Thursday, 9 July 2026
NEWS

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเดินสายสร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวของไทยกับประชาคมต่างชาติ

    

(27 ส.ค. 68) พล.ต.ต.พงษ์สยาม  มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นผู้แทนเข้าร่วมเสวนา ASEAN-China Tourism Security and Safety Forum & Travel Facilitation & Tourism Statistics Harmonization Worshop ล้านช้าง-แม่โขง ระหว่างวันที่ 24 - 27 ส.ค.68 ณ เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

การเสวนาครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่างประชาชนอาเซียน - จีน ล้านช้าง-แม่โขง ปี 2568 การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการประสานงานด้านสถิติการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ล้านช้าง-แม่โขง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวร่วมกัน 

ในการนี้ พล.ต.ต พงษ์สยามฯ ได้เป็นผู้แทน เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อความมั่นคงและความปลอดภัย ด้านการท่องเที่ยว ความรับผิดชอบร่วมกัน โดยได้นำเสนอมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัย การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในมิติต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว การตอบคำถามของประชาคมอาเซียนในหลายๆมุมมอง พร้อมทั้งได้ประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police และ Tourist Safety Operation Center : TSOC สำหรับแจ้งเหตุของนักท่องเที่ยวสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย

โดยมี รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศเมียนมา H.E.Mr.Jeng Phang Naw Tawng Union Minister Ministry of Sports and Youth Affairs and Ministry of Hotels and Tourism The Republic of the Union of Myanamar และเลขาศูนย์ล้านช้างแม่โขง H.E.Mr.Shi Zhongjun Secretary-Gerenal ASEAN-China Centre เป็นประธาน และมีผู้แทนของประเทศจีน, เมียนมา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, ฟิลิปินส์ และล้านช้าง-แม่โขง เข้าร่วมเสวนา ณ  Sedona Hotel เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นมิติใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนและจีนต่อไป

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมคดีรายสำคัญ 2 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดของกลาง ยาบ้า จำนวน 6 ล้านเม็ดและจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเงินสด 1,539,000 บาท

วันพุธที่ (27 ส.ค. 68) เวลา 11.00 น. พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ และ จับกุมบัญชีม้าคนจีนร่วมกับคนไทยเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 5 ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

​ตามนโยบายรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5   โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย
ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35​โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  ​ มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครองโดยนายชรินทร์ ทองสุข​​ ผวจ.เชียงราย แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ สภ.แม่เจดีย์ จว.เชียงราย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน รถยนต์บรรทุก 1 คัน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 6,000,000 เม็ด สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5  ​โดย นายธันวา ผุดผ่อง  ​​ ผอ.ปปส.ภาค 5
 หน่วยจับกุม​ ​สภ.แม่เจดีย์ จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และ
คดี ศปอส.ภ.5 ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 จับกุม 2 คนจีน ร่วมบัญชีม้าคนไทย ขบวนการถอนเงินเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจยึดเงินสด 1,539,000 บาท ถอนทันทีหลังผู้เสียหายโอนไปเพียง 25 นาที 

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

‘กองทัพบก’ เล็งสร้างกำแพงชายแดนไทย - กัมพูชา ช่วยแบ่งเขตแดนชัดเจน - ป้องกันเขมรรุกล้ำอธิปไตย

ผบ.สส.ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดแปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ประกาศ กองทัพบกเตรียมสร้างกำแพงถาวรแบ่งเขตแดนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการรุกรานอธิปไตย

(27 ส.ค. 68) พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวภายหลังเข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประจำปี 2568 โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่างๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชา เท่านั้น

โดยหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืน ในการเป็น คนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลากหลายด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูล ที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง ข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศ ให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้

ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุ กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการ ลงไปในพื้นที่ ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามโดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับคณะสภาความมันคงแห่งชาติ

(27 ส.ค. 68) พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมันคงแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะ จำนวน 18 คน เนื่องในโอกาสเดินทางมาจัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามประเด็นความมั่นคงชายแดนไทย - เมียนมา ระหว่างวันที่ 27 - 28 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดตาก 

