Thursday, 9 July 2026
NEWS

21 อาจารย์ นิติฯ จุฬาฯ ร่วมลงชื่อ อนุญาตนิสิต ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียน ชี้ไม่กระทบการเรียน

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก คณะจุฬาฯ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่อนุญาตให้นิสิตระดับปริญญาตรีเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือชุดสุภาพเข้าเรียนในทุกรายวิชา และทุกชั่วโมงที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกข้อความเป็นอาจารย์ผู้สอน

โดยระบุว่า คณาจารย์ผู้ร่วมลงนามในบันทึกข้อความ เห็นร่วมกันว่า นิสิตควรมีเสรีภาพในการแต่งกาย อันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติไม่ได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ กระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใด

จึงสมควรอนุญาตให้นิสิต สามารถเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ในการเข้าห้องเรียนในทุกรายวิชาและทุกชั่วโมง ที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกเป็นผู้สอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อความดังกล่าว ได้มีคณาจารย์ร่วมเข้าชื่อหลายปีต่อเนื่องกัน โดยจะมีรายนามอาจารย์เพิ่มขึ้น เรื่อยมา สำหรับปีนี้ มีเหล่าคณาจารย์ลงนามทั้งหมด 21 คน

‘กัมพูชา’ เจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย!! แต่แอบใช้กับ ‘ประเทศไทย’

(9 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' โพสต์ข้อความระบุว่า …

กัมพูชาโกงเงินนานาชาติ! เคยเจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย แต่แอบใช้กับไทย

กัมพูชาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรุนแรงที่สุดในโลก ผลพวงจากยุคเขมรแดง และสงครามกลางเมืองตลอดทศวรรษ 1970–1990 ทำให้ทั่วประเทศเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสำคัญ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กัมพูชาได้เข้าร่วม อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งมีข้อห้ามในการผลิต ใช้ เก็บรักษา และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมพันธกรณีที่จะต้องกำจัดทุ่นระเบิดในดินแดนของตน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และองค์การสหประชาชาติ ผ่านโครงการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อ อาทิ การสนับสนุนให้ CMAC (Cambodian Mine Action Centre) โดยมี นายเฮง รัตนา เป็นผู้อำนวยการ และโครงการ 'Clearing for Results' ของ UNDP เงินทุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และฟื้นฟูพื้นที่ทำกินของประชาชน

จากข้อความดังกล่าวกัมพูชาดูเป็นประเทศที่น่าสงสารใช่ไหมครับแต่ไม่เลย

จากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ล่าสุดกัมพูชายังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 เป็นผลทำให้กำลังพลไทยบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะถึง 3 นาย (ก่อนการปะทะ 2 นาย หลังการปะทะ 1 นาย)

แม้นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) จะออกมาปฏิเสธเสมอว่ากัมพูชาไม่ได้มีการใช้ทุ่นระเบิด ที่พบเจอนั่นคือของไทยเพราะอยู่ในเขตประเทศไทย แต่คำปฏิเสธนี้ดันขัดกับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ออกมาบอกว่า ทุ่นระเบิดนั้นเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา แต่ภาพล่าสุดเมื่อ 31 ก.ค. 68 ที่สื่อกัมพูชาได้ถ่ายลง ณ ปราสาทตาควายนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่

แม้การประชุม GBC เพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปะทะจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หนึ่งในข้อที่ไทยเรียกร้อง นั่นคือขอให้กัมพูชาจัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกัมพูชาเองไม่ตอบรับ อาจจะเป็นเพราะกัมพูชาพยายามโกหกในนานาชาติว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด

สุดท้ายนี้กัมพูชายังคงโกหกต่อนานาชาติเรื่อยๆว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด และยังคงรับเงินจากนานาชาติเพื่อเก็บกู้ เป็นสิ่งที่บอกนานาชาติได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงโกงเงินทุกประเทศ ทุกๆช่องทางที่มีโอกาส สมกับเป็นประเทศ Scambodia

ทุ่นระเบิดแม้อาจจะได้เปรียบในสนามรบระยะสั้น แต่ส่งผลต่อประชาชนในระยะยาว

‘โฆษกกองทัพบก’ ซัด!! เขมร วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในการรบ ชี้!! เป็นอุปสรรค มาตรการหยุดยิง การแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี

(9 ส.ค. 68) พลตรีวินธัย  สุวารี  โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กรณีกำลังพลของ กองร้อยทหารราบที่ 111 เหยียบกับระเบิด ขณะทำการลาดตระเวนเส้นทาง เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย  

