Thursday, 9 July 2026
NEWS

สภา ม.รามคำแหง มีมติเพิกถอนปริญญา ‘ฮุนเซน’ แล้ว ชี้ชัดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยสวนทางคำประกาศเกียรติคุณ

สภา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 'ฮุนเซน' มีผลทันทีวันนี้ หลังแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

(8 สิงหาคม 2568) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สมเด็จ ฮุนเซน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13:30 น. วันนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ขอชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน คือ วาระที่ 5.1 เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุนเซน

โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า 

“สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 

เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ได้เคยมอบให้แด่สมเด็จ ฮุนเซน

กอรป์กับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้

ข้อ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้น ๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป

ขอนแก่น-'รพ.ขอนแก่น' ชู!ผลงานนวัตกรรมผ่าตัดรักษามะเร็งกระดูกข้อเข่า เข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

ผลงานที่โรงพยาบาลขอนแก่นนำเสนอสู่การประกวดครั้งนี้ คือ “การผ่าตัดรักษาเนื้องอกและมะเร็งกระดูกบริเวณข้อเข่า โดยใช้กระดูกบริจาค หรือกระดูกตนเองร่วมกับข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา” ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาโรคมะเร็งกระดูกและเนื้องอกในบริเวณข้อเข่า

(8 ส.ค.68)  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่นรายงานว่า ที่ห้องประชุมจำลอง มุงการดี โรงพยาบาลขอนแก่น นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ประธานคณะผู้ตรวจจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมและประเมินผลงานนวัตกรรมเพื่อเข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประเภทนวัตกรรมการบริการ ประจำปี 2568

นวัตกรรมดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อกับเทคโนโลยีการผลิตข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนกระดูกจากผู้บริจาคหรือจากตัวผู้ป่วยเอง ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ข้อเข่าที่ได้รับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความจำเป็นในการตัดขา เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ เปิดเผยว่า การได้รับโอกาสเข้ารับการประเมินรางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย พร้อมยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการด้านสาธารณสุขของภาครัฐให้ก้าวหน้าทัดเทียมมาตรฐานสากล

รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดของภาครัฐ จัดโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่โรงพยาบาลขอนแก่นได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบประเมินผลงานในปีนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"การประเมินผลงานครั้งนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงพยาบาลขอนแก่นในการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศว่า จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก"

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน กลับบ้านวันแม่อย่างปลอดภัย

(8 ส.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ในการเดินทางวันหยุดยาวต่อเนื่องช่วงวันแม่แห่งชาติ จึงได้สั่งการกำชับโดยให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) กำกับดูแลและสั่งการให้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร และงานป้องกันปราบปราม ดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าวดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร : มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง จัดการจราจรบนถนนทางหลวง และถนนสายหลัก จุดใดที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง ให้เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรีบระบายรถโดยเร็ว โดยให้กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสนับสนุนการปฏิบัติ เช่น จุดทางร่วมทางแยกสำคัญที่มีปริมาณรถจำนวนมาก จุดที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่บ่อยครั้ง หากมีความจำเป็นให้เปิดสัญญาณไฟวับวาบเพื่อแจ้งเตือนให้ชะลอความเร็วในจุดนั้นๆ , จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาจราจร อำนวยการจราจรสำหรับถนนสายรอง ในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น  รวมถึงการจัดระเบียบการจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ , เตรียมความพร้อมรถยกหรืออุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายรถกรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกการจราจร และเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร 10 ข้อหาหลัก โดยเฉพาะข้อหาที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น เมาแล้วขับ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง

ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม : ให้เพิ่มวงรอบในการกวดขันตรวจตรา การกระทำความผิดอาญาทุกประเภท เช่น การพนัน ยาเสพติด สถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคง  โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน , ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในเคหะสถาน บริเวณสถานีขนส่ง/ที่พักผู้โดยสาร จุดพักรถ/สถานีบริการน้ำมัน สถานที่/แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรมที่พัก การป้องกันการโจรกรรมอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า การลักลอบตัดสายไฟฟ้า และสายเคเบิลสื่อสาร พร้อมกำชับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือมีพฤติการณ์อันน่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง และการเตรียมการป้องกันและระงับเหตุทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในสถานพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน หรือสายด่วนของตำรวจในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง จะมีประชาชนที่เดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเพิ่มความเข้มออกตรวจตราร้านอาหาร สถานบริการ แหล่งท่องเที่ยว ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทจากการเมาสุรา และอาชญากรรมที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยว พร้อมให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยเน้นการสื่อสารเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่า “ตำรวจพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกที่ ทุกเวลา”

