Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

‘วิชัย ทองแตง’ เปิดหลักสูตร CIC ปั้นผู้ประกอบการลุยธุรกิจแห่งอนาคต ชู AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดัน Startup โตแบบก้าวกระโดด

‘วิชัย ทองแตง’ ปั้นหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำผู้ประกอบการสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ชู AI-Creative เป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ (29 ต.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup ประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด และ ประธานมูลนิธิหนึ่งน้ำใจ One Love Foundation พร้อมด้วย ศ.ดร.ภก. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้บริหาร เปิดตัวหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ “Creative Intelligence Catalyst” หรือ “CIC” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ให้แก่ “Startup” ที่พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่แล้วที่ต้องการ Scale Up อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ด้วยการผสานพลัง Creative-AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดเด่น “จับ เจอ จบ: กลยุทธ์เติบโตด้วย Creative-AI” เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ระดับสากล

สำหรับการเปิดหลักสูตร “Creative Intelligence Catalyst (CIC)” นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เข้มแข็ง และยั่งยืน ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นำไปสู่การยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

หลักสูตรดังกล่าวสำเร็จได้ ความร่วมมือของ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด โดย คุณวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup กับพันธมิตรหลักสำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมด้วย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) โดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) โดย คุณธนพงษ์ ณ ระนอง นายกสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และ บริษัท สตาร์ทแอนด์อัพ คอนซัลติ้ง จำกัด โดย คุณพิชาญ พรหมเมฆประธาน ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนชั้นนำ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ วิทยากร และเครือข่ายนักลงทุนที่พร้อมร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์สูงสุดใน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ฉากทัศน์วิชาการ (Academic Scenario) บ่มเพาะแนวคิดและพื้นฐานของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน ฉากทัศน์ประสบการณ์ (Experiential Scenario) สร้างประสบการณ์ตรงผ่านกระบวนการ Coaching & Mentoring จากนักลงทุนและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ พร้อมโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในมิติต่างๆ และฉากทัศน์การลงทุน (Investment Scenario) เปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอแผนธุรกิจและรับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ นักลงทุนจริง (Pitching Session) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งทุนจากภาคเอกชนและ Venture Capital (VC) ชั้นนำของประเทศที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตร CIC หลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวของไทย จึงเป็นคำตอบสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและ Startup ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และใช้ Creative Intelligence เป็น “Catalyst” ในการเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน Creative Economy ของชาติ พร้อมสร้างปรากฏการณ์การเติบโตแบบทวีคูณในเวทีธุรกิจโลก

หลักสูตร CIC นี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนตามโมเดล "สามประสานเพื่อการศึกษา" ของคุณวิชัย ทองแตง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้อุทิศตน ทุ่มเทความสามารถและประสบการณ์อันล้ำค่าของท่าน ให้แก่วงการการศึกษา ได้ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่อันเฉียบคมด้านการศึกษา และแนวทางสร้างคนคุณภาพของชาติ 

"การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' สามประสานเพื่อการศึกษา ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้ และในทุกสถานการศึกษา รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็กไทย 'กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน' ผมจึงขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของไทยและสร้างคนรุ่นใหม่ไปด้วยกันครับ เพื่อความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างยั่งยืน" คุณวิชัย ทองแตง กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

บุญกฐินขับขี่ปลอดภัย 'ผบ.ตร.' ห่วงใย กำชับตำรวจท้องที่ – ตำรวจทางหลวง เพิ่มความเข้มดูแลการจราจร ย้ำขับรถไม่ประมาท เคารพกฎ ฝากผู้ประกอบการรถตู้ รถบัส เช็กความพร้อมรถ – โชเฟอร์ ก่อนออกเดินทาง