โดย ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลในพื้นที่ และนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามทันที 

โดยได้ส่งต่อ จ่าสิบเอก ธานี พาหา ที่เหยียบกับระเบิดข้อเท้าขาด  ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

“จากเหตุการณ์นี้ อาจ ทำให้สังคม ภายในประเทศและในสังคมโลก ทั่วไปเข้าใจได้ว่า การใช้อาวุธต่อกันยังคงมีอยู่  เป็นลักษณะของการพยายามที่จะใช้อาวุธต่อกันในแบบซ่อนรูป

สิ่งนี้อาจนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงและการแก้ไขปัญหาในแบบสันติวิธี 

รวมถึงแสดงถึงว่าที่ผ่านมา กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มในการใช้อาวุธก่อนมาตลอด ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

เทศบาลตำบลหนองบัว อุดรธานี รวมพลังแนวหลัง ให้กำลังใจ!! รักทหาร รักเธอประเทศไทย

(9 ส.ค. 68) เทศบาลตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยการนำของนายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำท้องที่ พนักงาน ลูกจ้าง และประชาชนชาวเทศบาลตำบลหนองบัว ได้จัดกิจกรรม ‘รักประเทศไทย’ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า และเพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนรักและหวงแหนประเทศชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการสวมเสื้อ ‘รักประเทศไทย’ ซึ่งเป็นเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของประเทศและข้อความที่แสดงถึงความรักชาติ จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รวมแถวเพื่อเคารพธงชาติ และเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ร้องเพลงชาติไทยเสียงดังกระหึ่ม เทศบาลสะเทือน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความเคารพของคนไทยต่อประเทศชาติ

หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินรณรงค์ไปตามถนนในชุมชน โดยมีการเดินแถวและเขียนอักษรเป็นรูปหัวใจภายใต้ป้ายรูปธงไตรรงค์ โดยใช้ข้อความ “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” เพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน

นายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน คนไทยที่อยู่แนวหลังส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า ที่ได้เสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ รักทหาร รักเธอประเทศไทย

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! GBC จบสิ้น หลัง ‘ทหารไทย’ เหยียบ ‘กับระเบิด’ ไทยรุกคืบได้ทันที ชี้!! เราไม่ควรสูญเสีย เพราะเขาทำละเมิดกฎหมาย

(9 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดของเขมรจนบาดเจ็บและขาขาด แม้จะมีการลงนามทั้งสองฝ่ายในข้อตกลง GBC แล้ว

ซึ่งข้อ 1 ระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี ซึ่งการใช้กับระเบิดไม่ว่าจะวางไว้ก่อนหรือหลังการลงนาม ก็ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงแล้ว 

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิ ยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (VCLT) มาตรา 60 เพราะถือเป็นการละเมิดอย่างมีสาระสำคัญของข้อตกลง 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถรุกคืบเข้าไปในดินแดนเขมร เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการวางกับระเบิดของเขมรเพิ่มเติมได้อีก บริเวณพื้นที่พิพาท ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวและตอบโต้อย่างได้สัดส่วนตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะนี่ถือเป็นการโจมตีด้วยกับระเบิดของกัมพูชาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทหารไทยไม่ควรจะสูญเสียจากการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาอีก 

ด้วยความปรารถนาดี

‘เอกนัฏ’ ดัน!! ‘แผงโซลาร์เซลล์ – ที่ชาร์จรถ EV’ เป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้

(9 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์อยู่บ่อยครั้ง และนำมาซึ่งไฟไหม้บ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทรัพย์สิน ของประชาชนเป็นจำนวนมาก กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมแผงโซลาร์เซลล์ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจำหน่ายต้องได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการประชุมบอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ “แผงโซลาร์เซลล์ หรือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์” เป็นสินค้าควบคุมต้องได้มาตรฐาน จากเดิมที่ประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีผู้ผลิตภายในประเทศได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แล้ว จำนวน 8 ราย

“ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้ในการกักเก็บพลังงานทดแทน สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านจำหน่ายในท้องตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่มีการตรวจสอบระบบการควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์   ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ก็จะสามารถกำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่ สมอ. ควบคุมมีจำนวน 147 รายการ ครอบคลุมสินค้ากว่า 300 ผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นผู้รับใบอนุญาตนำเข้า แต่นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามา ในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์ ที่บอร์ด สมอ. เห็นชอบในครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน และมาตรฐานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการทดสอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น การทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟ ระบบป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนจนเกิดการลุกไหม้ เป็นต้น รวมทั้งเห็นชอบชุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมอีก 3 มาตรฐาน ได้แก่ 

