Thursday, 9 July 2026
NEWS

หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยฝุ่นตลบ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

(1 ก.ย. 68) เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในช่วงขณะหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธุ์ จะทิ้งลุงตู่ จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีวันที่จะทิ้งคนดีๆ อย่างลุงตู่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดีและเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคนดีๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมืองรักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต 

โดยนายพีระพันธุ์ ได้อยู่ทำงานร่วมกับลุงตู่จนวินาทีสุดท้ายในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้คนที่ทำงานด้วย ต่างมีพลังบวก พร้อมทำงานเพื่อชาติอย่างมีความสุขเช่นกัน

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 4 คดี ยึดยาบ้า 8.6 ล้านเม็ด ไอซ์ 450 กก. 

(1 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น.ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. โดยมี พลตำรวจโท กฤตธาพล  ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการแถลงข่าว  ณ ลานแถลงข่าว กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย  รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล  ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผบก.ภ.จว.พะเยา และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง
ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35   โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน  ​มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35ฝ่ายปกครอง โดย นายชรินทร์ ทองสุข  ​​ผวจ.เชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ​​ผวจ.พะเยานายชุติเดช มีจันทร์ ​​ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่อง   ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก. ได้แก่
1. สภ.แม่กา จว.พะเยา  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด ทำการจับกุม ตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่กา จว.พะเยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย
2. สภ.แม่สาย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,600,000 เม็ด  ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย จว.เชียงราย ดำเนินการตามกฎหมาย

3. สภ.สบปราบ จว.ลำปาง  บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 3,000,000 เม็ด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ จว.ลำปางดำเนินคดีตามกฎหมาย

4. สภ.แม่พริก จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางไอซ์ จำนวน 450 กก. นําส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จว.ลำปางดําเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 31ส.ค.68 มีการจับกุมคดียาเสพติดรวม 24,292 คดี โดยเป็นคดีสำคัญถึง 241 คดี สามารถตรวจยึดของกลางยาบ้าได้รวม 257 ล้านเม็ด, ไอซ์ 11,800 กิโลกรัม, เฮโรอีน 209 กิโลกรัม, เคตามีน 1,840 กิโลกรัม และฝิ่น 155 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,151 ล้านบาท

‘บิ๊กเต่า’ เผยมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ถือครองโฉนดแทน ‘อลงกต’ ส่วน ‘สมปอง’ อยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

‘บิ๊กเต่า’ ยอมรับมี ‘อดีตผอ.พศ.’ ร่วมถือครองโฉนดที่ดินแทน ‘อดีตพระอลงกต’  ส่วน ‘สมปอง’ ยังอยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี แม้อ้างเป็นการยืมเงินและคืนไปบางส่วนแล้ว 

(1 กันยายน 2568) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดี อลงกตการละคร โดยระบุว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร และมีตัวละครที่สามารถดำเนินคดีได้หลายคน แต่ตำรวจต้องการพยานหลักฐานมาประกอบข้อมูลตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน ซึ่งตอนนี้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามทยอยเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบขยายผลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน โดยเฉพาะประเด็นที่มีคนใกล้ชิด อักษรย่อ นางสาว ว. ถือครองโฉนดที่ดินมูลค่ารวม 140 ล้านบาทนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในจำนวนนั้นยอมรับว่ามีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และตลกชื่อดัง ถือครองโฉนดที่ดินแทน อดีตพระอลงกต ด้วย โดยทั้งคู่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน คือ เข้าไปหาผลประโยชน์ และไม่ใช่เพียงผลประโยชน์จากเงินวัดก้อนเดียว แต่หาผลประโยชน์จากกลุ่มเครือข่ายด้วย ซึ่งมีมูลค่าเงินจำนวนมาก และทาง อดีตพระอลงกต ก็มองว่าตนเองถูกรังแก ถูกโกงเงินไป ทั้งเรื่องคอนเสิร์ต เรื่องที่ดิน และถือครองทรัพย์สินแทน แต่ที่ อดีตพระอลงกต ไม่ออกมาโวยวาย เพราะพยายามติดตามทวงถามมาตลอด แต่อีกฝ่ายไม่คืนเงิน อย่างไรก็ตาม อดีตพระอลงกต ไม่ได้มีหลักฐานการทวงเงินมาแสดงให้ตำรวจเห็น อ้างเป็นคำพูดเท่านั้น

