Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

อาจารย์สกลเปิดใจ พา “หมอนทองวิทยา” เข้าชิง จากโรงเรียนประจำหมู่บ้านหัวใจแกร่ง ปลื้มสองข้างทางบีบแตร-ตะโกนให้กำลังใจ ภูมิใจในเด็กทุกคน ตอนนี้มาเกินฝันของทีม

(8 พ.ย. 68) เวลา 12.00 น. ที่หน้าสนามศุภชลาศัย ทีมหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ม้ามืดจากโรงเรียนเล็ก เดินทางด้วย “รถสองแถวขนฝัน” ท่ามกลางแฟนบอลมารอต้อนรับแน่นหน้าสนาม ต่างขอถ่ายรูปให้กำลังใจ ก่อนชิงฟุตบอล 7 คนกับโรงเรียนอบจ.ชัยนาท ในช่วงเวลา 16.15 น. โดยตลอดทางมีตำรวจทางหลวงนำขบวนเข้ากรุงเทพฯ

อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมหมอนทองฯ เผยขับรถคู่ชีพพาเด็กๆ มาถึงสนาม แม้รถเก่าแต่ “ไม่เคยทิ้งความฝัน” ย้ำเด็กทุกคน “สู้ด้วยชีวิต” ทั้งที่เป็นแค่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน งบทำทีมจำกัด ต่างช่วยกันออกค่าที่พักค่าน้ำไฟ “มาถึงตรงนี้เกินเป้าหมายแล้ว” พร้อมเล่าวินาทีซึ้ง ระหว่างขับรถเข้ากรุง ถนนสองฝั่งมีประชาชนบีบแตรและตะโกนให้กำลังใจต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โค้ชสกลเล่าประสบการณ์จากโรงเรียนใหญ่ ก่อนเลือกมาทำทีมหมอนทองวิทยาและปรับตัวอยู่ร่วมกับชุมชนมุสลิมได้อย่างกลมกลืน ตั้งเป้าแรกแค่เข้ารอบ 32 เพื่อเป็นมือวาง แต่ทีมไล่ล้มเต็ง รวมถึงทีมระดับมีแข้งทีมชาติ จนทะลุชิงวันนี้ “ผมภูมิใจเด็กทุกคน เงินอัดฉีดมองเป็นเรื่องสมมติ สิ่งสำคัญคือพาเด็กๆ มาถึงสนามอย่างปลอดภัย และให้พวกเขาเชื่อว่าความฝันไปต่อได้”

รู้จัก “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” คนปัจจุบัน กับผลงานยกระดับ-พัฒนาชุมชนให้ทันโลก สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน

หากเปรียบ “ประเทศ” เป็นต้นไม้ใหญ่ “ชุมชน” คือรากแก้ว ที่ยิ่งหยั่งรากลึก และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้น หากอยากให้ประเทศแข็งแรงในทุกส่วน ก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง กับชุมชนให้มาก เพื่อจะได้ “เข้มแข็งและยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของสังคมต่อไป

การดูแล “ชุมชน” ให้แข็งแรง ก็ถือเป็นหลักคิดสำคัญของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ที่แม้ว่าวันนี้จะขึ้นไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานใต้บัญชามากมายให้ดูแล แต่ผลงานก่อนหน้านี้ ก็สะท้อนชัดว่า ในหัวใจของ “อรรษิษฐ์” ให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาชุมชนเป็นที่สุด

ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เดิม “อรรษิษฐ์” เคยได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน อยู่ 2 ปี (เริ่มปี 2560) ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก (เริ่มปี 2562) และได้ขยับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยในปี 2563

แม้ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ซึ่ง “อรรษิษฐ์” ก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นอย่างดี โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Goal ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ได้

เพื่อเดินสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายหลัก คือ “ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 878 ตำบล โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อนงานทั้งการพัฒนาผู้นำกลุ่มองค์กรและเครือข่าย ส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทางการเงิน ส่งเสริมเครือข่ายศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน และส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มีสมรรถนะและมีธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีการพัฒนาทั้ง 7 ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน โดยมี “พัฒนากร” ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด 

