Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

นราธิวาส ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเปรัก- IGROW และ ศอ.บต. สื่อมวลชนฯสานผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน สู่อนาคต 

การประชุมเชิงกลยุทธ์เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ข้ามพรมแดนระดับภูมิภาคระหว่างประเทศมาเลเซียรัฐเปรักและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชานแดนใต้(ศอ.บต.)ประเทศไทย พร้อมการขับเคลื่อนนำกองทัพสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนใต้ จับมือเดินหน้า สานต่อจากกลยุทธเดิน ก้าวสู่การร่วมมือเชิงกลยุทธ์มิติใหม่ ที่เน้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นำโมเดลที่ให้ประชาชนมีบทบาท เข้าถึงในการจัดการด้วยตนเอง และมีภาครัฐให้การสนับสนุน หลังจากการประชุมสำคัญเมื่อวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม D Hotel Seri Iskandar รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นการรวมพลังกันของสามองค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง, สถาบันการเกษตรและผู้ประกอบการ (IGROW) ของมาเลเซีย และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ของไทย ซึ่งนำเอกชนและสื่อมวลชนไปด้วยเพื่อวางรากฐานสำหรับแผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจข้ามพรมแดนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แนวคิดหลักสำคัญระหว่างประเทศโดยมุ่งเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและเปิดตลาด MSMEs “การจัดการด้วยตนเอง”ของชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมาภาครัฐสนับสนุน การประชุมเชิงยุทธศาสตร์นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนในการ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างศักยภาพของ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังระหว่าง IGROW ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นทักษะด้านการเกษตรและผู้ประกอบการ และ ศอ.บต. ซึ่งดูแลการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) และการขยายตลาดเป็นพิเศษ

ประเด็นที่เป็นรูปธรรมคือการอำนวยความสะดวกด้านตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ SME ของรัฐเปรักซึ่งเป็นรัฐภาคเหนือของมาเลเซียกับภาคใต้ของไทย ซึ่งจะเป็นการเปิด เส้นทางการส่งออกใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กของมาเลเซียเข้าสู่ตลาดไทยและไทยเข้ามาเลเซีย ภายใต้แนวคิดของ "โมเดล IGROW ในภาคใต้ของไทย เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ IKS (SME)"

รากฐานความร่วมมือที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการประสานงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการเชื่อมโยงครั้งแรกระหว่าง ศอ.บต. และ IGROW ผ่านสมาคมสื่อมวลชนเพื่อสันติภาพภาคใต้ของไทย นำโดยคุณระพี มามะ และตูแวดานียาล มารีงิง อันเป็นกรอบการทำงานที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างเป็นระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมาผ่านการมีส่วนร่วมระดับสูง เช่น:

การหารือติดตามผลกับเลขาธิการ ศอ.บต.(ไทย) นำโดย นางสาว กนกรันต์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างคณะผู้แทนไทยไปยังรัฐเปรัก และผู้แทน IGROW มายังประเทศไทย NORDIN BIN ABDUL MALEK ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง ประเทศมาเลเซีย

การประชุมกับรัฐบาลรัฐเปรักเพื่อรับรองการสนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดน การประชุมปี 2568 นี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำ แผนงานที่เป็นรูปธรรมและบันทึกความเข้าใจ (MoUs) เพื่อนำวิสัยทัศน์ความร่วมมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปสู่การปฏิบัติจริง

ศักยภาพความร่วมมือครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก
การประชุมเข้าร่วมหารือภายใต้เจตนารมณ์ของอาเซียน (ASEAN spirit) และระบุถึงศักยภาพความร่วมมือที่กว้างขวางใน 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกและนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ชายแดนมาเลเซีย-ไทย ได้แก่