ส่วนการสอบปากนายสมปอง นครไธสง หรือ อดีตพระสมปอง ที่เข้าให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วนตัวตนเองยังไม่ได้คุยโดยตรง แต่ได้รับรายงานว่านายสมปองอ้างว่าไปยืมเงินจาก อดีตพระอลงกต ช่วงที่เป็นพระ แต่ก็ต้องดูว่าเงินที่ยืมมา มีเจตนายืมจริงหรือไม่ หรือเป็นการช่วยงาน อดีตพระอลงกต เพื่อขอเงินไปใช้ อย่างไรก็ตามหากเงินดังกล่าวเป็นเงินวัด และ นายสมปองก็เคยเป็นพระ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรยุ่งกับเงินวัด ซึ่งตำรวจต้องมองถึงเจตนา ที่มาของเงินที่ยืมไป พยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน 13 ล้านที่นำมาให้ยืม กระบวนการคืนเป็นเงินสดและคืนผ่านบุคคลที่ 3 ซึ่งอาจเข้าข่ายการฟอกเงินด้วย พร้อมยืนยันนายสมปองยังอยู่ในข่ายที่จะถูกดำเนินคดี

ส่วนกลุ่มดารา นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ ที่ถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของ อดีตพระอลงกต นั้น เบื้องต้นวง พิงค์แพนเตอร์ ได้ประสานจะเข้าให้ข้อมูลกับตนเองมาแล้ว เพราะถือว่าเป็นวงใหญ่ ค่าจ้างขึ้นแสดงครั้งละ 4-5 แสนบาท ส่วนบุคคลอื่นๆ ก็มีประสานมาบ้าง เป็นนักธุรกิจขายของมีค่า แต่อ้างว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถูกกระแสโซเชียลโจมตี ซึ่งตนเองก็แนะนำว่าให้เข้ามาพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

‘แม่ทัพภาค 2’ ไม่ยืนยันข่าว ‘สรัย ดึ๊ก’ ขุนศึกคู่ใจฮุนเซน เสียชีวิต แต่ตั้งข้อสังเกต!!...ไม่พบปรากฏตัวนานกว่า 1 เดือนแล้ว

เมื่อวานนี้ (31 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสข่าวการเสียชีวิตของ พล.ท.สรัย ดึ๊ก รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้จริงหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่าเป็นที่น่าสังเกตเพราะ พล.ท.สรัย ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานกว่า 1 เดือนแล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พล.ท.สรัย ดึ๊ก เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันทางรัฐบาลกัมพูชายังไม่มีการออกมาชี้แจงหรือโต้ตอบต่อรายงานที่ปรากฏในสื่อฝั่งไทย

สำหรับ พล.ท.สรัย ดึ๊ก ถือเป็นนายทหารคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคง โดยเมื่อ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาเป็นผู้แทนฝ่ายกัมพูชาเจรจากับฝ่ายไทยในกรณีปัญหาพื้นที่พิพาทช่องบก จนสามารถลดกำลังและคลี่คลายความตึงเครียดในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง

‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง!! ‘กรมพระธรรมนูญ – เหล่าทัพ’ เร่งทบทวน กฎการใช้กำลัง ของกองทัพไทย

(31 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง กรมพระธรรมนูญ-เหล่าทัพ เร่งทบทวนปรับปรุง ‘กฎการใช้กำลัง’ ของกองทัพไทย หลัง สู้รบกัมพูชา ทบทวนและปรับปรุง กม.ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง กลาโหม ที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศ
ที่ไทยเป็นภาคี พร้อม แจ้งให้กำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ รับรู้เข้าใจ เพื้อการปฏิบัติที่ ชัดเจน

