Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

กรมทรัพยากรน้ำ วสท. และสภาวิศวกร ร่วมลงพื้นที่โครงการเพื่อให้ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำแก่วิศวกรโยธาในสังกัดกรมทรัพยากรน้ำ

วันที่ 16-17 กันยายน 2566 กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสภาวิศวกร ภายใต้คณะทำงานในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำ ร่วมลงพื้นที่ โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำพรุชบาพร้อมระบบกระจายน้ำ บ้านพรุชบา ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำ ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและบำรุงรักษาให้มีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านวิศวกรรม เพิ่มขีดความสามารถให้วิศวกรรุ่นใหม่ ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป  

โครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบาเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2534 ซึ่งได้รับการถ่ายโอนจากกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) จากการลงพื้นที่โครงการในครั้งนี้ มีการสำรวจตรวจสอบสภาพความแข็งแรงและร่วมหาแนวทางในการปรับปรุงแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำและสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร รวมทั้งปรับปรุงระบบส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพในการกระจายน้ำให้ทั่วถึง ในพื้นที่หมู่ที่ 3,4,6,7 มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 900 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 1,600 ไร่ 

โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำ ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา มีสภาพตื้นเขิน ในฤดูน้ำหลาก น้ำในพื้นที่ไหลลงคลองบางกล่ำไม่สะดวกทำให้น้ำท่วมขัง เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพแห้งขอด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ป่าพรุบ่อยครั้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าพรุไม่มีน้ำ ทำให้ระบบนิเวศป่าพรุเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันการไฟไหม้ ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ อีกทั้งยังเป็นแก้มลิงรองรับน้ำ สามารถเก็บกักน้ำ 1 ล้านลบ.ม และเป็นแหล่งต้นทุนสำหรับหล่อเลี้ยงระบบนิเวศป่าพรุและน้ำเพื่อการเกษตร

นายสุทัศน์ นุ้ยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เปิดเผยว่า “โครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบาเป็นโครงการที่ก่อสร้างมายาวนาน ทำให้โครงสร้างประเภทคอนกรีตมีความเสียหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่จากการสำรวจแล้วยังสามารถใช้งานได้ ซึ่งในอนาคตต้องมาวิเคราะห์และวางแผนการปรับปรุงและบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำให้มั่นคงแข็งแรง ชาวบ้านสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะในพื้นที่โครงการมีชาวบ้านใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและทำการเกษตร อาทิ ทุเรียน ลองกอง เงาะ มังคุด นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ อนุรักษ์ ฟื้นฟู แหล่งน้ำได้อย่างยั่งยืน และสำหรับโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำเป็นโครงการนำร่องในการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ และปัญหาการเกิดไฟไหม้ป่าพรุ ตลอดจนเป็นการรักษาระบบนิเวศของพื้นที่อีกด้วย”

รศ. สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรม วสท. เสริมว่า “จากการร่วมลงพื้นที่ในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างในวันนี้ มีเห็นว่า ชื่นชมวิศวกรที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างของโครงการ และเห็นด้วยว่าโครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบายังอยู่ในสภาพการใช้งานได้ แต่ด้วยที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 30 กว่าปี ควรมีการบำรุงรักษาและปรับปรุงโครงสร้างประเภทคอนกรีตและปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ หากมีการปรับปรุงซ่อมแซมแล้วเป็นโครงการที่ช่วยรักษาระบบนิเวศได้อย่างดี และสำหรับโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำเป็นโครงการที่แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดีมากๆ และปัจจุบันลักษณะโครงการยังสมบูรณ์แข็งแรง ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สุดท้ายนี้ขอให้วิศวกรนำความรู้ที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการปฏิบัติงานให้เต็มที่ และพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่เสมอ”

นายนิทัศน์ พรมพันธ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2 กล่าวว่า “การลงพื้นที่ร่วมกัน ระหว่าง วสท. สภาวิศวกร และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นการเพิ่มความรู้ให้กับวิศวกรและผู้เกี่ยวข้องในการวางโครงการ สำรวจ ออกแบบ ควบคุมก่อสร้าง โครงการต่างๆ ตลอดจนได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนับสนุนวิชาการและวิชาชีพด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวกับงานพัฒนาบุคลากรทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ครอบคลุมงานก่อสร้าง งานโยธา งานทรัพยากรน้ำ งานสิ่งแวดล้อม งานความปลอดภัย และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างมาตรฐานวิชาชีพในการทำงานของบุคลากรด้านวิศวกรรม นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน”

