Monday, 13 July 2026
NEWS

'สคบ.' ลั่น!! เอาผิดถึงที่สุด ร้านทองออนไลน์ 'หลอกลวงประชาชน' ด้าน 'ผู้ค้าออนไลน์-อาหารเสริม' งานเข้าด้วย!! จ่อถูกขยายผล

(26 ก.ย. 67) กลุ่มผู้เสียหายกรณีซื้อทองออนไลน์ แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์ เข้าพบขอความเป็นธรรมกับ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  

ด้าน น.ส.จิราพร กล่าวว่า สคบ.มีหน้าที่ กำกับดูแลเรื่องสินค้าและบริการ กรณีของการซื้อทอง ที่พบว่านำทองไปขายที่อื่นแล้วไม่ได้ราคา และมีผู้มาร้องเรียน ว่าได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทาง สคบ. จึงตั้งคณะทำงาน และลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ร้านทอง ตรวจฉลากและเก็บตัวอย่างทองไปตรวจ โดยส่งไปที่สถาบันอัญมณี ว่าเป็นไปตามโฆษณาว่าเป็นทอง 99.99% หรือไม่ และจะทราบผลภายใน 3 วันนี้ หากทราบผลแล้วไม่ตรงตามที่โฆษณา ก็จะมีความผิด ขอให้ผู้เสียหายทุกคนมั่นใจว่า เราตรวจสอบเข้มข้น หากพบผิดไม่ละเว้น โดย สคบ. ทำงานร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดูแลเรื่องการเยียวยาหรือคืนทอง และบังคับใช้กฎหมายให้รัดกุม ยืนยันว่า สคบ.ทำงานเต็มที่ และพร้อมดูแลทุกคน และเปิดพื้นที่รับฟังผู้เสียหายและ ประเด็นอื่นที่เกิดในโลกออนไลน์   

น.ส.จิราพร กล่าวว่า นอกจากนั้นจะตรวจสอบการขายสินค้าชนิดอื่นของแม่ค้าคนดังกล่าวด้วย เพราะ สคบ. ต้องดูเรื่องฉลากและการโฆษณา ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และอาจจะไม่ใช่ดูแค่รายนี้ ต้องดูรายอื่นที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ขอให้ประชาชนที่เดือดร้อนมาร้องต่อ สคบ.ได้ และทาง สคบ. ได้เชิญเจ้าของร้านมาให้ข้อมูลในวันที่ 27 กันยายนนี้ รอการตอบรับกลับมา และในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้เสียหายมาให้ข้อมูลอีกครั้ง และสั่งการไปแล้วว่าให้เรื่องนี้จบโดยเร็วที่สุด  

"ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีทั้ง ปคบ. ตำรวจ ยินดีที่จะดูแลคุ้มครองประชาชน หากพบว่ามีความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และถึงที่สุด" น.ส.จิราพร กล่าว 

ด้านตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย กล่าวว่า อยากให้ สคบ. ช่วยเข้ามากำกับดูแลการขายของออนไลน์ ทั้งเรื่องของการกำหนดราคา และน้ำหนักของทอง เนื่องจากคนที่ไปซื้อต้องการเก็บไว้เพื่อขายในอนาคต แต่กลับนำไปขายไม่ได้ รวมถึงให้ดูแลเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องการออมทอง และการสร้างภาพลักษณ์ให้ประชาชนเชื่อถือ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เพราะผู้ซื้อบางคนก็อาจจะไม่ทันกับเทคโนโลยี ในระหว่างที่มีการขายออนไลน์ และขอฝากถึงประชาชนให้ป้องกันสิทธิ์ของตัวเอง ออกมาร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับตัวเอง เพื่อให้คนที่ทำความผิดหรือเอาเปรียบผู้บริโภค ควรต้องคืนสิทธิ์ให้กับประชาชน

'กัน จอมพลัง' เผย!! รถขุดช่วยน้ำท่วม โดนจับด่านชั่งน้ำหนัก โดนค่าปรับ-มีคดีติดตัว ตัดพ้อ!! ต่อไปใครจะกล้าช่วย

(26 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊กของ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้โพสต์เรื่องราวน่าเห็นใจหลังจากที่ ‘รถขุด’ ดินโคลนที่เดินทางไปช่วยน้ำท่วมที่จังหวัดเชียงราย ล่าสุดได้โพสต์ภาพและข้อความว่า…