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานส่งเสริมภาพลักษณ์ตำรวจจราจร และหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อเดินทางกลับไปหาครอบครัว และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคล่องตัวในการเดินทางมากที่สุด จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนวางแผนในการเดินทาง ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าขอให้วางแผนในเรื่องจุดพักรถและจุดชาร์จไฟฟ้า ตรวจสอบความพร้อมของรถ เมาไม่ขับ และง่วงไม่ขับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น เคารพกฎจราจร และช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมต่างๆ ร่วมกันสร้างความปลอดภัยเพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวอย่างแท้จริง 

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูล แจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร หมายเลข 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193 , แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กรมการค้าภายใน’ ชวนร่วมงาน “เทศกาลกินกุ้งชล” 6-10 ส.ค.นี้ พร้อมเร่งกระจายไข่ไก่ทั่วปท. ช่วยเกษตรกร-ลดค่าครองชีพปชช.

กรมการค้าภายใน DIT เดินหน้าสร้างสมดุลในระบบการตลาดสินค้าเกษตร จัดกิจกรรม “เทศกาลกินกุ้งชล” รณรงค์บริโภคกุ้งภายในประเทศ สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมผนึกกำลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เชื่อมโยงตลาดไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ในราคาย่อมเยา เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคและเพิ่มศักยภาพการตลาดสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัด “กิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ” ภายใต้ โครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันสินค้าประมง ปี 2568 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการดูแลค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกุ้งซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งใน 22 จังหวัด ทั้งในและนอกแหล่งผลิต โดยมอบหมายให้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบการจัดงาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 154,000 กิโลกรัม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเซ็นทรัลชลบุรี จังหวัดชลบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้จัดงาน “เทศกาลกินกุ้งชล ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–10 สิงหาคม 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมความเข้มแข็งของตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศเพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งในประเทศ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการสินค้าประมงและชุมชนในพื้นที่ ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากุ้งสด กุ้งแปรรูป สินค้าประมงคุณภาพ รวมถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากชุมชน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น “กิจกรรมตักกุ้ง” และ “การแข่งขันแกะ-กิน-กุ้ง” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างคึกคัก สร้างบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศให้มีชีวิตชีวา และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังได้ร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) ทั้ง 76 จังหวัด ในการดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดไข่ไก่ โดยนำไข่ไก่สดคุณภาพดีในราคาย่อมเยา จากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร และลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยกรมการค้าภายในได้ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่ หรือกลุ่มองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่ ให้นำไข่ไก่ขนาดเบอร์ 2-4 มาจำหน่ายในจุดกระจายสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยตรงถึงมือผู้บริโภค

โครงการนี้มีเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยกำหนดให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการเชื่อมโยงการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 1,200 แผง หรือ 36,000 ฟองต่อจังหวัด รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 2,736,000 ฟองทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2568

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่อย่างใกล้ชิด รวมถึงหารือร่วมกับ กรมปศุสัตว์ และองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ พบว่า ปัจจุบันมีไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณ 45.46 ล้านฟอง/วัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 43.14 ล้านฟอง/วัน จึงยังมีปริมาณส่วนเกินที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทย ทั้งกุ้งและไข่ไก่ ผ่านจุดจำหน่ายต่าง ๆ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำหนดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th หรือ Facebook กรมการค้าภายใน DIT

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ MOU ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนกลแนวทางป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมออนไลน์เชิงรุก

(8 ส.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้แทนร่วมลงนาม และมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. , นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้แทนทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ เชื่อมโยง และส่งต่อ เรื่องร้องเรียน เรื่องแจ้งความ และเรื่องร้องทุกข์ ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้มีกลไกการขับเคลื่อนแนวทางการป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ในเชิงรุก สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับประชาชน ร่วมกันสนับสนุนและร่วมมือทางด้านวิชาการ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเครื่องมือของแต่ละหน่วยงาน

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า ขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่ง สคบ.เป็นหน่วยงานกลางในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เป็นหน่วยงานที่ประชาชนนึกถึงเป็นลำดับต้นเมื่อได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ แต่บางครั้งเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเกินขอบข่ายความรับผิดชอบของ สคบ. ความร่วมมือนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งต่อข้อมูลในเชิงลึก เพื่อป้องกันและปราบปรามในอีกมิติหนึ่งที่จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป 