ผู้ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย รศ. สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรม วสท. นายจีระศักดิ์ ปราชญ์โกสินทร์ กรรมการบริการวิชาการ วสท. รศ.ดร. สราวุธ จริตงาม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รศ. มนัส อนุศิริ อดีตคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อาจารย์อิทธิพล พสิษฐ์โยธิน คณะอนุกรรมการกำกับดูแลวิศวกรอาสา สภาวิศวกร ผศ. ดร. จุฑามาศ ลักษณะกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายประยุทธ์ ไกรปราบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 1 นายนิทัศน์ พรมพันธุ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2 นายสันต์ เข็มประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระบบการอนุรักษ์ พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ นายมงคล หลักเมือง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ นายสรศักดิ์ ใจประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระบบการอนุรักษ์แหล่งน้ำ นายกิตติ จันทร์ส่อง เลขานุการกรม นายสุทัศน์ นุ้ยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เจ้าหน้าที่กองพัฒนาแหล่งน้ำ 1 และกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2

นายโสภณัฐ บุษบงก์ไพฑูรย์ และนางสาววริศรา ปานหัตถา  ตำแหน่ง วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กล่าวว่า “การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่สำรวจโครงการจริง ทำให้ได้เห็นสภาพลักษณะของโครงสร้าง ทำให้เห็นขั้นตอนการตรวจสอบปัญหาโครงการ แนวทางการแก้ไขปัญหาจาก วสท.  สภาวิศวกร และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ จากกรมทรัพยากรน้ำ  ซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในการนำไปปรับใช้กับการทำงาน การออกแบบ และขอให้ให้หน่วยงานมีการจัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ในงานด้านวิศวกรรมในปีงบประมาณต่อไป เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่วิศวกรต่อไป”

เชียงใหม่-นายกรัฐมนตรี และคณะเยี่ยมชมต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อวันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.15 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คณะรัฐมนตรี เดินทางเยี่ยมชมต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายไพรัตน์  ทับประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะทำงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ และกลุ่มสตรีอำเภอดอยสะเก็ด ให้การต้อนรับ มอบดอกไม้และพวงมาลัย อย่างอบอุ่น

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2525 บริเวณลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งอยู่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง บนพื้นที่ 8,500 ไร่ เพื่อพลิกฟื้นจากสภาพป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรมให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย หารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยมีหลักการคือ “ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม” ดังพระราชดำริที่พระราชทานให้แก่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปยังหอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2559   เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร      ที่ทรงครองราชย์ ครบ 70 ปี รับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์การก่อตั้งศูนย์ฯ เยี่ยมชมภาพเสด็จพระราชดำเนินทรงงาน จำนวน 8 ครั้ง ในช่วงปี พ.ศ.2527 - พ.ศ.2536 บันทึกแนวพระราชดำริ และภาพพื้นที่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่จัดแสดงไว้ในลักษณะสื่อผสมที่ทันสมัยและสวยงาม
ต่อมา นั่งรถรางชมวิวไปยังบริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ แนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet Fire Break) รับฟังบรรยายระหว่างทาง โดย ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เกี่ยวกับการขยายผลสำเร็จในการศึกษา ทดลอง วิจัย ของศูนย์ แก่ราษฎรผู้ที่สนใจ เกษตรกร รวมทั้งศูนย์เรียนรู้เครือข่าย และฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาป่าตามแนวพระราชดำริ อาทิ การปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 ประการ การทำฝายต้นน้ำลำธาร (Check Dam) พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากป่า ตลอดจนผลการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงด้านป่าไม้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าหน้าที่งานป่าไม้ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมทั้งร่วมทำกิจกรรมสร้างฝายต้นน้ำลำธาร ปลูกต้นยางนา ปล่อยไก่ป่า จำนวน 4 ตัว และไก่ฟ้าหลังขาว จำนวน 5 ตัว    คืนสู่ธรรมชาติ

ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์ฯ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ มาศึกษา ทดลอง ปฏิบัติเพื่อการพัฒนา และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ในพื้นที่ โดยการปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 ประการ ในการผสมผสานการอนุรักษ์ ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ คือ 1.ปลูกไม้กินได้ 2.ปลูกไม้ใช้สอย 3.ปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์อย่างที่ 4 คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ
การทำแนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet Fire Break) ในห้วยฮ่องไคร้ฯ คือ การทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่างๆ ปลูกตามแนวคลอง โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน และปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ 

ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟป่าจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น รวมทั้งการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า Check Dam เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็นป่าเปียก ด้วยเหตุนี้แนวพระราชดำริป่าเปียก จึงนับเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้ป่าเขียวขจีอยู่ตลอดเวลา ไฟป่าจึงเกิดได้ยาก เป็นการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดี

ด้านอุตุนิยมวิทยา อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลงแต่ปริมาณความชื้นสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการระเหยน้ำมีแนวโน้มลดลง ด้านอุทกวิทยา ฝายต้นน้ำสามารถลดปริมาณการไหลหลากของน้ำท่าและยืดระยะเวลาการไหลของน้ำท่าในห้วยที่มีการสร้างฝายชะลอน้ำ ด้านความหลากหลายของชนิดพรรณไม้ พบว่า โครงสร้างป่าเต็งรังเดิม มีพรรณไม้ 35 ชนิด และป่าเบญจพรรณ มีจำนวน 46 ชนิด ปัจจุบันพบว่าชนิดพรรณไม้ในป่าเต็งรังเพิ่มขึ้นเป็น 46 ชนิด ในขณะที่ป่าเบญจพรรณเพิ่มขึ้นเป็น 65 ชนิด ด้านโครงสร้างเรือนยอดไม้    ในป่าเต็งรัง แบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือไม้เรือนยอดบนมีความสูง 15 เมตร เรือนยอดรอง มีความสูง 10 - 15 เมตร   ชั้นไม้พุ่มสูง 5 - 10 เมตร ชั้นลูกไม้ต่ำกว่า 5 เมตร ส่วนป่าเบญจพรรณแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ไม้เรือนยอดบน   มีความสูงมากกว่า 20 เมตร เรือนยอดรอง สูง 10 – 20 เมตร และ ไม้ชั้นล่าง ต่ำกว่า 10 เมตร ในขณะที่     ป่าผสมเต็งรัง - เบญจพรรณ มีชั้นเรือนยอดเพียง 2 ระดับเท่านั้น คือไม้ชั้นเรือนยอดบนมีความสูง 15 - 25 เมตร ไม้ชั้นเรือนยอดรองสูง 10 - 15 เมตร

หลังจากที่ดิน น้ำ ป่ามีความอุดมสมบูรณ์แล้ว จึงได้ทำการศึกษาและพัฒนาในเรื่องของการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ มีระบบบริการเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว (One Stop Service) ให้ราษฎรได้รับความสะดวก ตลอดจนสร้างสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราษฎร   ซึ่งทางศูนย์ได้ทำงานในรูปแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่ร่วมสนองแนวพระราชดำริ จำนวน 13 หน่วยงาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า การบริหารจัดการน้ำของภาคเหนือ ยังคงน่าเป็นห่วงแต่เชื่อว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่นั้น หลังจากการประกาศยกเว้นวีซาให้กับนักท่องเที่ยวจีน พบว่ามีการบุ๊กกิ้งการเดินทางเพิ่มมากขึ้น และยังมีแผนเพิ่มจำนวนประเทศอื่นๆ ที่ยกเว้นวีซ่าเพิ่มเติมอีกด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับไปยังตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กวดขันด้านความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ทางรัฐบาลได้มีแผนจะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องการเผาป่าเพื่อแก้ปัญหาแล้ว คาดว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติม ถึงการปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแต่ยืนยันว่าจะหาแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

LEDVANCE  ผู้นำด้านนวัตกรรม LED เน้นคุณภาพสู่คนไทย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท บริษัทอิเล็คโทรนิกไลท์ติ้ง ร่วมกับบริษัทฯในเครือ ได้จัดงาน Grand Opening LEDVANCE OSRAM   เป็นการขอบคุณลูกค้า โดยภายในงานมีกิจกรรม มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขาย จับรางวัล และคอนเสิร์ต ซึ่งมี คุณชูศักดิ์ สุทธิยุทธ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิเล็คโทรนิกไลท์ติ้ง จำกัด ร่วมด้วย Mr.Patrick ตำแหน่ง Managing Director ตัวแทน LEDVANCE จากต่างประเทศ