"Fc ทักมาขอให้ผมช่วยพี่รถขุด ที่เดินทางไปช่วยขุดดินที่เชียงราย ระหว่างเดินทางกลับถูกด่านชั่งน้ำหนักจังหวัดพะเยา ของกรมทางหลวงจับกุม ฐานรถน้ำหนักเกิน พร้อมส่งดำเนินคดีและถ้าจะประกันตัวและรถต้องใช้หลักทรัพย์กว่า 320,000 หลังจากประกันต้องไปศาลต่อเพื่อจ่ายค่าปรับและมีคดีติดตัว เคสนี้ผมรับปากช่วย ผมจะจ่ายค่าปรับให้เอง ส่วนรถขุดคันอื่น ๆ ที่มาช่วยขุดดินออกจากเชียงรายแล้ว ขากลับโดนจับน้ำหนักเกิน ผมจะช่วยจ่ายค่าปรับให้ทั้งหมด

สิ่งที่ผมห่วงต่อไป ใครจะกล้ามาช่วยเชียงรายช่วยแล้วต้องมีคดีติดตัวแล้วขากลับรถขุดจะกลับกันยังไง

(เคสนี้ไม่ใช่ตำรวจที่เป็นต้นจับนะครับ กรมทางหลวงของกระทรวงคมนาคม เป็นคนจับมาส่งครับแล้วข้างรถก็แขวนป้ายช่วยน้ำท่วมอยู่ก็ยังโดน) " 

กัน จอมพลัง ยังบอกอีกว่า "ผมอยู่หน้างานทุกวัน ผมโคตรสงสารคนทำงานเลย ทุกคนเต็มที่ทุ่มเทจริง ๆ แต่นี่หรอคือสิ่งตอบแทนที่คนมาช่วยได้รับ สงสารคนช่วย สงสารชาวบ้าน "

'ดร.ธรณ์' โพสต์!! รอให้ทางการวิเคราะห์และพยากรณ์มาก่อน หลังข่าวว่อนเตือน อีก 5 วัน พายุใหญ่ ซัดกทม.ท่วมหนักกว่า ปี 54

จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'เดชา นฤนารท' ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือน ระบุว่า อีก 5 วันจะเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ ถล่มไต้หวันแบบชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และรุนแรงมาก แรงกว่าพายุยางิถึงสองเท่า และหากพายุลูกนี้เคลื่อนตัวเข้าเวียดนามและเข้าประเทศไทยทางฝั่งภาคเหนือตอนบน อาจจะลุกลามมาถึง กรุงเทพฯ จนอาจเกิดน้ำท่วมหนักกว่าปี 54 ถึงสองเท่านั้น

ล่าสุด (26 ก.ย.67) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Thon Thamrongnawasawat’ ระบุว่า...

"หลายท่านสอบถามมา ขออธิบายว่า พายุยังไม่ได้เกิดเลย เกิดแล้วแรงแค่ไหนก็ไม่รู้ ไปทิศทางไหนก็ยังบอกไม่ได้ รอให้หน่วยงานเป็นทางการวิเคราะห์และพยากรณ์มาก่อน ค่อยมาพูดคุยกันนะครับ ยุคโลกเดือดสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ต้องใจเย็นและรับฟังข่าวสารให้ดีครับ"

‘BCPG’ ชวนน้องๆ ร่วมกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ เพิ่มแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ บรรเทาปัญหาโลกร้อน

(26 ก.ย. 67) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) โดยคุณชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการลงทุน พี่ ๆ อาสาบีซีพีจี พร้อมด้วยน้อง ๆ จากโรงเรียนโคกสำโรงวิทยา จังหวัดลพบุรี โรงเรียนในพื้นที่โรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จำนวนรวมกว่า 80 คน ร่วมปลูกป่าชายเลน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว แหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไชด์ให้กับโลก ลดความรุนแรงของปัญหาโลกร้อน ในกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ ณ อำเภอคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและชะลอผลกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ยังสามารถเสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน และส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงยุทธการ 'ปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า' ระดมกำลังตำรวจไทย 16 วัน รวบผู้ต้องหากว่า 2,000 คน

(26 ก.ย.67) ตามที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดนโยบายเร่งด่วน 10 ข้อ ซึ่งนโยบายข้อที่ 9 กำหนดว่า “รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์” 

ปัจจุบันคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ 'คดีออนไลน์' มีสถิติการรับแจงความประมาณ 1,000 เรื่องต่อวัน คนร้ายมีการพัฒนารูปแบบและกลโกงที่แปลกใหม่และหลากหลาย ส่งผลใหประชาชนได้รับความเดือดร้อนและสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก จากสถิติในระบบรับแจ้งความออนไลน ห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2567 (รวม 2 ปี 6 เดือน) มีผู้เสียหายแจงความประมาณ 6 แสนเรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยคดีประเภทหลอกลวงซื้อขายสินคา เป็นคดีที่เกิดขึ้นมากที่สุด