1.การศึกษา การพัฒนาศูนย์ TVET (อาชีวศึกษาและฝึกอบรมเทคนิค) ข้ามพรมแดน และโครงการแลกเปลี่ยน
2.เกษตรกรรม การริเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเกษตรกร และการจัดตั้งเครือข่ายอุปทานและการกระจายอาหารข้ามพรมแดน การปลูกผักพืชสวนครัวให้มีปริมาณพอแก่การบริโภคในประเทศและสามารถนำไปจำหน่ายส่งออกนอกประเทศได้
3.การท่องเที่ยว การพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชิงนิเวศ และการส่งเสริมเส้นทางมรดกไทย-มาเลเซีย อนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั่งเดิม คงอยู่และสืบทอดชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Media/Information Exchange)
5.การค้าทวิภาคี (Bilateral Trade) การสร้าง ศูนย์กลางโลจิสติกส์ฮาลาล และการจัดงานแสดงสินค้าข้ามพรมแดน
6.การขจัดความยากจน (Eradicate Poverty) การสร้างศูนย์ทักษะและ TVET ชนบทข้ามพรมแดน และโครงการบูรณาการความมั่นคงทางอาหาร
7.ทุเรียนอาเซียน (ASEAN Durian) การจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาทุเรียนอาเซียน และการเร่งรัดการรับรองฮาลาลทุเรียนข้ามพรมแดน

โดยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐเปรักประเทศมาเลเซียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยได้ในระยะยาว อย่างมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนตลอดไป

นางสาวกนกรัตน์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) ศอ.บต. กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยในนามของ ศอ.บต.สื่อมวลชนทั้งหลาย ก็จะนำความคิดเห็นทั้งหลายนี้กลับไปยังประเทศไทยเพื่อที่นำเสนอของผู้บริหารในระดับสูงอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะนำเรียนในส่วนของความสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินก้าวต่อไปได้เพื่อความสัมพันธ์ ความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนตามที่ได้มีกันไว้เมื่อ8 ปีที่แล้วและก็ในส่วนรายละเอียดนี้เดี่ยวเราก็จะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป

สตูล ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังเข้าจับกุมเรือลักลอบขนน้ำมันที่มิได้เสียภาษีกลางทะเล จว.สตูล

ศรชล.ภาค ๓ โดย ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังจาก ศคท.จว.สตูล นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และ ส.รน.๓ กก.๙ บก.รน. นำโดย น.อ.พิศิษฐ์  ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้นำกำลังลงเรือ ศรชล.๒๙๐๖ และ ศรชล.๕๗๐๗ ลงพื้นที่บริเวณคลองตำมะลังเข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยซึ่งเป็นประมงขนาดเล็ก ชื่อเรือ ช.โชควาซุกรี ทะเบียนเรือ ๖๗๕๕๐๑๙๐๔ บริเวณในคลองตำมะลัง (ใต้สะพานตำมะลัง) ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จว.สตูล ตรวจพบน้ำมันดีเซลที่ยังมิได้เสียภาษี บรรจุอยู่ในถังดัดแปลงในตัวเรือ จำนวน ๘,๐๐๐ ลิตร พร้อมผู้ต้องหา จำนวน ๑ คน ในการนี้ น.อ.พิศิษฐ์ ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล เป็นผู้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ในข้อหา มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๐๔ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และดำเนินการเปรียบเทียบปรับ รวมค่าภาษี เป็นเงินทั้งสิ้น ๖๖๐,๖๗๒ บาท พร้อมทั้งได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองสตูล การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

🔶 เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล
โทร. 1465 แจ้ง ศปก.ศรชล.ภาค 3 หรือ โทร. 1696 แจ้ง ศปก.ทรภ.3

ผบ.ตร.ตรวจความเรียบร้อยงานลอยกระทงคลองเปรมประชากร ยืนยัน 2,880 จุดทั่วประเทศเรียบร้อยดี ตำรวจดูแลประชาชนเต็มที่ กำชับเข้มความปลอดภัยทางบก ทางน้ำ อำนวยความสะดวกจัดการจราจร

 

