Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

น้อมรำลึกถึง 'สมเด็จย่า' ผบ.ตร.นำสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ ตชด.สานต่อพระปณิธานพัฒนา รร.ตำรวจตระเวนชายแดน  

(21 ต.ค. 68) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เป็นประธานพิธีสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 125 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รอง ผบช.ตชด. ผู้แทนกองบังคับการต่าง ๆ และอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวนชายแดน ผู้แทนหน่วยงานราชการนำโดย นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประชาชน และภาคเอกชน ร่วมน้อมรำลึกถึง “สมเด็จย่า”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวางพานพุ่มถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพสกนิกรชาวไทย 

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 125 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) พระมหากรุณาคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อตำรวจตระเวนชายแดน พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของเด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ผู้ร่วมงานนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ผบช.ตชด. กล่าวด้วยว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั่วราชอาณาจักรเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์หลายโครงการสำคัญ อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว., มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จย่า และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน   

“สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บุตรหลานประชาชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางให้ตำรวจตระเวนชายแดนเป็น “ครูของเด็กยากไร้” และ “เพื่อนของชาวบ้าน” ควบคู่ไปกับภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติ ดังนั้นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มุ่งมั่นสืบสวนพระปณิธาน โดยจะดูแล ส่งเสริม และพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ที่พึ่งพิงที่มีคุณความให้ความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนไทยอย่างแท้จริงสืบไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า สมเด็จย่ายังทรงห่วงใยและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมฐานปฏิบัติการในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลความเจริญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หาที่สุดมิได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังคงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารด้วยการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชนชายแดนให้สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่ยังสถิตอยู่ในหัวใจข้าราชการตำรวจทุกนาย

เชียงใหม่- สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 TFOPTA 

TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ“ครอบครัวสมาพันธ์”พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน
 
นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B การออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

ในวันนี้ต้องขอขอบคุณกองประกวด Miss Wellness World 2025 ที่ได้พาผู้ร่วมประกวด จำนวน 30 ประเทศ ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะสร้างความสุข ความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดไป

รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

(21 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ  ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร

2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง

3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ

4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว

5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ

6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด

8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

เมื่อ AWS ล่มโลกออนไลน์หยุดหายใจ ย้อนรอย Facebook-Instagram- WhatsApp เคยดับพร้อมกัน สัญญาณเตือนโลกออนไลน์ ต้องไม่ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

🌐 โลกเชื่อมโยงกันมากจน “หยุดทั้งระบบ” ได้เพียงชั่วพริบตา
เหตุการณ์ AWS ล่มเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 และเหตุล่มของ Facebook–Instagram–WhatsApp เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2021 สะท้อนภาพเดียวกันว่า โลกดิจิทัลปัจจุบัน “ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกแล้ว” เพียงโครงข่ายหลักของบริษัทหนึ่งหยุดทำงาน — ระบบของอีกหลายร้อยบริษัททั่วโลกก็พังไปด้วย

☁️ แล้ว AWS คืออะไร?
AWS (Amazon Web Services) คือบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จากบริษัท Amazon มันเป็น “เบื้องหลัง” ของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ที่องค์กรทั่วโลกใช้ในการเก็บข้อมูล รันเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบหลังบ้านต่าง ๆ เว็บไซต์อย่าง Netflix, Zoom, Airbnb, TikTok, Grab และอีกนับพันราย ล้วนใช้ AWS เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กล่าวง่าย ๆ คือ “AWS คือระบบไฟฟ้าแห่งโลกออนไลน์” ที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อระบบนี้ “ล่ม” จึงไม่ใช่เพียงเว็บไซต์หนึ่งล่ม แต่คือ “ระบบของโลกจำนวนมหาศาลดับพร้อมกัน”