ในโอกาสนี้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมันคงแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะ ได้ขอเข้าพบและหารือข้อราชการกับแม่ทัพภาคที่ 3 ณ ห้องรับรอง 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 โดยมีฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ความมันคงชายแดนไทย - เมียนมา ในวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 ณ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก อ.แม่สอด จังหวัดตาก เข้าร่วมต้อนรับและหารือข้อราชการดังกล่าวด้วย 

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเชิญชวนสวมชุดไทยเที่ยวงาน “สานศิลป์ 120 ปี พระตำหนักจิตรลดา” ณ พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน

(27 ส.ค. 68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดงาน “สานศิลป์ 120 ปี พระตำหนักจิตรลดา” ระหว่างวันที่ 30 – 31 สิงหาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังเผยแพร่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และความงดงามทางสถาปัตยกรรมของพระตำหนักจิตรลดา วังปารุสกวัน ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตลอดจนเป็นสถานที่มีบทบาทสำคัญต่อกิจการตำรวจไทย

งาน “สานศิลป์ 120 ปี พระตำหนักจิตรลดา” มีไฮไลท์กิจกรรมภายในงาน ได้แก่ นิทรรศการพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 120 ปี พระตำหนักจิตรลดา วังปารุสกวัน และนิทรรศการภาพถ่าย “จากอดีตสู่ปัจจุบัน”, การเสวนาโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บัณฑิต จุลาสัย และ ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ ยังมีการฉายภาพยนตร์คลาสสิกทรงคุณค่า เช่น พระเจ้าช้างเผือก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี 2568, เรือนแพ, ชั่วฟ้าดินสลาย, สวรรค์มืด ซึ่งสนับสนุนไฟล์โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), การจัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องแบบตำรวจโบราณ โดยกลุ่มนักจำลองประวัติศาสตร์ Siam Legacy ยุทธนาคมสยาม, การแสดงดนตรีจากวงดุริยางค์ตำรวจ, การสาธิตการปฏิบัติหน้าที่ของสุนัขตำรวจ, กิจกรรมเวิร์กชอปหัตถศิลป์ไทยประยุกต์ เช่น การทำเครื่องหอมตามธาตุเจ้าเรือน เทียนหอมรูปไอศกรีม ยาดมสมุนไพรไทย และงานศิลปะ Marbling Art,  กิจกรรมยิงเป้า ลุ้นรับของที่ระลึก, โซน Food Trucks รวมเมนูอาหารและของหวานนานาชนิด ในบรรยากาศร่วมสมัยผสานกลิ่นอายประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนร่วมงานแต่งกายชุดไทย มาถ่ายภาพเช็กอินตามมุมพิเศษที่จัดไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของสถานที่ประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ผสมผสานทั้งความรู้และความบันเทิง โดยเข้าร่วมงานฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0 2282 5057 และ Facebook Fanpage : Police Museum Parusakawan Palace

กองทัพอากาศไทยภูมิใจใช้ ‘กริพเพน’ ปฏิบัติการจริงครั้งแรกของโลก ย้ำเป็นการเลือกที่ถูกต้อง

(27 ส.ค. 68) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. กล่าวบนเวทีลงนามสัญญาซื้อเครื่องบิน Gripen E/F ว่ากองทัพอากาศไทยภูมิใจเป็น ทอ. แรกที่ใช้ Gripen ปฏิบัติการในสถานการณ์จริง (Real World Operations) โดยสามารถปกป้องอธิปไตยและแสดงสมรรถนะของเครื่องบินได้อย่างเต็มที่

อีกทั้ง พลอากาศเอก พันธ์ภักดี ชมเชยการแสดงศักยภาพของ Gripen ที่ส่งมอบประสบการณ์นี้ ทำให้โลกได้เห็นสมรรถนะของเครื่องบิน และตอกย้ำว่าเป็นการตัดสินใจเลือกที่ถูกต้องของกองทัพอากาศไทย

นอกจากนี้ พลอากาศเอกพันธ์ภักดียังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสวีเดน พร้อมขอบคุณสำนักงานจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศสวีเดน (FMV) และ Saab ที่ร่วมมือในโครงการ Offset Policy ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างมาก

