Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

แม่ทัพดิจิทัลรุ่นใหม่!! ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ ผู้ขับเคลื่อน ‘Digital Thailand’ ด้วยวิสัยทัศน์ ระดับโลก จากวิศวกร สู่ผู้นำเชิงนโยบายดิจิทัล คิดได้ ทำเป็น มองไกล มีผลงานที่จับต้องได้

(20 ต.ค. 68) ในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบ โครงสร้าง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม คือหัวใจของการพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ คือหนึ่งในขุนพลดิจิทัลของไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ว่าเป็น ผู้นำยุคใหม่ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ และผลลัพธ์
.
ปัจจุบัน ดร.เวทางค์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช./BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศในระดับมหภาค พร้อมเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการสื่อสารระหว่าง ‘ภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน’
.
จุดแข็งของ ‘ดร.เวทางค์’ คือการผสมผสาน ‘ฐานคิดวิศวกรรม’ กับ ‘หัวใจเศรษฐศาสตร์’ ได้อย่างลุ่มลึกและใช้งานได้จริง
•    ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ – Cornell University 
•    ปริญญาโท Applied Economics – American University, Washington D.C.
•    ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
การศึกษาเหล่านี้กลั่นกรองออกมาเป็นมุมมองเชิงนโยบายที่มีระบบ คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และกล้าเปลี่ยนเกมเมื่อจำเป็น
.
ผลงานที่จับต้องได้ของ ‘แม่ทัพดิจิทัลไทย’
.
ผลักดัน PDPA ให้เดินหน้าอย่างมีระบบ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เวทางค์รับหน้าที่รักษาการเลขาธิการ PDPC พร้อมเร่งจัดการระบบ–มาตรฐาน เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าได้จริง ไม่สะดุด
.
ยกระดับกลไก ‘ทุนดิจิทัล’ เพื่อประชาชน
ในบทบาทเลขาธิการ สดช./BDE เขาเน้นการจัดการกองทุนพัฒนาดิจิทัลอย่างโปร่งใส พร้อมกลไกวัดผล เพื่อให้ทุกงบประมาณที่ใช้ เกิด ‘ผลลัพธ์’ มากกว่าแค่ ‘ผลผลิต’
.
สร้างบทบาทไทยในเวทีจริยธรรม AI ระดับโลก
เวทางค์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2568  ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยด้านธรรมาภิบาล AI ในเวทีโลก
.
สื่อสารเชิงรุก ลดข่าวปลอม หยุดภัยออนไลน์
ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เวทางค์จัดระบบรายงานข่าวปลอมยอดนิยม ช่วยให้ประชาชน “รับมือ” ได้ทัน พร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์
.
เปิดรับฟังสาธารณะ–ปรับร่างกฎหมายสภาดิจิทัลฯ
เขาคือหนึ่งในผู้เปิดเวทีฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลฯ เป็นกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นักกำหนดยุทธศาสตร์ที่ลงมือจริง
‘ดร.เวทางค์’ ไม่ใช่แค่ผู้ร่างนโยบาย แต่คือนักปฏิบัติที่เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ งานของเขาเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘กฎหมาย–มาตรฐาน–กลไกประเมินผล–สื่อสารสาธารณะ’ สู่เป้าหมายเดียวกัน ทำให้ ‘Digital Thailand’ เป็นมากกว่าแค่วิสัยทัศน์ แต่คือสิ่งที่จับต้องได้จริง
ด้วยองค์ความรู้ระดับโลก และความเข้าใจปัญหาในประเทศอย่างแท้จริง ชื่อของ ‘เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ จึงไม่ใช่แค่ ‘เจ้าหน้าที่ระดับสูง’ แต่คือ ‘ผู้นำยุคดิจิทัล’ ที่ควรจับตา เพราะเขาคือหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก

ซีเกมส์ไทย 2025!! สู่!! มาตรฐานโอลิมปิก ท่ามกลาง!! ความขัดแย้งชายแดน เดิมพันใหญ่ของกีฬาอาเซียน กีฬา ความปลอดภัย บทบาททางการทูต ในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดยังไม่จางหาย

(19 ต.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม ‘กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา’ ภายใต้แนวคิด “ซีเกมส์มาตรฐานใหม่” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้โครงสร้างการแข่งขันตามกติกาใหม่ของ สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF) ที่เน้นการยกระดับให้เทียบเท่ากับเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก

ยกระดับเทียบโอลิมปิก: 50 กีฬา 574 อีเวนต์
นับจากปี 2025 เป็นต้นไป SEAGF บังคับใช้โครงสร้างใหม่ โดยทุกชาติเจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันอย่างน้อย 36 ชนิดกีฬา โดยกรีฑาและกีฬาทางน้ำเป็นข้อบังคับ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วน “กีฬาโอลิมปิก–เอเชียนเกมส์” เพื่อจำกัดการแทรก “กีฬาท้องถิ่นเพื่อโกยเหรียญ” แบบที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต
สำหรับปีนี้ ไทยยืนยันจัดการแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา 574 อีเวนต์ แบ่งเป็น 278 ประเภทชาย, 241 ประเภทหญิง และ 55 ประเภทผสม/โอเพ่น สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างการแข่งขันให้แฟร์ โปร่งใส และเป็นสากลมากขึ้น

พิธีเปิด–ปิด ‘ย้าย’ สู่ราชมังฯ สอดรับมาตรการความมั่นคง
แม้แผนเดิมจะกระจายพิธีเปิด–ปิดในหลายเมือง แต่ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานฯ ประกาศย้ายทั้งสองพิธีมายัง ราชมังคลากีฬาสถาน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการควบคุมฝูงชน ดูแลแขกเหรื่อระดับผู้นำ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่การแข่งขันจะกระจายตามศูนย์กีฬาใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งอยู่ในระยะควบคุมของเจ้าหน้าที่ และพร้อมรองรับผู้ชมจากทั่วภูมิภาค
.
5 ไฮไลต์ที่ต้องจับตาในซีเกมส์ไทย
1. ศึกเหรียญดุเดือดขึ้น – เมื่อช่องว่างในการเลือกกีฬาท้องถิ่นลดลง การแข่งขันในชนิดกีฬาหลักอย่าง กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน จะตัดสินชัยชนะในตารางเหรียญมากขึ้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงสำคัญ แม้ไทยจะได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพ
2. ดาวดังถอนตัว—สมดุลเปลี่ยน – ซูเปอร์สตาร์ยิมนาสติกอย่าง คาร์ลอส ยูโล จากฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ ส่งผลต่อจำนวนเหรียญของฟิลิปปินส์ในชนิดกีฬาดังกล่าว และอาจโยกคะแนนไปสู่ไทยหรือเวียดนามมากขึ้น
3. MMA มาแรงแบบเดโม – Mixed Martial Arts (MMA) ถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิต (Demo Sport) โดยไม่นับรวมเหรียญ แต่ได้รับความสนใจสูงจากผู้ชม โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีฐานแฟนกีฬาต่อสู้จำนวนมาก อาจปูทางสู่การบรรจุในอนาคต
4. มาตรฐานเข้มทั้งสนามและกติกา – เว็บไซต์ซีเกมส์ไทยเริ่มทยอยปล่อยตารางแข่งขันและสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “แฮนด์บุ๊กเทคนิค” รายชนิดกีฬาระบุโควตา–กติกาไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือในการแข่งขัน
5. ซีเกมส์เชื่อมสู่เวทีโลก – การใช้โครงสร้างการแข่งขันที่ใกล้เคียงโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์มากขึ้น สร้างโอกาสให้ชาติอาเซียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เงาทางการเมือง: ไทย–กัมพูชา ตัวแปรสำคัญนอกสนาม
ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม มีรายงานเหตุปะทะและเหตุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงผ่านกรอบ ASEAN Summit ปลายเดือนตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่สถานการณ์ยังคงจับตา
การย้ายพิธีเปิด–ปิดสู่พื้นที่ควบคุมอย่างราชมังคลาฯ และการคัดเลือกสนามที่ปลอดภัย จึงเป็นการสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงในเชิงความมั่นคง โดยหากข้อตกลงหยุดยิงประสบความสำเร็จ อาจช่วยลดแรงกดดันและฟื้นโฟกัสกลับสู่ “กีฬา” ได้มากขึ้น

โอกาสของไทยในสนามเหรียญ–และสนามภาพลักษณ์
ซีเกมส์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีนี้ยืนยันความพร้อมทั้งในมิติ กีฬา ความปลอดภัย และบทบาททางการทูต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดระดับภูมิภาคยังไม่จางหาย
นอกเหนือจากความหวังบนตารางเหรียญ การเป็นเจ้าภาพที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส จะส่งสัญญาณถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียนในยุคที่กีฬาและการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป

ขาย โดพามีน!! Social Media ยุคใหม่ไม่ขายของ วิเคราะห์ Instagram จิตวิทยาการเสพติด ที่คุณไม่รู้ตัว ทุกการเลื่อน!! คือการทดลองทางจิตวิทยา ที่คุณสมัครใจ!! เข้าร่วมทุกวัน

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ผู้ใช้งานคิดว่า "ขอเลื่อนอีกนิด" ก่อนนอน หรือ "ขอเช็กสตอรี่ก่อนเริ่มงาน" อาจไม่ใช่เพียงนิสัยธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของอัลกอริทึมที่ออกแบบมาอย่างจงใจ เพื่อ ‘กดปุ่มเคมีในสมอง’ โดยเฉพาะ

Instagram ซึ่งถูก Facebook ซื้อกิจการในปี 2012 ด้วยมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงแอปแชร์ภาพ — แต่มันคือ “สนามทดลองพฤติกรรมมนุษย์” ที่แม่นยำและทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล

หัวใจของกลไกอยู่ที่ ‘โดพามีน’ สารเคมีแห่งความพึงพอใจ ซึ่งหลั่งทุกครั้งเมื่อเราได้รับ ‘รางวัล’ บางอย่าง เช่น การได้เห็นภาพที่ถูกใจ, ได้ยอดไลก์, หรือมีคนชมโพสต์ของเรา

Instagram ใช้หลัก ‘รางวัลแบบไม่แน่นอน’ (Variable Reward) แบบเดียวกับเครื่องสล็อตในคาสิโน ทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอซ้ำ ๆ โดยไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ‘ภาพถัดไป’ จะกระตุ้นอารมณ์อย่างไร

เมื่อรวมกับความกลัวการตกขบวน (FOMO) และ การแสวงหาการยอมรับทางสังคม (Social Validation)

พฤติกรรมการใช้โซเชียลจึงกลายเป็นวงจร ‘รางวัล–ตอบสนอง–ติดซ้ำ’ ที่ทั้งแบรนด์และแพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือดึงเวลาและความสนใจของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ที่ ‘เสพติด’ แต่แบรนด์ก็ ‘หลงรัก’ เช่นกัน เพราะ Instagram ไม่ได้แค่แสดงสินค้า แต่ ‘ขายความรู้สึก’ ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ความฝัน และภาพชีวิตในแบบที่ผู้ชมอยากเป็น

นี่คือรากฐานของ Aspirational Marketing ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการขายตรง

ในวันที่แพลตฟอร์มแข่งกันครอง ‘เวลาในสมอง’ มากกว่าจำนวนยอดไลก์!!

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า คุณเล่น Instagram นานแค่ไหน

แต่คือ ใครกำลังควบคุม ความสุขของคุณอยู่

ครั้งต่อไปที่คุณเปิด IG แล้วบอกตัวเองว่า ‘แค่ดูนิดเดียว’ 

คุณแน่ใจหรือ… ว่านั่นคือการตัดสินใจของคุณจริง ๆ

ขวางรถฉุกเฉิน!! เข่าทรุดไหว้ขอชีวิต แต่ไม่ทัน รถกระบะขวางรถฉุกเฉิน คร่าชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลปลายพระยา แถลง!! ขอโทษ CPF ต้นสังกัด สั่งปลด!! ฟ้าผ่า สั่ง!! เลิกจ้างพนักงานทันที

(19 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์สะเทือนใจ ‘กระบะขวางรถฉุกเฉิน’ รับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหายใจล้มเหลวเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ต.ค. เจ้าของรถกระบะจอดปิดท้ายทางเข้าออกรถพยาบาล ขณะพาแม่ที่มีอาการเวียนศีรษะมาโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยวิกฤตร้องขอให้เลื่อนรถ กลับเอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจที่ไม่มีใครมาบริการแม่ตน จนกระทั่งผู้ป่วยวิกฤตรายดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งปิดท้ายรถฉุกเฉินที่กำลังเตรียมนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย

รายงานระบุว่า ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังจะนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถฉุกเฉิน หนุ่มคนขับรถกระบะได้จอดปิดทาง ทำให้ญาติผู้ป่วยถึงกับเข่าทรุดและยกมือไหว้ร้องขอให้ช่วยขยับรถออก แต่ต้องใช้เวลาในการเจรจากว่ารถกระบะจะยอมเคลื่อนย้าย