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) จัดทำ “โครงการสืบสวนหาข่าวในยุทธการปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า” โดยระดมกำลังตำรวจทั้งนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , ตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างจับกุมผู้องหาตามหมายจับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10-27 กันยายน 2567 (รวม 18 วัน) ตามนโยบายของรัฐบาล 

วันนี้ (26 กันยายน 2567) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. จึงได้เรียกประชุมหน่วยงานในสังกัด ตร. เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ , ธนาคารแห่งประเทศไทย , ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และร่วมแถลงผลการปฏิบัติร่วมกัน ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งด้านการปRองกันปราบปราม การสืบสวนสอบสวน การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไข ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ Anti Online Scam Operation Center หรือศูนย์ AOC) ซึ่งบูรณาการการทำงานแบบ One Stop Service และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย รวมทั้งกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง สำหรับการระดมกวาดล้างในยุทธการ 'ปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า' สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิด ในความผิด 3 ประเภท โดยมีผลการระดมกวาดล้างจับกุมในห้วงวันที่ 10-25 กันยายน 2567 (รวม 16 วัน) สรุปได้ดังนี้

- ความผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประเภทต่างๆ จับกุมได้รวม 874 ราย 
- ความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า จับกุมได้รวม 544 ราย 
- ความผิดการพนันออนไลน์ จับกุมได้รวม 690 ราย 
สำหรับซิมผี และบัญชีม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่คนร้ายใช้ในการหลอกลวงและรับโอนเงินจากเหยื่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ตรวจสอบการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และบัญชีธนาคารของตนเองอย่างจริงจัง ดังนี้

หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ขอให้ท่านตรวจสอบว่า หากเคยลงทะเบียนใช้งานไว้ แต่ไม่ได้ใช้งาน หรือเคยให้ผู้อื่นนำไปใช้ หรือสงสัยว่าจะมีผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้รีบไปแจ้งยกเลิกการใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวกับศูนย์บริการเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์ หากไม่แนใจหรือจำไม่ได้ว่าท่านใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ไว้กี่เลขหมาย ขอให้ไปแจ้งกับศูนย์บริการ ว่าท่านขอใช้เฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ที่อยูกับตัวท่าน และใช้งานจริงอยูในปัจจุบันเท่านั้น ส่วนหมายเลขอื่นๆ ที่มีชื่อท่านเป็นผู้ลงทะเบียนแต่ท่านไม่ได้ใช้งาน ขอให้ศูนย์บริการยกเลิกการให้บริการหมายเลขดังกล่าวทั้งหมด

บัญชีธนาคาร ขอให้ทำการตรวจสอบในลักษณะคล้ายกัน คือ หากเคยเปิดบัญชีธนาคารไว้แตไม่ได้ใช้ หรือเคยให้ผู้อื่นนำไปใช้ หรือสงสัยว่าจะมีผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้รีบไปปิดบัญชีดังกล่าวกับธนาคารเจ้าของบัญชี สาขาที่ท่านสะดวก หากไม่แนใจหรือจำไม่ได้ว่าท่านได้เปิดบัญชีไว้กี่บัญชี ขอให้ไปแจ้งกับธนาคารว่าท่านขอใช้เฉพาะบัญชีธนาคารที่อยู่กับตัวท่าน และใช้งานจริงอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น สวนบัญชีอื่น ๆ ที่อาจจะมีชื่อท่านเป็นเจ้าของบัญชีแต่ไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขอให้ธนาคารปิดบัญชีดังกล่าวทั้งหมด

หากทำการตรวจสอบกับศูนย์บริการเครือข่ายโทรศัพท์ หรือธนาคารแล้ว ยังไม่สามารถดำเนินการยกเลิกการใช้ หรือปิดบัญชีได้โดยเหตุต่างๆ ขอให้ท่านไปที่สถานีตำรวจที่สะดวก เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ท่านได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ และบัญชีธนาคารที่แท้จริงในปัจจุบันเป็นนหมายเลขหรือบัญชีใด เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า และความผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และขอย้ำเตือนว่าอย่าได้หลงเชื่อผู้ให้ผลตอบแทนในการเปิดซิมผีและบัญชีม้า เพราะท่านอาจจะตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดเกี่ยวกับ 'ซิมผี'   
- ยินยอมให้ผู้อื่นนำหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนเองไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 - เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานไว้แล้ว มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับ 'บัญชีม้า'
- เปิดบัญชี หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีของตนเองไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 - เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชี เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า อย่างจริงจังต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกในเดือนต่อๆ ไป