⚙️ เมื่อระบบล่ม โลกออนไลน์หยุดหายใจ
เหตุการณ์ AWS ล่ม — 20 ตุลาคม 2025
- ปัญหาเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลาสหรัฐฯ (ค่ำตามเวลาไทย) ที่ศูนย์ข้อมูล US-EAST-1, นอร์ทเวอร์จิเนีย
- เกิดข้อขัดข้องในระบบ “Network Load Balancer Monitoring” ส่งผลให้บริการหลายส่วนของ AWS ใช้งานไม่ได้ เช่น EC2, S3, DynamoDB, Route53 และ SQS
- เว็บไซต์และแอปที่ใช้ AWS เช่น Slack, Fortnite, Duolingo, Zoom, Ring และแอปการเงินหลายแห่ง ล่มพร้อมกันทั่วโลก
- การกู้คืนระบบใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมงกว่าบริการหลักจะกลับมาปกติ

เหตุการณ์ Facebook–Instagram–WhatsApp ล่ม — 4 ตุลาคม 2021
- เริ่มเกิดขึ้นเวลาประมาณ 15:39 UTC (22:39 น. เวลาไทย)
- ระบบ BackBone Router ของ Meta ผิดพลาด ส่งผลให้ DNS ของบริษัททั้งหมดถูกถอดออกจากอินเทอร์เน็ต
- ส่งผลให้บริการหลักทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger และ Oculus ใช้งานไม่ได้ทั่วโลกนานกว่า 6 ชั่วโมง
- มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3,500 ล้านคน และมูลค่าหุ้น Meta ร่วงเกือบ 5% ภายในวันเดียว

💼 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
1. ธุรกิจหยุดชะงัก
- บริษัทที่รันระบบผ่าน AWS ไม่สามารถทำธุรกรรมหรือให้บริการลูกค้าได้
- แพลตฟอร์มสื่อและอีคอมเมิร์ซสูญเสียรายได้และความเชื่อมั่น

2. ความมั่นคงทางข้อมูลและระบบคลาวด์ถูกตั้งคำถาม
- เหตุการณ์เหล่านี้เตือนว่า “โลกพึ่งพาผู้ให้บริการไม่กี่รายมากเกินไป”
- Cloud provider รายใหญ่ไม่ต่างจาก “โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของโลกดิจิทัล”

3. ผลทางจิตวิทยาและสังคมออนไลน์
- คนจำนวนมากรู้สึก “ว่างเปล่า” และตระหนักว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตจริงเพียงใด
- การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศถูกตัดขาดทันที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ

🧭 ทางแก้ไข: โลกต้อง “กระจายความเสี่ยงดิจิทัล”
1. Diversify Infrastructure
 - องค์กรไม่ควรผูกกับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายเดียว
- การใช้ระบบ Multi-Cloud (AWS + Google Cloud + Azure ฯลฯ) หรือ Hybrid-Cloud จะช่วยให้สลับระบบได้เมื่อเกิดเหตุ

2. ออกแบบระบบสำรอง (Failover Design)
- ควรมี Data Center สำรองในภูมิภาคอื่น หรือสำรอง DNS อัตโนมัติ
- สร้าง “Offline Workflow” ให้สามารถทำงานต่อได้ แม้ระบบหลักล่ม

3. เสริมความรู้ด้าน Digital Resilience
- องค์กรและผู้ใช้ควรเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้งานอยู่
- ภาครัฐควรมีนโยบาย “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” ที่ไม่ผูกติดต่างชาติรายเดียว

4. วางระบบสื่อสารสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน
- เช่น ใช้ SMS, Telegram, LINE หรือระบบสื่อสารองค์กรแบบภายใน
- เพื่อป้องกันการสูญเสียการติดต่อในสถานการณ์เร่งด่วน

🌏 บทสรุป: โลกดิจิทัลที่พึ่งพา “ศูนย์กลาง” มากเกินไป คือโลกที่เปราะบาง
เหตุล่มของ AWS และ Facebook คือสัญญาณเตือนว่า โลกออนไลน์ต้องไม่ “ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง” อีกต่อไป อนาคตของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเร็วและประสิทธิภาพ” แต่คือเรื่องของ “ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นของระบบ” ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันที่โลกไร้ระบบได้จริง