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ETDA มีภารกิจในการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุน และสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขอขอบคุณทั้งสองหน่วยงานที่สร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้การส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานเกิดความเชื่อมโยงในเชิงระบบ เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนามในครั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นปัญหาหนึ่งที่มีมิจฉาชีพเป็นกลุ่มแก๊งขบวนการหลอกลวงในหลายรูปแบบ โดยพบว่าอาชญากรรมออนไลน์คอลเซ็นเตอร์ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งวอร์รูมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบปัญหาสามารถดำเนินการได้ทันทีในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล พบว่าตั้งแต่เปิดวอร์รูมมาเพียง 4 วัน สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และสามารถส่งคดีต่อตำรวจพื้นที่ให้ดำเนินการจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับความร่วมมือกับ สคบ. และ ETDA จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การป้องกันปราบปรามที่ได้ผลต่อไป

ห่วงโลกจะร้อนแล้ง น้ำจะแห้งจะเหือดหาย แผ่นดินจะมลาย และส่ำสัตว์จะสิ้นสูญ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 หน่วยราชการในพระองค์ ได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจ “ทรงพิทักษ์รักษาสรรพสิ่ง” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดธรรมชาติยิ่งนัก พระองค์เข้าพระทัยดีว่าป่าไม้  ต้นน้ำลำธารมีความสำคัญต่อชีวิตคนอย่างไรบ้าง จะทรงสอนข้าราชบริพารเสมอให้ช่วยรักษาป่า ระหว่างที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่นั้น หากทรงว่างพระราชกิจ ตกบ่าย ๆ จะทรงพระราชดำเนินไปตามทางเท้าขึ้นเขาเข้าป่าไปเสมอ ถ้าทรงพบว่ามีคนทิ้งก้นบุหรี่ลงบนกองใบไม้แห้ง และไฟกำลังคุขึ้น จะทรงตำหนิและรับสั่งกับข้าราชบริพารว่าไม่ควรทิ้งเชื้อไฟลงในป่า เพราะใบไม้แห้งเป็นเชื้อไฟอย่างดี หากเกิดไฟไหม้ ไฟจะลุกลามไปอย่างรวดเร็วทำให้ดับยาก และจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้อย่างมากมาย สัตว์ป่าจะแตกตื่นและอาจจะตายในกองไฟได้

ทุกครั้งที่ทรงพระดำเนินไปพบว่าไฟกำลังลุกอยู่ ณ จุดไหน จะทรงหยุดขบวนและมีพระราชเสาวนีย์ให้คนในขบวนไปดับไฟเสีย  หากลุกลามเกินกำลังที่จะดับกันเองได้ ก็มีพระราชเสาวนีย์ให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้มาดำเนินการ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นที่จะอบรมชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาป่า เช่น สมุดภาพที่โปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นพระราชทานศาลารวมใจเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ก็ได้ทรงสอดแทรกเรื่องรักษาป่าและต้นน้ำลำธารไว้ด้วย

เมื่อได้ทรงพบว่าป่าไม้ถูกทำลายจนเหลือน้อยลงทุกที สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดสกลนคร เมื่อพุทธศักราช 2525 โปรดเกล้าฯ ให้หาที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า หรือป่าที่เสื่อมโทรมแล้วเพื่อนำต้นไม้ไปปลูก และให้ชาวบ้านช่วยกันดูแล ทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลปรึกษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในเรื่องต้นไม้ที่จะนำไปปลูก โปรดให้ปลูกต้นไม้หลายจำพวกด้วยกัน คือไม้โตเร็ว เช่น กระถินยักษ์ ยูคาลิปตัส เพื่อให้ช่วยเป็นร่มเงาแก่ไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็งรัง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีไม้ใช้สอย เช่น ไม้ไผ่ แคบ้าน กระถิน ไม้เหล่านี้ปลูกสับหว่างกันไป เมื่อไม้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแรง ก็อนุญาตให้ชาวบ้านตัดไม้โตเร็วและไม้ใช้สอยออกไปใช้ได้

สวนสัตว์ป่านั้น ทรงพระราชดำริที่จะอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์มานานแล้ว ก่อนที่จะตื่นตัวเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นปัจจุบันนี้ เวลาเสด็จฯ ไปต่างจังหวัด มักมีชาวบ้านนำสัตว์ป่ามาถวาย เช่น นกเงือก ไก่ฟ้า กระจง เป็นต้น จะโปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปเลี้ยงไว้เพื่อขยายพันธุ์ เมื่อมีจำนวนมากแล้ว ก็ให้นำไปปล่อยคืนสู่ป่า

