Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจ หน่วยที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี 

ในพิธีดังกล่าว ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะ ร่วมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยข้าราชการตำรวจทุกนายต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจ และสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดมา ข้าราชการตำรวจทุกนายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

จากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำข้าราชการตำรวจลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องโถง อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“ออปชัน–ราคา–ดีไซน์” ยังห่างชั้น!! ซีอีโอลั่นไม่ยอมแพ้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทวงตลาดคืน

(3 พ.ย. 68) นายโทชิฮิโร มิบะ (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ยอมรับตรงไปตรงมาในการให้สัมภาษณ์สื่อจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียว่า “ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำให้กับรถ EV จีนใน 3 ด้านหลัก คือ ออปชัน ราคา และดีไซน์” แต่ยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และจะใช้เทคโนโลยีของเรา ทวงคืนตลาดนี้กลับมาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ยังระบุอีกว่า ฮอนด้าไม่ได้พัฒนา EV ช้ากว่าคู่แข่งอย่างที่หลายคนคิด เพราะยังมีเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ตอบโจทย์ในหลายประเทศ ขณะที่การผลักดันรถไฟฟ้า 100% ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปล่อยมลพิษจากแหล่งผลิตไฟฟ้า ฮอนด้าจึงเลือกพัฒนา EV ควบคู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบช่วยขับอัจฉริยะ เพื่อให้แข่งขันกับแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับตลาดไทย ฮอนด้ายืนยันจะเปิดตัว “Honda 0 Series Alpha” และ “Honda 0 Series SUV” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ราว 1.11 ล้านบาท) และจะมีรุ่นราคาต่ำกว่านี้ตามมา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัย SDV ที่ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050



 

‘ฟิยาตา’ มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา หลานสาว ‘มาลี โสเจียตา’ ฝ่ามติกอง ส่งตัวเองประกวด Miss Universe 2025 ที่ไทย

(3 พ.ย. 68) ไท เนียรี โสเจียตา (Thy Neary Socheata) หรือ “ฟิยาตา” มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2025 เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อเข้าร่วมเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แม้บริษัท Elevento9 ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดของกัมพูชา จะออกแถลงการณ์ไม่ส่งผู้แทนเข้าประกวดในช่วงก่อนหน้านี้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ฟิยาตาได้ประกาศเดินหน้ามาด้วยตนเอง โดยยืนยันว่าการถอนตัวนั้นไม่ยุติธรรม พร้อมชี้แจงว่าตนติดภารกิจและมีอาการป่วยในวันที่ถูกเรียกประชุม ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความหลังถึงไทยว่า “รู้สึกขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น ความเมตตา และการสนับสนุนจากทุกคน”

ด้าน ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าภาพจัดการประกวด Miss Universe 2025 ประเทศไทย โพสต์ภาพต้อนรับอย่างเป็นทางการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า “ขอต้อนรับตัวแทนจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ สู่การประกวดมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74”

สำหรับฟิยาตา เป็นหลานสาวของ “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา” โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งคนไทยคุ้นชื่อจากเหตุปะทะชายแดน ทำให้การเดินทางมาประกวดครั้งนี้ถูกจับตามองทั้งในแง่ความงามและการเมืองระหว่างประเทศ

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

บุรีรัมย์-พุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศ ร่วมกันทอดกฐินสามัคคี วัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 2 พ.ย. 68 ที่วัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ นาย ณพล บริบูรณ์ นักวิชาการคณะทำงานทางเมือง ดร.ฉลาด ขำช่วง ประธานสภาคนที่สอง นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ภาคตะวันออก นาย โกสินธ์ จินาอ่อน รองประธานที่ปรึกษา สว.สมหมาย ศรีจันทร์ ที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการ บรรณาธิการข่าว ท็อปนิวส์ ทั่วไทย( ภาคเหนือ)น.ส.นภชนก เหมือนนามอญ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานทอดกฐินพร้อมพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ได้เดินทางมาร่วมกันทอดกฐินสามัคคี โดยมีพระครูปลัดวิชาญ ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัด) เจ้าอาวาสพุทธบูชาป่าโคกประสาท เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมพระภิกษุสงฆ์ ประกอบพิธีรับถวายผ้าพระกฐิน

ประวัติวัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท เดิมชื่อว่าวัดโคกปราสาทตามพื้นที่เป็นที่เนิน เป็นโคกและก็มีปราสาทหินเก่าแก่อยู่ในป่านี้จึงเรียกว่าป่าโคกปราสาท ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นหัวเมืองหนึ่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะเสด็จไปเมืองพิมายจะต้องผ่านสถานที่หัวเมืองแต่ละที่และตรงป่าโคกปราสาทก็เป็นที่ที่ 1 ที่เป็นที่ประทับเดินทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อเสด็จมาถึงก็มาพักอยู่ ณ.ปราสาทแห่งนี้เพื่อให้ชาวบ้านพสพนิกร บริเวณเมืองโคกปราสาทแห่งนี้ได้นำเครื่องสักการะเครื่องบรรณาการมาถวายแด่พระเจ้าชัยวรมันและปราสาทแห่งนี้สมัยดั้งเดิมเรียกว่าบ้านไฟบ้างหรือ อโรคยาศาลบ้างคือเป็นที่เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงก็มีการบวงสรวงสถานที่ตามประเพณี

