Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด สะอาด-มีคุณค่าทางโภชนาการ รับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน

(10 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทยสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำ

 

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย

บทเรียนจากเคส “หมอนทองวิทยา” หยุดวงจร “อัดฉีดตอนดัง” เปลี่ยนกระแสนิยม “วันเดียว” ให้กลายเป็นทุนสนับสนุนระยะยาว

ต้นพฤศจิกายน 2568 “หมอนทองวิทยา” จากบางน้ำเปรี้ยว กลายเป็นทีมม้ามืดในฟุตบอลนักเรียน 7 คน 7HD 2025 กระแส “รถขนฝัน” ทำให้คนดังและแบรนด์แห่อัดฉีด ตั้งแต่เงินสดรวมก่อนนัดชิงราว 1.79 ล้านบาท ไปจนถึงการสนับสนุน รถบัสไฟฟ้า (EV) มูลค่า 4.5 ล้านบาทให้โรงเรียนโดยตรง กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมสังคมไทยที่คุ้นเคย: “อัดฉีดตอนดังแล้ว” แล้วเงียบหายเมื่อกระแสจาง บทความนี้ชวนมองให้ลึกว่าเหตุใดจึงเกิดซ้ำ และจะแปลงกระแสวันเดียว ให้เป็นเงินทุนระยะยาวได้อย่างไร
ทำไม “อัดฉี.ดตอนดัง” ถึงเกิดซ้ำ?

• ROI สื่อสูงสุดตอนพีค: ช่วงที่ทั้งประเทศจับตา ทุกบาทที่สนับสนุน = ข่าวฟรี ภาพลักษณ์ไว จ่ายปลายทางให้ผลทันทีมากกว่าลงทุนเงียบ ๆ ตอนยังไม่เป็นข่าว
• วัฒนธรรมอุปถัมภ์ + รางวัลความสำเร็จ: สังคมคุ้นกับ “โบนัสหลังชนะ/หลังดัง” มากกว่าทุนระยะยาวก่อนสำเร็จ จึงเห็นเงินไปกองช่วงปลาย
• ลดความเสี่ยง (Herding/Social Proof): ผู้สนับสนุนรอสัญญาณว่า “ปังจริง” แล้วค่อยขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย
• ข้อจำกัดโครงสร้างงบประมาณ/ระเบียบ: เงิน “พัฒนา” ต้องทำแผน-ติดตามยาว แต่เงิน “ขวัญกำลังใจ” หลังจบเกมทำง่ายและได้ข่าวเร็ว
• พฤติกรรมแพลตฟอร์ม: โอน/ทิป/บูสต์ได้ทันที แชร์ได้ทันที ทำให้ยอดพุ่งในวันเดียวเป็นเรื่องปกติ

แล้วทำไมเราไม่ทำให้ “ปกติ ไม่อิงกระแส” สักที?
• ขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุนรายเดือน/หลายปี “โปร่งใส-ติดตามง่าย-ผู้ให้ได้เครดิตจริง”
• KPI พัฒนาการกระจัดกระจาย ทีมเล็กไม่มีระบบรายงานผลที่อ่านง่ายสำหรับผู้สนับสนุน
• งบ CSR/สปอนเซอร์มักเป็นปีต่อปี จังหวะลงทุน “ก่อนดัง” จึงยาก
• ยังไม่มีตลาดจับคู่ (matching marketplace) ระหว่าง “ผู้ให้ระยะยาว ↔ โครงการเยาวชน” อย่างเป็นระบบ