(30 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ห้วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเทศกาลงานบุญทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีประชาชนสัญจรกันจำนวนมาก ทำให้ช่วงสุดสัปดาห์ถนนสายหลักระหว่างภูมิภาคและถนนสายรอง การจราจรคับคั่งมีปริมาณรถมากกว่าปกติ และมักเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่อยากให้งานบุญ กลายเป็นงานเศร้า จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจร กฐินไม่เมา ดื่มไม่ขับ เพื่อความปลอดภัย และกำชับให้ตำรวจทุกท้องที่ รวมถึงตำรวจทางหลวงเพิ่มความเข้มในการดูแลการจราจร อย่างเต็มกำลัง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.ห่วงใยพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปร่วมบุญกฐินขอให้เดินทางด้วยความไม่ประมาท ขับขี่ปลอดภัย มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง และปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง เช่น เมาไม่ขับ ใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ปฏิบัติตามสัญญาณไฟ ไม่แซงในที่คับขัน คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อก ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ หลีกเลี่ยงการนั่งท้ายกระบะ ศึกษาเส้นทางก่อนขับขี่ หากง่วงหรือเพลียให้จอดพัก โดยเรามีหน่วยบริการตำรวจทางหลวงกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดบริการให้ท่านเข้าไปพักผ่อนได้ สำหรับผู้ประกอบการรถตู้ รถบัสต้องมีความรับผิดชอบ โดยขอให้ตรวจเช็กสภาพรถให้ปลอดภัยก่อนให้บริการ ขณะที่พนักงานขับรถต้องมีความพร้อมทางร่างกาย พักผ่อนเพียงพอ ไม่ดื่มสุรา หรือเสพสารเสพติดโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ผบ.ตร.ขอกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกสำรวจเส้นทางในพื้นที่รับผิดชอบ วางกำลังอำนวยการจราจรให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงจุดเสี่ยงในเส้นทาง มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือบริการประชาชน ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเป้าเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถสอบถามเส้นทาง หรือข้อมูลการจราจร ได้ที่สายด่วน 1193 ตำรวจทางหลวง สำหรับเส้นทางหลวงทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

“แห่งแรกของเอเชีย” โรงน้ำแข็งธารทอง (เชียงใหม่) ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ด้วย AI Transformer (NiA)“ ทำก่อน ลดก่อน AI ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน ไม่ต้องรอ” ค่าไฟสูงสุด 720,000 บาท เหลือ 310,000 บาท

ลดเกินครึ่ง ปลื้มเกินร้อย “AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไรจากผลประหยัดพลังงาน” นายอุกฤษฎ์ พงษ์ประพนธ์ กรรมการโรงงานน้ำแข็งธารทอง กล่าว เนื่องจากค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงงานทำให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น จึงทำให้ผมได้มารู้จักนวัตกรรมหม้อแปลง Low Carbon ของบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดยโรงงานน้ำแข็งธารทองของเรา นำ AI Technology Energy Solution Platform ระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero มาติดตั้งใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ทำให้โรงน้ำแข็งเพิ่มผลผลิตน้ำแข็งในตอนกลางวันมากขึ้น ผมขอบคุณสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่มอบทุนสนับสนุนการงานวิจัยครั้งนี้ อีกทั้งขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ที่ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy”  การใช้งานหม้อแปลง Low Carbon จึงเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่เป็นการ ยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ให้เข้าสู่ยุค Net Zero พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยคุณพิชชารีย์ กีรติธากุล นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมคณะ, คุณมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมคณะ, การส่งเสริมสนับสนุน สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (โครงการ Energy Point) ที่ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเป็นต้นแบบของโรงน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้คณะผู้จัดทำพร้อมส่งมอบโครงการ ระบบจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero ในโรงงานผลิตน้ำแข็ง ให้กับทาง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็น สักขีพยานในการส่งมอบครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “Low Carbon Transformer ” จะเป็นโมเดลประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5 ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของโรงงานน้ำแข็ง เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

ทำไม 'มอลล์ไทย' แข่งกันเปิดใหม่? จาก 'Emsphere' ถึง 'Central Park' และ 'The Central wหลโยริน' เจาะเกมรุกรีเทลสู่ Next-CBD

ทำไมศูนย์การค้า “ยังคุ้มเปิด” ในไทย (ฉบับเข้าใจง่าย)