นับเป็นการต่อยอดจุดแข็งของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มีมาตลอดกว่า 60 ปี ได้เป็นอย่างดี ตามนิยามที่กล่าวได้ว่า “เป็นหนึ่งในงานหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในชุมชนมากที่สุด”

ภารกิจของ “อรรษิษฐ์” ที่มีต่อ “ชุมชน” ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ภารกิจที่เน้นหนักและให้ความสำคัญมากอีกหนึ่งเรื่องคือการส่งเสริมครัวเรือนปลูกผักสวนครัวอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ชนิด เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมพึ่งพาตัวเองให้คนไทย เสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกภารกิจสำคัญคือการสานต่อการดำเนินงานประชารัฐรักสามัคคี หรือ SE ที่ดำเนินการในรูปแบบบริษัทประชารัฐฯ จังหวัด มุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือ เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยว ตามบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถีอยู่แล้วทั่วประเทศ ขณะที่การสนับสนุน OTOP ก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้ และกระจายสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาชุมชน ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า “หัวใจหลักของงานพัฒนาชุมชน คือมุ่งให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกิดจากพื้นฐานความต้องการของประชาชน ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยประชาชนเป็นสำคัญ” 

และแม้วันนี้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” จะก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ “หลักการ” ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

>>สำหรับประวัติของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” 

เกิด: 16 กรกฎาคม 2514 
อายุ: 53 ปี 
ชื่อเล่น: ป๊อบ 
สำเร็จการศึกษา: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ สิงห์ดำรุ่นที่ 42 , พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผ่านอบรมหลักสูตร นักบริหารงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รุ่นที่ 2, นักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 54 และ ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 10

>>ประวัติการทำงาน
-ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา 
-หัวหน้ากลุ่มงานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 
-เลขานุการอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 
-ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ 
-รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 
-รองผู้ว่าฯ อุดรธานี 
-รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
-ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน 
-ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
-รองปลัดกระทรวง 
-อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 
-อธิบดีกรมการปกครอง
-ปัจจุบัน ปลัดกระทรวงมหาดไทย

>>เครื่องราชอิสริยาภรณ์
-มหาวชิรมงกุฎ
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก
-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 2
-เหรียญราชการชายแดน
-เหรียญจักรพรรดิมาลา
-เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้น 1
-เหรียญกาชาดสดุดี ชั้น 1

ผบช.ภ.7 ฝ่า 399 โค้ง ถึง "สภ.ปิล็อก"ชี้ต้องให้ความสำคัญของโรงพักชายแดน มอบถุงยังชีพเป็นขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ (5 พ.ย.68) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7,​ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมคณะ ได้มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ข้าราชการตำรวจ สภ.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยมี พ.ต.ท.ชัยภัฎ พัวพงษ์พันธ์ สว.สภ.ปิล็อก พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดอยู่ปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์โดยทั่วไปปกติ 

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผบช.ภ.7 ได้มอบถุงยังชีพ  พูดคุยและให้กำลังใจกับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนสถานีตำรวจ เดินตรวจความเรียบร้อยทั้งภายในและภายนอกอาคาร พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเน้นย้ำในเรื่องของการสกัดกั้นการลักลอบเข้า-ออกประเทศทั้งในส่วนของคนไทยและคนต่างด้าว รวมไปถึงสิ่งของผิดกฎหมาย และได้กำชับมาตรการการสกัดกั้นการใช้เสาสายสัญญาณอินเตอร์เน็ตและเสาสายสัญญาณแนวชายแดนตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ศิษย์เก่าหมอนทองฯ โพสต์ให้ข้อมูล โรงเรียนหมอนทอง ก่อนชิงแชมป์ฟุตบอล 7 สี ชี้ชื่อ รร.ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมน่ารัก