1) มาตรฐานของชุดชาร์จแบบพกพาที่ใช้ได้กับไฟบ้านทั่วไป 
2) มาตรฐานชุดชาร์จที่ใช้ได้กับไฟบ้าน ติดตั้งถาวรในบ้านและสถานที่สาธารณะทั่วไป 3) มาตรฐานชุดชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จที่จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งชุดชาร์จประเภทนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ทั้งนี้ สมอ. จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ทั้ง 5 มาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในปี 2569 

นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานวิธีทดสอบต่าง ๆ รวมจำนวน 60 มาตรฐาน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ – คลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things  (IoT)) กายอุปกรณ์เทียมและกายอุปกรณ์เสริม เลนส์ตาเทียม น้ำมันหอมระเหย หน่อไม้ในภาชนะบรรจุปิดสนิท น้ำยางข้นธรรมชาติโปรตีนต่ำ เครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นต้น พร้อมทั้งเห็นชอบรายชื่อมาตรฐานที่ สมอ. จะจัดทำเพิ่มเติมในปี 2568 อีก 14 มาตรฐาน รวมเป็น 785 มาตรฐาน เช่น เหล็กเส้นสำหรับคอนกรีตอัดแรง รางสายไฟแบบตะแกรง เม็ดยาง กระเบื้องเซรามิกมุงหลังคา แผ่นผนังเซรามิกมวลเบา เป็นต้น เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย 

ความรู้สึกจากใจทหาร!!

เล่าความประทับใจ ‘ตื้นตัน’ ซึ้งน้ำใจคนไทย
ขอบคุณที่ได้เกิดเป็นทหารไทย!!

‘เจือ ราชสีห์’ ประสาน!! ‘อธิบดีกรมทางหลวงฯ’ ยืนยันต่อที่ประชุม พร้อมผลักดัน!! งบสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ในปีถัดไปทันที

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะได้มาชี้แจงงบประมาณของกรมทางหลวงทางชนบท จำนวน 9 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

‘นายเจือ ราชสีห์’ ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณฯ ได้ชี้แจงในที่ประชุม กับ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้ทราบถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาในการใช้เวลานานข้ามระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา 

นายเจือ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังกับโครงการนี้มาโดยตลอด การจัดสรรงบประมาณในปีนี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมทางหลวงชนบทที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมด้วยตนเอง

ในที่ประชุม อธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้ชี้แจงว่า งบประมาณจำนวน 9 ล้านบาทในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสังคม โดยยืนยันว่าหากผลการศึกษาชี้ว่ามีความเหมาะสม กรมฯ พร้อมจะตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีถัดไปทันที่ หากโครงการผ่านการพิจารณา ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญระดับภูมิภาคในอนาคต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดคอร์ส 'รู้ทันภัยไซเบอร์' บน Thai MOOC เรียนฟรี พร้อมรับ 1 หน่วยกิต

(9 ส.ค.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านระบบ Thai MOOC ภายใต้ชื่อ “รู้ทันภัยไซเบอร์” เพื่อยกระดับความรู้และทักษะในการป้องกันภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงในรูปแบบคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพฤติกรรมของมิจฉาชีพออนไลน์ วิเคราะห์รูปแบบการโจมตี และเรียนรู้วิธีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับใบประกาศนียบัตร และนับเป็นหน่วยกิตทางวิชาการได้ 1 หน่วยกิต โดยหลังสูตรดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รองผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ตอท. บช.สอท.) , พ.ต.อ.เกรียงไกร พุทไธสง ผู้กำกับการ กลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท.บช.สอท. และ พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรฝ่ายอำนวยการ บก.สอท.2 

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับตนเองและครอบครัว สมัครเรียนฟรีผ่านระบบ Thai MOOC เว็บไซต์ https://thaimooc.ac.th คลิกเลือกหมวดหมู่รายวิชา “ทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง” จากนั้นคลิกเลือกวิชา “อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเบื้องต้น” หรือคลิกลิงก์ https://learn.thaimooc.ac.th/courses/course-v1:CU+00868+0/about
 

‘ฮุนเซน’ โพสต์โซเชียล!! ฟ้องชาวโลก จี้!! ผู้นำไทย สั่งหยุด!! ‘สงครามหนังสติ๊ก’

(9 ส.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว อ้างว่า ทหารไทยใช้หนังสติ๊กที่บรรจุลูกปืนและเม็ดโลหะยิงใส่ทหารกัมพูชา ขอให้รัฐบาลไทยสั่งให้หยุดใช้ทันที โดยระบุว่า …