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) เวลา 20.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และคณะ เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยในพื้นที่จัดงานลอยกระทงคลองเปรมประชากร วัดเสมียนนารี เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดย ผบ.ตร.ได้เดินทักทายประชาชนที่มาลอยกระทง และกำชับตำรวจเรื่องการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาร่วมงาน เน้นการอำนวยความสะดวกจัดการจราจรในบริเวณงาน ทั้งนี้ มีประชาชนร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับงานลอยกระทงในปีนี้เป็นบรรยากาศของการสืบสานประเพณีไทย มีพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 36 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานคร มี 3 จุดใหญ่ คือ เอเชียทีค, สะพานพระราม 8 และไอคอนสยาม ขณะที่ในเมืองท่องเที่ยวมีการจัดงานขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ลานท่าแพ จ.เชียงใหม่, ชายหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต, ชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี, ริมบึงสีฐาน จ.ขอนแก่น ขณะที่ภาพรวมการจัดงาน มีการจัดกิจกรรมรวม 2,880 แห่ง  

ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าการจัดงานลอยกระทงทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ตำรวจทุกนายดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าตำรวจทุกนายดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดี ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีมาตรการดูแลพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวในทุกจุดจัดงานทั้ง 2,880 แห่ง ผ่าน 5 มาตรการหลัก คือ 1. กวาดล้างอาชญากรรม เพิ่มกำลังตำรวจป้องกันภัย ดูแลชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งบนบก บนเรือ, 2.ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ห้ามเด็กและเยาวชนใช้บริการ เข้มงวด อาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย, 3.กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด, 4. กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที และ 5.อำนวยความสะดวกจัดการจราจร ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับการจราจรที่หนาแน่น ทั้งนี้ ให้วางกำลังคอยดูแลบริการประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่จัดงานที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือจากตำรวจ โดยโทร.191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เจ้าภาพซีเกมส์ 2025 ใช้ 3 เมืองหลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ชูแนวคิด กีฬาเพื่อความยั่งยืนและเอกภาพ ตั้งเป้าทวงคืน “เจ้าเหรียญทอง” กลับสู่แผ่นดินสยาม!

(6 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2568 โดยใช้สามจังหวัดหลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา เป็นศูนย์กลางการแข่งขัน พร้อมยืนยันความพร้อมเต็มร้อยในการจัดครั้งนี้

กรุงเทพมหานคร – ศูนย์กลางพิธีเปิด-ปิด ใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานและอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เป็นเวทีสำคัญของกีฬาหลัก
ชลบุรี – เจ้าภาพกีฬาทางน้ำและกีฬาชายหาด นำโดยเมืองพัทยาและสัตหีบ พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงกีฬา
สงขลา – รับหน้าที่จัดกีฬาประเภททีมและกีฬามวลชน สร้างสีสันให้ภาคใต้กลายเป็น “จุดเชื่อมความสุขของอาเซียน”

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เผยแนวคิดหลักในการจัดงานว่า 'Sustainability – Sports for Unity' หรือ กีฬาเพื่อความยั่งยืนและเอกภาพ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างต้นแบบการแข่งขันที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ทัพนักกีฬาไทยตั้งเป้าทวงคืนเจ้าเหรียญทอง หลังจากพลาดในซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชา โดยเฉพาะในชนิดกีฬาหลักอย่างวอลเลย์บอล มวยสากล ยกน้ำหนัก และเทควันโด ขณะที่สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยเผยว่า "ทีมวอลเลย์บอลหญิงยังคงตั้งเป้าเหรียญทองสมัยที่ 17 ขณะที่ทีมชายขออย่างน้อยเข้าชิงชนะเลิศให้ได้"

ซีเกมส์ 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ โดยเฉพาะกับบทบาทของไทยที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็น "เจ้าภาพที่อบอุ่นและมืออาชีพที่สุดในอาเซียน" พร้อมสร้างพลังสามเมืองใหญ่สู่ศูนย์รวมจิตวิญญาณกีฬาอาเซียนในครั้งนี้