งานด้านอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ยังไม่ใคร่มีผู้ทราบกันนัก คือ งานอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เนื่องจากทรงเห็นว่าคนไทยนิยมรับประทานไข่เต่า หรือที่เรียกกันว่า ‘ไข่จะละเม็ด’ กันมาก ทรงเกรงว่าเต่าทะเลจะสูญพันธุ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หาซื้อที่เพื่อเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เต่าทะเล ซึ่งเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ทราบถึงพระราชประสงค์ ก็ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเกาะมันใน ในเขตจังหวัดระยอง ให้เป็นที่ทรงเพาะเลี้ยงเต่าทะเลตามพระราชดำริ โปรดเกล้าฯ ให้พลเรือเอกนิรันดร์ ศิรินาวิน สมุหราชองครักษ์ในสมัยนั้นเป็นผู้ดำเนินการโครงการ และพลเรือเอกนิรันดร์ได้ขอความร่วมมือจากกรมประมง “โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” จึงได้กำเนิดขึ้นและอยู่ในความดูแลของกรมประมงตลอดมา สามารถเพาะพันธุ์เต่าทะเลได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเต่าโตและแข็งแรงพอที่จะหาอาหารกินเองได้แล้ว ก็นำไปปล่อยลงในทะเล อาจจะเป็นไปได้ว่าที่เต่าทะเลในน่านน้ำไทยยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะความมีสายพระเนตรกว้างไกลของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของเรานั้นเอง

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เตรียมปะทะ กัมพูชา รายการชิงแชมป์อาเซียน 2025 คิกออฟ 16.30 น. เสาร์นี้ (9 ส.ค.)

(8 ส.ค. 68) ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยลงฝึกซ้อมต่อเนื่องที่สนาม VIN 1 เมืองไฮฟอง ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลงสนามนัดที่สองของศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 กลุ่มเอ พบกับทีมชาติกัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เวลา 16.30 น. ที่สนามลัช ไช สเตเดียม

การฝึกซ้อมครั้งนี้ 'ฟูโตชิ อิเคดะ' หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่น เน้นแผนการฟื้นฟูร่างกายนักเตะ พร้อมปรับจุดบกพร่องจากเกมเปิดสนามที่ทีมไทยเอาชนะอินโดนีเซียมาได้ โดยใช้เวลาซ้อมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

ด้าน 'จณิสตา จินันทุยา' กองหน้าดาวรุ่งจากสโมสรกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ดีใจที่สามารถยิงประตูแรกในทัวร์นาเมนต์ได้ เพราะช่วยปลดล็อกความกดดัน และสร้างความมั่นใจมากขึ้น พร้อมย้ำว่าทีมยังต้องปรับเรื่องการจบสกอร์ และไม่ประมาทกัมพูชา

สำหรับทีมชาติไทยอยู่ร่วมกลุ่มเอ กับเวียดนาม (เจ้าภาพ), อินโดนีเซีย และกัมพูชา โดยจะคัด 2 ทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ เป้าหมายของ 'ชบาแก้ว' คือเข้ารอบให้ได้ก่อน และลุ้นคว้าแชมป์อาเซียนในปีนี้ต่อไป แฟนบอลสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดผ่าน ททบ.5 HD, AIS PLAY, True Visions Now และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ในวันที่ 9 และ 12 สิงหาคมนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

(8 ส.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมพิธี

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ฯ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยพิธีต่างๆ ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล , พิธีทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพร

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 9-15 สิงหาคม 2568

อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เสนอใช้จุลินทรีย์ EM ดับกลิ่นศพทหารเขมร เชื่อกลิ่นเหม็นหายภายใน 30 นาที เพราะเคยใช้แล้วได้ผลที่ปัตตานี

(8 ส.ค. 68) พลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีตแม่ทัพภาค 4 และอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เสนอแนวทางดับกลิ่นศพทหารกัมพูชาที่ยังไม่ถูกเก็บกู้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการใช้ 'EM' หรือจุลินทรีย์ชีวภาพชนิดดี ผสมกับน้ำและกากน้ำตาล แล้วนำไปฉีดพ่นในพื้นที่ เชื่อว่ากลิ่นเหม็นจะหายภายใน 30 นาที