'เจ้าท่า' ฉลองวันทางทะเลโลก’68 ยกเครื่องระบบขนส่งทางน้ำไทย — มุ่งสู่มาตรฐานโลก ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืนทุกมิติ

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68)กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดงาน “วันทางทะเลโลก ประจำปี 2568 (World Maritime Day 2025)” ภายใต้แนวคิด “Our Ocean Our Obligation Our Opportunity : มหาสมุทรของเรา พันธกิจของเรา โอกาสของเรา” ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โดยมี นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายศุภกร ภัทรวิเชียร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางน้ำ พร้อมคณะผู้บริหารกรมเจ้าท่านำโดย นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ และ นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ให้การต้อนรับ

นางสาวรัชนีพร กล่าวว่า ปัจจุบันกว่า ร้อยละ 80 ของการค้าโลก พึ่งพาการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก หัวข้อการจัดงานในปีนี้สะท้อนพันธกิจร่วมกันของนานาประเทศในการ ปกป้องมหาสมุทรจากมลพิษ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคการขนส่งทางน้ำในอนาคต

ด้าน นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ย้ำว่า กรมเจ้าท่าในฐานะหน่วยงานหลักด้านการขนส่งทางน้ำ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้าน ความปลอดภัยทางทะเล การยกระดับมาตรฐานคนประจำเรือ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภายใต้กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศของ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) โดยเฉพาะอนุสัญญา MARPOL ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ และยุทธศาสตร์ IMO 2023 GHG Strategy เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero” อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังผลักดันแนวคิด “Empowering Women in Maritime” สนับสนุนให้สตรีมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมทางทะเล ทั้งด้านการปฏิบัติงานบนเรือ การบริหารท่าเรือ การวิจัย เทคโนโลยี และนโยบาย เพื่อสร้าง “โอกาสที่เท่าเทียม” และเพิ่มศักยภาพแรงงานทางทะเลของไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

ภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการและเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา “มหาสมุทรแห่งอนาคต” อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กรมเจ้าท่ายังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำของประเทศให้ได้ มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

กรมเจ้าท่าตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกที่เข้มแข็งของ IMO พร้อมเดินหน้าสร้างระบบขนส่งทางน้ำที่ ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน เพื่ออนาคตของทุกคนบนโลก

เชียงใหม่-FIA ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025

สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและสหพันธ์องค์กรด้านการสัญจรทั่วโลก ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะระดับภูมิภาค FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ของการแข่งขัน “FIA Innovation Challenge 2025” ระหว่างการประชุม FIA Asia-Pacific Congress ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานโครงการนวัตกรรมจากสโมสรสมาชิก FIA ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของตน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสโมสรสมาชิกทั่วโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการช่วยเหลือบนท้องถนน การตรวจสอบยานพาหนะที่โปร่งใสมากขึ้น และการเพิ่มความปลอดภัยของยานพาหนะ

**ผู้ชนะ FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ได้แก่:**

• **RACQ (ออสเตรเลีย): Vehicle Security Standard**  
โครงการกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาคุณสมบัติความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้รถยนต์ที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ยากขึ้นและสามารถติดตามคืนได้ง่ายขึ้น

• **JAF (ญี่ปุ่น): Video Advisory Road Service**  
บริการช่วยเหลือบนท้องถนนแบบวิดีโอคอลสำหรับสมาชิก โดยให้คำปรึกษาและตรวจสอบปัญหายานพาหนะจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน หากต้องการความช่วยเหลือในสถานที่จริง ระบบจะส่งข้อมูลรายละเอียดให้ทีมช่วยเหลือภาคสนามเพื่อลดระยะเวลารอคอย

• **WIAA (อินเดีย): Automated Testing Station**  
ศูนย์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการตรวจสอบยานพาหนะขนาดใหญ่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความยั่งยืนในการขนส่ง