กกท. และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยตั้งเป้าคว้า อันดับ 1 รวมเหรียญทอง อีกครั้ง หลังจากซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชา (กรุงพนมเปญ) ทีมชาติไทยคว้า เหรียญทอง 108 เหรียญ จบที่อันดับ 2

สตูล จัดพิธีส่งมอบบ้านผู้ยากไร้ ตามโครงการ พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

(5 พ.ย.68) ที่ บ้านเลขที่ 411 หมู่ที่ 4 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ตามโครงการ “พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้” โดยมีนายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายสิทธิพร อินนิมิตร  นายอำเภอควนกาหลง  นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น สมาชิก พสบ.จังหวัดสตูล และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกองทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และสตูล ผ่านการดำเนินงานของชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร(พสบ.)จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4

สำหรับจังหวัดสตูล ได้ดำเนินการคัดเลือกบ้านผู้ยากไร้โดยความร่วมมือของจังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสิทธิพร อินนิมิตร นายอำเภอควนกาหลง ซึ่งเป็น พสบ.รุ่นที่ 20 เป็นผู้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผลการคัดเลือกได้แก่บ้านของนายอุทัย เซ่งซ้าย ซึ่งได้รับการซ่อมสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมส่งมอบให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยอย่างมั่นคงปลอดภัย  โดยผู้เข้าร่วมฯ ยังได้ร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับมอบอีกด้วย

ทั้งนี้ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทหาร ภาครัฐ และประชาชน ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรและความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘ตรีนุช’ สั่งการเข้ม!! เตรียมความพร้อมแรงงานไทยไปอิสราเอล หลังรับแจ้งความต้องการแรงงาน ภาคเกษตร - ก่อสร้าง - อุตสาหกรรม ในปี 2568 กว่า 20,000 อัตรา

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้ได้มากกว่า 50,000 อัตราภายใน 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้คนไทย โดยเน้นการส่งเสริมตลาดแรงงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะ Up-skill / Re-skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศนั้น ในส่วนของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานเป็นจำนวนมาก ได้สั่งการให้กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน จัดทำแผนฝึกอบรมแรงงาน ปีงบประมาณพ.ศ.2569 (เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568) ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยตามความต้องการของตลาดแรงงานไทยในอิสราเอล โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 8 รุ่น จำนวนแรงงานเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 1,650 คน ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางไปยังประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 31ต.ค.2568 – 23 พ.ย.2568 นี้

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณพ.ศ. 2565 – 2569 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลทั้งหมด 41,440 คน แบ่งเป็นภาคเกษตร 32,490 คน ภาคก่อสร้าง 6,437 คน ภาคอุตสาหกรรม 556 คน ภาคบริการ 1,898 คน และอื่นๆ 59 คน โดยในปี 2568ได้รับแจ้งความต้องการแรงงานไทย ที่จัดส่งโดยกรมการจัดหางานตาม MOU เพื่อไปทำงานในภาคเกษตร 13,000 อัตรา และ แรงงานภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟแล้ว 10,191 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า การอบรมแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานในอิสราเอล จะมีการอบรมทั้งภาษาฮิบบรู วัฒนธรรมของอิสราเอล สัญญาการให้บริการจัดหางาน และ สัญญาการจ้างงาน โดยในส่วนของแรงงานภาคเกษตร จะมีการให้ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สาธิตวิธีการฝึกปฏิบัติด้านการเกษตร การให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ฯลฯ ทั้งนี้ได้กำชับให้สำนักงานแรงงานในประเทศอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในรัฐอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาหรือมีการมาขอความช่วยเหลือก่อน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศที่จะต้องทำงานร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและดูแลสวัสดิการของแรงงานไทยอย่างดีที่สุด