พลเอกพิเชษฐ์ระบุว่า ได้ประสานกับรองแม่ทัพภาค 2 และรองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีแล้ว เพื่อให้นำ EM ไปใช้ในพื้นที่ทันที พร้อมแนะนำให้ใช้เครื่องพ่นสเปรย์ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลเร็วและครอบคลุมมากขึ้น เพราะหากปล่อยไว้นานจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากการเน่าเปื่อย

อดีตแม่ทัพรายนี้ย้ำว่า เคยใช้วิธีเดียวกันนี้ตอนอยู่ที่ปัตตานีกับกองขยะที่มีกลิ่นเหม็น และเห็นผลชัดเจน จึงมั่นใจว่าใช้ได้ผลกับศพเช่นกัน โดยจุลินทรีย์ดีจะเข้าไปยับยั้งจุลินทรีย์ก่อกลิ่นและเชื้อโรคได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า EM ยังสามารถใช้ฉีดรองเท้าคอมแบตที่มีกลิ่นเหม็นจากการใช้งานหนักของทหารได้ด้วย ซึ่งเจ้าตัวเคยทดลองมาแล้ว และผลลัพธ์ดีเกินคาด

‘คลัง’ จัดแพ็กเกจมาตรการเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน 'ออมสิน' เด้งรับ แจกเงินช่วยทหาร-ชาวบ้าน เจ็บตายได้ทุกคน

(8 ส.ค.68) 'คลัง' ออกรวมชุดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งมาตรการภาษี มาตรการการเงิน 7 แบงก์รัฐ ช่วยพักหนี้ ยกหนี้ ให้สินเชื่อฟื้นฟู ขณะที่ 'ออมสิน' แจกเงิน ช่วยทหาร-ชาวบ้าน เจ็บตายได้ทุกคน ยอดทะลุ 6 ล้าน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมเพื่อติดตามมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ของกระทรวงการคลัง ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีโอกาสรับฟังความเห็นจาก 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบสถานการณ์จริง และได้รับข้อมูลการปฏิบัติงาน ผลของมาตรการที่ได้มีการออกไปแล้ว ที่ประชุมได้มีการชี้แจงในประเด็น

1. มาตรการช่วยเหลือด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัยของ คปภ. ในส่วนของการประกันภัย และการประกันวินาศภัย ทั้งในส่วนของการขยายการผ่อนผันรับชำระเบี้ยประกันภัย การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ทำประกัน เช่น การงดตรวจสุขภาพหรือยกเว้นดอกเบี้ยตามแต่กรณี 

2. การสรุปทำความเข้าใจในมาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ ของกรมสรรพากร ทั้งมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่ให้สิทธิประชาชนสามารถหักลดหย่อนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์ความเสียหายได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท และสำหรับยานพาหนะไม่เกิน 30,000 บาท พร้อมเลื่อนเวลาการยื่นแบบ และการชำระภาษี 

3. มาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่มีการออกมาตรการพักชำระหนี้ มาตรการสินเชื่อพิเศษเพื่อฟื้นฟูภายหลังได้รับผลกระทบ สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ และสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย

ด้านนายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง โดยมอบความช่วยเหลือ เป็นเงินรายละ 50,000 บาท แก่ผู้บาดเจ็บทุกรายที่ยังรักษาตัวตามรายชื่อที่รวบรวมได้ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2568 จากโรงพยาบาลรวม 8 แห่ง เพื่อเป็นการส่งกำลังใจรวมเป็นเงิน 4,300,000 บาท

นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบโอกาสในการประกอบอาชีพเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ ทั้งทหารและพลเรือน ด้วยการฝึกอาชีพให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมมอบเงินทุนตั้งต้นให้รายละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,050,000 บาท

โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารได้มอบเงินงบประมาณส่วนแรก ในการสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และตราด เพื่อใช้ในการสนับสนุนของใช้ที่จำเป็น เช่น ผ้าห่ม อาหารแห้ง อาหารปรุงสุก และน้ำดื่ม เป็นเงิน 1,314,800 บาท รวมงบประมาณช่วยเหลือ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นจำนวนเงิน 6,664,800 บาท ทั้งนี้ ธนาคารออมสิน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนคนไทยในทุกวิกฤติ ให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากและเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง โดยจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังตามเจตนารมณ์ของการเป็นธนาคารเพื่อสังคม 