ร่วมเป็นสักขีพยานในงานครั้งนี้ นายชูศักดิ์ สุทธิยุทธ์ ได้กล่าวว่า บริษัท อิเล็กโทรนิกไลท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้แทนนำเข้าและจัดจำหน่าย โคม LEDVANCE เเละหลอดไฟ OSRAM แบรนด์นี้มีมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ในยุคนี้ ได้นำนวัตกรรม LED มาใช้ เป็นสินค้าคุณภาพ เป็นผู้นำเข้า จำหน่ายมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในนาม  LEDVANCE นี้ ถือว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก มีผลิตภัณฑ์มีครบทุก Segment ที่ใช้ในบ้านไม่ว่าจะเป็น โรงงาน โคมถนน ในสวน การ์เด้น เป็นต้น

บริษัทฯ ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ โดยมีตัวแทน 8 บริษัท เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และออกแบบดีไซน์ โรงงาน โรงแรม มีทีมงานที่พร้อมจะให้บริการสำหรับลูกค้าทุกระดับ ซึ่งเน้นในเรื่อง คุณภาพ ราคา ผู้บริโภคมีความคุ้มทุน และคุ้มค่า คำนึงถึงให้ผู้บริโภคให้ได้สินค้าที่ราคาเหมาะสม คุ้มค่า และจับต้องได้  หัวใจของบริษัทฯ จึงไม่ได้มุ่งเน้นที่แบรนด์ หัวใจของบริษัทฯ คือร้านค้า นำสิ่งดีดี ส่งต่อให้ร้านค้าได้ส่งต่อสู่ผู้บริโภค การดำเนินงานของบริษัทฯ ใส่ใจในทุกๆ ด้าน ได้มีการทดสอบก่อนจะนำมาจำหน่าย เพราะในแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกันในเรื่องรูปแบบการใช้งาน บริษัทฯจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดบ้านเรา

นอกจากนี้ นายเฉลิม บัวสาร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดได้กล่าวเสริมว่า ทิศทางตลาดในปัจจุบัน อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง จะค่อยๆปรับเปลี่ยนเป็น LED  ทั้งหมด ทางบริษัทฯ มีเทคโนโลยี มาทดแทนแบบอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบเก่า ตามกระแสโลกคือ นั่นคือ ช่วยกันประหยัดพลังงาน  อยากฝากแบรนด์ OSRAM เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งบริษัทฯ มีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะฝ่ายการตลาด จับมือร่วมกัน กับลูกค้า SUPPLYER OSRAM ให้เกิดงานในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือเพื่อพัฒนาในส่วนของเทคโนโลยี และด้านราคา เพื่อตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพที่ยอดเยี่ยม ซึ่งหลอด OSRAM มีชื่อเสียงมายาวนาน มีคุณภาพ ราคาจับต้องได้ สามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย อยากให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพ และคืนกำไรให้สังคม มีการ Cover ทุกภาคส่วน มีการวางแผนงานที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น สินค้าพรีเมียม หรือสินค้านวัตกรรม ลูกค้าสามารถแจ้งความต้องการก่อนล่วงหน้าได้ ซึ่งข้อดีคือ เมื่อไม่ได้มีการสต๊อกสินค้า  ราคาของสินค้าก็จะถูกลง เพราะบริษัทฯ ไม่ได้ต้องการให้ราคาสินค้าสูงมากเกินความจำเป็น สำหรับ

​​สำหรับกิจกรรมของงาน Grand Opening LEDVANCE OSRAM ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีแขกเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และมีการจับของรางวัลมากมาย นอกจากนี้ยังมีคอนเสิร์ตของ ศิลปิน โอ๊ต ปราโมทย์ ที่มาสร้างความสนุกสนานให้กับแขกภายในงาน ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นของ ครอบครัว LEDVANCE OSRAM  ติดต่อสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อิเล็คโทรนิก ไลท์ติ้ง จำกัด 155/1 ซอยรามอินทรา 5 แยก 18 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10220
โทร 02-521-6091-5 และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อัยการสั่งฟ้อง ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ ฐานฉ้อโกงประชาชน  ปมเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อช่วยดับไฟป่าเชียงใหม่