เขมรไม่ถอนทหาร!! ‘ปราชญ์ สามสี’ เปิดข้อเท็จจริงใหม่ ‘กัมพูชา’ ถอนกำลังหลอกชาวโลก ขัดข้อตกลงสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ

(5 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์ข้อเท็จจริงเรื่องโพสต์กัมพูชาได้โพสต์อ้างว่า “ไม่มีการซ้อมถอนทหารออกจากพื้นที่ชายแดน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ ขัดกับข้อตกลงสันติภาพและมาตรการลดความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายเคยยืนยันร่วมกัน ตามหลักการของสนธิสัญญาสันติภาพ 

กัมพูชามีพันธกรณีต้องถอนกำลังออกจากเขตพิพาท และไม่ดำเนินการทางทหารที่เปลี่ยนสถานะพื้นที่เดิม แต่กลับมีการเผยแพร่คลิปยืนยันว่าจะ “ไม่ถอนทหาร” ซึ่งถือเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามพันธะที่ให้ไว้ในระดับระหว่างประเทศ ประเทศไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ และรอให้กัมพูชาเคารพคำมั่นที่ให้ไว้ต่อประชาคมโลก

รมว.ยุติธรรม กดปุ่ม 'Kick Off 1386' ปูพรมปราบยาเสพติดทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธการวาระชาติ

(5 พ.ย. 68) ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. อาคาร 2 ชั้น 4 (ดินแดง) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดปฏิบัติการ “Kick Off 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ครั้งที่ 1/2569 ตอกย้ำการขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น วาระแห่งชาติ เดินหน้ากระชับพื้นที่–ล้างเครือข่ายค้ายาในทุกมิติ

พิธีเปิดจัดขึ้นโดยมีผู้แทนภาคีด้านความมั่นคงร่วมเข้าพลังอย่างพร้อมหน้า ทั้งตำรวจ ทหาร ปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเฉพาะกิจ อาทิ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.สราวุธ ประเสริฐชีวะ จากกอ.รมน. นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัด มท. รวมถึงกำลังจากเหล่าทัพและป.ป.ส.ภาค 1–9 และกทม.

ปฏิบัติการพุ่งเป้าตามสายด่วน 1386 ทั่วประเทศ เริ่มจากการลงพื้นที่ตามเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.–5 พ.ย. 2568 รวม 161 จุดปฏิบัติการ ครอบคลุม 21 จังหวัด 87 อำเภอ มุ่งตรวจสอบเป้าหมายบุคคลรวม 156 ราย แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 149 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 7 ราย พร้อมตรวจเข้ม 5 ชุมชนเสี่ยงแพร่ระบาด

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 41 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 คน ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 2,700 เม็ด ไอซ์ 65.6 กรัม คีตามีน 2.8 กรัม นำผู้เสพเข้าสู่ระบบบำบัด 109 คน และยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบ 3 รายการ ได้แก่ เงินสด 2,502,500 บาท รถยนต์ 1 คัน และอาวุธปืน 1 กระบอก

รายงานจากหน่วยปฏิบัติผ่านระบบ Webex ระบุว่า ชุมชนแออัดยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดต่อเนื่อง รวมถึงพบกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำจำนวนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การบูรณาการระหว่าง ป.ป.ส. กับตำรวจ ทหาร ปกครอง และสาธารณสุข ต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้น ทั้งด้านการปราบปราม การลดการแพร่ระบาด และการฟื้นฟูชุมชน พร้อมสั่งกำชับให้ทุกหน่วยวางแผนเชิงรุกและสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยในระดับหมู่บ้านและชุมชน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานบนหลัก โปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และขอให้ประชาชนร่วมเป็นกำลังสำคัญ หากพบเบาะแสค้ายาหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย สร้างสังคมไทยปลอดภัยและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

‘ไตรรงค์’ โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ย้ำตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ – เว็บพนัน ยันคดี ‘สส. ชนนพัฒฐ์’ ยังไม่จบ มีอีก 3 คดีรอเชือด สวนแรง “ตำรวจไม่ใช่แก๊งอาชญากรรม” เป็นองค์มีวินัย ลั่น หากทำผิดแม้ยศ ‘พล.ต.อ’ ก็ถูกไล่ออกได้