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ เพื่อรู้เท่าทันภัยออนไลน์ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ www.เตือนภัยออนไลน์.com , เฟซบุ๊กแฟนเพจ : ตำรวจไซเบอร์-บช.สอท. , ตำรวจสอบสวนกลาง, สืบนครบาล IDMB เป็นต้น และหากพี่น้องประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวงในคดีออนไลน์ หรือต้องการคำปรึกษา หรือสอบถามเกี่ยวกับคดีออนไลน์ ขอให้โทรติดต่อที่สายด่วน 1441 ของศูนย์ AOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทีมบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนพลอีกครั้ง..จัดทีม 'ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงใหม่'

(26 ก.ย. 67) พร้อมกระจายเครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทีมอาสาฯ 'ช่วยเหลือชาวลำปาง' !! และเปิดลานสักการะหลวงปู่ฯ ระดมเจ้าหน้าที่-จิตอาสาแพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ตามที่ในหลายจังหวัดของภาคเหนือยังคงเกิดอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดลำปางที่ทีมอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำลังอยู่ระหว่างการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ขณะนี้ ล่าสุดได้เกิดเหตุน้ำปิงล้นตลิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ บางพื้นที่รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ วานนี้ (วันพุธที่ 25 กันยายน 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม เร่งสั่งการให้

นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ จัดกำลังทีมกู้ชีพ-กู้ภัย พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ ยานพาหนะกู้ภัย กู้ชีพโฟวิล [4x4] โรงครัวเคลื่อนที่ เครื่องอุปโภคบริโภค ชุดยาสามัญประจำบ้าน ออกให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยชาวเชียงใหม่ในทันที โดยมี หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการ และโรงครัวประกอบอาหารปรุงสุก ณ วัดกองทราย อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และในขณะนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัย อยู่ระหว่างการอพยพประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัย อาทิ ตำบลท่าวังตาล และตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้แผนกอาสาสมัครมูลนิธิฯ ระดมสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคสมทบอาสาฯ กู้ภัย ซึ่งในขณะนี้ได้จัดกำลังพร้อมเรือท้องแบนลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เร่งเข้าช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2567 เป็นต้นมา และได้จัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ประกอบอาหารปรุงสุกบรรจุกล่องพร้อมน้ำดื่มนำแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2567) ที่ลานสักการะหลวงปู่ไต้ฮง ฝั่งสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นำโดยนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดระดมทีมเจ้าหน้าที่  และจิตอาสาหน่วยงานในเครือ เร่งบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค รวมทั้งสิ่งของที่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค และชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  จัดเป็น “ถุงยังชีพฉุกเฉิน” เพื่อจัดส่งให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยนำออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ  ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ และที่กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป 

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์ รวมทั้ง ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org  เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/pohtecktungofficial

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

งานแถลงข่าว การจัดกิจกรรม โครงการเดิน-วิ่ง การกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 'Police Run II 2024'

(26 ก.ย. 67) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ได้ร่วมกันแถลงข่าว งานแถลงข่าว การจัดกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งการกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 “ Police Run II 2024 ” ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดการจัดกิจกรรม ดังนี้

สมาคมตำรวจ กำหนดจัดกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งการกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 “ Police Run II 2024 ” ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2567 เวลา 04.00-08.00 น. 
โดยมีระยะทางการแข่งขันทั้งสิ้น 3 ระยะทาง 

1) ฮาล์ฟ-มาราธอน 21 กม. ค่าสมัคร 800 บาท จำนวน 700 คน 
2) มินิ-มาราธอน 10.5 กม. ค่าสมัคร 600 บาท จำนวน 1,000 คน  
3) เดินวิ่งเพื่อสุขภาพ 5 กม. ค่าสมัคร 500 บาท จำนวน 800 คน 
4) ประเภทวีไอพี ค่าสมัคร 2,000 บาท  

โดยมีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ ลานอเนกประสงค์สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่างตำรวจ และประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแบ่งเป็น 2 ส่วน มอบให้แก่

1.โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลน
2.สมาคมตำรวจ
2.1 เป็นกองทุนสำหรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วประเทศ ข้าราชการตำรวจที่บาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ
2.2 เป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกฟ้องร้องในทางอาญา อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2.3 เพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับบุตรธิดาข้าราชการตำรวจที่มีฐานะยากจน

ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการแข่งขันครั้งนี้ 
สามารถบริจาคเงินแบบไม่เข้าร่วมกิจกรรมได้  โดยสามารถโอนเงินตรงได้ที่  “ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลตำรวจ ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์” บัญชีเลขที่ 981-0-80457-1 และผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถดูรายละเอียดได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก Police Run II 2024 https://www.facebook.com/policerunbangkok/ และสมัครออนไลน์ได้ที่ https://www.regis.run/race/policerun2024/ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมภาคีเครือข่าย มอบรางวัลพลเมืองดีส่งคลิปผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม 'โครงการอาสาตาจราจร'