(8 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Da DewDem แชร์เรื่องราวที่ตอนนี้ต้านกระแสไม่ไหวแล้วจริง ๆ หลังวันนี้เห็นสำนักข่าวต่าง ๆ อินฟลู ฯ เพจที่ติดตามมาตลอด และเพื่อน ๆ หลายคนใน FB โพสต์เกี่ยวกับน้อง ๆ ทีมฟุตบอล “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” กันเต็ม FB เลยอดโพสต์ด้วยไม่ได้ ในฐานะศิษย์เก่าของโรงเรียน (สมัยม. ต้น)

ขอขอบคุณแฟนบอล ที่เอ็นดูน้อง ๆ นักกีฬา และช่วยกันส่งกำลังใจให้ทีม หมายเหตุ: ชื่อ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” (ม.ว.) มาจากชื่อ ต. หมอนทอง …ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา (ติดเขตหนองจอก แต่อยู่แบบใกล้ชิดธรรมชาติ มาก ๆๆๆ เหมือนอยู่ไกล๊ไกลกรุงเทพ) คติพจน์ : อ่อนน้อม ถ่อมตน อดทน ซื่อสัตย์

หมอนทองที่ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน แต่มีตำนานจาก การพบหมอนที่ใส่ทองไว้ ถึงครอบครัวเราจะเป็นชาวพุทธ ที่เป็นส่วนน้อยในตำบล เรามีเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่น่ารัก รักความสงบ และเราก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ค่ะ

สนามฟุตบอลที่น้อง ๆ นักกีฬาใช้ซ้อม คือสนามเดิมที่เห็นกันตั้งแต่พี่น้องในครอบครัวเราจำความได้ มีประวัติการใช้งานที่ยาวนาน และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความสุขของคนในหมู่บ้าน

ขอขอบคุณ  “ชมรมฟุตบอลศิษย์โรงเรียนหมอนทองวิทยา” และผู้ใหญ่ใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานฯ ดร. สุเมธ (คุณครูผู้ใจดีของหนู) ที่ช่วยกันผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็ก ๆ รักการเล่นกีฬา ห่างไกลอบายมุข มอบความสุขให้พวกเราชาวตำบลหมอนทอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา

ติดตามเชียร์น้อง ๆ ทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา รอบชิงชนะเลิศ ในวันพรุ่งนี้ (8/11/68) กันนะคะ
ป.ล. ป้า…เอ๊ย! พี่ ยกเลิกนัดทั้งหมดเพื่อไปเชียร์ น้อง ๆ เลยนะ

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย - ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว และหน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับ พลตรี วันทอง  บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป

'สุวรา' ผู้ว่า กปน. เปิดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด 'วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน' สร้างจิตสำนึกจริยธรรมขององค์กร โดยมี 'พลโท บุญสิน' เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ

กปน. จัดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ (6 พ.ย. 68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 อาคารสุทธิอุทกากร การประปานครหลวง (กปน.) สำนักงานใหญ่ นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการ กปน. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันสภาธรรมาภิบาลการประปานครหลวง ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมขององค์กร ส่งเสริมค่านิยมด้านวินัย คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใส ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

โดยได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้เป็นแบบอย่างนักรบ นักปรัชญา นักการทูต ผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติไทย มาทอล์คโชว์ ถ่ายทอดเรื่องราวในหัวข้อ “วินัย...กุญแจสู่ความสำเร็จในการทำงานและการพัฒนาตนเอง” ให้กับสมาชิกสภาธรรมาภิบาล และบุคลากร กปน.