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ ตอบโต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยืนยันตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ปฏิเสธข้อหาตำรวจชุดจับกุมกลับคำให้การช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์ ลั่นยังมีอีก 3 คดีรอเชือด สส. คนดัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องนี้ต้องเคลียร์" ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ที่กล่าวว่าตำรวจไซเบอร์ไม่เอาจริงในการปราบปรามเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงรายละเอียดคดีพนันออนไลน์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม

โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างจริงจัง ในส่วนการปฏิบัติของตำรวจเอาจริงเอาจังกับการปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน" โดยเล่าถึงการได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มุ่งเน้นการนำทรัพย์สินคืนให้ประชาชนผู้เสียหาย

จากการทำงานร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวน นำไปสู่การสร้าง "โครงการ Money Cashback" ซึ่งเป็นการระงับเส้นเงินก่อนที่จะถูกโอนออกนอกระบบ โดยประสานงานกับธนาคารต่างๆ ติดตามสืบสวนจับกุม จนสามารถยึดเงินอายัดเงินคืนให้ผู้เสียหาย ในช่วงที่เป็นผู้บัญชาการไซเบอร์ สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายประมาณ 50 กว่าราย เป็นเงิน 200 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อ ผบ.ตร. เห็นว่าโครงการนำร่องได้ผล จึงสั่งให้ยกระดับทำทั่วประเทศ และเห็นว่าการประสานงานออนไลน์ระหว่างตำรวจกับธนาคารได้ผล จึงมอบนโยบายให้ พล.ต.อ.พลเอก ธัชชัย ปิตะนีลบุตร ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปออกแบบตั้ง "ศูนย์วอร์รูม IAC ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์" เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม

ผลของการทำงานร่วมกันแบบออนไซต์มีประสิทธิภาพมาก จากสถิติที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2565 พบว่า ก่อนมี พรก. ในปี 2566 การอายัดเงินคืนมีเพียง 1-2% เมื่อมี พรก. เริ่มมีการทำงานร่วมกัน ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 % พอมาแก้เพิ่มมาตรการใน พรก.ปี 68 ฉบับที่สอง ขยับมาเป็น 15% - 20% แต่หลังจากตั้งวอร์รูม ปัจจุบันสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกโอนออกไปนอกระบบ และนำมาคืนให้ผู้เสียหายได้กว่า 40 %

**ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ**

เมื่อนำโครงการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรียกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพิ่มหน่วยงานที่เข้าร่วม ได้แก่ ก.ล.ต. กสทช. ค่ายมือถือ DSI ฝ่ายด้านการต่างประเทศ และเชิญตำรวจนานาชาติมาร่วมด้วย ทำให้เป็นวอร์รูมของรัฐบาล มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถิติการหลอกลวงออนไลน์ปัจจุบัน เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าราย ความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อวัน โดยอันดับ 1 ที่ถูกหลอกมากที่สุดคือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การหลอกให้ทำกิจกรรมหารายได้พิเศษ การหลอกกู้ยืมเงิน การหลอกให้รักและลงทุน (Hybrid scam) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะไปประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ไปคุยเรื่องการทำความตกลงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ หรือ Action Plan ด้วย โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้แทนไป สามารถทำความตกลงกันได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ มีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ปฏิเสธข้อกล่าวหาช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์

เมื่อถูกถามถึงการกล่าวหาว่า มีตำรวจ 2 คน คือ พ.ต.ต.ประชิต กับ ร.ต.อ.นวพล ไปกลับคำให้การ จนกระทั่งชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ไม่จริงนะครับ ผมยืนยันว่าทั้ง 2 ท่านนะครับ ประชิตกับนวพลเนี่ย ไม่ได้มีการกลับคำให้การ"