เมื่อเจ้าเมืองไปที่หัวเมืองต่าง ๆ ก็ต้องมีประเพณีสักการะสถานที่แห่งนั้นในปราสาทจะมีศิวลึงค์ซึ่งเป็นที่บูชาของพราหมณ์ฮินดูในสมัยนั้นเมื่อพระราชาได้นำน้ำนมนำถั่วงาสิ่งต่าง ๆ ได้ทำพิธีสวดถวายองค์ศิวลึงค์เพื่อบูชาเทพแล้วก็จะเทราดน้ำนมลงไปในองค์สีวลึงพร้อมถั่ว งา น้ำอบ น้ำหอม อื่นๆลง ข้าง ๆ องค์ศิวะลึงก็จะมีรางน้ำเส้นทางน้ำไหลเมื่อบวงสรวงเสร็จก็จะเทไปในศิวะลึงค์บูชาเทพน้ำนมพืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็จะไหลไปด้านอีกทิศ1 ชาวบ้านหรือข้าราชขุนนางต่าง ๆ ก็จะมาตักเอาน้ำนมนั้นมาดื่มมาลูบศรีษะเพื่อความเป็นสิริมงคลเชื่อว่าเป็นการกำจัดทุกข์กำจัดโศกโรคภัยต่าง ๆ ได้ ซึ่งมีพระราชาได้มาทำพิธีพร้อมกับฤาษีพราหมณ์ต่าง ๆ ที่ติดตามพระราชามาด้วย ถือเป็นสิริมงคลแก่ชาวเมือง

วัดพุทธบูชา ก่อตั้งมาประมาณปี 2537ซึ่งมีเจ้าอาวาสองค์เดิมได้มาปฏิบัติธรรมอยู่แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาเท่าไหร่จนกระทั่งปี 2548 พระอาจารย์วิชาญ ธรรมโชโตหรือปัจจุบันพระครูปลัดวิชาญ ธรรมโชโต เดินธุดงค์หาที่ปฏิบัติธรรมแล้วก็มาพบสถานที่ป่าแห่งนี้ก็รู้สึกชอบความสงบและความเป็นปราสาทซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมห่างจากหมู่บ้านพอสมควรทั้งทางเข้าก็ลำบากเป็นถนนลูกรังแต่ก็ด้วยความสงบดูสัปปายะจึงตัดสินใจที่จะได้ปักกลดอยู่สัก 1 พรรษา ในตอนนั้นคิดอย่างนั้น ต่อมาก็เกิดความผูกพันรู้สึกผูกพันในปราสาทผูกพันในสถานที่จึงได้ตั้งหลักปักฐานตั้งจิตอธิษฐานว่าจะอยู่พัฒนาวัดตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจนถึงปัจจุบัน

พระครูปลัดวิชาญ ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัดวัดพุทธบูชาป่าโคกปราสาท (กล่าวว่า)วัดพุทธบูชาป่าโคกปราสาท ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์กำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งสร้างแล้วเสร็จประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ยังรอเพียงการ ตีฝ่าเพดาน ประดับลวดลาย เดินสายไฟภายในอุโบสถ ปรับระดับทางเดินรอบอุโบสถ จึงขอเจริญพรบอกบุญมายังท่านเพื่อร่วมทอดกฐินสามัคคี ครั้งนี้เพื่อรวบรวมจตุปัจจัยร่วมก่อสร้างอุโบสถให้แล้วตามวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาฝากชื่อไว้ในพระพุทธศาสนาให้ดำรงถาวรสืบต่อไปชั่วกาลนาน ตามกำลังทรัพย์ศรัทธา

ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัยและกุศลบุญครั้งนี้ จงอำนวยอวยชัยให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาจงประสพด้วย จตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ ฯ

สมุทรปราการ-ศิษยยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีแห่ผ้าแดงห่มองค์พระมหาเจดีย์ วัดบางพลีใหญ่กลางความยาวกว่า 70 เมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้ประกอบพิธีอันสำคัญและเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ คือการแห่ผ้าแดงซึ่งเป็นผ้าห่มองค์ พระมหาเจดีย์พิศาลวุฒิกิจมงคลมหาชนบูชิต 

โดยทางวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้การดูแลและความเมตตาของท่าน พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง มีครอบครัวรุ่งแจ้งเป็นผู้ที่นำผ้าแดงขึ้นไปห่มที่ด้านบนพระมหาเจดีย์ ซึ่งในช่วงเช้าของวันนี้ทางวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้ประกอบพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล

มีประชาชนและข้าราชการจำนวนมากเดินทางมาร่วมในพิธี อาทิ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ คณะไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ คณะครู ข้าราชการตำรวจ เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านพระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้เมตตาให้ประชาชน และข้าราชการที่เดินทางมาร่วมในพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระมหาเจดีย์ได้เขียนชื่อตนเองลงบนผ้าแดงเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง นำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาธรรมจักรกัปปะวัดตะนะสูตร เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ พระอุโบสถวัดบางพลีใหญ่กลาง

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘รัศมีแข’ กลายเป็น!! พลังซอฟต์พาวเวอร์ ทีมไทย สื่อเอเชีย ยกให้!! สีสันแห่ง Physical: Asia บน Netflix ส่งพลังบุคลิกไทย สู่สายตาเอเชีย ในรายการสุดโหด เน้น!! ‘สนุก’ มากกว่า ‘โชว์กล้าม’

(2 พ.ย. 68) ทำไม?? ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ กลายเป็นสีสันทีมไทยที่ทั่วเอเชียพูดถึงในเรียลิตี้โหดสุดอย่าง Physical: Asia บน Netflix และนี่ไม่ใช่แค่ความแข็งแรง แต่คือ “พลังบุคลิก” ที่พาไทยดังไปพร้อมกัน

Physical: Asia คือสนามแบบไหน
สปินออฟจาก Physical: 100 ที่เปลี่ยนกติกาเป็น “ศึกทีมชาติ” 8 ประเทศ แข่งกันภารกิจหนักระดับเอาตาย เพื่อศักดิ์ศรีทีมและเงินรางวัล 1 พันล้านวอน รายการเปิดฉาย 28 ต.ค. 2025 และดึงซูเปอร์สตาร์สายกีฬา–ความฟิตจากทั้งภูมิภาคมาเจอกัน เช่น Manny Pacquiao, Robert Whittaker, Superbon ฯลฯ (กัปตันทีมไทย) นับว่าเป็นการเล่าเรื่องความแกร่งที่ผสมวัฒนธรรมและทีมเวิร์กชัดกว่าเดิม

จุดที่ทำให้ “รัศมีแข” โดดเด่นระดับภูมิภาค
เปิดตัวแบบจำ–ไม่–ลืม: สายเอนเตอร์เทนมาเต็ม แต่ลงสนามแล้ว “ทำได้จริง” ภาพจำคือเดินเข้าสตูฯ ด้วยความมั่นใจ ก่อนโชว์สกิลภารกิจสุดโหด จนสื่อและแฟนรายการพูดถึงวงกว้าง
โมเมนต์ไวรัล: ศึก “เรืออัปปาง–ขนลัง” ที่ทีมไทยต้องยก/วิ่ง/สื่อสารแข่งกับทีมเกาหลี ฟุตเทจ “ตะโกนปลุกใจ–คุมจังหวะทีม” ทำให้ชื่อรัศมีแขพุ่งติดเทรนด์ในช่องทางทางการของ Netflix
คำพูดคม–คัลเจอร์แคปซูล: มุกหยอกเชิงวัฒนธรรม (อาหาร–ป็อปคัลเจอร์) ถูกยกไปแชร์–ตีความต่อทั้งไทยและต่างประเทศ ขยาย “อารมณ์ขันแบบไทย” สู่ผู้ชมวงกว้าง
เสียงเชียร์นอกประเทศ: สื่อต่างชาติยกบุคลิก “ซนแต่จริงใจ” ของเขาว่าเป็นหัวใจความสนุกของทีมไทย—ระดับ reality TV gold ในแง่สีสันและพลังบวกต่อทีม

ทำไม “คาแรกเตอร์แบบไทย” ถึงเข้าทางรายการฟิตเนสโหด
บาลานซ์ “โหด–ฮา”: รายการให้ภาพ “แรงกาย” ส่วนรัศมีแขเติม “แรงใจ–แรงเชียร์” ผู้ชมเลยได้ “ความเป็นมนุษย์” ของทีม—ยิ้มได้แม้งานหนัก ความเครียดของโชว์จึงดูสนุก–น่ารักขึ้นมาก
รหัสวัฒนธรรมที่เข้าใจง่าย: การเปรียบเทียบอาหาร–ป๊อปคัลเจอร์ ทำหน้าที่เป็น “ซับวัฒนธรรม” ช่วยต่างชาติอ่านไทยได้ทันที—ไม่ต้องรู้ภูเก็ตหรือวอลเลย์บอล ก็หัวเราะและเชียร์ไทยร่วมกันได้
ทีมเวิร์กที่มีผู้นำทางอารมณ์: ในเกมที่แพ้–ชนะด้วยความพร้อมทั้งกายและใจ “ผู้นำอารมณ์” สำคัญไม่แพ้กัปตันสายเทคนิค คลิปของ Netflix โชว์ชัดว่าการสื่อสาร–ปลุกใจ ช่วยให้ทีมรักษาจังหวะการยก/วิ่งได้จริง