เชื่อว่าใครหลายคนคงจำดรามา นายฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ที่ได้เปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่เชียงใหม่ ต่อมา ทางเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ข้อความเป็นจดหมายเปิดผนึกจากหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นทีมอาสาร่วมดับไฟป่าที่เชียงใหม่ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยได้รับสิ่งของ หรือเงินช่วยเหลือจากฌอนเลย

แม้ล่าสุด นายฌอน โพสต์ชี้แจงในเพจเฟซบุ๊ก Sean Buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ (Sean B. Hiran) ของตนแล้วก็ตาม

ล่าสุดเพจ ‘CSI LA’ โพสต์ข้อความระบุว่า

“และแล้ววันนี้ก็มาถึง

อัยการศาลนนทบุรีสั่งฟ้องฌอน ข้อหาฉ้อโกงประชาชน โกงเงินบริจาค ผู้เสียหายที่ทางเพจได้รวมกลุ่มไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุกคนได้รับหนังสือจากศาลและพร้อมที่จะไปเป็นพยานทุกคน”

โดยในเอกสารที่ทางเพจ ออกมาเปิดเผย ได้นัดผู้เสียหายเป็นพยานในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 13.30 น. นี้

หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

‘NARIT’ โชว์ภาพ ‘ดาวศุกร์’ ช่วงเช้าก่อนรุ่งสาง สว่างที่สุดเป็นครั้งที่ 2 และครั้งสุดท้ายในรอบปีนี้

(18 ก.ย.66) เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า…

ดาวศุกร์ หรือ ดาวประกายพรึก รุ่งเช้าวันนี้ครับ สวยงามและสว่างมาก 18 กันยายน 2566 ช่วงเช้าก่อนรุ่งสาง ดาวศุกร์ ปรากฏสว่างที่สุดครั้งที่ 2 และเป็นครั้งสุดท้ายในรอบปีนี้ ทางใต้ฟ้าดี #ทีมสงขลา เก็บภาพมาให้ชมกันครับ สว่างสวยงามมากกก ในขณะที่หลายพื้นที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องเลย ที่ไหนมองเห็นบ้างครับมาแชร์กันได้

ดาวศุกร์สว่างที่สุด (The Greatest Brilliancy) เป็นช่วงที่ดาวศุกร์มีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ และโคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม อาจมีค่าอันดับความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวง มีค่าอันดับความสว่างปรากฏ -12) หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ สำหรับในช่วงวันอื่น ๆ แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากโลก และขนาดปรากฏที่ลดลง ความสว่างจึงลดลงตามไปด้วย

หากดาวศุกร์ปรากฏบนฟ้าในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า คนไทยจะเรียกว่า ‘ดาวประจำเมือง’ แต่หากดาวศุกร์ปรากฏในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นคนไทยจะเรียกว่า ‘ดาวประกายพรึก’

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์สว่างที่สุดครั้งถัดไป จะเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันที่ 10 มกราคม 2568 ทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

‘พลายแดนสยาม’ ช่วยลากต้นไม้ใหญ่กลางถนนเชียงราย หลังลมพัดหักขวางทางจราจร โซเชียลแห่ชมในความแสนรู้ 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 66 หลังเกิดฝนตกหนักและลมพัดแรงในหลายพื้นที่ของเชียงรายตั้งแต่หัวค่ำ โดยเฉพาะเขตอกเภอเมืองเชียงราย ฝนและลมทำให้พ่อค้าแม่ขายบนถนนคนเดิน ซึ่งจัดขึ้นทุกคืนวันเสาร์ ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ต้องรอจนฝนซาถึงกลับมาเปิดบริการกันอีกครั้ง แต่ผู้คนก็บางตา