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า การประชุมสภากลาโหมที่ผ่านมา ที่มีพลเอกณัฐพลนาคพานิชย์ รมช.กลาโหมเป็นประธาน ว่า มีการสั่งการเรื่อง การปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

โดยให้กรมพระธรรมนูญ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม
และเหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม รวมถึงกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ซึ่งอาจมีเนื้อหาบางส่วนที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 

พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับกำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้
และประสิทธิภาพในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ขอให้รายงานความก้าวหน้าให้ที่ประชุมสภากลาโหมได้ทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

(31 ส.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า ...

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด 
ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน 
พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำวิธีเก็บ URL เฟซบุ๊กมิจฉาชีพ ให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

(31 ส.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.)
เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า มิจฉาชีพนิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการก่อเหตุ

เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ในการแจ้งความดำเนินคดีได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำ วิธีการเก็บ URL และข้อมูลบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ดังนี้

กรณีใช้งานผ่านเว็บไซต์ (คอมพิวเตอร์)
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. คลิกที่ URL ซึ่งอยู่ด้านบนของเบราว์เซอร์
 3. คัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL และหน้าโปรไฟล์
กรณีใช้งานผ่าน

แอปพลิเคชันมือถือ
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. กดที่ปุ่มสัญลักษณ์ “…”
 3. เลื่อนลงไปด้านล่างสุด แล้วคัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL

เพียงเท่านี้ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบในการแจ้งความออนไลน์ หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.go.th หรือโทร สายด่วน 1441 และ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นี่เป็นกิจการการเมืองภายใน ของประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และเป็นมิตรประเทศต่อกัน เราหวังว่าประเทศไทยจะรักษาเสถียรภาพ และการพัฒนา

(31 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญไทยได้วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

ถาม: เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้วินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ละเมิดรัฐธรรมนูญ และให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จีนมีความเห็นอย่างไร?

ตอบ: นี่เป็นกิจการการเมืองภายในของประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นมิตรประเทศต่อกัน เราหวังว่าประเทศไทยจะรักษาเสถียรภาพและการพัฒนา

FIBO เผย!! เทคโนโลยีใหม่ ใช้กู้ทุ่นระเบิดแทน ‘มนุษย์’ ทดสอบแล้ว!! พบทุ่นระเบิด 100% เตรียมใช้จริงอาทิตย์หน้า

(30 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ข่าวดี #กองทัพไทย และ #ทหารไทย!!

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา #สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (#FIBO) #มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดอยู่บ่อยครั้งจากการลาดตระเวนบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา 

ทาง FIBO จึงได้นำเสนอ เทคโนโลยี remote plastic/metal detector with AI Camera ติดตั้งบนหลัง #สุนัขหุ่นยนต์ 10-15 meter telemetry controlled ซึ่งปัจจุบัน FIBO ได้ร่วมมือกับจีน เรื่องสุนัขหุ่นยนต์และ AI Humanoid 
ในรูปชุดนี้ ทาง FIBO ได้ไปทดสอบหุ่นยนต์หาทุ่นระเบิดที่ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ผลทดสอบ blind test พบทุ่นระเบิด 100% เมื่อวานนี้

โดยสัปดาห์หน้า จะลงสนามจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา:
พร้อมแจ้งว่าในส่วนของ #หุ่นยนต์สะพายหลัง (FIBO Life Buddy:หุ่นยนต์ยุทโธปกรณ์) ที่ FIBO เคยสร้างให้กองทัพไทยนั้น คงไม่เหมาะกับการลาดตะเวณของเหล่าทหารกล้าของไทย