1. ดีมานด์ท่องเที่ยวแบบ ‘เปลี่ยนหน้า’: แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 ต่ำกว่าที่คาด แต่รายได้ต่อหัวสูงขึ้น—นักท่องเที่ยวคุณภาพยังขับเคลื่อนทำเลพรีเมียมได้อยู่ จึงเกิดดีมานด์ต่อศูนย์ปลายทาง/แลนด์มาร์กในเมืองใหญ่
2. ตลาดแตกเป็นสองขั้ว: ศูนย์ทำเล prime/ผู้พัฒนามืออาชีพยังอัตราเช่าสูง มีคิวผู้เช่าเข้า แต่ศูนย์นอก CBD ยังเหนื่อย ทำให้เงินลงทุนไหลไปยังทำเลที่ ‘ใช่’ มากขึ้น
3. มิกซ์ยูสสร้างทราฟฟิกถาวร: โครงการรุ่นใหม่ใช้ศูนย์การค้าเป็นหัวใจร่วมกับออฟฟิศ–คอนโด–โรงแรม สร้างฐานผู้ใช้ทั้งกลางวัน-กลางคืน ทำให้รีเทลกลายเป็นระบบนิเวศของเมือง
4. ประสบการณ์ > แค่ช็อป: มอลล์ยุคใหม่ขาย ‘ต้องมาเอง’ เช่น อารีนาคอนเสิร์ต โรงหนัง โรงเรียนดนตรี คลินิกสุขภาพ แหล่งกิน-เอนเตอร์เทนเมนต์ และกิจกรรมอีเวนต์ต่อเนื่อง
5. แบรนด์ต่างชาติ/ลักชัวรีบุก: ความต้องการพื้นที่คุณภาพสูงในดาวน์ทาวน์ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแฟชั่น/ลักชัวรีและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการทำแฟลกชิป-คอนเซปต์สโตร์
6. คอมมูนิตีมอลล์โตตามแนวเมืองใหม่: ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นและแนวรถไฟฟ้าดันดีมานด์สำหรับศูนย์ใกล้บ้าน—ตอบโจทย์ความถี่การใช้ชีวิตประจำวัน
7. ไพป์ไลน์ลงทุนชัด: ผู้พัฒนาใหญ่ยังประกาศเปิด-รีโนเวตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นและแรงจองจากผู้เช่ากลุ่มใหม่
เคสศึกษาล่าสุด: เปิดแล้ว–กำลังมา
• EMsphere (สุขุมวิท/พร้อมพงษ์): เปิด 1 ธ.ค. 2023 มี UOB LIVE (อารีนา 6,000 ที่นั่ง เปิด 11 ก.พ. 2024) และ IKEA Sukhumvit เป็นต้นแบบ ‘รีเทล+เอนเตอร์เทนเมนต์’ ใจเมือง
• Central Park (พระราม 4): เฟสรีเทลเปิด 4 ก.ย. 2025 ในโครงการ Dusit Central Park—แลนด์มาร์กใหม่ระดับเวิลด์คลาสใจกลางเมือง
• Market Place เทพรักษ์ (พหลฯ–วัชรพล): คอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ + Urban Fresh Market เปิดปลายมี.ค.–เม.ย. 2025 รองรับวิถี ‘ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ’
• The Central พหลโยธิน (ห้าแยกลาดพร้าว—ใกล้ Central ลาดพร้าว): เมกะโปรเจกต์ ~2.1 หมื่นล้านบาท ของ CPN ตั้งเป้าเป็น ‘Northern Bangkok / Next-CBD’ พื้นที่รวมราว 457,000 ตร.ม. (รวมฮอลล์ประชุมขนาดใหญ่) กำหนดเปิดไตรมาส 4/2026
ความเสี่ยงที่ต้องมอง
• โอเวอร์ซัพพลายในบางย่าน: ไพป์ไลน์รีเทลใหม่จำนวนมากทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะศูนย์นอกดาวน์ทาวน์/ทำเลรอง
• อัตราว่าง ‘กระเพื่อม’: ผู้เช่าคัดที่ทางมากขึ้น ศูนย์ที่คอนเซปต์ไม่ชัดและไม่ต่างพอมีความเสี่ยงสูง
แล้วแบรนด์/SME ควรทำอะไรตอนนี้?
8. เลือกทำเลตามวัตถุประสงค์: หากต้องการภาพลักษณ์และกำลังซื้อสูง เลือกมอลล์ prime/แลนด์มาร์ก; หากต้องการความถี่ซ้ำ เลือก คอมมูนิตี้มอลล์ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น
9. ออกแบบ ‘ประสบการณ์’ แทนการโชว์สินค้า: ทำ pop-up, co-creation, live/mini-event เพื่อให้เกิดเหตุผลในการมาเยือน
10. Omni-channel ให้สุด: เปิดตัวสินค้า/คอลเลกชันในมอลล์ ควบคู่ไลฟ์/คอนเทนต์และเก็บ first-party data ต่อเนื่อง
11. พึ่งทราฟฟิกเมืองใหญ่: เกาะคอนเสิร์ต/กีฬา/อีเวนต์ (เช่นโชว์ที่ UOB LIVE) เพื่อดึงคนเข้าหน้าร้าน
12. วัดผลจริงจัง: ตั้ง KPI ทั้งยอดขายตรง, footfall, capture rate และ conversion หลังอีเวนต์

