Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

ผบช.ปส.ยกระดับปราบยาเสพติดข้ามชาติตามนโยบายรัฐบาล นำคณะไปจีน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย ไทย-จีน-อเมริกา  แลกเปลี่ยนข้อมูล จับมือเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดเอเชียแปซิฟิก 

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมคณะเดินทางไปร่วมประชุมสามฝ่ายระหว่างประเทศไทย จีน และสหรัฐอเมริกา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค.2568 

โดยมีนายเว่ย เสี่ยวจุน เลขาธิการบริหาร สำนักงานคณะกรรมธิการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติจีน (National Narcotics Control Commission: NNCC) และ นายจอห์น พี. สก๊อต ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกไกล สำนักงานปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม แห่งสหรัฐอเมริกา (Drug Enforcement Administration : DEA) เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้หาความร่วมมือ 3 ฝ่ายร่วมกันปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่เอเชียแปซิฟิคอย่างจริงจังทุกมิติ  รวมทั้งมีการหยิบยกประเด็นการจับกุมเรือชื่อ จีเช็ง สัญชาติเซียราเลโอน บรรทุกไอซ์จำนวน 5ตัน ลูกเรือทั้งหมด7 คน ที่ได้มีการขนยาเสพติดจากฝั่งอันดามัน ข้ามช่องแคบมะละกา  ผ่านมายังน่านน้ำสากลฝั่งอ่าวไทย ก่อนมุ่งสู่ทะเลจีนใต้  ได้มีการส่งข้อมูลการติดตามไปยังหลายประเทศ  จนมาโดนจับโดย chinese coastguard ที่น่านน้ำทะเลจีนใต้ 

ซึ่งการประชุมความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือ 3 ประเทศครั้งแรก  และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้มีการแบ่งปันข้อมูลการสืบสวนทั้งสามฝ่ายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อจะขยายผลสืบสวนจับกุมขบวนการดังกล่าวต่อไป และยังได้พูดคุยแผนงานความร่วมมือในอนาคตอีกด้วย

จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังท่าเรือเพื่อตรวจสอบเรือลำดังกล่าว ได้รับทราบรายละเอียดของการดัดแปลงเรือ การเก็บยาเสพติด การติดต่อสื่อสารในทะเล ยังได้รับทราบถึงรายละเอียดคดีของขบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมาวางแผนป้องกันปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่จะลำเลียงผ่านประเทศไทย 

การประชุมกระชับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญจริงจังในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งไม่สามารถทำสำเร็จเพียงประเทศเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือที่จริงจังและเหนียวแน่น ระหว่างประเทศ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงานยาเสพติด  จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. และคณะ เดินทางเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานปราบปรามยาเสพติดของไทยในการบูรณาการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของนานาประเทศ  

ตร.ท่องเที่ยว บุกจับ 4 ทหารอิสราเอล ปาร์ตี้ยาเสพติด!! กลางวิลล่าหรูเกาะพะงัน

(14 ต.ค. 68) ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันสนธิกำลังฝ่ายปกครอง บุกจับ 4 ชาวอิสราเอลภายในวิลล่าหรู หลังได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่ามีการจัดปาร์ตี้เสียงดังรบกวนชาวบ้านกลางดึก ตรวจค้นพบของกลาง “ยาอี” และ “โคเคน” รวมกว่า 1.9 กรัม ขณะตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายทั้งหมด 4 คน 

ผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การว่า จัดปาร์ตี้ฉลองหลังทราบข่าว “ฉนวนกาซาประกาศยุติสงคราม” โดยร่วมกันสั่งซื้อยาเสพติดจากเพื่อนชาวอิสราเอลที่มาร่วมงาน แต่ไม่ทราบชื่อจริง ก่อนจะถูกจับได้ขณะกำลังนั่งคุยและเสพยาอยู่ในวิลล่า เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย”

ด้าน พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 เปิดเผยว่า จากกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตำรวจเข้มงวดเป็นพิเศษ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น ทั้งนี้ได้ส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีต่อไป

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ชวน ‘อังคณา’ ลงพื้นที่จะได้รู้ความจริง ซัด ควรเป็นปากเสียงให้คนไทยที่ไร้ที่ดินทำกินนับสิบปี

จากกรณีที่ นางอังคณา นีละไพจิต สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกมาเตือนรัฐบาลว่าปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปกดดันฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ ด้วยการนำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เสียงเครื่องบิน F-16 และเสียงผี เพื่อกดดัน และข่มขวัญชาวกัมพูชาที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่นั้น อาจเข้าข่ายยั่วยุและเป็นการทรมานทางจิตวิทยา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเวทีการทูตที่ไทยทำได้ดีมาตลอด

