Monday, 24 August 2026
NEWS

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

สส. นเรศ เผย ‘กล้าธรรม’ ผลักดัน 'พ.ร.บ.ลำไย' ผ่านสภา สำเร็จ ยกเป็นชัยชนะของชาวสวนลำไย หวังช่วยสร้างรายได้มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและพัฒนาพืชเศรษฐกิจลำไยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพการผลิต การตลาด และการส่งออกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

พรรคกล้าธรรม โดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เขต 9 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ คนที่ 1 กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯทุกท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้สมบูรณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการใส่หลักการคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย การเพิ่มนิยามที่ชัดเจน และการกำหนดให้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงของบประมาณและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ประโยชน์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้
1. เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. มีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด
3. ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการส่งออกสู่ตลาดโลก
4. เกษตรกรมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านตัวแทนในคณะกรรมการ
5. หน่วยงานของรัฐสามารถใช้อ้างอิงเพื่อของบประมาณและดำเนินการได้ทันที

นายนเรศ กล่าวภายหลังการลงมติว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคกล้าธรรม แต่คือชัยชนะของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทั้งประเทศ เราผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้ลำไยไทยไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นอนาคตที่มั่นคงของครอบครัวเกษตรกร”

สำหรับ ที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ... เนื่องจาก “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย แต่เกษตรกรกรผู้ปลูกลำไยกลับมีรายได้ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไย จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการทำนโยบายและยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเป้าหมายการพัฒนาการผลิตลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยในการจัดทำการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับลำไยของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

โดยสาระสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย เพื่อกำหนดทิศทางการดูแลลำไยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน มีภาคเกษตรกร ภาคเอกชน เข้ามาร่วม

ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปก็จะมีเจ้าภาพในการดูแลลำไยโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น เช่น หากราคาลำไยมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี นายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถสั่งการในมาตรการเร่งด่วนสำคัญเพื่อดูแลได้โดยตรง เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากจะอธิบายง่าย ๆ ถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาลำไยขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลำไย และแผนปฏิบัติการต่างๆ ดูแลตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ ศักยภาพการผลิต  คุณภาพ การขนส่ง การตลาด การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งรายงานการร่างพระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ส่งไปให้วุฒิสภา พิจารณาต่อ และหากวุฒิสภาเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนได้ส่งรายงานไปก็ดำเนินการส่งประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สุโขทัย-สนามบินสุโขทัย คว้ารางวัล 'EIA Monitoring Awards 2025' มุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าของ “สนามบินสุโขทัย” รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2025 ระดับ “ยอดเยี่ยม” ในงาน EIA Symposium and Monitoring Awards 2025 จากการดำเนินงานที่โดดเด่นตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนของบริษัทฯ 

ในโอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท และรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสนามบิน บริษัท การบินกรุงเทพฯ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สนามบินสุโขทัยได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระดับดีเด่นในปี พ.ศ. 2542, 2543, 2545, 2548, 2549, 2550 และระดับยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2551, 2552, 2554, 2566 รวมถึงล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 นี้ด้วย
 
งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

‘ต้องรัก สิริชัยตระกูล’ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพบก นักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศ!! ที่มาจากสมัครพลทหารออนไลน์

(19 ก.ย. 68) นักเรียนเตรียมทหาร 'ต้องรัก สิริชัยตระกูล' กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพบก หลังจากเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าคนแรกที่เดินเส้นทางจากการสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากความฝันในวัยเรียน ม.6 ที่อยากสวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย จึงเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางทหาร

เขาเริ่มจากการสมัครเป็นพลทหารออนไลน์ เลือกร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนทักษะและวินัยอย่างเข้มข้น ก่อนจะใช้โอกาสระหว่างประจำการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเขาทำได้สำเร็จและสอบติดในลำดับที่ 5 ของรุ่น ถือเป็นหลักฐานชัดเจนของความพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างมีระบบ