นางสาวสุวรา กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่สภาธรรมาภิบาล กปน. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาธรรมาภิบาลได้ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภายในองค์กร ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การยึดหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นรากฐานของการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพ หากทุกคนในองค์กรเป็นผู้มีวินัย จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ส่งผลให้ กปน. เป็นองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของ กปน. ในการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลมีวินัยในทุกกระบวนการทำงาน และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว

พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” กล่าวว่า วินัยคือความรับผิดชอบในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอน รู้หน้าที่ของตน และวางแผนอย่างเป็นระบบ เพราะผลสำเร็จของงานขึ้นอยู่กับวินัยของพนักงานทุกระดับ ต้องพิจารณาปัจจัยให้ครบทั้ง “คน เงิน เครื่องมือ และเวลา” และดำเนินงานตามลำดับความสำคัญ

นอกจากนี้ การทำงานต้องมีคุณธรรมอยู่ในใจ เพราะความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม มีวินัย รู้หน้าที่ ทั้งต่อตนเอง และส่วนรวม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เคารพผู้บังคับบัญชาและผู้อาวุโส ซึ่งผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัย ตรงต่อเวลา มีความจริงใจ เห็นอกเห็นใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อเรา”ให้ใจ” กับเขา เราก็จะ”ได้ใจ” เขากลับมา

นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมาภิบาล และการส่งเสริมวินัยในการทำงาน อาทิ การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวินัย การประชาสัมพันธ์ศูนย์คุณธรรม (องค์กรมหาชน) และกิจกรรมสภาธรรมภิบาล กปน. เป็นต้น

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมรักษ์ทะเลไทย เปิดกิจกรรมเก็บขยะชายหาด 10 แห่ง สู่วันทะเลโลก 8 มิถุนายน 2569 สานต่อความงามแห่งท้องทะเลไทย

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เก็บขยะชายหาด” เนื่องในวันทะเลโลก ประจำปี 2569 ณ ชายหาดอุทยานใต้ทะเลเกาะขาม ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมกันฟื้นฟูความสะอาดและความงดงามของชายฝั่งทะเล พร้อมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ประกอบด้วยกำลังพลจากกองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง บุคลากรจากองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร และข้าราชการจากทัพเรือภาคที่ 1

ทั้งนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 มีเป้าหมายจัดกิจกรรมเก็บขยะต่อเนื่องจำนวน 10 ครั้ง ใน 10 ชายหาด ตั้งแต่จังหวัดตราดถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ “มุ่งสู่วันทะเลโลก 8 มิถุนายน 2568” เพื่อร่วมกันลดขยะทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ทะเลให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม

ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเล ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อให้ “กองทัพเรือเป็นกองทัพที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ” อย่างแท้จริง

ผบ.ตร.ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับเข้ม 8 ข้อ ดูแลประชาชนเข้าถวายความอาลัยฯ รุกปราบสแกมเมอร์ ต่างด้าวผิดกฎหมาย ย้ำแนวทางแต่งตั้งวาระ 68 ยึดกฎหมายและข้อวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร. พัฒนางานสอบสวนเร่งด่วน

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับในที่ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร.ย้ำนโยบายเร่งด่วนและนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ทุกหน่วยป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการปฏิบัติร่วมกันหน่วยงานอื่น เพื่อการปราบปรามอาชญากรออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
 
ผบ.ตร.มีข้อสั่งการและกำชับ 8 ข้อ ในการขับเคลื่อนภารกิจการดูแลความสงบเรียบร้อย บริการประชาชนที่เข้าถวายถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, การปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุก, การพัฒนางานสอบสวน, การแต่งตั้งตำรวจ วาระปี 2568 รวมถึงการดูแลสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ดังนี้

1 .ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ร่วมปฏิบัติภารกิจในการดูแลความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในกรณีที่ประชาชนจะเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และให้ความช่วยเหลือ ดูแลประชาชนด้วยความเป็นมิตร

2. ให้คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการ ผบ.ตร. ประจำปีงบประมาณ 2569 กำหนดกรอบการติดตาม และขับเคลื่อน นโยบาย "6 เร่งรัด" อาทิ ขับเคลื่อนส่งเสริมโครงการพระราชดำริ พัฒนางานสอบสวน กวดขันเสริมสร้างวินัยจราจร ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ให้เห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แล้วรายงานทุก 3 เดือน