จากโบนัสวูบเดียว → ทุนถาวร: พิมพ์เขียว 6 ข้อ
1. แยก “กำลังใจ” ออกจาก “งบพัฒนา”: บัญชีคู่—โบนัสวันพีคไม่ปนงบโค้ช/โภชนาการ/อุปกรณ์/สเก๊าต์
2. สูตร 50/30/20 สำหรับเงินก้อนช่วงกระแส: 50% โครงสร้างพื้นฐาน, 30% โค้ชและวิทยาศาสตร์การกีฬา, 20% สวัสดิการการเรียน-เดินทาง (ล็อกใช้ 24–36 เดือน)
3. Matching Fund รายเดือน: แฟนคลับ/ศิษย์เก่าสมทบ 99–199 บาท/เดือน คู่กับ อปท./เอกชนแมตช์ 1:1 ให้ตรา “ผู้สนับสนุนระยะยาว” เด่นกว่าป้ายวันพีค
4. Pledge ล่วงหน้าแบบมีเงื่อนไข: จองการสนับสนุนตั้งแต่พรีซีซัน (เช่น เข้ารอบ 8 ทีม → จ่ายเพิ่ม X) แต่เงินตั้งสำรองในกองกลางแล้ว เพื่อให้ทีมวางแผนได้จริง
5. แดชบอร์ด KPI รายไตรมาส: ชั่วโมงซ้อม/อัตราเข้าเรียน/ผลการแข่งขัน/สุขภาพนักกีฬา/งบที่ใช้ รวมถึง “ทุนทักษะชีวิต”
6. เกียรติยศคนที่ “ให้ก่อนดัง”: Hall of Early Backers ปีละครั้ง พลิกค่านิยมสื่อให้คนให้ล่วงหน้ามีพื้นที่มากกว่า

เคสหมอนทองฯ: กระแสมีพลัง—ถ้าจัดโครงสร้างถูก
• สรุปยอดอัดฉีดก่อนนัดชิงรวมประมาณ 1.79 ล้านบาท (สื่อกระแสหลักหลายเจ้ายืนยัน)
• บริษัทเอกชนด้านขนส่งสาธารณะมอบ “รถบัสไฟฟ้า (EV)” มูลค่า 4.5 ล้านบาท ให้โรงเรียน เพื่อใช้เป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” และการเดินทางแข่งขัน
• เคสการอัดฉีดจากคนดัง/ผู้มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มดาราฉะเชิงเทรารวม 350,000 บาท, ผู้ประกอบการ/อินฟลูเอนเซอร์บางราย 100,000 บาท พร้อมคำมั่นสร้างสนามหากได้แชมป์ ฯลฯ
ใจความสำคัญ: กระแส “วันเดียว” ดึงทรัพยากรขนาดใหญ่เข้ามาได้จริง แต่ถ้าไม่มี “เขื่อน” (กติกา/กองทุน) กระแสก็ระเหย—แปลงเป็น “อ่างเก็บน้ำทุนระยะยาว” ได้ด้วยโครงสร้างที่ชัด โปร่งใส และให้เครดิตคนที่สนับสนุนตั้งแต่ก่อนดัง

แนวทางปฏิบัติสำหรับทีม/โรงเรียนที่อยากยั่งยืน
• ตั้ง “กองทุนพัฒนา 3 ปี” พร้อมธรรมนูญการใช้เงิน ผู้รับผิดชอบ และรอบรายงาน
• เปิดระดมทุนรายเดือน (QR/เดบิต) เชื่อมแดชบอร์ด KPI สาธารณะ
• ทำ MOU Matching กับภาคเอกชน/ท้องถิ่น รายปี
• ตั้งคณะกรรมการอิสระกำกับดูแล (ครู–ผู้ปกครอง–ศิษย์เก่า–เอกชน) เผยรายงานทุกไตรมาส
• จัด Open Training Day รายเดือน เปลี่ยนผู้บริจาคให้เป็นแผนระยะยาว
.
อ้างอิง (คัดสรร)
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). ปาฏิหาริย์รถขนฝัน! สรุปยอดเงินอัดฉีดทะลุ 1.7 ล้านบาท ก่อน “หมอนทองวิทยา” ชิงแชมป์ https://www.dailynews.co.th/news/5280619/
• สยามสปอร์ต. (8 พ.ย. 2568). TSB มอบรถบัสไฟฟ้า 4.5 ล้าน สนับสนุนหมอนทองวิทยา ก่อนลุยชิงแชมป์กีฬา 7 สี 2025 https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/93875/
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). TSB นัดมอบ 11 พ.ย.นี้ ‘รถบัสไฟฟ้า’ 4.5 ล้าน สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ https://www.dailynews.co.th/news/5283833/
• มติชนออนไลน์. (7 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงินอัดฉีด แข้งหมอนทองวิทยา ถ้าคว้าแชมป์ได้โกยอีกเพียบ. https://www.matichon.co.th/sport/news_5445580
• ไทยรัฐออนไลน์. (9 พ.ย. 2568). ยินดีด้วย เปิดเงินอัดฉีด “หมอนทองวิทยา” ล่าสุด หลังคว้ารองแชมป์ฟุตบอล 7 สี https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894040
• ไทยรัฐออนไลน์. (8 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงิน อั้ม พัชราภา แท็กทีมเพื่อนอัดฉีดให้ทีมฟุตบอล รร.หมอนทองวิทยา https://www.thairath.co.th/entertain/news/2894221