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าว กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5 จับกุมคนจีนและคนไทยรวม 3 คนรับจ้างถอนเงินสดจากบัญชีม้า พื้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (7 ส.ค. 68)  เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมรายสำคัญในพื้นที่ ภ.5 กรณีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ศปอส.ภ.5 (PCT ภ.5)  - สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ได้สืบสวนหาข่าวว่ามีชาวจีน ได้ทำธุรกรรมถอนเงินสดต้องสงสัย จนสืบทราบว่ากลุ่มคนจีนรับจ้างถอนเงินดังกล่าว มีความเคลื่อนไหว ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงได้รวบรวมข้อมูลและลงพื้นที่ในการตรวจสอบ และจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯและ พรก. มาตรการป้องกันและปราบปรามฯต่อมาได้สืบสวนขยายผลผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 1 คน รวมออกหมายจับจำนวน 4 ราย จับกุมได้จำนวน 3 คน
โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้องประชุม สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.5 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย นายฉิน หลง หรือ MR.QIN LONG อายุ 29 ปี สัญชาติจีน หนังสือเดินทาง EQ1225867 (ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1588 /2568 ลงวันที่ 5 สค.2568) นายจาง ลู่ผิง หรือ MR.ZHANG LUPING อายุ 30 ปี สัญชาติจีน หนังสือเดินทางWQ2158533(ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1583/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.2568)น.ส.สุดารัตน์ ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมืองสุโขทัย จว.สุโขทัย (ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1586/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.2568)

ฐานความผิด ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 กล่าวหาว่า "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดย ทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและร่วมกันเป็น ธุระจัดหา โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญา อื่น" ผู้ต้องหาที่ 3 กล่าวหาว่า "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ 

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง"พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย ธนบัตรไทย ฉบับละ 1,000 บาท และ ฉบับละ 500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,140,000 บาท โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 3 เล่ม บัตรกดเงินสด จำนวน 2 ใบ

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผนึกกำลังพันธมิตร เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยจาก ICAO

(7 ส.ค. 68) พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยนายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัย จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ซึ่งมีกำหนดในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผู้แทนฝ่ายมาตรฐานและควบคุมคุณภาพการรักษาความปลอดภัยกิจการการบิน ทอท. ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ CAAT

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นท่าอากาศยานสำคัญของประเทศไทย ที่มีบทบาทรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐาน ICAO และ CAAT อย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี เพื่อยกระดับความพร้อมในการตรวจประเมิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานต่าง ๆ เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการบางส่วนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น 

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จึงเตรียมมาตรการรองรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้โดยสาร การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ

ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ตามผลประชุมจีบีซีหวังคลี่คลายปมชายแดน

GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ผู้แทน 2 ชาติ ลงนามบันทึกผลการประชุม หวังคลี่คลาย สถานการณ์ชายแดน นำมาซึ่งสันติภาพ

(7 ส.ค.68) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา - Team Thailand โพสต์ข้อมูลรายละเอียด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค.68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

'ประชาธิปัตย์' ร่วมงานฉลอง 60 ปีวันชาติสิงคโปร์ ชื่นชมช่วยผลักดันอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล

ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ60ปีวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวานนี้ตามคำเชิญของ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้สโลแกน “60ปีแห่งการเดินทางร่วมกันของไทยและสิงคโปร์” (Celebrating 60 Years Shared Journey of Thailand and Singapore)

ทั้งนี้ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี พ.ศ. 2508 แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ารากฐานความสัมพันธ์ไทยและสิงคโปร์ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายตัน กิม เจ็ง ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เป็นกงสุลใหญ่คนแรกของไทยประจำสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2406 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ พร้อมพระราชทานช้างสำริดให้กับสิงคโปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และทรงซื้อที่ดิน พร้อมอาคาร Hurricane House โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้สืบทอดมาเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในปัจจุบันและต่อมาทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่พระราชวังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งในปี พ.ศ.2489 จึงมีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออันดีในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า ในปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียนและอันดับที่ 10 ของไทยในระดับโลก โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องขอแสดงความชื่นชมสิงคโปร์ในฐานะมิตรประเทศที่ช่วยผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิตอลของอาเซียนหรือ DEFAให้มีความคืบหน้าและมีมาตรฐานสูงเพื่อการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและสิงคโปร์ยังเชิญชวนไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิดิจิทัลหรือ DEPA 

ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี และ เกาหลีใต้อีกด้วย

‘เสธ.หิ’ โพสต์สะเทือนใจ!! ทหารเขมรแนวหน้ายอมเสียสละชีวิต แต่ผู้นำยังป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรี จี้ถาม ‘มาลี’ ไม่อายหรือ?? แถลงโกหกทับซากศพ

(7 ส.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการ พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร’

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top