นอกจากนี้ ลมพายุที่พัดแรง ยังพัดเอาต้นไม้และกิ่งไม้ทับถนนหมายเลข 1022 พื้นที่หมู่ 17 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จนรถราไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นที่ตั้งของ ‘ปางช้างเผือกเชียงราย & mini zoo’ เมื่อลม-ฝนสงบลง ทางปางช้างได้นำช้างเพศผู้ชื่อ ‘พลายแดนสยาม’ ซึ่งเป็นช้างแสนรู้เฉลียวฉลาดออกมาร่วมกับชาวบ้าน ชักลากต้นไม้ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงคนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นผิวจราจรไปได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็ช่วยกันเก็บกวาดส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นกิ่งไม้ใบไม้ออกไป จนสามารถเปิดใช้ถนนสัญจรไปมาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทางปางช้างเผือกฯ ได้บันทึกคลิปการทำงานของพลายแดนสยาม และเผยแพร่ทางเพจ ‘Chang Puak Camp Chiang Rai’ ซึ่งมีผู้เข้าไปชมและแชร์กันออกไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้ที่เข้าไปแสดงความเห็นชื่นชมในความแสนรู้ และน่ารักของพลายแดนสยามกันอย่างเนืองแน่นด้วย

‘นายกฯ’ เตรียมโชว์โมเดล ‘โคกหนองนา’ บนเวทียูเอ็น หวังให้ทั่วโลกได้เห็นภูมิปัญญาที่คนไทยภาคภูมิใจ

(16 ก.ย.66) ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายเศรษฐา กล่าวว่าในการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้ามีโอกาสก็ จะนำโมเดลโคกหนองนา ไปเสนอในเวทียูเอ็น ถึงภาพรวมของโครงการ เพราะแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความน่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่ต้องนำไปเสนอ

ส่วนการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้งบประมาณในการเหมาลำเครื่องบินสูงถึง 30 ล้านบาทนั้น นายเศรษฐา กล่าวยืนยันว่า มีราคาเปรียบเทียบไว้อยู่แล้วว่าถูกกว่า เรื่องนี้อย่าให้พูดต่อเลย เพราะโฆษกและรองเลขาฯ ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง จะมีการทำราคาเปรียบเทียบไว้ เป็นไปตามระบบการจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่าง

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในการเดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็น ครั้งนี้ก็จะได้มีโอกาส ให้สัมภาษณ์และพบกับสื่อมวลชนรายใหญ่ของโลก ซึ่งอาจจะมากกว่า 3 สื่อ แต่คงต้องขอดูก่อนว่าแต่ละสื่อจะมีประเด็นอะไรบ้าง เพราะไม่อยากให้เป็นประเด็นเดียวกัน บางสื่ออาจจะอยากให้พูดถึงเรื่องพลังงานสะอาด เรื่องของเศรษฐกิจ บางสื่อก็ต้องการพูดถึงเรื่องความมั่นคง ก็คงต้องให้ข้อมูลทุกมิติ ซึ่งไม่เชิงเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ ให้กับสื่อต่างประเทศ และที่ผ่านมาก็พูดมาตลอด หากมีสื่อใดต้องการสัมภาษณ์ ตนก็ยินดีตอบ หากมีความพร้อม และเป็นคำถามที่เหมาะสม และรัฐบาลมีความพร้อมที่จะตอบ ในทุกมิติที่ถามมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกจะชี้แจงอย่างไรในประเด็นทางการเมืองเพราะมีสื่อบางแห่ง ไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และมีผลกระทบหลายๆ ด้าน ในการบริหาร ของประเทศ นายเศรษฐา กล่าวว่า "ให้สื่อต่างประเทศเขาถามผมเองดีกว่า ถ้าเขาถามมา ผมคิดว่าผมตอบได้ แล้ววันนี้ผมมี 300 กว่าเสียง เป็นเสียงจากประชาชน วันนี้ก็เดินหน้าทำงาน ไม่หยุด"

เมื่อถามความคืบหน้าในการนัดหมายกับทางผู้นำเยอรมัน ที่จะพูดคุยในเรื่องของเรือดำน้ำว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่มีรายงานมาจากทางกระทรวงการต่างประเทศ ขอเวลานิดนึงยังมีเวลาอยู่ ตอนนี้ตารางแน่นมาก พยายามเกลี่ยกันไปเกลี่ยกันมา และวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. ช่วงบ่าย จะมีตารางประมาณ 80-90% และระหว่างเดินทางก็จะมีการเจรจา มีการขอนัดพบกันอยู่