สรุปสั้น
มอลล์ไทยยังเปิดใหม่ เพราะ ‘โครงสร้างดีมานด์เปลี่ยนหน้า + มิกซ์ยูส + ประสบการณ์’ หนุนให้ทำเลพรีเมียมและคอมมูนิตี้ที่ใช่ยังคุ้มลงทุน—โดยมีโปรเจกต์เรือธงอย่าง Central Park, EMsphere, Market Place เทพรักษ์ และ The Central พหลโยธิน เป็นตัวอย่างชัด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นต้องจัดคอนเซปต์ให้เด่น เพราะซัพพลายใหม่กำลังกดดันย่านรอง ๆ อย่างต่อเนื่อง

เปิด 3 โมเดลกฎเลี้ยงสัตว์ ลดปัญหาส่วนรวม ระหว่าง ทาสสัตว์ VS เพื่อนบ้านรักความสงบ ในตัวเลือก 'คอนโดเข้มงวด' กับ 'หอพักยืดหย่น' กติกาที่ 'แฟร์' จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหนกัน??

“เห่า vs ความเงียบ” “ขนแมว vs สุขอนามัยส่วนกลาง” “สิทธิผู้เช่า vs สิทธิชุมชน”

สามประโยคที่จุดชนวนดราม่าตามเพจหาที่อยู่แทบทุกสัปดาห์ คำถามคือ…

กติกาที่ “แฟร์” จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหน? ระหว่างหอพักที่ยืดหยุ่นกับคอนโดที่เข้มงวด

 

🐾 ค่ายทาสสัตว์: “บ้านคือบ้านของเรากับน้อง ไม่ใช่แค่ช่องสี่เหลี่ยมให้หลับ”

เหตุผลหลัก: สัตว์เลี้ยงคือครอบครัว ช่วยสุขภาพจิต อยู่คนเดียวในเมืองก็ไม่เหงา

ข้อโต้แย้ง: คอนโดเก็บค่าส่วนกลางแล้ว ทำไม “สิทธิร่วมในทรัพย์สิน” ถึงห้ามสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควบคุมได้

ข้อเสนอ:

1. Pet Deposit หรือประกันความเสียหาย

2. Pet License รายอาคาร (วัคซีน ฝึกพื้นฐาน ใบสุขภาพ)

3. โซนสัตว์เลี้ยง แยกลิฟต์–ชั้น–ช่วงเวลา

สรุป: “ห้ามทั้งหมด = ไม่สมเหตุสมผล” ทางออกคือ “อนุญาตแบบมีเงื่อนไขวัดผลได้” 

 

🏢 ค่ายคอนโดเข้มกฎ: “คนส่วนใหญ่ซื้อความเงียบ ความสะอาด และความแน่นอน”

เหตุผลหลัก: คอนโดคือทรัพย์สินรวม เสียง กลิ่น ขน หรือความเสี่ยงแพ้กระทบทุกยูนิต

ข้อโต้แย้ง: ทุกคนเซ็นยอมรับกฎแล้ว หากจะเปลี่ยนต้อง “เห็นชอบร่วม” ไม่ใช่เสียงข้างน้อยลากทั้งตึก

ข้อเสนอ:

1. Quiet Hours พร้อมบทลงโทษชัด

2. จำกัดจำนวน/ขนาด/สายพันธุ์ตามพื้นที่จริง

3. บังคับทำ ประกันความรับผิดส่วนบุคคล

สรุป: “อนุญาตเฉพาะอาคารที่ออกแบบรองรับ” ดีกว่าให้เพื่อนบ้านรับผล

 

หอพัก vs คอนโด : จุดปะทะที่ทำให้ดราม่าลุกเป็นไฟ

1. กติกาใครกำหนด?