(26 ก.ย.67) เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ , คุณชลทิชา สัตยมานะ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) , สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และสถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตรโครงการอาสาตาจราจร ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมอบรางวัลให้กับประชาชนเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถ ที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่สำคัญ ประจำเดือนกรกฎาคม 2567 รวมรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท รวมเงินรางวัลที่จะมอบในวันนี้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 50,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัล

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะโครงการอาสาตาจราจร เป็นกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีผลประจักษ์ชัด ได้รับความสนใจจากภาคประชาชน ร่วมส่งคลิปการกระทำผิดกฎจราจรมาให้คณะทำงานพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ข้อมูลเบาะแสเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ทาง 

สำหรับผู้กระทำผิดที่ถูกบันทึกคลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำไปตรวจสอบและติดตามมาดำเนินคดี  โครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ขับขี่ ยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด 

เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรมายังช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่ เพจอาสาตาจราจร เพจตำรวจทางหลวง  เพจกองบังคับการตำรวจจราจร  รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ สวพ.91 และ จส.100  คลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้ว ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ทางด้าน นพ.แท้จริง  ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการสร้างการตระหนักรู้ในการขับขี่ปลอดภัย ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร การมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐานทางสังคมให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เรื่องการปรับเป็นพินัยที่เกี่ยวข้องกับการจราจร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรมีการเปลี่ยนแปลง 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือ อายุความของใบสั่งจราจรเปลี่ยนแปลงจากเดิมอายุความ 1 ปี เปลี่ยนเป็นอายุความ 2 ปี มีผลกับใบสั่งฯที่ออกตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นมา ประเด็นที่สอง ผู้ที่ได้รับใบสั่งแล้วไม่ชำระเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องนำใบสั่งนั้นทำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลทุกราย จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้อง

‘กลุ่มไทยออยล์’ ร่วมผลักดันวงการกีฬาคนพิการสู่ระดับสากล มอบเงินสนับสนุน ‘สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย’

(26 ก.ย. 67) กลุ่มไทยออยล์ โดยคุณถิรยุทธ ลิมานนท์ ผู้จัดการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ เป็นตัวแทนมอบเงินสนับสนุนให้กับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในโอกาสงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ที่ผ่านการแข่งขันมหกรรมกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 17 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีคุณไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาคนพิการไทย

การสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งในความตั้งใจของกลุ่มไทยออยล์ในการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจต่อสังคม ผ่านการสนับสนุนโอกาสทางการกีฬาแก่นักกีฬาผู้พิการไทย และพัฒนาศักยภาพนักกีฬาคนพิการให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ตามวิสัยทัศน์องค์กร ‘สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน’

ชลบุรี-ศุลกากรแหลมฉบัง จับกัญชา กว่า 1.4 ตัน เลี่ยงภาษีส่งออกมูลค่ากว่า 25 ล้าน

(26 ก.ย. 67) นายดิเรก คชารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า ส่งออก นำผ่าน สินค้าผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องสังคมและเพื่อภาพลักษณ์ทางการค้าในเวทีการค้าโลก ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมศุลกากร เข้มงวดกวดขันเรื่องดังกล่าว โดยนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการลักลอบ - หลีกเลี่ยงศุลกากร เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรในทุกช่องทาง โดยบูรณาการด้านการข่าวอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศ อาทิ โครงการความร่วมมือด้านปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติด ในพื้นที่ท่าเรือ (SeaportInterdiction Task Force : SITF) โครงการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ (UNODC-WCO Container Control Programme: CCP) หน่วยงานกิจการพรมแดนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Border Force) เป็นต้น

นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีฯ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในกำกับดูแล มีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด นายดิเรก คชารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า จากการประสานงานกับโครงการความมือระหว่างประเทศและหน่วยงานในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและตาม สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลใบขนสินค้าขาออก พบของต้องสงสัยสุ่มเสี่ยงที่จะส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย ระบุปลายทางสหราชอาณาจักร จำนวน 2 ฉบับ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการแจ้งกักสินค้าเพื่อทำการเปิดตรวจสอบ ก่อนส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 เจ้าหน้าที่ฯ ร่วมกับตัวแทนผู้ส่งออก เปิดตรวจสอบสินค้าตามใบขนสินค้าขาออก ฉบับที่ 1 สำแดงชนิดสินค้าเป็นพื้นยางสำหรับใช้ในฟิตเนส จำนวน 3 พาเลท ตรวจสอบพบกล่องไม้ตัดแปลงภายในสินค้าทั้ง 3 พาเลท บรรจุช่อดอกกัญชา จำนวน 153.30 กิโลกรัม มูลค่า 5 ล้านบาทต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2567 เจ้าหน้าที่ฯ ร่วมกับตัวแทนผู้ส่งออก เปิดตรวจสอบสินค้าตามใบขนสินค้าขาออก ฉบับที่ 2 สำแดงชนิดสินค้าเป็นถุงมือผ้า จำนวน 4 ลังไม้ ตรวจสอบพบกัญชาและช่อดอกกัญชาอัดแท่ง ช่อดอกกัญชา และกัญชามวน น้ำหนัก 1.3 ตัน มูลค่า 20 ล้านบาท