หลักฐานจากกระแสและสื่อ
บทความ/พอร์ตข่าวต่างชาติแนะนำแคสต์และยืนยันรูปแบบทีมชาติ–เงินรางวัล–วันฉาย (เช่น Marie Claire, Netflix Tudum ฯลฯ)
สื่อไทยรายงานต่อเนื่อง—ตั้งแต่เปิดตัวทีมไทย (มี Superbon เป็นกัปตัน) จนถึงกระแสการชม “รัศมีแขคือสีสันทีม” หลังออกอากาศไม่กี่ตอน
โพสต์/คลิปทางการของ Netflix ประเทศไทย–เกาหลี ช่วยขยายโมเมนต์ “ทีมไทยฮึด!” สู่วงกว้าง สร้างฐานแชร์ข้ามประเทศ

บทเรียนซอฟต์พาวเวอร์สำหรับไทย (ทำได้เลยช่วงกระแสกำลังเดือด)
เซต “มุกไทยเข้าใจง่าย” เป็นสคริปต์สื่อสารสำหรับนักกีฬา–ครีเอเตอร์ไทยเวลาไปเวทีนานาชาติ: อาหาร, เพลง, คนดัง, สถานที่—สั้น จำง่าย แชร์ต่อได้
แคมเปญคู่กีฬา–ท่องเที่ยว: คลิปสั้น “ฝึกภารกิจแบบทีมไทยใน 30 วินาที” ปิดด้วยโลเคชันไทย (ชายหาด–มวยไทย–สตรีตฟู้ด) ให้หน่วยงานท่องเที่ยว/สโมสร/ยิมหยิบไปทำคอนเทนต์ร่วม
แบรนด์แอสโซซิเอตกับ “พลังบวก”: ใช้รัศมีแขเป็นคีย์เวิร์ดของคอนเทนต์—เน้นคำสำคัญ “ทีมเวิร์ก–กำลังใจ–สนุก” มากกว่า “โชว์กล้าม” เพื่อสื่อสารกับผู้ชมวงกว้าง

สรุป
Physical: Asia เปิด “ลานประลองเอเชีย” ที่ไม่ได้วัดแค่แรง แต่คือ “เรื่องเล่าแห่งทีม” และในหมากนี้ รัศมีแข คือการ์ดซอฟต์พาวเวอร์ที่พา “อารมณ์ขัน–ความจริงใจ–สปิริตทีมไทย” ไปให้ผู้ชมทั่วภูมิภาคเห็นแบบชัดเจน—ยิ้มได้ เชียร์เพลิน และจำไทยได้แม่นยำกว่าที่เคย
ปิดท้ายสำหรับผู้อ่าน TST: ถ้าอยาก “อินให้สุด” แนะนำเปิดดูคลิป “ทีมไทยฮึด!” ก่อน แล้วค่อยไปดูเต็มใน Netflix—จะเห็นชัดว่าทำไมคาแรกเตอร์แบบไทยถึงชนะใจคนดูได้ในรายการสุดโหด

เชียงใหม่-สโมสรนักศึกษาพยาบาล มช.ดูงานสภาการพยาบาลและ ม.บูรพา

วันที่ 29 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2568 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.อนนท์ วิสุทธิ์ธนานนท์ ผู้ช่วยคณบดี พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลากรหน่วยพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและสโมสรนักศึกษาของคณะฯ เข้าศึกษาดูงานสภาการพยาบาล โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล และ ดร.สุดคนึง ฤทธื์ฤาชัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อเนื่องสาขาพยาบาลศาสตร์ สภาการพยาบาล กล่าวต้อนรับและเป็นวิทยากรบรรยายสรุป เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาการพยาบาล ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพการพยาบาล 

นอกจากนี้ได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการบริหารสโมสรนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พรชัย จูลเมตต์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานกล่าวต้อนรับ เป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของผู้นำนักศึกษา อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเรียนรู้การจัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาระหว่างสถาบัน ทำให้สโมสรนักศึกษาของคณะฯ มีแนวทางในการจัดกิจกรรมนักศึกษานำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ตลอดจนมีผลลัพธ์สอดคล้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะฯ ต่อไป

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรนักศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผู้นำนักศึกษาเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาทั้งทักษะทางวิชาการและทักษะชีวิตแก่เพื่อนนักศึกษาในทุกมิติ คณะฯ จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่เพียงด้วยนโยบายเท่านั้น แต่ต้องอาศัยศักยภาพของนักศึกษาที่ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top