“เรารักสงบ แต่รบไม่ขลาด เขมรมาหยามน้ำใจกัน
พวกเรารวมพลังช่วยกัน ในฐานะนักเทคโนโลยีครับ”

หมายเหตุ : สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) หรือ Institute of Field Robotics เป็นหน่วยงานระดับคณะในสังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดย รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ด้วยคติพจน์ “A Cradle of Future Leaders in Robotics” เพื่อพัฒนาผู้นำด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของประเทศไทย

FIBO คืออะไร?
FIBO เป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยด้าน วิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อย่างเฉพาะทาง โดยเปิดสอนครบทั้งระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลักสูตรเน้นการเรียนการสอนแบบ Outcome-based Education ซึ่งช่วยให้บัณฑิตสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้จริงในภาคสนาม ทำให้บัณฑิต FIBO เป็นที่ต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชน

ผลงานและการวิจัย
• FIBO มีผลงานวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มากกว่า 300 ระบบ ในด้านการผลิตและคุณภาพชีวิต เช่น หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อาหาร การแพทย์ การเกษตร และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
• ตัวอย่างผลงาน: หุ่นยนต์ประชาสัมพันธ์นะโม (NAMO) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์กึ่งฮิวแมนนอยด์ที่มีล้อเพื่อความคล่องตัว พัฒนาโดยนักวิจัยของ FIBO
• งานวิจัยขั้นสูง เช่น ระบบ Haptic Interface, Intelligent Algorithm, Nonlinear Control System และ Multi-body Dynamic Analysis
• มีความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เช่น อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และการศึกษา
การรับสมัครและโอกาส

ความโดดเด่น
• เป็นศูนย์กลางการพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ได้รับการยอมรับจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)
• มีเครือข่ายกับโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านหุ่นยนต์

‘LGBTQ+’ ด่าเหยียด!! ‘สาวอิสลาม’ ขู่!! จะตบกลางรถไฟฟ้า ลั่น!! ไม่กลัวจ่ายค่าปรับแค่ 500 บาท ล่าสุด!! โดนไล่ออกแล้ว


(30 ส.ค. 68) เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปลงกลุ่ม Airport Rail Link เผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (29 สิงหาคม 2568) ขณะที่ผู้โดยสาร 2 รายกำลังมีเรื่องโต้เถียงกันบนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 

โดยผู้โพสต์ระบุว่า เวลาเกือบเที่ยงคืน น้องผู้หญิงอิสลามได้ไปเฉียดโดนกระเป๋าของผู้โดยสารที่เป็น LGBTQ+ ตอนกำลังจะนั่ง ซึ่งน้องได้พยายามขอโทษหลายครั้งและไม่ได้หยาบคายใส่เลย แต่กลับถูกคู่กรณีด่าทอด้วยคำหยาบคาย แถมยังเหยียดศาสนา ด่าถึงพ่อแม่ แถมยังถอดรองเท้าบอกว่าพร้อมตบ ปรับแค่ 500 บาท 

โดยในช่วงหนึ่งของคลิป พบว่าน้องผู้หญิงอิสลามพยายามขอโทษอย่างสุภาพ แต่คู่กรณีไม่ยอมฟังเสียง มีการยืนชี้หน้าด่า ทำนองว่า "ถ้ามึงพูดอีกรอบกูตบมึงแน่ กูเสียแค่ 500 กูไม่กลัวหรอก กูตบมึงน่ะ อิสลาม ! กูไม่ได้บูลลี่คนอิสลาม กูบูลลี่แค่มึงนี่แหละ มารยาทน่ะให้พ่อกับแม่มึงสอน ไม่ต้องมาขอโทษกู ไปขอโทษพ่อกับแม่มึง ที่เค้าไม่สอนมารยาทให้กับคนอย่างมึง มึงไม่ต้องมาอ้างว่ากูไม่รู้ไม่ได้หรอก อีดอก"