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

กรมอุทยานฯ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมทีมสัตวแพทย์-เครือข่ายช่วยชีวิต ดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เตรียมถ่ายเลือด รักษาโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล

ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต

กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”

บทพิสูจน์ของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องเร่งรีบ “ใหม่–เต๋อ” เข้าพิธีวิวาห์ในบรรยากาศสุดอบอุ่น หลังรัก 7 ปี จัดงานเรียบง่าย ที่เขาใหญ่พร้อมแหวนเพชร 15 กะรัต

(10 พ.ย. 68) ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เข้าพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ เขาใหญ่ บรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีครอบครัวและเพื่อนสนิทร่วมงานในพิธีเรียบหรูและเป็นส่วนตัว

ก่อนวันงาน ทั้งคู่ย้ำถึงทิศทางงานว่า "เล็กและเป็นส่วนตัว" เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเน้นคนใกล้ชิดเป็นหลัก โดยพิธีในวันจริงเน้นความสุภาพ เรียบง่าย และเป็นกันเองอย่างยิ่ง

ไฮไลต์ของงานคือแหวนหมั้นเพชรราว 15 กะรัต ที่เต๋อคุกเข่าขอใหม่แต่งงานกลางปี 2568 และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้งในพิธีสมรสครั้งนี้

ความรักของทั้งคู่ที่เริ่มต้นจากการร่วมงานในวงการบันเทิงและคบหาดูใจมาแล้วกว่า 7 ปี ถ่ายทอดผ่านพิธีงานแต่งครั้งนี้ที่สะท้อนถึงความรักที่เติบโตเงียบ ๆ และมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเรียบง่ายเหนือสิ่งอื่นใด

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest

สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี เผยสถิติถ่ายทอดสดออนไลน์ แชมป์กีฬา 7 สีนัดชิง หมอนทอง-ชัยนาท ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ทะลุ 45 ล้านวิว

(9 พ.ย. 68) จากกระแสความนิยมทีมฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นไวรัลผู้ชมเต็มสนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศ พบกับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เมื่อบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้หมอนทองจะแพ้ให้กับชัยนาท 1-2 ก็ตาม

เฟซบุ๊ก Ch7HD โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ปรากฏการณ์สานฝันบอลเยาวชน ! อบจ.ชัยนาท - หมอนทอง สู้สุดใจ 'สมศักดิ์ศรีคู่ชิง' พิสูจน์แล้วว่าเก่งทั้งคู่ พร้อมกับเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า 

ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ ทะลุ 45 ล้านวิว

ติด Google Trends"ถ่ายทอดสด บอล 7 สี วันนี้" / "หมอนทองวิทยา"/ "บอล7สีรอบชิง" / "ช่อง7HD"

ติด Trends X อันดับ 1 #บอล7สี

ยอดชมสูงสุดกีฬาในไทยทาง Facebook

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top