หอพัก: เจ้าของตัดสินเร็ว ปรับได้ไว

คอนโด: ต้องผ่านมติรวม เปลี่ยนช้าแต่ถูกกระบวนการ

→ “ความเร็ว vs ความชอบธรรม”

 

2. ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น

หอพัก: อนุญาตไม่เป็นทางการ ไม่มีระบบประกัน

คอนโด: ห้ามเลี้ยงแต่จ่ายค่าส่วนกลาง

→ ใครจ่าย “ต้นทุนภายนอก” ของอีกฝ่าย?

 

3. เสียง–กลิ่น–ภูมิแพ้

หอพัก: ผนังบาง ย้ายง่าย

คอนโด: โครงสร้างดีแต่ย้ายไม่ได้

→ ความเสียหายสะสม ใครรับ?

 

4. พื้นที่สาธารณะ

โถง ลิฟต์ สวน ทางหนีไฟ — จะให้ “มีสัตว์ = สิทธิเท่าคน” หรือ “จำกัดเพื่อส่วนรวม”?

→ เส้นแบ่งเสรีภาพส่วนบุคคลในทรัพย์สินรวมอยู่ตรงไหน?

 

กรอบ “แฟร์เนส” ที่ควรยอมรับร่วมกัน (5 ข้อ)

1. โปร่งใส: มีกติกาชัด ตรวจสอบได้

2. ได้สัดส่วน: โทษ–ค่าปรับสอดคล้องความเสียหาย

3. คาดหมายได้: แจ้งล่วงหน้าก่อนทำสัญญา

4. รับผิด: มีเงินประกัน/ประกันภัยชดเชยทันที

5. ร่วมอยู่: ใช้มาตรการบรรเทาแทนห้ามสุดโต่ง

 

3 โมเดลกติกา (เลือกหนึ่ง แต่อย่าคลุมเครือ)

A) No-Pet ทั้งอาคาร

เงื่อนไข: ระบุชัดในข้อบังคับ บังคับใช้จริง

เหมาะกับอาคารเน้นความเงียบ–ผู้มีภูมิแพ้

 

B) Pet-Friendly แบบกำกับเข้ม

เงื่อนไข: วัคซีน–ฝึกพื้นฐาน–จำกัดขนาด/พันธุ์, ประกันภัย, Deposit, Quiet Hours, โซนเฉพาะ

เหมาะกับอาคารใหม่ที่ออกแบบรองรับ

 

C) หอพักยืดหยุ่น

เงื่อนไข: เคสบายเคส ปรับตามเจ้าของตึก มีประกันรายห้อง

เหมาะกับตลาดเช่าระยะสั้น–กลาง

 

เคสดราม่าประจำ                                       

เคส 1: สุนัข 7 กก. เห่า 19.00–19.15 ทุกวัน

• ทีมทาสสัตว์: ฝึกพฤติกรรม–ใช้อุปกรณ์ลดเสียง

• ทีมคอนโดเข้ม: ผิด Quiet Hours ซ้ำ = ปรับ/เพิกถอนสิทธิ

 

เคส 2: ลิฟต์เต็มช่วงเช้า

• ทีมทาสสัตว์: ตั้ง “Pet Window” ช่วงเวลาเฉพาะ

• ทีมคอนโดเข้ม: แยกลิฟต์–เพิ่มค่าบริการช่วงพีค

 

เคส 3: ผู้ป่วยแพ้รุนแรงอยู่ชั้นเดียวกัน

• ทีมทาสสัตว์: จัดชั้นปลอดสัตว์–ฟอกอากาศส่วนกลาง

• ทีมคอนโดเข้ม: ความปลอดภัยสุขภาพมาก่อน จำกัดโซนเลี้ยง

 

เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา

• อ่านข้อบังคับ: นิยาม “สัตว์เลี้ยง” ชัดไหม

• ถามบทลงโทษ: ตักเตือนกี่ครั้ง ปรับเท่าไร

• ดูผังอาคาร: มีโซน/ลิฟต์แยกไหม

• ตรวจสุขอนามัย: ระบบกำจัดกลิ่น–มูลสัตว์

• เช็กฉนวนเสียง

• ทำประกัน/วางเงินค้ำ ลดดราม่าภายหลัง

 

Call to Debate

ฝากคอมเมนต์ 3 บรรทัด 👇

1. โมเดลที่คุณเลือก (A/B/C) และเหตุผลสั้นๆ

2. กติกาข้อเดียวที่ “ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้จริง”