เมื่อถามว่า แต่ยังไม่มีการยอมรับที่ใช้เครื่องยนต์จากจีนใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังไม่ได้คุยจึงตอบไม่ได้ แต่เป็นวาระหนึ่งที่ตนให้ความสำคัญ อะไรที่เป็นเรื่องเก่า และยังไม่ถูกสะสางก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลของเราทั้ง 11 พรรคที่ต้องช่วยสะสางกันไป เพราะถือเป็นโครงการต่อเนื่องมา ต้องทำให้สำเร็จ

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน เรื่องของทูตสันถวไมตรี อย่างเรื่องหมีแพนด้าที่จะหมด MOU ในเดือนหน้าจะมีการเจรจา หรือนำกลับมาเลี้ยงอีกหรือไม่ว่า ความสัมพันธ์กับประเทศจีนเราถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง และตนมีกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศจีนระหว่างวันที่ 8-10 ต.ค.นี้

‘แพรรี่’ โพสต์ภาพเหลืองแดงสมานฉันท์ให้กำลังใจ ‘ชลน่าน’ ถาม!! ไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้านชาวเน็ตแนะ!! ให้มองบวก

(16 ก.ย.66) ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือ แพรรี่ โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ โดยระบุว่า 

“ไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไร เวลาตอนไหนเอาไปจีบกัน พลอดรักกันให้เตลิด เชิญรักกันให้ตลอด ใครจะตายช่างหัวมัน จบ”

นอกจากนี้ยังคอมเมนต์ในโพสต์ของตนเพิ่มเติมว่า “ขอให้ความรักมีแต่ความสดใส ไม่ว่าสิ่งไหนเข้ากันหมดทุกอย่าง” อีกด้วย

หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามากดถูกใจกว่า 6 พันคน แสดงความคิดเห็นและแชร์จำนวนมาก เช่น “ที่ผ่านมาเรียกว่าอะไร”, “อะไรที่ไม่เคยก็ได้เห็น 555”, “การเมืองรอบนี้ อะไรที่เราคิดว่าจะไม่ได้เห็นก็ได้เห็น”, “มองบวกนะคะ ถ้าสามัคคีทำงานร่วมกันด้วยความจริงใจก็จะเกิดผลดีต่อสังคม, ประเทศค่ะ”

'ดิว วีรวัฒน์' แชร์มุมมองที่มีต่อ ‘รถซูเปอร์คาร์’ หลังหันกลับมาใช้รถธรรมดาแทน

เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.66) จากช่องยูทูบ ‘CK Cheong’ ได้เชิญ คุณวีรวัฒน์ วลัยเสถียร หรือ ‘คุณดิว’ เจ้าของธุรกิจส่งออกปลา ซึ่งช่วงหนึ่งของรายการ คุณดิว ได้แชร์มุมมองต่อ ‘รถซูเปอร์คาร์’ ว่าตนมีความคิดที่เปลี่ยนไปและหันกลับมาใช้รถธรรมดาแทน โดยระบุว่า…

“ผมเก็บเงินไว้ลงทุนต่อเพื่อคิดว่าอยากจะลงทุนเพื่อสร้างเครื่องจักรที่สามารถผลิตเงินได้จนวันหนึ่งไม่ต้องทํางานแล้ว และเครื่องจักรนี้ยังใหญ่พอที่จะผลิตเงินออกมาให้เราใช้ แต่ก็ต้องอดทนอีกสัก 20 30 ปี เพื่อจะสร้างมันให้สําเร็จ จึงอยากให้คนมองตรงนี้ เพราะมันคือแนวคิดที่เราพยายามที่จะให้มันเป็น…”