ล่าสุด วันนี้ (14 ต.ค. 2568) นักแสดง และพิธีกรชื่อดัง 'บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี' ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง นางอังคณา นีละไพจิตร ว่าชวนให้ลงพื้นที่ด้วยกัน จะได้รู้ว่าคนไทยต้องสูญเสียมากมาย จวกนิ่มๆ ท่านควรใช้ตำแหน่ง และอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทย

“อยากจะขอเรียนเชิญคุณอังคณา มาลงพื้นที่ด้วยกันค่ะ จะได้เห็นความจริงว่าประเทศไทยเราสูญเสียและเสียหายไปมากแค่ไหน จำนวนประชากร ที่ไม่ใช่ทหาร ของเราเสียชีวิตมากกว่าของเขา ส่วนพื้นที่ภาค 1 ก็มีประชาชนที่สูญเสียแขนขาและดวงตาจากทุ่นของกัมพูชามากมาย ไม่มีที่ดินทำกินมานับเป็นสิบๆ ปี ท่านเคยรับทราบเรื่องนี้บ้างมั้ยคะ? ในฐานะ สว. ท่านควรใช้ตำแหน่งและอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทยมากกว่าไหมคะ”

‘อ.ปานเทพ’ เห็นต่าง ‘นักสิทธิมนุษยชน’ ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ชี้ ต้องผลักดันคนกัมพูชา ที่รุกรานแผ่นดินไทยนานหลายสิบปี

(14 ต.ค. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนชาวไทยหลายคน ไม่เห็นด้วยที่กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหวังให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวอพยพออกไป เนื่องจากมีรายงานว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของฝ่ายไทย

โดยนายปานเทพ ระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในประเทศไทย รุกรานยึดแผ่นดินมาหลายสิบปี ดังนั้น หากต้องให้เลือกระหว่างมนุษยชนของคนกัมพูชา กับสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในฐานะที่เป็นคนไทย และเห็นว่าเราถูกรุกรานก็ต้องทำทุกวิถีทาง ในทุกรูปแบบที่จะสามารถผลักดันคนกัมพูชาออกไปให้ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการใช้อาวุธสงครามและทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย การกระทำที่ยังอยู่ในกรอบและหนทางที่ทำได้ ซึ่งการกดดันก็เป็นหนึ่งวิธีที่สามารถผลักดันได้แบบสันติวิธี จึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างฝ่ายไทยถูกละเมิดแล้วอยู่เฉยๆ หรือรักษาสิทธิมนุษยชนของคนไทย และแน่นอนว่าสิทธิของคนไทยต้องมาก่อน เพราะเขาคือคนไทย อย่าลืมว่านี่คือราชอาณาจักรไทย คนไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ช่วยกันปกป้อง ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคํานึงถึงสิทธิของคนไทยก่อนคนกัมพูชา

“ผมมองต่างจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะคํานึงถึงสิทธิที่ต้องเลือก ระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนเสียสละและต้องถูกจัดการออกไปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ด้วยวาจา เพราะการใช้วาจาเขาก็ไม่ถอย เราคิดเสียว่ามีคนรุกรานบ้านเรา แผ่นดินบ้านเรา เอาเข้ามาในรั้วเราเลย แล้วเราเจรจาไปผ่านไป 40 ปีแล้ว แต่เขาไม่ถอย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชาผมจึงให้ความสำคัญกับคนไทยก่อน”

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมันเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเมตตาช่วยเหลือคนกัมพูชา ที่เขาเดือดร้อนจากการสู้รบของเขมรแดง แต่กลับถูกเนรคุณ เพราะฉะนั้น กรณีแบบนี้คนไทยต้องหาทางจัดการในทุกวิถีทาง อย่าลืมว่าทางกัมพูชาใช้กลยุทธ์พลเรือนเป็นโล่ห์ เพื่อทำให้คนไทยไม่กล้าทำอะไรในการรุกรานแผ่นดินไทย การที่คุณกัน จอมพลัง เคลื่อนไหวในนามพลเรือนก็เป็นเรื่องของประชาชนเช่นเดียวกัน

ผบ.ตร.ประชุมเคาะแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแต่งตั้งวาระ 65 เปิด 36 ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ - สารวัตร รองรับ 

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมแนวทางการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจ รองรับการเยียวยาข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งหมุนเวียน ในการแต่งตั้งวาระประจำปี 2565 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 40 นาย ให้เสร็จสิ้นภายในวาระปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินการเพื่อเยียวยาให้แก่ผู้ร้องทุกข์มาโดยตลอด มีผู้ได้รับการเยียวยาไปแล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งไว้แตกต่างจากเดิม ทำให้ปัจจุบันยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาจำนวน 36 นาย