น้องผู้หญิงยังคงพยายามขอโทษด้วยท่าทีสุภาพ บอกว่า "ขอโทษค่ะ" แต่ฝ่ายคู่กรณีที่นั่งลงไปแล้ว กลับลุกขึ้นเท้าเอว บอกว่า "กูไม่รับ" และยังชี้หน้าด่าต่อ บอกว่าถ้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว "ตีนกูอยู่บนหน้ามึงแน่"

ประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ในพฤติกรรมของฝ่าย LGBTQ+ ที่ดูจะรุนแรงเกินเหตุ แถมยังด่าทออีกฝ่ายเสียหายและเหยียดศาสนา

ล่าสุด (30 สิงหาคม) เฟซบุ๊ก Stadium One - The Sports Society โพสต์ประกาศพ้นสภาพการเป็นพนักงาน กรณีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยระบุว่า

"บริษัทฯ ขอชี้แจงกรณีคลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าบุคคลในคลิปเป็นพนักงานรายวันของบริษัทฯ จริงและได้ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ผลการสอบสวนสรุปว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำการที่ไม่เหมาะสมต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ จึงมีมติให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานรายวัน โดยมีผลบังคับใช้ทันที

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่าให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกบุคคล โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือความแตกต่างใด ๆ และมุ่งยืนหยัดในหลักความเท่าเทียมอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและทุกเสียงสะท้อนจากสังคม ที่ช่วยชี้แนะและเป็นพลังผลักดันในครั้งนี้"

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เยี่ยมกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” ให้กำลังใจน้องเล็กกองทัพเรือ และครอบครัว ทั้ง 5,389 คน ยืนยันการดูแลเสมือนลูกหลาน ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด

(30 ส.ค. 68) พล.ร.ท. อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เยี่ยมชม และพบปะพูดคุยกับครอบครัวของทหารใหม่ ในกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” โดยมี น.อ. ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ศฝท.ยศ.ทร. ให้การต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่โดยรอบอาคารกองบังคับการ ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 - 31 ส.ค.68 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารใหม่ และญาติ รวมถึงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ให้แก่ครอบครัวของทหารใหม่ได้เห็นผลของการฝึกอบรม และการดูแลทหารใหม่ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ที่เข้ามาเป็น “น้องเล็กของกองทัพเรือ” ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในแนวทางของการฝึกอบรมทหารใหม่ของกองทัพเรือยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทหารใหม่ ผลัดที่  2/68 ระหว่าง 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เข้ารับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เพื่อปรับสภาพจากพลเรือนให้เป็นทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป

โดยในวันนี้มีครอบครัวของทหารใหม่ร่วมกิจกรรม จำนวน 5,389 คน ทหารใหม่ จำนวน 1,001 นาย และยานพาหนะ จำนวน 1,300 คัน  

ในการนี้ จก.ยศ.ทร. ยืนยันกับครอบครัวทหารใหม่ถึงการฝึกอบรม และการดูแล ว่า “…ขอให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และญาติของน้องทหารใหม่เชื่อมั่นว่า การฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ศฝท.ยศ.ทร. ตลอดระยะเวลา 2 เดือน จะทำให้ทหารใหม่ปรับสภาพจากพลเรือนเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมกันนี้ขอให้มั่นใจได้ว่า เราจะดูแลทหารใหม่ด้วยความเมตตาเสมือนลูกหลานหรือญาติมิตรของเรา และด้วยความปลอดภัย…”

โอกาสนี้ จก.ยศ.ทร. ได้ให้กำลังใจแก่ผู้บังคับบัญชา และครูฝึกของ ศฝท.ยศ.ทร. และขอให้คำนึงถึงมาตรการในการดูแลทหารใหม่ให้อยู่ในกรอบของความปลอดภัยสูงสุด ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ “Navy-Safety 2025”

'ปฐม อินทโรดม' ชี้บางสาขามหาวิทยาลัย จบแล้วไร้งานทำ วนลูปต่อโท-เอก ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์สอนรุ่นใหม่