ผบ.ทอ. ปิดท้ายเล่าถึงการปฏิบัติการบิน Gripen C/D บนถนน Road Base ภาคใต้ และ Milestone highlight การใช้กำลังในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ซับซ้อน ซึ่งต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ผลลัพธ์จากปฏิบัติการครั้งนี้ช่วยพิสูจน์สมรรถนะ Gripen และสร้างความภูมิใจให้กองทัพอากาศไทย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดโครงการ 'แสงธรรมนำใจ' ครั้งที่ 3 ฟังธรรมบรรยายจาก 'พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)' หัวข้อ 'การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต' 

(27 ส.ค.68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานโครงการ “แสงธรรมนำใจ” ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ, คุณอภิรมย์ ทรวดทรง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ที่ปรึกษาโครงการแสงธรรมนำใจ, คุณณพิชชา คล้ายคลึง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณดุษฎี เย็นท้วม กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และคณะแม่บ้านตำรวจ รวมกว่า 300 คน ร่วมฟังการธรรมบรรยายจาก “พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)” วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา หัวข้อ “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางออนไลน์

พระราชภาวนาวชิรญาณ ได้แสดงธรรม “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” เราควรฝึกจิตให้มีปัญญามากขึ้น โดยการพัฒนาจิตต้องฝึกการมีสติ สัมปชัญญะ ฝึกให้จิตรู้สึกตัวมากขึ้น ปล่อยวาง ยอมลง ปลงได้ ถ้าเรามีสติดูแลรักษาจิตได้ เราจะมีปัญญา มีจิตที่สงบ เบา ผ่องใส

โครงการ “แสงธรรมนำใจ” จัดขึ้นโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจ, แม่บ้านตำรวจ และประชาชน ได้น้อมนำคุณธรรม หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งในวันนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยข้าราชการตำรวจทั่วประเทศและครอบครัว รวมถึงประชาชนที่สนใจ สามารถรับชมรับฟังธรรมบรรยายย้อนหลังผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สมาคมแม่บ้านตำรวจ และเพจเฟซบุ๊ก PoliceTV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


 

SAAB ประกาศรับออเดอร์ ‘กริพเพน’ ล็อตใหม่จากไทย ย้ำไทยคุ้นเคยดีกับประสิทธิภาพ เพราะผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว

(27 ส.ค. 68) บริษัทซาบ (SAAB) ของสวีเดน ลงนามสัญญากับองค์การจัดหาเสบียงกลาโหมสวีเดน (FMV) เพื่อส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 ลำให้แก่ไทย มูลค่าสัญญาราว 5.3 พันล้านโครนสวีเดน โดยมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2025–2030 แบ่งเป็น กริพเพน E จำนวน 3 ลำ และกริพเพน F แบบสองที่นั่ง 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนและการฝึกอบรม

SAAB ยังได้ทำสัญญาโดยตรงกับกองทัพอากาศไทยเพื่อดำเนินโครงการชดเชยระยะยาว (offset package) ซึ่งครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านกลาโหม ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย ถือเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือด้านกริพเพนที่ไทยใช้งานอยู่แล้ว

มิคาเอล โยฮันส์สัน (Micael Johansson) ประธานและซีอีโอของซาบ ระบุว่าไทยเลือกใช้ “เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในตลาด” เพื่อเสริมศักยภาพยุทธศาสตร์อย่างเป็นอิสระ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าที่คุ้นเคยกับประสิทธิภาพของกริพเพนและได้พิสูจน์แล้วในการปฏิบัติการจริงของกองทัพ

ปัจจุบัน กองทัพอากาศไทยประจำการ Gripen C/D อยู่แล้วหนึ่งฝูงบิน โดยเมื่อเครื่องกริพเพนรุ่นใหม่เข้าประจำการ จะทำงานเคียงข้างฝูงบินเดิม เสริมขีดความสามารถของไทยในการป้องกันน่านฟ้าและยกระดับความร่วมมือทางทหารไทย–สวีเดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สมุทรปราการ-กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ จัดโครงการ “ฝึกอบรมศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ประจำปี  2568 

เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ โดยกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดโครงการ “ฝึกอบรมศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ประจำปี  2568 ณ อาคารกองงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยจะนำประชาชนในเขตพื้นที่ จำนวนกว่า 400 คน ร่วมเดินทางไปเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา ณ กรีนเนอรี่ พิสเซส พัทยา จำกัด อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา รวมทั้งเข้าศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมือง ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ด้านจ่าเอกสุทัศน์ ทับวันนา ผ.อ.กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ โดยนายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้มีความเป็นห่วงประชาชนเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละครั้ง หน่วยงานของภาครัฐไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ ของภาคประชาชน 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ ทางกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ จึงได้จัดโครงการดังกล่าว เพื่อให้ผู้นำชุมชนและประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ ได้มีความรู้และวิธีการในการป้องกันสาธารณภัยและภัยพิบัติประเภทต่างๆ

และมีความรู้ มีประสบการณ์ เรียนรู้การรับมือกับสาธารณภัยและภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้ผู้นำชุมชนและประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ สามารถนำความรู้แนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมและการศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้เมื่อเกิดสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ 

อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐและภาคประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาคประชาชนที่เข้มแข็งในการแจ้งเตือนและการรายงานข่าวเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยหรือภัยพิบัติอีกด้วย

ซีเล็ค x แม่บุญล้ำ เปิดตัว ‘น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า’ เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 1 ล้านกระป๋อง

(27 ส.ค. 68) ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จับมือ ‘แม่บุญล้ำ’ เปิดตัว ‘น้ำพริกทูน่า ผสมปลาร้า’ นวัตกรรมน้ำพริกแนวใหม่ครั้งแรกของโลก ผสานเนื้อปลาทูน่าคุณภาพสูงเข้ากับน้ำปลาร้าสูตรพิเศษ รสจัดจ้าน นัวร์ปลาร้า หอมเนื้อทูน่า โดยตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านกระป๋องภายในปีแรก พร้อมเดินหน้าจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษและแคมเปญสื่อสารออนไลน์ตลอดทั้งปี 

นางสาวณัฐวีณ์ วชิรทวีพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริหารกลุ่มตลาดเกิดใหม่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายทูน่ากระป๋อง แบรนด์ซีเล็ค (SEALECT) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาด เรามองเห็นโอกาสจากกระแสความนิยมของปลาร้า โดยปัจจุบัน ตลาดน้ำปลาร้าในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท เราจึงหยิบเอาวัตถุดิบขวัญใจคนไทยมานำเสนอในรูปแบบใหม่ที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ความร่วมมือในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ซีเล็คสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ภายใต้กลยุทธ์ Strategic Partnership Collaboration ซึ่งเรามุ่งต่อยอดความร่วมมือกับแบรนด์และผู้ผลิตวัตถุดิบชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค และขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง เข้าถึงได้ง่าย และสามารถนำไปจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย”

ผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างซีเล็คและแม่บุญล้ำเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี เพื่อให้ได้รสชาติน้ำพริกที่ถูกปากที่สุดและเหมาะสำหรับการบริโภคในทุกโอกาส โดยเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้บริโภควัยนักศึกษาและวัยทำงานช่วงต้น อายุระหว่าง 18-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นบริโภคอาหารสำเร็จรูป ไม่นิยมทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน แต่มองหาทางเลือกที่สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และดีต่อสุขภาพ โดยซีเล็คตั้งเป้าให้น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า เป็นหนึ่งในสินค้าเรือธงสำหรับกลุ่มคนรักปลาร้าในระยะยาว

ปัจจุบัน ซีเล็คได้มีการเปิดตัวน้ำพริกทูน่าจำนวนทั้งสิ้น 6 สูตร ประกอบด้วย น้ำพริกทูน่า, น้ำพริกผัดทูน่า, น้ำพริกผัดทูน่า สูตรน้ำพริกนรก, น้ำพริกกะปิทูน่า, น้ำพริกทูน่ากรอบ และใหม่ล่าสุด น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า โดยน้ำพริกทูน่านั้นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของซีเล็คที่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตที่ 10.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน และครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 60% สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของตลาดน้ำพริกและอาหารพร้อมทาน และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของซีเล็ค

นางพิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาร้าต้มสุกตราแม่บุญล้ำ กล่าวว่า “แม่บุญล้ำเลือกทำงานร่วมกับซีเล็คและไทยยูเนี่ยน เพราะเราเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของแบรนด์ที่ครองตำแหน่งผู้นำตลาดทูน่าอันดับ 1 ของไทย และเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลของโลก ความร่วมมือครั้งนี้ตรงกับเป้าหมายของทางแบรนด์แม่บุญล้ำ ที่มุ่งช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่นำรสชาติยอดนิยมของคนไทยมานำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย อร่อย และเปี่ยมด้วยคุณค่าโภชนาการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์แม่บุญล้ำ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นไทยในเวทีโลก นอกจากนี้ แม่บุญล้ำจะช่วยทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่าปลาร้า เพื่อบุกตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการทำกิจกรรม (รบกวนใส่กิจกรรมที่ทีมแม่บุญล้ำทำ เช่น Troop เป็นต้น)”  

ผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า ซีเล็ค x แม่บุญล้ำ วางจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven, Makro, Lotus’s, Big C และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ขนาดบรรจุ 85  กรัม ราคาจำหน่ายกระป๋องละ 29 บาท 

‘สวีเดน’ ชูสัมพันธ์ ‘ไทย’ แน่นแฟ้น พร้อมหนุนไทยมีสิทธิ์ใช้ ‘กริพเพน’ ป้องกันตนเอง

วานนี้ (26 ส.ค. 68) กรุงเทพฯ ดร.พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับไทย ภายหลังการลงนามจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F โดยชี้ว่าสัญญาฉบับล่าสุดเป็นการทำให้ความร่วมมือทวิภาคีลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า 

“ผมภูมิใจมากที่มีคนไทยกว่า 80,000 คนอาศัยอยู่ในสวีเดน และมีชาวสวีเดนกว่า 200,000 คนเดินทางมาไทยทุกปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ดร.ยอนสัน กล่าวอีกว่าความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านความมั่นคง แต่ยังจะสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคมไทย ผ่านแพ็กเกจการลงทุนจากบริษัท Saab ผู้ผลิตกริพเพน ที่ครอบคลุมถึงการศึกษา การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนภาคเกษตรกรรมของไทย

เมื่อถูกถามถึงการใช้กริพเพนในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดนย้ำชัดว่า ไทยมีสิทธิ์ใช้เพื่อการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ดร.ยอนสันแสดงความยินดีที่ทั้งไทยและกัมพูชาพยายามลดความตึงเครียด ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมและมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามามีบทบาท พร้อมย้ำว่า “ประเทศไทยก็เหมือนกับทุกประเทศที่มีสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และเราสวีเดนก็เคารพในสิทธินั้น”

‘พงศ์กวิน’ รื้อระบบ ล้างบางต่างด้าวผิดกฎหมาย ขจัดปัญหาแย่งงานคนไทย เจอจับทุกรายไม่มียกเว้น

(27 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวว่า เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ที่ตนจะดำเนินการแก้ไขทันที โดยเฉพาะการแย่งอาชีพคนไทยและทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน  

นายพงศ์กวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวมีส่วนขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานไม่สามารถ ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้แรงงานต่างด้าวโดยขาดการควบคุม ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา  และหากพบเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย ประชาชนสามารถแจ้งพิกัดกับกระทรวงแรงงานได้ ทางสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวผิดกฎหมายจะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