กรณีนี้ เป็นการพยายามส่งของที่กำลังผ่านพิธีการศุลกากร ออกไปนอกราชอาณาจักร โดยสำแดงชนิดของ ปริมาณ น้ำหนักและประเภทพิกัดเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด อันเป็นความผิดฐานแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนและฐานหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามมาตรา 202 มาตรา 244 ประกอบมาตรา 252 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 อนึ่ง "พืชตระกูลกัญชา" จัดเป็นสมุนไพรควบคุม โดยผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า จะต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และในกรณีนี้ สำหรับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศปลายทาง "กัญชาจัดเป็นยาเสพติด" (Class B drups) ดังนั้น การครอบครอง จำหน่าย ผลิต นำเช้าหรือส่งออกกัญชา ถือเป็นความผิด กรณีครอบครอง มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่จำกัดจำนวนวน หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนกรณีจำหน่าย ผลิต นำเข้า หรือส่งออก มีโทษจำคุกคุกสูงสุด 14 ปี ปรับไม่จำกัดจำนวน หรือทั้งจำทั้งจำทั้งปรับ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

'สมัชชาคนพิการแห่งชาติ' จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ภายใต้แนวทาง "ร่วมกันสร้างพลังกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ"

เมื่อวันที่ (23 ก.ย.67) ณ ห้องประชุมเรสซิเดนซ์ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ได้มีพิธีเปิดงานสมัชชาคนพิการแห่งชาติและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ภายใต้แนวทาง "ร่วมกันสร้างพลังกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ" โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมบริหารสมาคมฯ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ และมีการแสดงพิธีเปิด

- ชุดแสดง 'เภรีมีชัย' โดยวงดนตรีอรุณจันทรา สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)
- ชุดแสดง 'แตร๊ดตรึง' และ 'การแสดงละครหุ่นยนต์ โรงงานมหาภัย มหาสนุก' โดยสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
- กิจกรรมรำลึกนายมณเฑียร บุญตัน อดีตนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โดยสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และรับฟังบทเพลง 'แสงเทียนนำทาง' โดยศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด

กิจกรรมการอภิปรายแลกเปลี่ยน "การร่วมกันเสริมพลังกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ" และรับฟังความเห็น 

กิจกรรมเสวนาเรื่อง 'ผลการดำเนินงานของสภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัด' โดยผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัด 77 จังหวัด 

สำหรับในวันที่ 24 กันยายน  2567 ณ ห้องประชุมเรสซิเดนซ์ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ  สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยได้จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 โดยได้มีการเลือกตั้งนายกและคณะกรรมการบริหาร รวมถึงกรรมการอำนวยการของสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย มีการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี 

ทั้งนี้ นายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และมีกรรมการบริหาร ซึ่งมาจากองค์การคนพิการทุกสมาคม จำนวน 30 คน โดยได้ผ่านการรับรองจากประธานสภาคนพิการจังหวัดในงานสมัชชาคนพิการแห่งชาติในครั้งนี้ด้วย

‘พิพัฒน์’ ระดมทีมช่างฝีมือแรงงาน ทั่วภาคเหนือ ซ่อมฟรี! ระบบใช้ไฟฟ้าในบ้าน มอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยบรรเทาผู้ประสบอุทกภัยเชียงราย