โดยอธิบายว่า หลังจากคุณอัจฉริยะได้ไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 และทาง ผบ.ตร. จึงสั่งตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งประชิตกับนวพลเอง ก็ยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฏไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการสอบสวนคดีนี้ ตั้งแต่วันเวลาที่ทำการสอบสวน สถานที่ที่ทำการสอบสวน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายขั้นตอนการจับกุมว่า เริ่มจับกุมที่ สภ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โดยขออนุมัติศาลขอหมายค้น เข้าไปตรวจค้นบ้านพักหลายหลัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพวกแอดมินเว็บพนัน สามารถจับกุมได้หลายสิบคน พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์

จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ไปขอหมายจับนายชนนพัฒฐ์ กับพวกอีก 1 คน ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันรุ่งขึ้น 24 กุมภาพันธ์ ขอหมายค้นไปทำการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ต้องหา ไม่ได้เจอตัวนายชนนพัฒฐ์ที่สงขลา แต่มาจับได้ที่กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ดี การไปตรวจค้นครั้งนั้นพบการกระทำผิดอีกเรื่องหนึ่ง พบว่าหลังจากจับกุมครั้งแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เว็บ จิมิ 88.com ได้มีการเปลี่ยนเว็บ ปิดเว็บนี้ไป เปลี่ยนใหม่เป็นชื่อนาเนีย และย้ายจุดการตลาดจากเขต สภ.เมืองสงขลา ไปอยู่ในเขต สภ.หาดใหญ่ จึงไปจับกุมได้อีกที่หาดใหญ่ ส่งดำเนินคดีพนักงานแอดมินที่ สภ.หาดใหญ่

หลังจากจับนายชนนพัฒฐ์ได้ จึงทำพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไปร้องทุกข์เพิ่มเติม ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งข้อนี้ทางรองฯ โจ๊ก ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแยกเป็นอีกหนึ่งคดี ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ฝ่ายพนักงานจับกุมไม่มีสิทธิ์แยกคดี แต่เป็นการไปร้องทุกข์เพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่ สภ.เมืองสงขลา แต่พนักงานสอบสวนตัดเลขคดีใหม่เอง

ต่อมาข้ามปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 66 ชุดปฏิบัติการ PCT ตร. ชุดเดิม ไปจับกุมเว็บพนันสายเปย์ในพื้นที่ สน.เพชรเกษม เจอพยานบุคคลให้การซัดทอด เจอพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์อีก รวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนเพิ่มเติม

ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 66 ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ที่ สน.เพชรเกษม ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และฟอกเงิน ซึ่งขณะนั้นชนนพัฒฐ์ได้เป็น ส.ส. แล้วตั้งแต่ 12 มิถุนายน 66

ผลของคดีต่างๆ

คดีแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เรื่องคดีล่วงละเมิดมีการเล่นการพนันออนไลน์ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายพัชร ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ส่งกลับมาให้ภาค 9 แต่ภาค 9 ไม่มีความเห็นแย้ง จึงยุติไป

สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงิน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย แต่ภาค 9 แย้ง จึงส่งไปอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

คดีที่ สภ.หาดใหญ่ พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาอีกคน ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย ภาค 9 แย้ง ส่งไปอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ยืนยันไม่มีการกลับคำให้การ

เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม คือประชิตกับนวพล ได้ให้การเพิ่มเติม ยืนยันรายงานสืบสวนทั้งหมด ยืนยันคำให้การครั้งแรกทั้งหมด ว่าชนนพัฒฐ์มีส่วนร่วม ชุดจับกุมยังยืนยันอยู่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตั้งคำถามว่า "อย่างเนี้ยจะให้การช่วยเหลือเหรอ" โดยยืนยันว่า คดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ยังไม่จบสิ้น ยังเหลือคดีที่ สน.เพชรเกษม และอีก 2 คดีที่ติดอยู่แน่ ๆ คือ ร่วมกันฟอกเงินที่ สภ.เมืองสงขลา และคดีที่หาดใหญ่ ซึ่งชุดจับกุมยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีการกลับคำให้การ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