"ขอย้ำเตือนและขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ ไม่จ้างแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย หากท่านมีความประสงค์ต้องการใช้แรงงานต่างด้าว ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MOU อย่างเป็นระบบ" นายพงศ์กวิน กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน พบว่าปัจจุบัน (กรกฎาคม 2568) มีจํานวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร จำนวน 4,071,617 คน จำแนกเป็น แรงงานกลุ่มมีทักษะ 197,461 คน ชนกลุ่มน้อย 99,437 คน แรงงานที่ได้รับอนุญาตทํางานแบบไป-กลับ หรือตามฤดูกาล 42,274 คน (กัมพูชา  37,043 คน เมียนมา 5,231 คน) แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทํางานตาม MoU 687,405 คน (กัมพูชา 178,240 คน เมียนมา 248,320 คน ลาว 260,845 คน) ส่วนแรงงานที่ได้รับอนุญาตทํางานตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 (จดทะเบียนสถานะไม่ถูกกฎหมาย) 1,016,040 คน (เป็นกัมพูชา 108,064 คน เมียนมา 872,615 คน  ลาว 28,561 คน เวียดนาม 6,800 คน) และแรงงานตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 และ มติ ครม. 4 ก.พ. 68  2,029,000 คน โดยได้รับอนุญาตทํางานแล้ว 180,288 คน (กัมพูชา 176,216 คน ลาว 3,967 คน เวียดนาม 105 คน) และ อยู่ระหว่างการดําเนินการ 1,848,712 คน (กัมพูชา 19,333 คน เมียนมา 1,829,379 คน)

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับรางวัล 'วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)' ประจำปี งป.68 

เมื่อวานนี้ (26 ส.ค.68) พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และ น.อ.หญิง เพ็ญนภา ไสยสมบัติ หัวหน้าสำนักงานวิจัยและการจัดการความรู้ รพ.ฯ นำบุคลากร รพ.ฯ เข้ารับรางวัลในงาน “วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)” ประจำปี งป.68 ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลการจัดการความรู้ของ ทร. ระดับบูรณาการดีเลิศ เรื่อง good home & good health model โดย น.อ.หญิง สมปรารถนา คำผ่องศรี และคณะฯ รางวัลยกย่องเกียรติคุณนักวิจัยของ ทร. ประจำปี งป.68 ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 2ผลงาน ได้แก่ การเก็บหัวเข็มอินซูลิน ชนิดปากกา เป็นเรื่องง่ายด้วย นวัตกรรม (One Hand Remove Penfill) โดย น.ท.หญิง อาทิตยา สุระการณ์ และว่าที่ ร.ต.หญิง เกศินี สีที ม่านละอองน้ำป้องกันโรคลมร้อน (Curtain Sprayer For Prevent Heat Stoke) โดย ว่าที่ น.อ.เรวัติ ทับแสง และ น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์

ผลงานด้านหลักการ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ การติดตามภาวะสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ผ่านนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Line OA “คุณแม่เบาหวาน By SRK” โดย น.อ.หญิง รุจิเรข ธรรมเจริญ และ น.ต.หญิง ธนิกานต์ โมรา

การบันทึกและติดตามการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line OA (Fetal Count Kick Line OA) โดย น.ท.หญิง อนุสรา คงทน และ ร.ท.หญิง อมรรัตน์ ฤทธิไกรวรกุล

การรับเวรส่งเวรออนไลน์อย่างครอบคลุม และเป็นระบบ (Happy Lean in ISBAR and Organ system) โดย น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์ และ ว่าที่ ร.ท.หญิง สุภาพร ครุฑดำ

พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และคณะ ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ได้รับรางวัล ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

จำคุกตลอดชีวิต ‘ณัฐสุต - พรชัย - วีรยุทธ’ แนวร่วมม็อบสามนิ้ว คดีปาระเบิดหน้าจามจุรีสแควร์ ก่อนลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน

(26 ส.ค. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีของ นายณัฐสุต ศิริอัฐ, นายพรชัย ประกาพวง และ นายวีรยุทธ สัมฤทธิ์เรืองศรี แนวร่วมม็อบ 3 นิ้ว ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด และครอบครองวัตถุระเบิด ในคดีปาระเบิดปิงปองใส่ชุดควบคุมฝูงชนกำลังเดินบนถนนหน้าจามจุรีสแควร์ ย่านสามย่าน เพื่อเข้าควบคุมพื้นที่ในระหว่างการชุมนุมม็อบ 16 มกราคม 2564

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ณัฐสุต จำเลยที่ 1 ส่วนพรชัยและวีรยุทธ จำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน ปรับอีกคนละ 500 บาท

อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ได้มีคำพิพากษากลับ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 แบ่งงานกันทำกับพวกอีก 2 คน พยานหลักฐานของโจทก์มีความมั่นคงว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เห็นว่ามีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ระเบิดมีอานุภาพทำลายสูง และการที่จำเลยทั้งสองขับรถวนขึ้นไปบนสะพานก่อนและขับรถย้อนลงมาเพื่อปาระเบิด เป็นการเจตนาเล็งเห็นผลว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บทางกาย ไม่ตายตามเจตนา จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ความผิดของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด

พิพากษาลงโทษข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต และข้อหาพกอาวุธไปในเมือง ปรับ 1,000 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งสามราย ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำสั่งประกัน โดยทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอฟังผลต่อไปอีก 2 - 3 วัน

"สารจากนักรบ" ความในใจ ‘หมวดป้อ - ธนาวุธ เวชสงเคราะห์’ ตท.61 ทหารนำ บุกยึดช่องอานม้า เจอโดรนเขมร ทิ้งระเบิดใส่ เจ็บ- ตาย เผยร้องไห้ทุกครั้ง เมื่อนึกถึงลูกน้อง ผู้เสียสละในสนามรบ

กองทัพไทย "สารจากนักรบ" เผยแพร่ ความในใจของ หมวดป้อ ร้อยตรี ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 61 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 72 ว่า สมัยผมเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผมเคยได้รับฟังคำสอนมากมาย สมัยเป็นนักเรียน แต่ตอนนั้นผมเองได้แค่ฟัง แต่ก็ยังไม่เคยเข้าใจ

จนวันหนึ่งที่ผมต้องพาลูกน้องตบเท้าเข้าสนามรบ ทำให้ผมนั้นได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง อย่างลึกซึ้ง

ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า 'เสียสละ' ซึ่งมีค่ามากกว่าคำว่า 'หน้าที่' เมื่อเราต้องไปเผชิญความเหนื่อยยากลำบาก หรือภัยอันตราย ที่ทั้งรู้ว่าอาจจะเกิดการสูญเสียหรือทุพพลภาพ เราสามารถตัดสินใจได้ว่า เราจะไปหรือไม่ไป เราสามารถละทิ้งหน้าที่ได้ด้วยการหนีหรือถอยหลังกลับแต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปนั่นคือ 'เสียสละ'

คำว่า 'กล้าหาญ' คือการตัดสินใจไม่ใช่ผลการปฏิบัติ เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วรู้ว่าเรากำลังจะไปตายหรือสูญเสีย แต่เราก็ยังคงจะไปไม่ว่าผลการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคุณคือคนที่กล้าหาญ

ความอุ่นใจเกิดขึ้นเมื่อในสนามรบไม่มีเราคนเดียว แต่มีกำลังพล นายสิบ น้องพลทหาร ที่อยู่เคียงข้างดังนั้นเราต้องรักเขาเหมือนที่เรารักชีวิตตัวเอง

เราเป็นผู้นำ ในตำแหน่งได้ แต่ลูกน้องจะตามหรือไม่ ตามเรานั้นมันอยู่ที่ "ความเชื่อมั่น"

ดังนั้นความเป็นผู้นำมีความหมายและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เหมือนที่พี่บุ๊ค บอก (ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนได้สูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดเพื่อเจาะทางในการยึดพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" ถ้าเราไม่เข้า ลูกน้องก็ไม่ตาม ถ้าลูกน้องไม่ตามภารกิจก็ไม่สำเร็จ

"แต่ความจริงแล้ว แม้เราจะเข้าแต่ลูกน้องก็เลือกได้ ที่จะไม่ตามเรา แต่ที่ลูกน้องเขาตามเรา เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของผู้นำ"

เมื่อเราตัดสินใจตบเท้าออกจากบังเกอร์หรือที่มั่น หรือผ่านแนวลวดหนามฝ่ายเราออกไป เข้าในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับ อริราชศัตรู เราได้ทำใจ และเตรียมตัวที่จะตายไปแล้ว 100% ถ้าพิการ หรือรอดกลับมาคือ กำไรและความโชคดี