คุณ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA กล่าวว่า “การแข่งขัน Innovation Challenge เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของสโมสรสมาชิก FIA ทั่วโลก ผลงานของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2025 และขอขอบคุณสโมสรสมาชิกทุกแห่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้”

คุณ Joe Ferreria ประธาน FIA Region II กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FIA มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ความคิดริเริ่ม และพลังแห่งความสร้างสรรค์ ผลงานของผู้ชนะในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรสมาชิกสามารถพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเติบโต ความยั่งยืนทางการเงิน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลไปทั่วภูมิภาคได้”

คุณ Willem Groenewald เลขาธิการใหญ่ฝ่ายการสัญจรและความยั่งยืนของ FIA กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นวัตกรรมจากสโมสรสมาชิกกำลังทำให้การสัญจรมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน ผลงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของสมาชิก FIA”

ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน FIA Innovation Challenge 2025 จะได้รับการประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ระหว่างการประชุมใหญ่ FIA General Assemblies ที่เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน


 

เริ่มแล้ว! กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569

ระหว่าง 14 – 17 ต.ค.68 พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ เพื่อสรุปการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ แล้ว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน(คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่างๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย.69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่าง 28-29 ต.ค.68

'อลงกรณ์' เยือนปักกิ่งปาฐกถาพิเศษ 'อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า' ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ อดีตรัฐมนตรีและสส.หลายสมัยได้รับเชิญร่วมสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อดีต 50 ปี มั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า” ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน เมื่อเร็วนี้ ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่งโดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์แห่งความเป็นมิตรกว่า 2 พันปี ก่อนเข้าสู่ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มจากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้นพัฒนาสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและวัฒนธรรมที่มั่นคงโดยคาดหวังว่าความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีดิจิตอล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ข้ามทวีปและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโลกร้อนจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ของ2ประเทศสู่ยุคสมัยแห่งความก้าวหน้า ซึ่งเป็นคำปาฐกถาที่มีสารัตถะน่าสนใจอย่างมาก โดยมีข้อความดังนี้

“ปาฐกถาพิเศษ
ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน”

“อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์
อดีตรัฐมนตรี และสส.หลายสมัย
ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่ง

การมองย้อนกลับไป: 50 ปีแห่งความมั่นคง
“วันนี้เรามารวมกันเพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 โดย ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น และนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีน ความสัมพันธ์ของเราได้ก้าวพ้นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านอุปสรรคนานัปการจนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปึกแผ่นและมั่นคงโดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเสมือนมรดกที่หยั่งรากล้ำลึกจากอดีตสู่พลังสร้างสรรค์อนาคต

ไทยและจีนมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยที่ได้มีการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผาจากจีน และในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีการแปลวรรณคดีจีนสำคัญ ๆ เป็นภาษาไทยมากถึง 35 เรื่อง เช่น สามก๊ก ไซฮั่น และเลียดก๊ก ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างแยกไม่ออก

ในช่วงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างวัดด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างแพร่หลาย และสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งรูปแบบจีนที่พระราชวังบางปะอิน สะท้อนถึงการยอมรับและบูรณาการองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนไว้ในวิถีชีวิตของไทย พระบรมวงศานุวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงสนพระทัยในภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของจีน และได้เสด็จเยือนประเทศจีนครบทุกมณฑล นับเป็นแบบอย่างที่ดีของการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศที่มีระบบสังคมการเมืองต่างกัน แม้ในช่วงสงครามเย็นที่การติดต่อทางการทูตหยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ “ไทย-จีนใช่อื่นไกลคือพี่น้องกัน” ของประชาชนไม่เคยขาดหาย และหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจร่วมกันได้สำเร็จ

ความร่วมมือในปัจจุบัน: ความสำเร็จที่จับต้องได้

ปัจจุบันความร่วมมือไทย-จีนครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยีและวัฒนธรรมซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