สำหรับข้อกล่าวหาที่รองฯโจ๊ก บอกว่าตำรวจเป็นโจร เป็นแก๊งอาชญากรรม พล.ต.ท.ไตรรงค์ โต้ว่า "เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง และผมใช้คำว่ามันร้ายกาจมาก คุณกำลังกล่าวหาคนทั้งองค์กร คุณกำลังกล่าวหาตำรวจ 2 แสนคน คุณกำลังกล่าวหาพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนกิจการตำรวจ ว่าสนับสนุนอาชญากร สนับสนุนองค์กรอาชญากรรม"

โดยย้ำว่า "ข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่แนวชายแดนในการรักษาอธิปไตยร่วมกับทหาร ไม่ว่าจะอยู่ชายแดนใต้เพื่อรักษาด้ามขวานทองไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับอาชญากรรมรุนแรง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนตามท้องถนน เรามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกปีมีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30-40 นาย"

และตั้งคำถามว่า "ท่านพูดคำนี้ออกมา ท่านคิดถึงหัวอกคนเหล่านี้ไหม และน่าเสียใจยิ่งกว่านั้นคือท่านก็เคยเป็นตำรวจมาก่อน แม้ปัจจุบันท่านไม่ได้เป็นแล้วก็ตาม คำพูดแบบเหมารวมอย่างงี้เป็นคำพูดที่ร้ายกาจมาก ไม่ควรพูด"

ส่วนการระบุว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรี มีเอี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์นั้น อยากจะบอกว่า คำพูดที่เลื่อนลอยเช่นนี้ ท่านพึงระวัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รักษาระเบียบวินัยมาเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ปล่อยตํารวจที่ไม่ดีไว้ในองค์กร โดยตัวเลขย้อนหลัง 3 ปี มีการลงทัณฑ์ทางวินัยข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด ไปถึง 5,683 นาย ขั้นรุนแรงไล่ออก 781 คน ปลดออก 210 คน และในปี 2568 ไล่ออกถึงระดับพลตำรวจเอก ดังนั้น ไม่ว่าจะชั้นยศไหน ก็สามารถถูกไล่ออกได้หากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจว่าตำรวจส่วนมากยังมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พร้อมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาความสุขสงบสุขเรียบร้อยให้กับประเทศไทย

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รณรงค์ลอยกระทงสืบสานวัฒนธรรมไทย ใช้ถนนปลอดภัย รักษาวินัยจราจร

(5 พ.ย. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ระดมกำลังดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนที่เดินทางไปร่วมงานเทศกาลลอยกระทงทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่เฉลิมฉลองประเพณีไทยได้อย่างอบอุ่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมวางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยดำเนินการดังนี้

1. จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดสำคัญทั่วประเทศ ทั้งบริเวณวัด ท่าน้ำ สวนสาธารณะ และสถานที่จัดงานลอยกระทง เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรและดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และอาสาจราจร

2. ประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจร จุดจอดรถ และเส้นทางเลี่ยงให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมถึงเตรียมเส้นทางสำรองรองรับการจราจรหนาแน่นในพื้นที่จัดงาน

3. กวดขันวินัยจราจรอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และการแข่งรถในทางสาธารณะ
 
ทั้งนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ร่วมกัน “สืบสานประเพณีอย่างมีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคม” โดยขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและไปร่วมงานเทศกาล รักษากฎหมายและวินัยจราจร ขับขี่รถอย่างมีน้ำใจ ไม่จอดกีดขวางการจราจร สวมหมวกนิรภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกครั้ง ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงปีนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุข ความปลอดภัย และความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน
 
หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถ แจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้
• โทร. 191 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินทั่วประเทศ
• โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
• โทร. 1193 สายด่วนตำรวจทางหลวง
• โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top