3. เส้นแดงของคุณ (ถ้าเจอแบบนี้ = ไม่โอเคแน่นอน)

 

บทความนี้ตั้งใจ “ชวนเถียงอย่างมีกรอบ” ไม่ใช่เลือกข้างสุดโต่ง

เพราะเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่เมืองที่ “ไม่มีเสียง”

แต่คือเมืองที่ “จัดการเสียงได้อย่างเป็นธรรม” 🐕🐈

 

 

ผบ.ตร.สั่งปูพรมยกระดับการตรวจสอบเสาส่งสัญญาณตามแนวชายแดน ตัดแขนขาเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

(29 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมมาตรการสกัดกั้นการใช้สัญญาณตามแนวชายแดน โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่ง ศปอส.ตร. โดยมี พล.ต.อ.ธนาฯ เป็น ผอ.ศูนย์ ได้มีการขับเคลื่อนปรับข้อมูล แนวคิด และมาตรการที่จะดำเนินการในด้านการป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีวัคซีน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และอีกมาตรการในการป้องกันคือการดำเนินการเรื่องซิม สาย เสา จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการตรวจสอบสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเสาปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเสาสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่ที่ติดแนวชายแดน เพื่อรวบรวมข้อมูลยกระดับในการแก้ไขปัญหา สกัดกั้นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมกันนี้ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแยกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ว่าคนสัญชาติใดจากประเทศอะไรที่มีการเข้า-ออกไทยผิดปกติ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการส่งคนไปทำงานกลุ่มแก๊งดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการตัดแขนขาแก๊งสแกมเมอร์ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาด ตำรวจต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย ไม่มีละเว้น

ด้าน พล.ต.อ.ธนาฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้เวทีความร่วมมือของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสัญญาณโทรศัพท์ตามแนวพรมแดน โดยการปูพรมสำรวจพื้นที่ทั้งหมดอย่างละเอียด บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ, การตัดสายส่งสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ประเภท Leased Line ข้ามพรมแดน, ตัดสัญญาณการติดตั้งสายอากาศแบบเชื่อมโยงโครงข่ายไร้สายระยะไกล (Wirless link), ตัดสัญญาณการให้บริการโทรคมนาคมชายแดน ผ่านโครงข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามแนวชายแดนที่หัน Cell Site ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปิดกั้นช่องทางการสื่อสารข้ามพรมแดนของมิจฉาชีพ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ขนย้าย และดำเนินคดีกับผู้ครอบครองจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากดาวเทียม เช่น Starlink รวมถึงการดำเนินการกับ ซิมบ๊อกซ์ เช่นกัน 

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพฯ สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย เพื่อหาที่ตั้งเสาสัญญาณบริเวณชายแดน รวมทั้งการวิเคราะห์การเดินทางเข้าออกผิดปกติตามที่ ผบ.ตร.สั่งการ

สถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนักบริหารวัฒนธรรมระดับชาติ ปลุกพลังทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ (27 ต.ค.68) ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า สำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ จัดพิธีเปิดการศึกษาอบรมและปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่”

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้ อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดหลักสูตร ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมากิบาล กล่าวรายงาน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างหลักสูตรการจัดการฝึกอบรมเทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างความเป็น “พลเมืองทางวัฒนธรรม” และพัฒนานักบริหารระดับสูงของชาติให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและทิศทางสากล โดยมุ่งเน้นให้เกิด เครือข่ายนักบริหารทางวัฒนธรรม ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวคิดทางวัฒนธรรมในการพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด ชุมชนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ยั่งยืน

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการบรรยายพิเศษโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์

โอกาสนี้ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษา

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเป้าหมายพัฒนา “นักบริหารระดับสูงของชาติ” ให้มีองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และสร้างเครือข่ายนักบริหารวัฒนธรรมทั่วประเทศ

หลักสูตรมีผู้เข้าร่วม 45 คน ใช้เวลาอบรมต่อเนื่อง 4 เดือน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงลึก การศึกษาดูงานในประเทศ 3 ครั้ง และต่างประเทศ 1 ครั้ง พร้อมจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ก้าวทันยุคใหม่ ตร.ภาค 2 กดปุ่มเปิดตัว "กล้อง AI" อัจฉริยะ! ผบช.ภ.2 นำทัพพลิกโฉมงานป้องกันปราบปราม มอบอุปกรณ์ไฮเทคให้ 8 ภ.จว. เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันผู้ร้ายสูงสุด