1.ด้านเศรษฐกิจการค้า 
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนสูงถึง 94,919.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.39 ล้านล้านบาท และขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.2% จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ ผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียน สินค้าเกษตร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
2.ด้านการลงทุน 
จีนเป็นประเทศที่ลงทุนโดยตรงในไทย(FDI :Foreign Direct Investment)มากที่สุดเป็นอันดับ 1โดยในปี 2567 มีโครงการลงทุนจากจีนที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน จำนวน 554 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 116.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 114,067 ล้านบาท ขยายตัว 18.2% คาดว่าปีนี้ตัวเลขลงทุนจะทะลุ 140,000ล้านบาทการลงทุนมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมใหม่เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่
3. ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีนคือสายธารที่ไหลมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี  จากอดีตที่ทั้งสองชาติเรียนรู้และปรับใช้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน สู่ปัจจุบันที่ความร่วมมือทางวัฒนธรรมได้รับการส่งเสริมในทุกระดับรวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของเรา

มองไปข้างหน้า: 50 ปีแห่งความก้าวหน้า

ในอีก 50 ปีข้างหน้า ความท้าทายสำคัญคือการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของวัฒนธรรมทั้งสองไว้ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของทั้งสองชาติในศตวรรษที่ 21 จากรากฐานที่มั่นคงในอดีต พร้อมกับเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์มิตรภาพและอนาคตที่มั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน เช่น ความร่วมมือในด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ตอบโจทย์โลกเดือด (Global Boiling)จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันซึ่งเป็นผลดีต่อโลกโดยรวมด้วย

ขณะเดียวกันมีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แห่งอนาคตของ2ประเทศ เช่นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(Ai)สู่การสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Center) การวิจัยและพัฒนาควอนตัมคอมพิวติง (Quantum Computing) และระบบคลาวด์ (Cloud System) ขนาดใหญ่ร่วมกัน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ควรขยายความร่วมมือด้าน Telemedicine และ HealthTech ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดการโรคไม่ติดต่อ การใช้ AI ในการดูแลป้องกันและการรักษาเฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์อายุวัฒนะ (Longevity) การท่องเที่ยวสุขภาพ (Health Tourism) และการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร (Herbal Wellness) โดยผสมผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสมุนไพรไทยกับแพทย์แผนจีน
ประการสำคัญคือการขับเคลื่อนการอัปเกรดอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ร่วมกัน เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotic Technology) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System - ESS) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ (New EV) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เทคโนโลยีขั้นสูงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (High-tech Defence Industry) และที่จะลืมไม่ได้คือการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น แฟชั่น การออกแบบ และดิจิทัลคอนเทนต์

ตลอดจนความร่วมมือด้านโลจิสติกส์บนเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทยซึ่งเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 สู่ตลาดโลกนับเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงสามประเทศเข้าด้วยกัน แต่ยังเป็น "สะพานทอง" (Golden Landbridge)ที่สำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจากไทย อาเซียนสู่จีน ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง แอฟริกาและยุโรปทำให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางราง" (Rail Logistics Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เริ่มแล้วคือขบวนรถไฟบรรทุกข้าวสารจากประเทศไทยไปเขตอุตสาหกรรมฉงชิ่งบนเส้นทางรถไฟไทยลาวจีนเป็นขบวนแรกในปี 2563 นี่คือการเปิดประตูอีสาน(อีสานเกตเวย์-ISAN Gateway) ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก“landlocked” เป็น “Landlink“ แล้วอีสานจะเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าโดยเฉพาะ "สินค้าแปรรูปเกษตรและปศุสัตว์" ซึ่งเป็นจุดแข็งของพื้นที่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ และการท่องเที่ยวและที่สำคัญไม่แพ้กันคือความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือในด้าน FarmTech และ FoodTech จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร 

อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า
ห้าทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้น ได้พัฒนาสู่ความเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้าง ประชาคมที่ปลอดภัย มั่งคั่ง และยั่งยืน ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการทุ่มเทของผู้นำและประชาชนทั้งสองประเทศตลอดหลายยุคสมัยหลายสมัย ด้วยรากฐานที่มั่นคงในอดีตและความร่วมมือที่เข้มแข็งในปัจจุบัน ผมเชื่อมั่นว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะก้าวไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม เราจะร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและมั่นคงให้กับลูกหลานของเราทุกคน ขอให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนยืนยงตลอดไป


กมธ.การทหารฯ เตรียมจัดสัมมนา “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” มุ่งวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงทุกมิติความมั่นคง และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.50 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าวการเตรียมจัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ว่า ทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลให้แนวคิดเรื่องความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านการทหารเท่านั้น แต่ได้ขยายวงไปสู่ความมั่นคงแบบองค์รวมที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ได้แก่ Cyber, Land, Air, Sea และ Space (CLASS) ทั้งห้ามิตินี้เชื่อมโยงถึงกันและกัน และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงคงอยู่ของรัฐและประชาชนในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 21 เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, Big Data, Quantum Computing, ดาวเทียม และระบบอัตโนมัติ กลายเป็นโอกาสและความท้าทายต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ การสงครามแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Warfare การแข่งขันด้านอวกาศ หรือการช่วงชิงทรัพยากรในท้องทะเล ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนและหลากหลายที่มากขึ้นของมิติความมั่นคงในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย บริบทของความมั่นคง ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ “บทเรียนในมิติของ CLASS” เพื่อวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงทุกมิติความมั่นคง และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อมุ่งสู่วัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ การส่งเสริมการผลิตเรือรบแบบ Frigate และยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทยเพื่อประเทศไทย เพื่อสร้างเอกราชทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จึงได้จัดการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์แนวโน้มของโอกาสในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปสังเคราะห์ให้ได้ Concept ของข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยคนไทยเพื่อประเทศไทย ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 15.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 - 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 โดยคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังว่าจะได้ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ การปรับตัว และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทยให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ แบ่งออกเป็นภาคเช้า : เวลา 08.00 - 12.00 นาฬิกา เรื่อง “มิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS (Cyber-Land-Air-Space-Sea)” ประกอบด้วย 1. พลโท ดร.ชาติชาย ชัยเกษม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Cyber 2. พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Land 3. พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Air และ Space 4. พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Sea และภาคบ่าย : เวลา 13.00 - 15.30 นาฬิกา เรื่อง “หมุดหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” ประกอบด้วย 1. พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ 2. คุณสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย และ CEO บริษัท ASIMAR 3. พลอากาศเอก สุพิจจารณ์ ธรรมวาทะเสรี อดีตรองเสนาธิการทหาร 4. ดร.กตัญญู กลับสุวรรณ์ นายกสมาคม Smart Cities Thailand และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนวัตกรรม 5. คุณกฤต กุญหิรัญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด และ 6. คุณภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน)

โฆษกยุคใหม่!! พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ ข้อมูลแน่น สื่อสารเร็ว ชัดเจน เชื่อถือได้ รับมือวิกฤตชายแดน สู้!! ข่าวลวง ด้วยข้อเท็จจริง ปกป้องอธิปไตย เพื่อคนไทยทุกคน ยกระดับการสื่อสาร!! ปีแห่งความพร้อมรบ

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เคลื่อนไหวรวดเร็ว ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในทุกวินาที และโลกออนไลน์ก็ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของ ‘ข่าว’ ให้ต้องตอบสนองทันที

บทบาทของโฆษกกองทัพเรือจึงไม่ใช่แค่ผู้แถลง แต่คือ ‘ผู้นำด้านการสื่อสารความมั่นคง’ ที่ต้องไว วางใจได้ และรักษาสมดุลของชาติ

กองทัพเรือไทยเปิดตัว ทีมโฆษกชุดใหม่ ภายใต้แนวนโยบายปีแห่งความพร้อมรบ โดยมี พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ‘โฆษกกองทัพเรือ’ อย่างเป็นทางการ พร้อมบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐานการสื่อสารในยุคที่ความมั่นคงทางทะเล กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการจับตาจากทั้งในและนอกประเทศ