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดตำแหน่งรองผู้บังคับการถึงสารวัตร รวม 36 ตำแหน่ง ในสังกัดกองบัญชาการต่างๆ โดยเป็นตำแหน่งสายงานป้องกันปราบปราม หรือสายงานอำนวยการและสนับสนุน แล้วแต่กรณี ตามสายงานที่ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ทั้งนี้การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม 

เชียงใหม่- มช. ผนึกกำลังภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจขับเคลื่อนการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ ภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจจัดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 
2568

(14 ต.ค. 68) เวลา 9.30 น.ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย Ms. Lian Chen และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนา ผู้ประกอบการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเปิดโครงการ ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตระหนักถึงบทบาทและความ รับผิดชอบต่อสังคม โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) ร่วมกับ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทชาวจีนเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของไทย อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลิตบุคลากร คุณภาพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งมิตรภาพ เชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และทักษะดิจิทัล อันเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวที่สากล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่มีพรมแดนและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความร่วมมือ อันมั่นคงระหว่างไทยและจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน และในปี 2569 สถาบันขงจื่อ จะมีวาระครบรอบ 20 ปี ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ประเทศไทย 4.0" และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลการจัดโครงการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองตามนโยบายอย่างตรงจุด เพราะในปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องให้เยาวชนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แต่ยังให้ความสำคัญในการใช้ภาษาจีนควบคู่ไปกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจชุมชนและ อุตสาหกรรมท้องถิ่น

การร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกซึ่งพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่ยึดมั่นในหลัก "ใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง นำทักษะมาสู่การประยุกต์ใช้จริง" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรารู้สึกยินดีที่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจากประเทศ จีนมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ แก่ครู นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะด้านดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นเวทีแห่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้หัวข้อ "ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok" นักเรียน นักศึกษา จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไทยได้ดียิ่งขึ้น เผยแพร่เสน่ห์ของสินค้าไทยสู่เวทีสากล

เชื่อมั่นว่าการศึกษาไร้พรมแดน และศักยภาพเยาวชนนั้นไร้ขีดจำกัด และตลอดการอบรมโครงการฯในครั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ Al และการบริหารบัญชี TikTok ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนและนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทย และสานต่อความร่วมมือระหว่างเยาวชนไทย-จีน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของทุกท่าน

นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช.กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม TikTok อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้กับเยาวชนของเรา - ทั้งในการสื่อสารการตลาด และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีน สร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และอาจมีโอกาสกลายเป็น IDE ในอนาคต

นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศจีน โครงการ "สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการ และอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดน" ซึ่งปีนี้เป็นปีทองเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่างให้สำคัญของการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้เครื่องมือ Al และการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จึงได้คัดเลือกและส่งนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวน 8 แห่ง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 48 คน ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านภาษาจีน เทคโนโลยี Al และการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล

การจับมือร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดความรู้ไปสู่การเป็น ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็น "อาชีวะยุคใหม่"อย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์ธุรกิจจริง และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างภาคภูมิ ขอขอบคุณ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทย จัดกิจกรรมที่มีคุณค่าทางการศึกษาและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในครั้งนี้
 

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

‘นีเวีย’ เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

นีเวียเปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยที่มีระดับความรู้สึกเหงาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสานต่อโครงการ NIVEA CONNECT: Together We Fight Social Isolation มุ่งสร้างความตระหนักรู้และร่วมต่อสู้กับปัญหาความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม สะท้อนจุดยืนของนีเวียที่เป็นมากกว่าแบรนด์สกินแคร์ แต่คือพลังแห่งการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

นีเวีย ได้เผยผลการวิจัย NIVEA CONNECT COMPASS เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการศึกษาระดับโลกว่าด้วยความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป พบว่าความเหงาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน และกำลังกลายเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบลึกซึ้งทั้งต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยอมรับว่ามีความรู้สึกเหงาอย่างน้อยเป็นบางครั้ง 57% ระบุว่ามีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองอยู่ลำพัง และ 54% เผชิญกับความรู้สึกว่าแยกจากผู้อื่น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่ารู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างน้อยเป็นบางครั้ง

ข้อมูลจากการสำรวจเผยว่า 1 ใน 5 คนรู้สึกเหงาบ่อยครั้ง และกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง กว่าหนึ่งในสามของผู้ที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเคยเผชิญภาวะเครียดและความรู้สึกหมดหนทาง ขณะที่เกือบ 60% รายงานว่ามีอาการเศร้า รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ผลวิจัยยังยืนยันว่า 63% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกที่จะปกปิดปัญหาเพราะรู้สึกอับอาย โดยมากกว่าครึ่ง (56%) ของผู้ที่รู้สึกเหงายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นไปอีก 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ชัดว่า 69% ของคนไทยเคยรู้สึกเหงา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้งซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเหงาได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะสังคมอบอุ่น แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมดิจิทัล รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกขาดการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว

รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16–24 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญความโดดเดี่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลคือความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงซึ่งอาจทำให้รู้สึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและขาดพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังยอมรับว่ารู้สึกอายที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ปัญหาความโดดเดี่ยวมักถูกซ่อนอยู่ภายในและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

นีเวียตระหนักถึงปัญหาความเหงาที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้เดินหน้าพันธกิจต่อสู้กับความเหงาในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวข้ามความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ด้วยการใส่ใจกันและกัน เพราะเพียงแค่การสังเกต การทักถาม หรือการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ ก็สามารถคลายความรู้สึกเหงาของหลายคนได้ 

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความเหงาและความรู้สึกถูกแยกออกจากสังคมกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน นีเวียมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ เราจึงเดินหน้าโครงการ NIVEA CONNECT ในประเทศไทยด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้า เพราะเด็กกลุ่มนี้คือผู้ที่ขาด “ครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น โดยได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งดูแลเด็กกำพร้าและเยาวชนขาดโอกาสกว่า 600 คน ให้ได้รับการเลี้ยงดูระยะยาวและการศึกษาที่เหมาะสม ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนเองและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เราจัดกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน ให้กับเยาวชนจากหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญเรายังมีกิจกรรมสร้างทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะที่สำคัญต่อการก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความโดดเดี่ยวในสังคม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนีเวียไม่ได้ดูแลเพียงแค่ผิว แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกมิติอีกด้วย”

เพราะในวันนี้ “ความเหงา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว นีเวียจึงอยากชวนคนไทยลองหันกลับมาสำรวจตนเองและคนรอบข้าง ว่า “มีใครใกล้ตัวคุณที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือไม่” เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต และรับฟัง ก็สามารถสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่เชื่อมโยงถึงกัน และ ความเหงาเบาลงได้ แค่ยอมรับและเปิดใจสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น นีเวียพร้อมส่งกำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณ ก้าวผ่านทุกความเดียวดาย

ตำรวจภาค 1 ถลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าล็อตยักษ์! ยึดทะลุ 4.8 หมื่นชิ้น มูลค่าพุ่ง 20 ล้าน – ขนจากใต้ส่งภาคกลาง แฉคนขับได้เที่ยวละ 3 พัน

(14 ต.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 แถลงผลการปฏิบัติการ กวาดล้างขบวนการบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนภาค 1 ทลายเครือข่ายลักลอบขนสินค้าต้องห้ามรายใหญ่ ยึดของกลางได้กว่า 48,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

คดีนี้ปูทางมาจากเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้จับกุม นายจีรพิวัฒน์ คนขับรถบรรทุก ลอบขนบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 4,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เข้าสู่จังหวัดลพบุรี โดยสกัดจับได้ที่บริเวณแยกไฟแดงนิคมสร้างตนเอง ถนนพหลโยธิน

หลังจากนั้นชุดสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง จนพบว่าเครือข่ายนี้โยงใยกว้างขวาง มีเส้นทางลำเลียงสินค้าจาก อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขึ้นมาส่งในพื้นที่ ภาคกลางและปริมณฑล ก่อนจะกระจายต่อให้ร้านค้ารายย่อย

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมและวางแผนปิดล้อมสกัดจับ จนสามารถรวบผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 ราย ขณะขับรถตู้ทึบขนบุหรี่ไฟฟ้าล็อตใหญ่จากภาคใต้ขึ้นเหนือได้สำเร็จ

ผลการตรวจค้นถึงกับตะลึง! พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้ากองโต กว่า 48,000 ชิ้น อัดแน่นเต็มคันรถ มูลค่ารวมทะลุ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การรับสารภาพตรงกันว่า ได้รับค่าจ้างเพียง เที่ยวละ 3,000 บาท โดยขับรถไปจอดตามจุดนัดหมายให้เครือข่ายมารับช่วงกระจายต่อ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฐาน “นำหรือพาของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง” เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ก่อนส่งตัวผู้ต้องหาและของกลางให้ พนักงานสอบสวน สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.ลพบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 กล่าวย้ำว่า การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยร้ายต่อสังคม โดยเฉพาะต่อเยาวชนที่อาจตกเป็นเหยื่อ “ตำรวจภูธรภาค 1 จะเดินหน้ากวาดล้างอย่างเข้มข้นทุกมิติ เพื่อสกัดสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่ภาคกลาง

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top