(30 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

บางสาขาในมหาวิทยาลัยจบปริญญาตรีมาแล้วไม่มีงานทำ 
สุดท้ายก็ต้องเรียนต่อโท ต่อเอก แล้วก็กลายเป็นอาจารย์
เพื่อสอนลูกศิษย์รุ่นใหม่ ที่เรียนจบมาแล้ว ว่า …
จะไม่มีงานทำ เหมือนกัน

สมุทรปราการ-ครอบครัวสุวรรณบุตร CSR บริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ดัน 3 โรงเรียน PWS พัฒนาหลักสูตรการเรียน การสอน 'สร้างครู สร้างชาติ ด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก'

เทศบาลตำบลแพรกษา โดย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สร้างครู สร้างชาติ ด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก“ ณ ห้องประชุมสุวรรณบุตร โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ

ซึ่งการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาหลักสูตร การเรียน การสอน มีตัวแทนครูสถานศึกษาของทาง PWS เข้าร่วมสัมมนา จำนวน 3 แห่ง นอกจากนี้ยังมีนายชูชาติ เที่ยงธรรม ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา นายเกษมสินธุ์ สอนสุข ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา นางมลทิรา กรแก้ว ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา 

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ของทางเทศบาลตำบลแพรกษาเข้าร่วมในพิธีเปิดการสัมมนา ได้แก่ นางพรเพ็ญ กลิ่นกำธรกุล รองนายกเทศมนตรีฯ นายวรรณวุฒิ มาสุข พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ สันหยี รองปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา นางสาวอรอุมา ชาภูคำ ผอ.กองการศึกษา เข้าร่วมในพิธีเปิดการสัมมนา

โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร "สรา้งครูสรา้งชาติด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก” หรือ Cresitive (creative + positive) Thinking เป็นโครงการ CSR ของบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ จำกัด ท่ีมีวัตถุประสงค์ในการสรา้งประเทศชาติใหเ้ข้มแข็ง ผ่านระบบการศึกษาของประเทศ ซึ่งมีครูและเยาวชนเป็นหัวใจ

หลักสูตรรท่ีนำมาใช้ในการสัมมนาครงั้นคือ Cresitive (creative + positive) Thinking เป็นหลกั สูตรท่ี ออกแบบโดย อาจารย์รัศมี ธันยธร แห่งบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้ใช้องค์ความรู้ที่ได้จ้ากการศึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ 

ประกอบ องค์ความรู้ที่ได้จากการเป็นลูกศิษย์ของ ดร. เอ็ดเวิรด์ เดอ โบโน ปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างงสรรค์ระดับโลก และประสบการณ์จากการสอนหลักสูตรต่างๆ ของ ดร. เดอ โบโน เป็นเวลากว่า 30 ปี สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย 

วิธีคิดในหลักสูตรนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ creative และ positive ซึ่งทักษะวิธีคิดนี้จะตอบโจทย์ด้าน HRD หรือการพัฒนาทรัพยากรของมนุษย์ในปัจจุบัน ท่ีต้องการพัฒนา “ความฉลาด” ด้านต่างๆ ของมนุษย์ เช่น IQ EQ เป็นต้น 

แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันมี “ความฉลาด” ท่ีควรต้องเริ่มพัฒนาให้กับเยาวชนถึง 11 ด้าน และหลักสูตร CRESITIVETHINKING สามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 11 ด้าน สัมมนาครั้งนี้ใช้เวลาสัมมนาทั้งสิ้น 4 วัน ช่วงแรก 2 วัน คือ 29-30 สิงหาคม เป็นการฝึกทักษะด้านการ คิดสรา้งสรรค์และคิดบวก ให้กับครูผู้เข้าสัมมนาทั้ง 30 คน ในวันนี้

หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเป็นการออกแบบวิธีการนำไปใช้และฝึกการสอนเป็นเวลา 1 วัน และอีก 1 วันสุดท้ายจะเป็นการรับฟัง FEEDBACK หลังจากนำไปใช้สอนจริง โครงการ CSR นี้ ประกอบด้วยภาคี 3 ฝ่าย ได้แก่ ส่วนแรกคือบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฯ เป็นผู้รับผิดชอบวิทยากร และค่าใช้จ่ายบางส่วน ส่วนที่ 2 คือ องค์กรที่เราเรียกว่า sponsor ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักและส่วนที่ 3 คือโรงเรียนภาครัฐ

การสัมมนาในวันนี้เป็นการเริ่มโครงการครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือสำคัญระหว่างเทศบาลตำบลแพรกษา โดยท่านนายกอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีฯ ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และบริษัทศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ โดยอาจารย์รัศมี ธันยธร 

‘กิตติ พรศิวะกิจ’ แนะ ‘ซีเค’ ใช้โค้ดส่วนลดเรียนภาษาไทย หลังโพสต์อวดใช้เงินแค่ 33 บาท ได้ผู้ติดตามเพิ่มถึง 1 ล้าน

นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณี ‘ซีเค เจิง' CEO และผู้ก่อตั้ง Fastwork แพลตฟอร์มสำหรับทำงานฟรีแลนซ์ ออกมาระบุว่า ตนเองใช้เงินเพียง 33 บาท แต่ได้คนติดตามเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน โดยระบุว่า เก่งมากครับ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ครึ่งวันได้ Follower เพิ่มไม่ต่ำกว่า 330K ด้วยเงิน 33 บาท

ขณะเดียวกัน ยังแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของ ซีเค ด้วยว่า “ถ้ามีเวลา ไปลงเรียนภาษาไทยด้วยก็ดีนะครับ Code ส่วนลดขอซัก 33 วัน ไม่ขาดทุนแน่นอน”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ให้กับตำรวจจราจรและหน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

(29 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” ครั้งที่ 2 ห้วงเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม 2567 พร้อมทั้งแถลงเปิด “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, นายแพทย์ อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.), 

นายแพทย์ ธนะพงษ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.), คุณก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้จัดการ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.), คุณพรหมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, แพทย์หญิง ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการสุภาพบุรุษจราจร, พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, หน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจร ประเภทบุคคลและหน่วยงาน ตามโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตำรวจจราจร ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน ภาคีเครือข่าย และตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน 

สำหรับ “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการต่อเนื่องปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกตำรวจจราจรและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการอำนวยการจราจรและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ โดยให้ทุกกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 1,484 สถานี ดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส), SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี), SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ), SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ), STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) ทั้งนี้ ในการประเมินผล 

วัดจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ต้องลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี, ข้อมูลการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (ขับรถในขณะเมาสุรา/ขับรถเร็วเกินกำหนด และไม่หมวกนิรภัย) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตามปีปฏิทิน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 194 นาย และคัดเลือกสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน ในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัลปีละ 2 ครั้ง และยังมีการมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมให้กับหน่วยงานนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ในวันนี้เป็นการมอบรางวัลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมทั้งสิ้น 57 รางวัล ได้แก่
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองบัญชาการ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรภาค 6 
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองกองบังคับการ ได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ภ.จว.ลพบุรี), ภ.จว.ระยอง, ภ.จว.นครราชสีมา, ภ.จว.ขอนแก่น, ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.นครสวรรค์, ภ.จว.เพชรบุรี,  ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, ภ.จว.พัทลุง และกองบังคับการตำรวจทางหลวง
- หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านนวัตกรรม 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3, ตำรวจภูธรภาค 8 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลระดับบุคคลอีกจำนวน 30 รางวัล พร้อมทั้งมีการนำเสนอบูธของหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นในพิธีวันนี้ด้วย  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยร่วมกันขับเคลื่อนโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตำรวจจราจรเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี สามารถใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้ลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายของรัฐบาลต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top