ประสบการณ์จริง ทักษะครบ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
ชื่อของ ‘พล.ร.ต. ปารัช’ ไม่ใช่หน้าใหม่ในสายงานสื่อสารและยุทธศาสตร์ เขาคือหนึ่งในนายทหารเรือที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องจาก ‘สายปฏิบัติการ–ประชาสัมพันธ์–สื่อสารยุทธศาสตร์’ ของกองทัพเรือ
•    อดีต ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ สลก.ทร.
•    อดีตรองเลขานุการกองทัพเรือ
•    ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการ กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ
•    บูรณาการข้อมูลและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ในภารกิจสำคัญระดับประเทศ
เขาคือ ‘คนทำงานตัวจริง’ ที่เคยลงพื้นที่แถลงความคืบหน้าประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจริง ภาพถ่าย และลำดับเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่า ทุกคำพูดของกองทัพเรือ มีที่มาที่ไป และมีเจตนารมณ์เพื่อความสงบสุขของชาติ

กรอบแนวทาง “โฆษกยุควิกฤต” สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การแถลง
ภายใต้การนำของ พล.ร.ต. ปารัช ทีมโฆษกกองทัพเรือถูกวางกรอบการทำงานใหม่ให้ เป็นมืออาชีพ เข้ากับยุคข่าวสารความเร็วสูง ได้แก่:
•    Facts First, Fast  ยืนยันความจริงก่อน ดำเนินการสื่อสารภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น
•    One Voice, Many Channels  สื่อสารข้อมูลเดียวกันผ่านหลายช่องทาง แต่มี “ศูนย์กลางเสียงเดียว”
•    หลักฐานภาพ–แผนที่–พิกัดจริง  ใช้ภูมิสารสนเทศ-ดาวเทียมยืนยันข้อเท็จจริง ลดการถกเถียงในพื้นที่สีเทา
•    ระวังถ้อยคำทางการทูต–เข้าใจชุมชนชายแดน  พูดชัด แต่ไม่ยั่วยุ
•    ประเมินความเชื่อมั่นของสาธารณะ  มี KPI วัดความรู้สึก–ปฏิกิริยาของประชาชนต่อการสื่อสารแต่ละเหตุการณ์

สื่อสารเพื่อสันติภาพ แต่ไม่ละเลยอธิปไตย
บทบาทของโฆษกกองทัพเรือในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการ ‘พูดแทนองค์กร’ แต่คือ การเป็นสะพานข้อมูลที่ซื่อสัตย์ ระหว่างหน่วยปฏิบัติการกับสังคม ให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพเรือไทยกำลังปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างสงบ สุขุม และมืออาชีพ

ด้วยบุคลิกสุขุมนุ่มลึก แต่ยึดมั่นในหลักการ พล.ร.ต. ปารัช ได้รับความเชื่อมั่นว่า จะเป็นโฆษกที่ ‘ไม่หวือหวาแต่ชัดเจน’ ไม่เพียงนำข้อเท็จจริงมาอธิบายต่อสังคม แต่ยังจะสื่อสารให้ เห็นภาพ เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ พร้อมเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤต

โฆษกมืออาชีพ ในสมรภูมิความไว้วางใจ
ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ แพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง และ ‘ความรู้สึก’  มีอิทธิพลไม่แพ้ ‘ข้อมูล’ โฆษกกองทัพเรือจึงต้องเป็นมากกว่าแหล่งข่าว แต่คือ ‘ตัวแทนความน่าเชื่อถือ’ ขององค์กรที่ประชาชนไว้วางใจ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ จึงไม่ใช่แค่เพียง คนมานั่งถือไมค์ แต่นี่คือ ‘หลักยึดของข้อมูล’ ในวันที่ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทางชายแดน

เสียงของเขาจะชัดเจน หนักแน่น และรักษาสมดุลได้ในทุกย่างก้าว เพื่อชาติและประชาชนไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top