จริงๆไม่อยากพูดหรอก แต่ถ้าไม่พูด กลัวผู้นำไทยไม่รู้ ชุมชนนานาชาติไม่เข้าใจ สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากสงครามติดอาวุธมาทำสงคราม ใช้กระสุนยาง กระสุนเหล็ก

เรื่องนี้ ถ้าดูแล้ว มันดูเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องเล็ก แต่ถ้าดูแล้ว เรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ห้าม จะเปลี่ยนจากการใช้ไม้ยางพารา ไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ซึ่งจะทำให้ความเป็นผู้นำกัมพูชา-ไทย ได้รับความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และการมีส่วนร่วมจากจีน สหรัฐฯ หาดูยาก

สำหรับกัมพูชาถ้าใช้ ขอให้รัฐบาลสั่งกองทัพหยุดใช้ทันที หวังว่าผู้นำไทยจะสั่งกองทัพหยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบไว้

ในความเป็นจริงแล้ว ฉันไม่ได้ต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม การนิ่งเงียบอาจทำให้ความเป็นผู้นำของไทยไม่ตระหนัก และชุมชนระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ผิด ความขัดแย้งชายแดนของกัมพูชา– ประเทศไทย ได้เปลี่ยนจากสงครามโดยใช้อาวุธไปยังหนังสลิงช็อตที่เต็มไปด้วยลูกปืนและเม็ดโลหะ

ในแวบแรก นี่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือแม้แต่เรื่องตลก แต่เมื่อมีการตรวจสอบลึกซึ้งขึ้น มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรง หากเราไม่แทรกแซง มันจะเพิ่มขึ้นจากสลิงช็อตไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ในที่สุดก็ทำลายข้อตกลงการหยุดยิงอย่างเจ็บปวดโดยผู้นำกัมพูชาและไทย ด้วยการไกล่เกลี่ยอย่างกระตือรือร้นโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและการมีส่วนร่วมจากจีนและสหรัฐอเมริกา

สำหรับกัมพูชา หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ฉันขอให้รัฐบาล หลวง ออกคำสั่งให้กองกำลังทหารหยุดการใช้งานทันที ผมหวังว่าภาวะผู้นำไทยจะออกคำสั่งที่คล้ายกับกองทัพให้หยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบมา

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “สมเดช เตโช ฮุนเซน กล่าวว่า สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากการใช้อาวุธเป็นไม้ยางเทนนิสและโลหะ หากไม่ป้องกัน จะนำไปสู่การทำลายข้อตกลงการหยุดยิง”

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' 

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ห่วงใยข้าราชการตำรวจที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,339,000 บาท ตามนโยบาย"ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน"

คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,339,000 บาท เพื่อจัดซื้อสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจรวมจำนวน 1,339 นาย ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา และแพร่ ที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' แม้ว่าครอบครัวตำรวจก็ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน 

โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มอบหมายให้ คุณพจนารถ กรึงไกร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย คุณละมัย กัลยา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดน่าน , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย แพทย์หญิงทรงพร เสนากูล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย คุณมลธิชา ไชยบาล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา , พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย คุณศุภรัตน์ การะเกตุ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ นำคณะข้าราชการตำรวจ – แม่บ้านตำรวจ ร่วมดำเนินการบรรจุถุงยังชีพ และ ดำเนินการส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัวในสังกัด ทั้งสิ้น 1,339 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา  เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวมีขวัญกำลังใจมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร!! เปิดแคมเปญ กระตุ้น!! นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งมอบ!! ประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