เมื่อวันที่ (25 ก.ย. 67) เวลา 10.30น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันนี้ผม พร้อมด้วยนางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และนางบังอร มะลิดิน รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงราย เจ้าหน้าที่เครือข่ายแรงงาน ได้มีโอกาสลงพื้นที่ หมู่3 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ในชุมชนทวีรัตน์นี้ มีประมาณ 720 ครัวเรือน ที่ผ่านมาประสบอุทกภัยน้ำท่วมสูงกว่า 2เมตร ซ้ำร้ายกว่านั้นยังมีดินโคลนจำนวนมากไหลเข้าสู่บ้านเรือน และยังคงตกค้าง เมื่อสถานการณ์น้ำลดลงแล้ว ทำให้ ระบบไฟฟ้าในบ้าน อุปกรณ์เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ รถจักรยานยนต์ ฯลฯ ยังคงได้รับความเสียหาย กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ที่ยังคงต้องประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ ซึ่งในวันนี้ ผมได้นำทีมช่างฝีมือของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ภาคเหนือในจังหวัดลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ บูรณาการร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่เชียงราย วางแผนการช่วยเหลือในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งเบื้องต้นได้มอบสิ่งของอุปโภค บริโภคแก่ประชาชน พร้อมทั้งซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า และให้ความรู้เบื้องต้นสำหรับการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องทุกคน ซึ่งตั้งเป็นศูนย์แจ้งรับซ่อมฟื้นฟูจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 5 แห่ง ตลอดเดือนตุลาคม2567 ในจังหวัดเชียงราย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานส่งมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่มกว่า 90,000 ขวด ข้าวสาร อาหารแห้ง เวชภัณฑ์ บรรจุถุงยังชีพ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว ทั้งภาคเหนือ และ ภาคอีสาน  ซึ่งยังคงเป็นกำลังใจ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งสิ่งของและความรู้ในการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้า ดังนั้น ประชาชนที่ประสงค์ขอความช่วยเหลือซ่อมแซมอุปกรณ์   ขอให้แจ้งหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัด ได้ทันที 

ด้านของนางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงรายจัดตั้งจุดบริการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในแต่ละอำเภอ เพื่อให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสอบถามจุดบริการเพิ่มเติมได้ที่  053152043

สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะฯ ทำหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.67) ที่ผ่านมาที่อาคารรัฐสภาฯ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา ,รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภาฯ ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทำหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์ แก่นายโกสินธุ์ จินาอ่อน ( บก.เบียร์ ) ผู้ผลิตรายการ โฟกัสผู้นำรายการเปิดฟ้าช่อง5 บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ สยามโฟกัสไทม์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ๔ เหล่าทัพ 

โดยในวันนี้โกสินธ์ จินาอ่อน(บก.เบียร์)เข้าเยี่ยมคารวะแสดงความยินดีกับท่าน สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ที่ได้รับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา พร้อมคณะที่ปรึกษาฯ สว. ร่วมเป็นสักขีพยานฯ ในการนี้ สว.สรชาติ (กล่าวว่า) รู้สึกดีใจที่ได้ทีมงานที่มีพร้อมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน และขอให้ทำงานสุดความสามารถโดยขอมอบหมายให้ทำหน้าที่ ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ ในด้านนโยบายและกิจกรรม ในทุกๆ ด้าน กับส่วนที่เกี่ยวข้อง ของวุฒิสภาและทางกรรมาธิการฯ ยังความปลื้มปิติแก่นายโกสินธุ์เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับมอบหมายให้ปฎิบัติหน้าที่และภารกิจนี้

คำถามชวนถก "ผู้บริโภคคิดอย่างไร? คิดค่าจอดรถหน้าเซเว่น-เก็บค่าถุงพลาสติก" ทัวร์ลงฉ่ำ!! เป็นสิทธิของเจ้าของที่และทุกค่าถุงจ่ายเข้ากองทุนโลกร้อน

(25 ก.ย. 67) จากกรณีเพจ 'สภาองค์กรของผู้บริโภค' ได้โพสต์ตั้งคำถามว่า "ผู้บริโภคคิดอย่างไร คิดค่าจอดรถหน้า 7-11 ก่อนหน้านี้ ไม่ให้ถุงพลาสติกเพื่อรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ปัจจุบันมีถุงพลาสติกขายให้ผู้บริโภค" นั้น

ล่าสุดโลกโซเชียลที่ได้พบเห็นข้อความดังกล่าว ก็มีความเห็นเป็นมติเอกฉันท์ถึงเรื่องนี้ อาทิ...