3. ให้ศูนย์พัฒนางานสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 458/2568 รวบรวมติดตามประเด็นจากคณะกรรมการ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนางานสอบสวน ที่มีอยู่หลายคณะ เพื่อนำข้อสังเกตมาปรับปรุง เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ กำหนดไทม์ไลน์ เป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
 
4. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นกลไกหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขับเคลื่อนงาน โดยกำหนดแผน มาตรการ ให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่รัฐบาลกำหนดเป็น "วาระแห่งชาติ"  โดยรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาล ทุก 7 วัน และ 1 เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบว่า “ตำรวจไทย แก้ไขปัญหา สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง"

5. ให้ศูนย์อาชญากรรมพิเศษ จัดทีมรวบรวมผลการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ฯ ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนด ทิศทางการทำงานของศูนย์และรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ ทุก 7 วัน 
 
6. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าวทำผิดกฎหมาย กำหนดแผนให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังในการปฏิบัติร่วมกัน พร้อมรายงานผลการปฏิบัติทุก 7 วัน และ 1 เดือน 
 
7. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในวาระประจำปี 2568 ให้หัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการไว้ รวมถึงให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการพิจารณาให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย และแนวทางที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้เคยวินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ไว้ อย่างเคร่งครัด
 
8. ให้เร่งรัดการพิจารณาให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจและหน่วยงานตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม และสาธารณภัยอื่น ๆ โดยเร็ว

ชื่นชม นร.เทพศิรินทร์ ฮีโร่กระโดดช่วยลูกแมวตกคลองผดุงฯ หนึ่งชีวิตก็มีความหมายในคืนวันลอยกระทง สน.พลับพลาไชย ซูฮก-ผอ.มอบรางวัล ให้ข้อคิด ทำดีและต้องห่วงความปลอดภัย

(7 พ.ย. 68) สน.พลับพลาไชย 1 โพสต์เรื่องราวสุดประทับใจเมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนชายโรงเรียนเทพศิรินทร์เห็นลูกแมวกำลังจมน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม จึงกระโดดลงไปช่วยจนปลอดภัย ก่อนห่อตัวด้วยผ้าให้ความอบอุ่น โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อและได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากชาวเน็ต

เพจเฟซบุ๊ก สน.พลับพลาไชย 1 ระบุแคปชันว่า “สุดยอดเรื่องราวดีๆ ในคืนวันลอยกระทง… หนึ่งชีวิตก็มีความหมายเสมอ” พร้อมเผยบทสัมภาษณ์นักเรียนเจ้าของเหตุการณ์ที่เล่าว่า เพื่อนๆ พยายามช่วยด้วยบันไดและไม้แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพราะว่ายน้ำได้และคิดว่าแมวอาจมีเจ้าของ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 68 นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ เชิญนักเรียนชั้น ม.2/1 โครงการ English Program ที่เกี่ยวข้อง 3 คน ได้แก่ เด็กชายชลภัทร คงสมพงษ์ เด็กชายพิชยะ เรืองรอด และเด็กชายอิทธิพัทธ์ รัตนากรสิริ (ผู้ที่ลงน้ำช่วยแมว) เข้าพบและเล่าเหตุการณ์ ซึ่งเกิดบริเวณใต้สะพานนพวงศ์ ริมคลองผดุงฯ ในคืนลอยกระทง

โดยผู้อำนวยการกล่าวชื่นชมและมอบเสื้อเป็นรางวัลแก่ทั้ง 3 คน พร้อมให้ข้อคิดว่า “การทำความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องประเมินสถานการณ์และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง” สะท้อนบทเรียนสำคัญว่าความกล้าหาญควรมาพร้อมสติและการป้องกันความเสี่ยง

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top