เส้นทางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเท ทำให้เขาได้รับโควตาเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และก้าวสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยในที่สุด 'ต้องรัก' จึงกลายเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า ความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจัง สามารถเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย

เชียงใหม่-องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง

 

องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงฯ และติดตามความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) ที่ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในการประชุมมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนกันยายน 2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานแบบบูรณาการในด้านต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด”เพื่อ“ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของมูลนิธิโครงการหลวง เข้าร่วมประชุม

โดยภายหลังการประชุม องคมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมอาคารแปรรูป 1 โรงงานแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายในศูนย์วิจัยฯ ชนกาธิเบศรดำริ เพื่อวางแผนปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ด้านการแปรรูปให้มีความหลากหลาย ปัจจุบันโรงงานแปรรูปฯ มีการผลิตสินค้าหลายประเภท อาทิ ข้าวเกรียบ เบเกอรี่ ผักผลไม้ทอดสุญญากาศ ผักผลไม้อบแห้ง รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพรอบแห้ง ซึ่งมาจากการต่อยอดผลิตผลที่ได้จากการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ผ่านมาโรงงานแปรรูปสนับสนุนวัตถุดิบเกษตรกร ไม่ต่ำกว่าปีละ 132 ตัน สร้างให้เกิดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทในแต่ละปี

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการปรับปรุงร้านสวัสดิการให้เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป จากเกษตรกรในพื้นที่ รองรับผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์ฯ ตีนตก โดยเฉพาะ “กาแฟตีนตก” (Single Origin) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองกาแฟระดับพรีเมียม และเมนูอาหารเครื่องดื่มจากพืชผลโครงการหลวง  พร้อมทั้งตรวจพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโรงกะเทาะเปลือกกาแฟและบ่อบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ รักษาสิ่งแวดล้อมรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพของกาแฟให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ปลูกกาแฟ 320 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 7 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดนี้เพื่อพัฒนาให้ศูนย์ฯ ตีนตกเป็น ศูนย์เรียนรู้การผลิตกาแฟอาราบิก้า ในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และครบวงจรอย่างแท้จริง

‘เลขาฯ ศอ.บต.’ ชี้โอกาสทอง! จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น ศก.ชายแดนใต้ แนะคนในพื้นที่ลงมือเองก่อนดึงดูดนักลงทุนนอก

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยถึงแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจัด "บิ๊กอีเวนต์กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้" โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนดึงดูดนักลงทุนจากภายนอก

กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ 5 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี จัดที่สนามออมทอง อ.เมือง วันที่ 26 กันยายน, นราธิวาสจัดที่ อ.สุไหงโก-ลก, ยะลา จัดที่ อ.เบตง และ สตูล จัดที่ที่อ.เมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุน

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า แม้คนภายนอกอาจจะยังมีความกังวลในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ แต่คนในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตมาตลอดชีวิตไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ในเมื่อเราไม่ได้มีคู่แข่งมาจากภายนอก การทำธุรกิจ การประกอบธุรกิจอะไร ก็เป็นโอกาสที่คนในจะสามารถก้าวกระโดด หรือพัฒนาธุรกิจตนเองให้ยิ่งมีความมั่นคงยิ่งขึ้นไป” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ศอ.บต. ในฐานะ “เครื่องมือกลาง” ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยาย ซอฟต์พาวเวอร์ หรือการให้สิทธิประโยชน์จาก BOI

“เราคงไม่จำเป็นต้องรอหวังพึ่งคนอื่นมากนัก แต่ถ้าเราทำจนมีเสน่ห์แล้ว ผมก็เชื่อว่าคนอื่นก็จะเข้ามาลงทุนเช่นเดียวกัน” พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา “ถ้าท่านเห็น ท่านก็จะเห็นว่าทุกเดือนมีอะไรใหม่ๆ ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้มาเห็น ได้มาสัมผัส” 

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากคนในพื้นที่ และใช้บิ๊กอีเวนต์เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