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าครั้งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยั่งยืน! ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2 ได้เปิดตัว "โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ" อย่างเป็นทางการ AI ขับเคลื่อนการปราบปราม : โครงการนี้คือการส่งเสริมงานป้องกันปราบปราม ด้วยการนำ "กล้องอัจฉริยะ (AI Camera)" มาติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลกลาง เพื่อวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมหรือบุคคลต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกระจายสู่ 8 จังหวัด : กล้องอัจฉริยะพร้อมอุปกรณ์ครบชุดรวม 8 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) ในสังกัดทั้งหมด เพื่อให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นำไปวางแผนและใช้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบความปลอดภัยทั่วภาคตะวันออก : ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่เป็นดวงตาที่ชาญฉลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการป้องกันเหตุ สกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกประเภท ทำให้ประชาชนใน 8 จังหวัด (จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง และสระแก้ว) อุ่นใจยิ่งขึ้น

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เน้นย้ำ : "การร่วมมือของผู้บังคับบัญชาและข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะครั้งนี้ คือการแสดงความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด เราได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จว. ทุกท่าน นำกล้อง AI เหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนไว้วางใจในความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง"

นี่คือการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคใหม่ของงานตำรวจภูธรภาค 2 ที่นำเทคโนโลยีมาเป็นกำลังเสริมสำคัญ เพื่อ "ป้องกัน" อาชญากรรมอย่างอัจฉริยะ ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัด มีความปลอดภัยและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากขุดรากขบวนการค้ายานรก

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการยานรก โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ปิดล้อมตรวจค้น 9,031 จุด 1,730 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด 17,071 ราย ผู้ต้องหา 17,261 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 652 หมาย ยึดของกลางยาบ้า 96.73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,715 กิโลกรัม, คีตามีน 740 กิโลกรัม, เฮโรอีน 95 กิโลกรัม, ยาอี 100,650 เม็ด, อาวุธปืน 607 กระบอก, ระเบิด 7 ลูก, เงินสด 9.33 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินกว่า 343 ล้านบาท โดยเป็นปฏิบัติการรุกฆาตยาเสพติดครั้งใหญ่ปฏิบัติการพร้อมทั่วประเทศ ทั้งนี้ มี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.  , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ร่วมเกาะติดรายงานการเข้าปฏิบัติการและร่วมแถลง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดในชุมชนให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการค้ายานรก  มุ่งเป้าตรวจค้น แหล่งแพร่ระบาด แหล่งพักยา เครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ตัดเส้นทางการเงินของขบวนการ จากรายงานเบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางยาเสพติดได้จำนวนมาก  พร้อมอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายาเป็นจำนวนมหาศาล และตำรวจเดินหน้าขยายผลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวการใหญ่

ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า ตำรวจไทยทุกนายต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างทุกหน่วย เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผล จนกว่าจะสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย

ด้าน พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ มุ่งทำลายเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยในชุมชนอย่างจริงจัง โดยสั่งทุกหน่วย “ปิดล้อม-ตรวจค้น-กวาดล้าง” แหล่งแพร่ระบาดและแหล่งdกเก็บยาเสพติด พร้อมจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผลถึงเครือข่ายต้นตอ โดยในปีงบประมาณ 2568 ดำเนิน “ปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ” แล้ว 11 ครั้ง ครอบคลุมเป้าหมายกว่า 54,000 จุด จับกุมผู้ต้องหาเกือบ 90,000 คน ยึดทรัพย์กว่า 6,200 ล้านบาท  สำหรับปีงบประมาณ 2569 ศอ.ปส.ตร. จัดระดมตรวจค้นครั้งแรกแล้ว และจะเพิ่มความถี่เป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้าในชุมชนอย่างเด็ดขาด สะท้อนความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำให้ “ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ที่ สายด่วน 191 หรือที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันปกป้องลูกหลานของเราให้ห่างไกลจาก "ยานรก" สร้างสังคมปลอดภัย และอนาคตที่มั่นคงให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top