ด้านหนุ่มคนขับรถกระบะให้เหตุผลว่ารีบพาแม่มารักษาเนื่องจากมีอาการเวียนศีรษะและตาลาย แม้ว่าแม่ของเขายังสามารถถามตอบรู้เรื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยวิกฤตรายนี้ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวว่า …

โรงพยาบาลปลายพระยา และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปลายพระยาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลปลายพระยาขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 23.10 น. ภายในห้องฉุกเฉิน โซนผู้ป่วยวิกฤต เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พนักงานเปล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังให้การช่วยเหลือ และช่วยชีวิตผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นย้ายผู้ป่วยเพื่อส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีศักยภาพการรักษาที่สูงกว่า

เวลา 23.15 น. รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล คันที่จอดปิดท้ายรถพยาบาล นำส่งผู้ป่วยหญิงวัย 69 ปี รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง และได้พบกับพยาบาลหัวหน้าเวรห้องฉุกเฉิน ซึ่งกำลังจัดเตรียมเอกสาร และประสานการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปโรงพยาบาลกระบี่อยู่ และพยาบาลหัวหน้าเวรได้อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าขณะนี้คนไข้อาการหนัก กำลังเตรียมส่งไปโรงพยาบาลกระบี่ ให้รอสักครู่ และให้ญาติเข็นผู้ป่วยไปนอนบนเตียง จากนั้นพยาบาลหัวหน้าเวรก็ได้เข้าไปซักประวัติ และประเมินอาการผู้ป่วยที่เตียง แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ของตน

เวลา 23.16 น. ขณะเคลื่อนผู้ป่วยฉุกเฉิน ออกจากห้องฉุกเฉินเพื่อขึ้นรถพยาบาล พบว่ามีรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลได้ หลังจากนั้นพยาบาลได้แจ้งให้เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือโดยทันที เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวได้กล่าวเอะอะโวยวายเสียงดังด้วยท่าทีโมโหเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบริการแม่ของตนเอง ขณะเดียวกันญาติของผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังจะส่งต่อได้ร้องไห้พร้อมนั่งทรุดลงกับพื้น และยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของรถกระบะช่วยเลื่อนรถออก แต่ยังคงมีปากเสียงเอะอะโวยวายกับเจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วยบริเวณท้ายรถนำส่งผู้ป่วยตอบเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงจะเดินไปเลื่อนรถกระบะของตนออก เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลกระบี่ได้

การกระทำของเจ้าของรถกระบะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตโดยด่วน ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่เป็นญาติของเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวแพทย์ได้ทำการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินจนอาการทุเลา และให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน โรงพยาบาลปลายพระยาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวต่อการจากไปของผู้ป่วย และขอยืนยันว่าได้ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการดูแลผู้ป่วย

ความคืบหน้าในโลกออนไลน์ ได้มีกระแสว่า เจ้าของรถกระบะ ที่จอดปิดทางเข้าออกรถพยาบาล ดังกล่าวนั้น เป็นพนักงานของ CPF 

ต่อมาทาง CPF ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ...

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังจากที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และพบว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น เป็นพนักงานของบริษัทจริง

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบแล้ว บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร จึงมีมติให้ยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต

ตำรวจจับกุมได้แล้วภายใน 24 ชั่วโมง โจรชิงทอง จ.สมุทรปราการ คาด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี ก่อนข้ามแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นาย Yong Ouch หรือ “ยง” หรือ “เบาะ” อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้แล้ว ขณะพยายามหลบหนีออกนอกประเทศทางชายแดนด้านจันทบุรี

โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี ประจำด่านผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตลาดบ้านแหลม ว่าพบชายชาวกัมพูชาต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามภาพจากกล้องวงจรปิด จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลตามที่ต้องสงสัยจริง จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าวจริง

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย โดยประสานทุกช่องทางเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถจับกุมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่ลดละ จนสามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานรับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป

“รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” เปิดมุมมองอนาคตการศึกษาไทย: จากระบบผลิตบัณฑิต สู่ระบบสร้างศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ทุกวัน ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ธุรกิจและการบริการ) สภาการศึกษา
เปิดมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อพาการศึกษาไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

🧭 บทสัมภาษณ์พิเศษ: “การศึกษาไทยในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม”
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่สอนให้จำ ไปสู่ระบบที่สร้างให้คิด และเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิต เป็นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต”
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก

🔹 Q: หลายคนมองว่าการศึกษาไทยยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล ท่านเห็นอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ปัญหาหลักของการศึกษาไทยไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่ระบบของเรายังไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้เติบโตเต็มศักยภาพ เรามักสอนเพื่อสอบ แต่โลกอนาคตต้องการคนที่คิดเชิงระบบ แก้ปัญหาเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ได้”

“วันนี้โลกเปลี่ยนด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ตั้งแต่ AI, Big Data, ไปจนถึงเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่ระบบการศึกษายังเดินด้วยความเร็วแบบเดิม หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและแนวคิด เราจะเจอช่องว่างทักษะมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

🔹 Q: การศึกษาไทยควรปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์อนาคต?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่ ‘สอนเหมือนกันหมด’ ไปสู่ระบบที่ ‘เรียนรู้ตามสมรรถนะ’ (Competency-Based Education) เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบตัวเองและเติบโตตามศักยภาพ”

“นโยบายสำคัญมี 3 ด้านที่ควรขับเคลื่อนควบคู่กันคือ
 1. พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะชีวิตไปพร้อมกัน,
 2. ใช้เทคโนโลยีช่วยครูให้สอนง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระ และ
 3. เชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจจริง ให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้สามารถต่อยอดสู่อาชีพและรายได้ได้จริง”

🔹 Q: ในบทบาทของนักวิชาการท่านเสนอแนวนโยบายอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แนวคิดที่ผมผลักดันคือ Education for Economy — การศึกษาต้องเดินไปพร้อมเศรษฐกิจ ต้องรู้ว่าประเทศต้องการแรงงานและทักษะแบบไหน แล้วปรับระบบการเรียนให้ตอบโจทย์นั้น ต้องสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อให้กำลังคนที่ผลิตได้ตอบโจทย์โลกการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต”

“ เราจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพคนไทยเพื่อมุ่งสู่การสร้างทักษะและการทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น เพิ่ม Productivity หรือสร้าง Higher-Paid Job ให้คนไทยสามารถทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง แทนการใช้นโยบายแบบประชานิยมพวกการขึ้นค่าแรงหรือการแจกเงิน”

“เราควรจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งผลลัพธ์ (Performance-Based Budgeting) เพื่อให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ระบบแบบนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง”

🔹 Q: บทบาทของครูในอนาคตควรเป็นอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:


“ครูยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ (Learning Designer) เพราะเด็กยุคนี้เรียนรู้จากทุกที่ ครูต้องชี้ให้เห็นว่าความรู้มีความหมายและสามารถเปลี่ยนชีวิตได้”

“เราควรมีโครงการ Re-skill ครู ที่ให้ครูทุกคนเรียนรู้การใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ครูต้องเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคน ไม่ใช่แค่ผู้สอนในห้องเรียน”

🔹 Q: Lifelong Learning คือกุญแจสำคัญของอนาคตหรือไม่?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แน่นอนครับ โลกยุคนี้ไม่มีใครเรียนจบแล้วจบจริง ทุกคนต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เราจึงควรมี ระบบเครดิตการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning Credit System) และ Learning Wallet ที่ให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนออนไลน์ หรือเรียนจากการทำงานจริง”

🔹 Q: การศึกษาของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการสนับสนุนอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การศึกษาไม่ควรจบแค่ในวัยเด็ก แต่ต้องขยายไปสู่ทุกช่วงชีวิต ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เรื่อง ‘Green Skills’ และ ‘Digital Skills’ เพื่อให้เขายังสร้างรายได้และมีคุณค่าในชุมชน”

“ผมมองว่าศูนย์การเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรถูกพัฒนาให้เป็น Community Learning Hub ที่ให้ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี”

🔹 Q: ภาพอนาคตของการศึกษาไทยที่ท่านอยากเห็นในอีก 10 ปีคืออะไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ผมอยากเห็นระบบการศึกษาที่ทุกคนรู้สึกว่า ‘การเรียนรู้คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ’ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และครูอาจารย์ควรเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคนดี คนเก่ง และคนที่กล้าเปลี่ยนโลก”

“ถ้าเราสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้คนไทยคิดเป็น ทำเป็น และเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง — ประเทศไทยจะไม่มีวันล้าหลัง”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน แก๊ง "ม้าไทย กระโดดข้ามแดน" ระวังจะโดนข้อหาหนัก "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" โทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีคนไทยบางส่วนไปมีส่วนร่วมในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกัน โดยการรับจ้างเปิดบัญชีม้า และข้ามแดนไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสแกนหน้าในการทำธุรกรรมโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่คิดจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จากการรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) และเดินทางไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการสแกนหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด 

การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 มาตรา 9 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท แล้ว  ยังจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท อีกด้วย

ยกตัวอย่างกรณีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ319/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ อ1230/2568 พิพากษาจำคุกผู้กระทำความผิด (บัญชีม้า) ถึง 41 ปี 258 เดือน กรณีเป็นเจ้าของบัญชีม้าและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และพิพากษาจำคุกผู้เป็นธุระจัดหา (ผู้ดูแลคอกม้า) ถึง 119 ปี 234 เดือน

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสของผู้ที่ชักชวนหรือเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ไปเปิดบัญชีม้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191, 1599 หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สมุทรปราการ-แห่กฐินแพรกษาใหม่คึกคัก!! ประชาชนหลายพันคนร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีพิธีแห่องค์กระฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยได้รับความเมตตาจากท่านพระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ร่วมประกอบพิธีรับองค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 มีพี่น้องประชาชนทั้งในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนหลายพันคนเดินทางมาร่วมในพิธี

โดยในปี 2568 นี้ มีทางคณะเจ้าภาพกฐินสามัคคีประกอบไปด้วย คุณแม่สังเวียน สาธุพากษ์ พร้อมด้วย คุณอุษา สาธุพากษ์ คุณบรรจง แสงเปล่ง คุณมาลี ลิมานันท์ คุณซ่อนกลิ่น กล่อมพิรุณ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมในพิธี


ทั้งนี้ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้นำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ร่วมกันนำผ้าแพรห่มองค์พระพุทธภายในวิหารเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังได้นำไก่ย่างนำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน 

รวมถึงมีประชาชนและญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากนำอาหารปรุงสุก ลูกชิ้นปิ้ง น้ำดื่ม ไอศกรีม ขนมหวาน เกี๊ยวทอด และอื่นๆ อีกมากมาย นำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้แก่ประชาชนสร้างความคึกคักให้กับงานกฐินในปีนี้


ทั้งนี้ งานทอดกฐินสามัคคี ของทางวัดน้อยสุวรรณาราม มีคณะเจ้าภาพร่วมกับญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญมียอดกฐินที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเป็นเงินรวมกว่า 1 ล้านบาท

ลำปาง- แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 คึกคัก! นักวิ่งทั่วโลกกว่า 4 พันคนร่วมชิงชัย

เช้านี้ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 04.30 น. จังหวัดลำปาง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง สมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย และ กฟผ.แม่เมาะ จัดการแข่งขันวิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 (Mae Moh Half Marathon 2025) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนางทวิวรรณ ด่านวิไล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. ร่วมเปิดงาน ณ กฟผ.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

สนามวิ่งระดับโลก “แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32” ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 3,971 คน ทุบสถิติผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน พิสูจน์มาตรฐาน World Athletics Road Race Label ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต กล่าวว่า งานวิ่งแม่เมาะฯ เป็นสนามใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ของจังหวัดลำปางให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ด้าน นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. เผยว่า การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. จำนวน 1,248 คน
- มินิมาราธอน 10 กม. จำนวน 1,504 คน
- ฟันรัน 5 กม. จำนวน 1,219 คน

เส้นทางแข่งขันได้มาตรฐานระดับสากล ปิดถนน 100% พร้อมวิวสวยตลอดทางทั้งภูเขาหินปูน อ่างเก็บน้ำ และเหมืองแม่เมาะ

ผลการแข่งขัน (Overall):
- ฮาล์ฟมาราธอน ชาย: อนุชา พาดา สถิติ 1:13:02 ชม. ทำลายสถิติสนาม คว้าแชมป์สมัยที่ 2
- ฮาล์ฟมาราธอน หญิง: ปารียา สนเส็ม สถิติ 1:27:30 ชม. คว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อน พร้อมรับถ้วยพระราชทานฯ ใบจริง
- มินิมาราธอน ชาย: รัฐพล ไชยเสน สถิติ 35:22 นาที
- มินิมาราธอน หญิง: วันวิสา ยิ้มประเสริฐ สถิติ 42:09 นาที

สนามแม่เมาะฯ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางวิ่งมาตรฐานระดับโลก ที่สามารถใช้อ้างอิงยื่นสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในสนาม World Athletics อื่น ๆ ได้อีกด้วย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top