แน่นอนเงินสะพัดและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น เกิดการสร้างงาน ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน ที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

การจัดบิ๊กอีเวนต์ของ ศอ.บต. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อน แล้วจึงขยายผลเพื่อดึงดูดความสนใจจากภายนอก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทนำในการจุดประกายเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณที่ดีให้คนในพื้นที่และนักลงทุนเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของสามจังหวัดชายแดนใต้

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการร่วมกับบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุม 215 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน

คณะวุฒิสภาลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของจำเป็นแกเจ้าหน้าที่ชายแดน รับฟังปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก นำโดยนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะวุฒิสภา อาทิ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, พลโท ปิยะชาติ ธูปทอง, และ พันเอกชวลิต จารุกลัส เดินทางลงพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี                                      

เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น สนับสนุนการทำงานและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ โดยมี นาวาเอกนพโรจน์  สิริปริยพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์ชายแดน พร้อมความคืบหน้าในการปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ พื้นที่ชายแดนจันทบุรีมีความยาว 87 กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่อ้างสิทธิ หรือ no man's land จำนวน 2 แห่ง  

ในพื้นที่เขาตาง๊อก เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ  แต่ไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ บริเวณหลักเขตที่ 66–67 ซึ่งเคยพบการบุกรุกปลูกข้าวโพดและอ้อยจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้มีการเจรจาและรื้อถอนออกแล้ว ปัจจุบันไม่มีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี่ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 2 จุด ที่หลักเขตที่ 64-65 หรือ พื้นที่ตัว ก. และหลักเขตที่ 68 หรือพื้นที่ตัวยู ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)     ได้ส่งเรื่องประท้วง  อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 และโดยล่าสุด ฉก.นย.จันทบุรี ได้มีการปรับปรุงพื้นที่ป้องกันการกัดเซาะและสร้างถนนเลียบชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการลาดตระเวนและลดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก ได้เดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หน้าด่าน 

ในครั้งนี้นายยุคล กล่าวชื่นชม และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารบกและทหารเรือที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละ เต็มกำลังความสามารถ และจัดระบบการบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ คณะฯ เดินทางต่อไปยังฐานเนินผี บ้านผักกาด หมู่ 3 ต.คลองใหญ่ เนื้อที่กว่า 3 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยงพื้นที่ตัว ก. เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับเส้นทางการลาดตระเวนให้ใช้เวลาสั้นลง และถมดิน ป้องกันการกัดเซาะ ป้องกันการสูญเสียดินแดนของไทย  ทางด้าน ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าวเสริมถึงพื้นที่ รูปตัว ก. ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดฐานปฏิบัติการชายแดนและถูกน้ำกัดเซาะมานานกว่า 6 ปี จนดินทรุดตัวเป็นลักษณะคล้ายเกาะ หากปล่อยไว้เพียงไม่กี่เมตร อาจถูกตัดขาดเนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะ จึงมีแนวคิดที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จึงได้ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน ถมดินปรับพื้นที่และเสริมแนวตลิ่ง ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้กลับคืนดังเดิม เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ และปรับสภาพเส้นทางให้มีความสะดวกยิ่งขึ้นในการส่งกำลังบำรุงเพื่อการปฏิบัติการชายแดนได้อย่างสะดวกและทันเวลา  

ในการเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการที่ชาวจันทบุรี ร่วมแสดงพลังนำอาหาร สิ่งของ และเครื่องจักร ปฏิบัติภารกิจเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ได้สำเร็จ 

'วอร์รูม IAC' บูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกเห็นผลทุกวัน ล่าสุดพบความผิดปกติการโอนเงิน บัญชีปลายทางเป็นม้านิติบุคคล ระงับได้ทันควัน 2 ล้านบาท 