- "บางทีก็สมควร เพราะเห็นบ่อยมากพวกจอดรถที่เซเว่นแล้วไปธุระที่อื่น"

- "15 นาทีแรกสำหรับคนมาจอดรถฟรี ก็ถ้าคนซื้อของจริง ๆ ใครมันจะเดินเล่นในเซเว่นเป็นชั่วโมงล่ะฮิ อยากด่าเขาก็หามุมที่เข้าท่ากว่านี้หน่อยเหอะ"

- "พื้นที่จอดรถก็เป็นของเอกชนเขา ถ้าไม่ซื้อของเขา ก็ควรถูกเก็บเงินบ้าง ไม่แปลกอะไร ส่วนเก็บเงินค่าถุงพลาสติก ก็โอเคกันนะ ต่างประเทศเขาก็ทำกัน"

- "ถุง 1 บาท เค้าจ่ายเข้ากองทุนโลกร้อนนะ"

- "คนไทยพอเจอกฎเกณฑ์ ก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้"

- "ที่เขาทำแบบนี้ เพราะบางคนจอดทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืน ลูกค้าจะเข้าไปซื้อของแต่ไม่มีที่จอด ในห้างใหญ่ ๆ เขาก็ทำกัน"

- "ถ้าจะไม่พอใจการกระทำของ 7-11 คุณลองไปดูสถานที่ราชการที่เก็บค่าจอดรถบ้างครับ เช่นที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่สำนักงานเทศบาลเมืองหลังเก่า นำเอาที่ลานจอดรถมาบริการให้ประชาชนไปจอด แต่เก็บค่าที่จอดรถคิดเป็นรายชั่วโมง ประเด็นมันคือ สถานที่ราชการที่นำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ควรจะบริการประชาชนฟรี แล้วนี่กลับเก็บเงินค่าที่จอดรถกับประชาชนอย่างนี้ไม่น่าจะถูกต้องครับ ส่วนของ 7-11 นี้ ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขานะครับ เพราะที่ดินนั้นมันเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา เขาจะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่เขา เขามีเหตุผลของเขาครับ"

- "คาบ้าน มติเอกฉันท์"

‘อิน-เอม’ 2 พี่น้องหัวใจนักอนุรักษ์ ผู้ก่อตั้ง ‘Below the Tides’ ร่วมงานประกาศเจตนารมณ์รัฐสภาสีเขียว มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2032

(25 ก.ย. 67) ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของ นายอริณชย์ ทองแตง (น้องอิน) และ ด.ญ.อริสา ทองแตง (น้องเอม) สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง ‘Below the Tides กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นสนใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในน้ำ’ ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังให้รัก ห่วงแหน และเห็นความสำคัญของธรรมชาติ โดยเริ่มต้นโครงการ ‘Below the Tides: Zero Starving Sea Turtles (อิ่มท้องน้องเต่า)’ เชิญชวนทุกคนร่วมกันอนุบาลลูกเต่าทะเล เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึง 70% 

จากนั้นก็เริ่มมีโครงการที่มุ่งมั่นตั้งใจทำมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Net Zero @อัมพวา: บอกลาคาร์บอน กู้วิกฤตโลกร้อน โครงการปลูกกล้า ป้องแผ่นดิน ปลูกต้นโกงกางเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ที่จังหวัดสมุทรสงคราม และ โครงการ ‘ปะ ปลา ยูน หญ้า @เกาะหมาก’ จ.ตราด เป็นต้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา น้องอิน น้องเอม และพวกพ้อง กลุ่ม Below the Tides ได้เข้าพบ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ หลังได้รับเกียรติร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์รัฐสภาสีเขียวมุ่งสู่การเป็น Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2032 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสาร สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Corban Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของรัฐสภา และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ที่ห้องประชุมมนา B1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ และ Live Stream ผ่านระบบอินทราเน็ตสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนเริ่มงาน นายวันนอร์ กล่าวว่า “เราจะประกาศเจตนารมณ์ที่จะลดคาร์บอน และแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังเดือด ที่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม โดยประเทศไทยเห็นชัด ฉะนั้น ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ และการที่ทำให้โลกสีเขียวเป็นเรื่องสำคัญ โดยวันนี้เราจะประกาศเจตนารมณ์ของสภาฯ ที่จะให้เป็นสภาฯ สีเขียว”

ทางด้าน สองพี่น้องอิน-เอม กล่าวว่า Below the Tides ได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนกลุ่มเดียวที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญ เมื่อรัฐสภาไทยประกาศเจตนารมณ์ที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็น Net Zero ภายในปี 2032 พวกเราได้รับโอกาสอันทรงเกียรติในการนำเสนองานของเราต่อผู้แทนที่มีเกียรติหลายท่าน รวมถึงประธานรัฐสภา ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คุณพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ และผู้แทนถิ่นของ UNDP ประจำประเทศไทย คุณเนียมห์ คอลเลียร์-สมิธ รวมถึงบุคคลอื่น ๆ อีกมากมาย 

“นอกจากนี้ เรายังรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่มูลนิธิพอเพียง ซึ่งมีเครือข่ายนักเรียนกว่า 10 ล้านคน แสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับเรา มาร่วมกันทำความดีและสร้างความเปลี่ยนแปลงกันเถอะ” สองพี่น้องหัวใจนักอนุรักษ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top