พงส.สภ.ธวัชบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลจับกุมผู้ค้าและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดต่อไป

สำหรับในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีการกวาดล้างจับกุมยาเสพติดอย่างเข้มข้น และสกัดจับกุมการขนยาเสพติดรายใหญ่ผ่านเส้นทาง จ.ร้อยเอ็ด มาแล้ว  หากมีการจับกุมผู้เสพยาเสพติด ก็จะนำตัวไปบำบัด และนำข้อมูลจากผู้เสพไปขยายผลจับไปกุมผู้ค้า ผู้ร่วมขบวนการ รวมทั้งใช้มาตรการยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดตามแนวทาง “ร้อยเอ็ดโมเดล”

สาวสั่ง ‘ข้าวไข่เจียว’ ผ่านแอป รอกินด้วยความหิว แต่สิ่งที่ได้ ไม่ตรงปกอย่างแรง!! ดูยังไงก็ไม่น่ากิน

(11 ส.ค. 67) ในโลกออนไลน์มีการแชร์ต่อและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวจากสมาชิกกลุ่มพวกเราคือผู้บริโภครายหนึ่ง หลังจากที่ได้กดสั่งอาหารผ่านแอป แต่กลับต้องหมดอารมณ์รับประทาน หลังจากที่ได้รับเมนูอาหารมา เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของข้าวไข่เจียวที่ดูยังไงก็ไม่ตรงปก

โดนสมาชิกดังกล่าว ได้โพสต์ภาพเมนูข้าวไข่เจียวกับตำแตง ที่สั่งผ่านแอปซึ่งจากรูปในเมนูข้าวไข่เจียว กับตำแตงนั้นดูน่ารับประทาน แต่สิ่งที่ได้กลับไม่ตรงปกอย่างมาก

โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความอีกว่า 

“สั่งอาหารตามรูปจากออนไลน์ แต่สิ่งที่ได้มา ต้องตกใจไรก่อนดี!! ข้าวไข่เจียวที่ตั้งหน้าตั้งตารอนานแสนนาน ทำกันได้ลงคอ ร้านส้มตำเจ็ดยอดแห่งหนึ่ง”

คำขวัญวันแม่แห่งชาติ

คำขวัญวันแม่แห่งชาติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน คำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567

ย้อนดูรายชื่อ 'นักวิชาการ' อุ้ม 'วิทยานิพนธ์' ของ 'ณัฐพล ใจจริง' จริยธรรมอยู่ไหน? ทำไมค้านสภามหาลัยของจุฬาฯ ยุติการสอบสวน

(10 ส.ค.67) ศ.ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชา การพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก 'Sayan Praicharnjit' ระบุว่า...

กรณีนี้เราจะถือว่า นักวิชาการกลุ่มนี้เป็นผู้บกพร่องด้านจริยธรรม+จรรยาบรรณทางวิชาการด้วยหรือไม่ ?????????????? พอดีมีคนส่งงานของใครบางคนมาให้อ่าน+พิจารณา+ประเมิน แล้วในแบบประเมินมีข้อหนึ่งที่ต้องระบุเรื่องจริยธรรม+จรรยาบรรณทางวิชาการว่าเป็นอย่างไร ?

รายชื่อนักวิชาการ (บางส่วน) ที่ลงชื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยุติการสอบสวนกรณีวิทยานิพนธ์ของณัฐพล ใจจริง

1. ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2. ศ. (พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
4. ศ.ดร.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ Graduate school Cornell University
5. ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6. ศ.ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
7. ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์
8. ศ.บาหยัน อิ่มสำราญ นักวิชาการอิสระ
9. ศ.สรวิศ ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

11. ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
12. ศ. (เกียรติคุณ) ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
13. รศ.ขวัญชีวัน บัวแดง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
14. รศ. ดร.จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15. รศ.ฉลอง สุนทราวณิชย์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
16. รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการ
17. รศ.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18. รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักประวัติศาสตร์
19. รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
20. รศ.ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

21. รศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
22. รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
23. รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
24. รศ.ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
25. รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26. รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
27. รศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
28. รศ.ดร.แพร จิตติพลังศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
29. รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
30. รศ.มนตรา พงษ์นิล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

31. รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
32. รศ.ดร.วริตตา ศรีรัตนา ภาควิชาภาษาอังกฤษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
33. รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชาประวัติศาสตร์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
34. รศ.ดร.วิศรุต พึ่งสุนทร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
35. รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
36. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
37. รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
38. รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
39. รศ.ดร. สามชาย ศรีสันต์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
40. รศ.ดร. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

41. รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
42. รศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
43. รศ.อภิญญา เวชยชัย อดีตอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
44. รศ.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว นิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
45. รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการ
46. ผศ.ดร.กนกรัตน์ สถิตนิรามัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
47. ผศ.กิตติกาญจน์ หาญกุล วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
48. ผศ.กุสุมา กูใหญ่ วิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
49. ผศ. ดร. กนิษฐ์ ศิริจันทร์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
50. ผศ.ดร. เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

51. ผศ.คงกฤช ไตรยวงค์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
52. ผศ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
53. ผศ.ดร.คารินา โชติรวี นักวิชาการ
54. ผศ.ดร.คำแหง วิสุทธางกูร อดีตอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
55. ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
56. ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง ภาควิชาประวัติศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
57. ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
58. ผศ.ดร.ซัมซู สาอุ คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
59. ผศ.ณัฐพล โสตถิรัตน์วิโรจน์ สำนักการศึกษาทั่วไป สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
60. ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top