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ล่าสุดวอร์รูม IAC ตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมโดยมีการโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากบัญชี น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ไปยังบัญชีปลายทาง ชื่อบัญชี บริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งมีเคสไอดีว่าเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ซึ่งมีตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง พบความผิดปกติจึงประสานระงับธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวไว้ได้ และประสานผู้เสียหายให้รับทราบ

จากการสอบถาม น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อ้างว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาในจังหวัดขอนแก่น และมีการรับโอนเงินทุจริตจำนวน 8 ล้านบาท ขอให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์โดยการเปิดเผยทรัพย์สินและโอนเงินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินทั้งหมดในบัญชี รวมทั้งขายหุ้นเพื่อนำเงินโอนเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จำนวน 18 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งบัญชีสุดท้ายที่ผู้เสียหายจะโอนไปเป็นชื่อบัญชีบริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งวอร์รูม IAC พบความผิดปกติจึงระงับการทำธุรกรรมได้ทัน จำนวน 2 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยเร็ว รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในวอร์รูม IAC ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเร่งสร้างการรับรู้ในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการของ “วอร์รูม IAC” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 17 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 635 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 390,399,162 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 296 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 133,205,476 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 285 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 149,636,756 บาท และยึดเงินสดได้ 6,169,700 บาท

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เร่ง กวาดล้าง “ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

ผบช.ภ.5 เป็นประธานประชุม ติดตามความคืบหน้ากลุ่มแก๊งวัยรุ่น ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายประชาชน ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน หลังเกิดเหตุสุดโหดฟันแขนเหยื่อสาวจนขาด

(18 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานในประชุม ติดตามความคืบหน้าและรายงานสถานภาพข้อมูลของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตั้งชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. ในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน โดยในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นในหลายพื้นที่ ทั้ง สภ.แม่ปิง, สภ.ช้างเผือก, สภ.เมือง, สภ.ภูพิงค์ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพบว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักรวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนเป็นประจำ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดเหตุขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ โดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ได้ขับรถตระเวนหาเรื่องวัยรุ่นไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำร้ายกลุ่มผู้บาดเจ็บ ทำให้หญิงสาววัย 18 ปี ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่ข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บด้วย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แล้ว 5 คน ซึ่งเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมด ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุใช้มีดฟัน อีก 2คนได้หลบหนีออกจากพื้นที่เชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังออกหมายจับพร้อมเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งการให้ตั้งจุดตรวจ ตั้งชุด “ปะ ฉะ ดะ” ใช้ชื่อชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“ เพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มก่อเหตุซ้ำซาก และคืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับประชาชนในภาคเหนือโดยเร็วที่สุด

กระแสคลั่งชาติ ‘คนเขมร’ จุดติดง่าย มุกเดิมที่ ‘ตระกูลฮุน’ ใช้เรียกคะแนนนิยม

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บทความนี้ ไม่ได้มุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของเขมรเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้า “ตระกูลฮุน” ทำเรื่องอื่น ๆ สร้างประโยชน์ให้ประชาชนคนเขมรได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ หรือแค่เพียงครึ่งเดียวของที่ทำอยู่ เขมรน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายกว่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของ “ความคลั่งชาติ (Khmer chauvinists)” "ความคลั่งชาติ" กับ "ความรักชาติ" สองคำนี้แม้จะมีความคล้ายกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ "ระดับความรู้สึก" และ "พฤติกรรมที่แสดงออก" โดยคำว่า "คลั่งชาติ" มักใช้แสดงออกในทางลบ ส่วน "รักชาติ" ใช้แสดงออกในทางบวกมากกว่า

“ความคลั่งชาติ” คือ ความรักชาติที่สุดโต่ง ขาดความสมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยความรู้สึกอคติ โดยเชื่อว่า ชาติของตนเองเหนือกว่าชาติอื่นและพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องชาติ “ความคลั่งชาติ” สามารถพบได้ในหลายกรณี เช่น การปลุกระดมความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงต่อชาติอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อชาติของตน ความคลั่งชาติทำให้เกิดการยกย่องชาติของตนเองในลักษณะสุดโต่งและเกลียดชังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เป็นความรักชาติแบบขาดสติ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาเลย

“ความรักชาติ” (Patriotism) คือ ความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน ความรักชาติอย่างแท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการยกย่องชาติของตนเหนือชาติอื่น แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนค่าของชาติหรือวัฒนธรรมของผู้อื่น และความรักชาติที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

เขมร เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 (พ.ศ. 2496) ในขณะนั้น กษัตริย์นโรดม สีหนุ กษัตริย์ของเขมรในช่วงเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช และเจรจากับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งหลายหน เริ่มจาก (1)ราชอาณาจักรเขมร (2)สาธารณรัฐเขมร (3)เขมรประชาธิปไตย (4)สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ (5)ราชอาณาจักรเขมรในปัจจุบัน

ไทยมีกรณีพิพาทกับเขมรต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 (พ.ศ. 2505) จากการที่เขมรยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้ถอนกำลังออกจากปราสาท และยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินว่า “ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” จากเหตุผลที่ว่า เพราะไทยเคย "รับรู้แผนที่ฉบับหนึ่ง" ที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในเขตเขมร ไทยยอมปฏิบัติตามคำตัดสินด้วยการถอนทหาร แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ "พื้นที่รอบปราสาท" (ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร)

ความคลั่งชาติของเขมร ซึ่งไทยต้องตกเป็นเป้าของความคลั่งชาติดังกล่าว ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เขมรเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546 (2003) และเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการทูตรุนแรงที่สุดระหว่าง ไทยกับกัมพูชา โดยสาเหตุของเหตุการณ์มาจากข่าวเท็จ (Fake news) จากสื่อเขมร (หนังสือพิมพ์ Rasmei Angkor) เผยแพร่ว่า "สุวนันท์ คงยิ่ง (กบ สุวนันท์) ดาราสาวชื่อดังชาวไทย (ในขณะนั้น) อ้างว่า “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เป็นของไทย" ซึ่งข่าวนี้ไม่เป็นความจริง และไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า ดาราคนดังกล่าวได้พูดเช่นนั้น กอปรกับปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จึงมีการปลุกกระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในหมู่ประชาชน โดยมีผู้นำบางกลุ่ม ใช้ประเด็นไทย-เขมร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในของเขมรเอง ผลคือ ผู้ประท้วงชาวเขมรหลายพันคนบุกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และเผาสถานทูตจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีธุรกิจของคนไทยอีกหลายแห่งถูก ปล้น เผา และทำลาย สถานทูตไทยประกาศอพยพคนไทย และรัฐบาลไทยส่งเครื่องบิน C-130 มารับคนไทยกลับ ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตรุนแรง อาทิ การขับเอกอัครราชทูตเขมรกลับประเทศ เรียกตัว เอกอัครราชทูตไทยกลับ ปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว ประชาชนไทยมีการรวมตัว ประท้วงหน้าสถานทูตเขมรในกรุงเทพฯ มีการเจรจาทางการทูตระหว่างไทย-เขมร จนในที่สุด รัฐบาลฮุน เซน ต้องออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ และ รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหายเพื่อสร้างสถานทูตไทยขึ้นมาใหม่ จนความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาหลายเดือนต่อมา

ต่อมาคือ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ มีขึ้นหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 (ค.ศ. 2008 – 2011) โดยมีทั้งการยิงปะทะด้วยอาวุธเบา-หนัก, มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารและประชาชน, และมีการอพยพของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมรยังคงมีต่อเนื่องอยู่เสมอมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2568 นี้เอง เขมรได้ปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ทหารและประชาชนเขมรเข้าไปทำกิจกรรมแสดงความเป็นเจ้าของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ติดแนวชายแดนในเขตของไทยหลายแห่งก่อนเปิดฉากโจมตีไทยด้วยกำลังทหารและอาวุธหนักในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลายจุด เช่น บริเวณปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม การปะทะสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยฝ่ายไทยมีความสูญเสียทั้งชีวิต การบาดเจ็บ ของทหารและพี่น้องประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ในขณะที่เขมรสูญเสียชีวิตทหารมากกว่าไทยมากกว่าร้อยเท่าตัวและอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นจำนวนมาก