เหรียญเชิดชูเกียรติ และเหรียญกล้าหาญ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีค่า กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะเขาคงไม่รับรู้ แต่มีค่ากับคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกาย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกครั้งที่เศร้าหรือเสียใจ อย่างน้อยเมื่อมองย้อนมามันคือ เครื่องเตือนใจว่าการจากไปหรือความสูญนี้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ความทุกข์ความเศร้านั้น ก็จะเบาบางลง

คนที่ออกไปรบจริง ๆ ผมเชื่อว่าจะคิดเหมือนผมทุกคนนะครับ ไม่อยากได้เงิน 10 ล้านหรือเหรียญกล้าหาญอะไรหรอก ขอแค่เราไปทำภารกิจเพื่อประเทศชาติให้สำเร็จ และรอดปลอดภัยกลับมาหาครอบครัวมีค่ามากกว่า

เพราะผมรอดจากเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนจะยุติการยิงเหมือนผมได้มีชีวิตใหม่ ผมจึงมองว่าสิ่งอื่น ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

วันที่ ผมกับลูกน้องตัดสินใจจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ผมไม่เคยคิดที่จะไปฆ่าหรือตัดหัวใคร ผมคิดแค่เพียงว่าผมมาทำหน้าที่ ทหารกัมพูชาบางคนเขาก็มีครอบครัว เขาก็ไม่ได้อยากให้เกิดสงคราม แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งผู้นำ และทำเพื่อประเทศชาติของเขา และทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ

'ความสามัคคี' คือหัวใจสำคัญของ 'ชัยชนะ' ในการรบปัจจุบันนั้นเราต้องปฏิบัติการทางการเมืองตั้งแต่ระดับรัฐบาล ทางการทหาร การข่าว หรือสิ่งต่าง ๆ ควบคู่กัน ความรักความสามัคคีจึงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปฏิบัติที่สอดคล้องกัน และไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ 'ความสามัคคี'

ผมขอขอบคุณ คนไทยทุกคนที่เป็นแนวหลังที่ส่งกำลังใจให้ทหารไทยพร้อมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ มันคือความสามัคคีและเสียสละที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด

การรบย่อม มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เป็นสิ่งที่ทหารทุกคนรับรู้และเข้าใจ แต่ขอให้การสูญเสียนั้นไม่สูญเปล่า ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนของผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการสูญเสียเพื่อประเทศชาติและอธิปไตยย่อมเป็นการสูญเสียที่มีคุณค่า สมเกียรติและภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของทหาร

“เมื่ออยู่ในสนามรบ ไม่ว่าจะยศอะไร ก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน” ทุกชีวิตนั้นมีคุณค่าเพราะทุกคนมีเลือดเนื้อ มีร่างกายและจิตใจและคนที่รักรออยู่ พลทหาร นายสิบ นายร้อย เราฝากชีวิตไว้ด้วยกัน ในการสู้รบเราหวังให้ประเทศชาติสงบสุข รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยได้แผ่นดินที่เคยเป็นของเรานั้น คืนมาปราศจากการรุกราน ดูถูกเอาเปรียบ หรือกลั่นแกล้งคนไทย

"แผ่นดิน" คือบ้านหลังใหญ่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เรามีเกียรติ เรามีศักดิ์ศรี และเราจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกรังแกหรือเหยียดหยาม

คำว่า "เอกราช" คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ดังนั้นการที่ทหารได้ตบเท้าเข้าสนามรบคือเกียรติอย่างสูงสุด

ผมตัดสินใจให้ทุกอย่างกับ ประเทศชาติ และอาชีพที่ผมรัก แม้กระทั่งชีวิต ผมให้อะไรไปมากกว่านี้ ไม่ได้อีกแล้ว

ผมเสียใจที่ผมพาลูกน้องเข้าไป กลับเป็นผมเองที่รอดกลับมา ผมเสียใจ และร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้ม คำพูด ความรักของลูกน้องที่มีต่อผม ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึก ผมจะจดจำมันไปตลอดชีวิตรับราชการ

ผมหวังว่าบทความนี้จะแทนคำขอบคุณและมีประโยชน์ต่อผู้ที่อ่าน และเป็นการสดุดีแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ขอบพระคุณครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top