(9 ส.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านคนรุ่นใหม่ในตลาดยุโรปด้วยกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ในช่องทาง AXN Asia เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม Family & Multigeneration ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า แคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” เป็นหนึ่งกิจกรรมในปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ที่ ททท. ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจัดเตรียมสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Thai’d Up This Summer” เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวหลายช่วงวัย (Family & Multigeneration) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2568 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วง Summer ของตลาดยุโรป ททท. ยังได้ร่วมกับ AXN Asia จัดกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ชวน Gen Z ของตลาดยุโรปร่วมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านโพสต์ Social media ในช่องทาง AXN Asia เพื่อคัดเลือกผู้โชคดี 8 คน เดินทางถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ ททท. หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าและบริการในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน และช่วยเติมเต็มจำนวนนักท่องเที่ยวช่วง Green Season ของประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรม “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ททท. ได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รถเช่า และสวนสนุก มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ HarborLand สวรรค์ของเด็กและครอบครัว : เพียงซื้อตั๋วเข้าชมสำหรับ 1 ผู้ใหญ่ + 1 เด็ก รับฟรี! ถุงเท้ากันลื่น HarborLand 2 คู่ มูลค่า 120 บาท, ห้างในเครือ The Mall Group (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) : รับส่วนลดต่าง ๆ และรับคืนภาษีได้สะดวกด้วยระบบ VAT Refund อิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และสยามพารากอน ONESIAM GLOBAL Visitor Card เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 80%,  บริการ AVIS Executive VAN : รถตู้ VIP รับ–ส่งสนามบิน เริ่มต้นเพียง 2,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อจองล่วงหน้า พร้อมใส่รหัส “TATATF25”, Grab Thailand Travel Pass: รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GrabCar Premium, GrabFood, GrabMart และ Grab Airport Rides ผ่านหน้า GrabRewards บนแอป Grab โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/AmazingGrandPrivileges

สำหรับกิจกรรม “Your Dream of Thailand Academy” เป็นกิจกรรมการประกวด Online Contest ผ่านช่องทาง Social Media มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ในตลาดยุโรป เพื่อสร้างกระแสบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี จากภูมิภาคยุโรป ร่วมโพสต์แชร์แรงบันดาลใจในการเดินทางมายังประเทศไทยผ่าน Social Media ในช่องทาง AXN Asia กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป จำกัดข้อความไม่เกิน 100 คำ เปิดรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนผู้โชคดี 8 คนมาเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทยให้กับผู้อื่นต่อไป โดยจะประกาศผู้โชคดีในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ครั้ง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/axnasia

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ (5 ส.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, รองประธานคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41, ข้าราชการ, สมาชิกชมรมคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41 และ ทหารกองประจำการกองบิน 41 ร่วมพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41

ภายในกิจกรรมได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ด้วย

2 พี่น้องคนเก่ง ‘น้องอิน-น้องเอม ทองแตง’ ได้รับคัดเลือก เข้าร่วมโครงการ!! ‘Thailand Youth Climate Action’

(9 ส.ค. 68) ‘กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม’ ได้มีประกาศทางเฟซบุ๊ก Children & Youth : CCE – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า …

ประกาศผลการคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 เพื่อเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมถึงการเสริมศักยภาพและความรู้ให้กับเยาวชน ในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สามารถดูรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ตามลิงก์ประกาศด้านล่างนี้
https://www.dcce.go.th/9456/

โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1-10 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อให้กับแหล่งทุน เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมเวทีประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ และหากได้รับการจัดสรรแหล่งทุนเพิ่มเติม ลำดับที่ 11-22 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อลำดับถัดไป

จากการตรวจสอบรายชื่อพบว่า มีผู้ผ่านเข้ารวม 41 คน โดยในลำดับที่ 2 และ 4 พบว่า มีรายชื่อ น.ส.อริสา หรือ 'น้องเอม' ทองแตง นักเรียน Year 11 และ นายอริณชย์ หรือ 'น้องอิน' ทองแตง นักเรียน Year 12 จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ ได้รับการประกาศชื่อเป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองถือเป็นเยาวชนที่มีหัวใจนักอนุรักษ์ อย่างแท้จริง ร่วมกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิล่าสุด คว้ารางวัลเหรียญทอง ในการประชุมเคมีนานาชาติ ACC 2025 สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เมื่อเดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.เดินหน้าขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ คนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิด และเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับทุกหน่วยต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และบูรณาการทุกภาคส่วน

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บัญชาการทุกหน่วย และข้าราชการตำรวจ เฝ้าฟังทั่วประเทศ โดยเป็นการขับเคลื่อนงานด้านอาชญากรรมที่เกิดขึ้น , งานด้านยาเสพติด ตามนโยบาย No Drugs No Dealers , การปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์และอาชญากรรมออนไลน์ , การปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย , การแก้ไขปัญหาด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย-กัมพูชา , การปราบปรามหนี้นอกระบบ บุหรี่ไฟฟ้า , การปรับแผน มาตรการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (การปรับสถานที่ , อุปกรณ์ป้องกันตัวเจ้าหน้าที่ , เสริมขีดความสามารถ) , การแก้ไขปัญหางานสอบสวนที่ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนจากระดับกองบังคับการลงไปช่วยในระดับสถานีตำรวจ , รายงานสถิติและผลการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 - 2568

ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้นโยบาย 15 ข้อ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจโดยใช้กลไกสหกรณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของตำรวจแต่ละราย นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากที่ประชุมว่า สถิติอาชญากรรมฉ้อโกงทางออนไลน์มีสถิติสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ศปอส.ตร. (บช.สอท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวน ปราบปราม จับกุม ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพทุกคดี โดยพบว่าคดีออนไลน์เฉลี่ยเกิดขึ้นวันละ 1,100 ราย ค่าเสียหายวันละ 100 ล้านบาท จากการสืบสวนพบศูนย์กลางการกระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศกัมพูชา รวมกว่า 38 แห่ง/จุด สามารถพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีการอายัดเงินได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ กำชับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ตรวจสอบ คัดกรองคนต่างด้าวที่เข้า-ออกราชอาณาจักร ต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้บุคคลต้องห้าม บุคคลเฝ้าระวัง เข้ามาในราชอาณาจักร , ตรวจสอบคนต่างด้าวที่อาจแทรกซึมมาก่อเหตุ หรือกระทำการเป็นสายลับ โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา และให้คงความเข้มและการปฏิบัติทั้งในจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้พัฒนาต่อยอดกล้องตรวจจับใบหน้าตามหมายจับ (AI Police Cyborg) ขยายไปยังพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กำชับการปฏิบัติ 9 ข้อ ดังนี้

1. ด้านยาเสพติด ให้ดำเนินการเชิงรุก ค้นหาผู้ค้าและผู้เสพทุกตารางนิ้ว ขยายผลในทุกมิติ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ต้องรับผิดชอบ

2. ด้านอาชญากรรมออนไลน์ ให้เร่งรัดการดำเนินคดี ออกหมายจับและยึดอายัดทรัพย์สินให้ได้โดยเร็ว เพื่อนำคืนให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งคัดกรองคนไทยและคนต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านทุกราย 

3. กรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวในพื้นที่ กำชับข้าราชการตำรวจทุกนายต้องไม่ยุ่งเกี่ยว พัวพัน ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการขนคนที่ผิดกฎหมาย

4. กำชับกวดขันสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ ปราบปรามยาเสพติดแหล่งมั่วสุม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และในสถานศึกษา

5. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พบว่าคดีเกี่ยวกับทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้น จึงให้สถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร/กองบังคับการตำรวจนครบาล/ตำรวจภูธรจังหวัด พิจารณาปรับแผนตามแต่ละพื้นที่ และแผนประทุษกรรมของผู้กระทำความผิด อาชญากรรมต่าง ๆ

6. กำชับข้าราชการตำรวจต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กระทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะความผิดที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า พืชกระท่อม กัญชา ฯลฯ

7. ให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การป้องกันชายแดนประเทศ พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง รักษาความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและสถานที่อพยพชั่วคราว ตลอดจนการกระทำความผิดที่อาจจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

8. การสืบสวนตามหมายจับ ให้สืบสวนหมายจับทุกหมาย บริหารจัดการการสืบสวน จับกุม การส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจ การบริหารงบประมาณที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

9. ขับเคลื่อนการสร้างวินัยจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยที่ได้รับปฏิบัติหน้าที่กันมาในระยะเวลาหนึ่งได้เป็นอย่างดี ขอบคุณกองวินัยที่ได้พัฒนาระบบงานวินัย , โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้รับรางวัลทางวิชาการและการแข่งขันทางไซเบอร์มาโดยตลอด และสำนักงานกฎหมายและคดีในการเสวนาการแก้ไขงานสอบสวนที่จะแก้ไขปัญหาได้อาจจะต้องใช้ในระยะเวลาหนึ่ง

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ฝากเตือนประชาชนคนไทยอย่าไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะกรณีใด หรือการเปิดบัญชีม้า เป็นธุระจัดหาบัญชีม้า เพราะตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายและมีอัตราโทษสูง เช่นที่ผ่านมา ศาลได้พิพากษากรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ในข้อปฏิบัติที่สั่งการทุกเรื่อง ให้ทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ดูแลควบคุมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยจะมีการคาดโทษเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา และจะพิจารณาโดยนำผลการปฏิบัติงานในแต่ละด้านไปใช้ในการแต่งตั้งโยกย้ายวาระการแต่งตั้งที่ใกล้ห้วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 นี้ และหากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใดไปพัวพัน ยุ่งเกี่ยว ประพฤติตนไม่เหมาะสม จะดำเนินการทั้งในทางอาญา วินัย และทางปกครองโดยเด็ดขาดทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top