การปะทะกับเขมรในครั้งนี้ แม้ไทยเราจะไม่อยากให้เกิด แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเพราะประเทศเพื่อนบ้านเยี่ยงเขมรซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนจากการเลือกตั้งมีการครองอำนาจของ “ฮุนผู้พ่อ” มายาวนานหลายสิบปี และสืบทอดอำนาจจากพ่อโดย “ฮุนผู้ลูก” มีประมุขแห่งรัฐที่เป็นเหมือนนกน้อยในกรงทอง ซึ่งเขมรยังจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ประชาชนคนเขมรจะ “ตื่นรู้” จนกระทั่ง “ตาสว่าง” เยี่ยงประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยปกติทั่วไป

สิ่งที่เป็นคุณานุประการจากความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร จนกลายเป็นสงครามครั้งนี้ก็คือ พี่น้องประชาชนคนไทยได้ตระหนักรู้ถึงคำถามจากนักวิชาการและคนสามกีบที่มักจะหยิบยกเอามาพูดบ่อย ๆ คือ “ทหารมีไว้ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่าน “ทหารไทย” ทำงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ ฯลฯ เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น “ทหารไทย” ได้ทำหน้าที่ของคนไทยผู้กล้าหาญ และแสดงฝีมือให้เห็นผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ทหารไทย” สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรัก ชื่นชม และร่วมกันให้กำลังใจแก่ “ทหารไทย” อย่างมากมาย หลังจากที่หลายปีมานี้ มีผู้ที่ไม่หวังดีต่อทั้งคนไทยและชาติบ้านเมืองได้ ให้ร้าย ด้อยค่า “ทหารไทย” มาอย่างต่อเนื่อง

ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วม และเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

(18 ก.ย.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือและเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดลอยลำบริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ในพื้นที่สัตหีบ ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้าได้ยิงสลุต เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้บัญชาการทหารเรือ จำนวน 19 นัด

สำหรับ เรือที่เข้าร่วมในการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ ครั้งนี้ ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัฐ เรือหลวงเทพา เรือหลวงหนองสาหร่าย  เรือ ต.99  และ เรือ ต.112 

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้กล่าวสดุดีแด่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกำลังพลทุกนาย ว่า “กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยกำลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการเตรียมกำลังรบทางเรือ ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน ในวิบัติภัยต่างๆ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของกองเรือยุทธการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบายของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญ  ผมขอแสดงความชื่นชม และขอขอบคุณกำลังพลทุกคนทั้งที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

ในโอกาสที่ผมได้มาเยี่ยมขอบคุณกองเรือยุทธการ ก่อนเกษียณอายุราชการในวันนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงไปยังเพื่อนข้าราชการและทหารทุกคน และขอขอบคุณผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่ได้จัดพิธีสวนสนามทางเรือ อย่างสง่างามให้แก่ผม แม้ว่าผมจะต้องเกษียณอายุราชการ
ไปตามวาระ แต่ช่วงเวลาที่ผมได้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกท่านมาตลอดชีวิตรับราชการ จะคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”

ทั้งนี้ พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ลำดับที่ 58 ของกองทัพเรือ โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก จิรพล ฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลัก 9 ด้าน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคง ของกองทัพเรือ และเพื่อให้กำลังพลทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้คือ เป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล ที่มีบทบาทนำในภูมิภาค และเป็นเลิศในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา ไว้ว่า “เทิดทูนสถาบัน ป้องกันรัฐ พัฒนาชาติ ราษฎร์ศรัทธา: Monarchy Country Government People” รวมทั้งกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ หรือ “NAVY-SAFETY 2025” ในทุก ๆ ด้าน อีกด้วย

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top