“นอกจากนี้ ทุกวันนี้ถ้าคุณมาบ้านผม คุณจะไม่เห็นรถซูเปอร์คาร์ 60 คันแล้ว เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า ‘เสียดายเงิน’ เท่ากับว่าพอร์ตรถผมประมาณพันกว่าล้าน มันไม่ได้สร้างรายได้ (Passive Income) ให้กับผม ในทางกลับกันมันทําลายเงินผมอีกต่างหาก ด้วยเหตุผล 1.ค่าผ่อนรถ 2.จ่ายค่าต่อภาษี 3.จ่ายค่าประกัน และ 4.ต้องจ้างคนมาเป็นพิเศษอีก 3 คน เพื่อมาดูแลรถไม่ให้เสื่อมสภาพ ซึ่งผมบอกเลยนะตอนนี้ถ้าคุณไปบ้านผม คุณจะไม่เห็นรถเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะผมทยอยค่อย ๆ ปล่อยออกไปทีละคัน สองคัน ปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะผมคิดว่าพอร์ตพันล้านนี้ ถ้าเอากลับไปซื้อหุ้นปันผล ผมจะได้ 7% ต่อปี ซึ่งปีหนึ่งก็จะได้ 70 ล้าน จากรถที่ไม่ค่อยได้ใช้ จากพอร์ตประมาณพันกว่าล้าน ตอนนี้รถผมเหลือประมาณไม่ถึง 200 ล้านแล้ว ผมขายไป 80% ตอนนี้ถ้าเข้าไปบ้านผมจะเห็นเพียงแค่รถธรรมดา ซึ่งซูเปอร์คาร์ก็ยังมีเก็บ แต่เก็บสมัยก่อนคือเก็บ 10 คัน 20 คัน เดี๋ยวนี้เก็บเหลือประมาณ 2-3 คัน เอาเฉพาะคันที่เราชอบจริง ๆ อย่าง Rolls Royce ก็ยังอยู่ ตอนนี้ไปส่งลูกก็ขับ Camry เพราะ Camry เนี่ยดีที่สุด นอกจากนี้ยังมี ฮอนด้า แอคคอร์ด ด้วยที่ดี”

“และเพราะอะไรอีกรู้ไหม? เวลาไปห้างหรือไปอะไร จะไม่มีคนมายุ่งกับคุณ แต่เวลาคุณขับ Rolls Royce 50 ล้านไป จะมีคนมายุ่งกับคุณเยอะมาก คอยบริการโบกซ้ายโบกขวา ทั้ง ๆ ที่ที่จอดมีเยอะแยะมากมายไปหมด เราสามารถจอดตรงไหนก็ได้ แต่เขาต้องการให้จอดตรงนี้ ซึ่งเขาก็จะรอคุณอยู่แถว ๆ นั้น และถ้าคุณให้ทิป 20 บาท เขาก็จะไม่พอใจ แล้วถ้าเขาอยู่กัน 3 คน คุณจะต้องให้ทิป 300 บาท ดังนั้น คุณขาดทุนแล้ว 300 บาท ทั้งที่ยังไม่ทันได้เดินเข้าห้างเลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วที่จอดรถตรงนั้นมันจอดได้ฟรี แต่คุณก็ต้องให้ เพราะเขาอุตส่าห์มาโบก...แต่กลับกันตอนขับ Camry ประกัน 2 หมื่นต่อปี เติมน้ำมันพันนึง ก็วิ่งได้ไกล…”

ฉะเชิงเทรา-บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง จัดงานครบรอบ 60 ปี บริษัทในเครือไทยยาซากิ

บริษัทในเครือไทยยาซากิ จัดงานครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้งบริษัทในเครือไทยยาซากิ 60 ปี  “60 ปี ที่อยู่คู่กับสังคมชาวฉะเชิงเทรา ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน สร้างอาชีพและพัฒนาบุตรหลานของชาวฉะเชิงเทราให้เป็นคนที่มีคุณภาพ”

วันที่ 16 กันยายน 2566 ที่บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง จำกัด อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้จัดงานครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้งบริษัทในเครือไทยยาซากิขึ้น โดยมี Mr.Naomi Sawai Director & Factory Manager (TMP) ผู้จัดการบริษัท ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และพนักงานที่เกษียณอายุ ร่วมด้วย นายคเชนท์ เที่ยงมณี ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางปะกง นายพสธร พันธุ์สุวรรณ กำนันต.ท่าข้าม คุณเนาวรัตน์ เมฆสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.ท่าข้าม คุณพิชัย พันธุ์สุวรรณ ประธานสภาเทศบาลตําบลท่าข้ามรวมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมภายในงาน

บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง เป็นบริษัทในเครือไทยยาซากิ อยู่คู่กับสังคมชาวฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนาน มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ทั้งยังสร้างอาชีพและพัฒนาบุตรหลานของชาวฉะเชิงเทราให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งคนเหล่านี้ได้ย้อนกลับมาตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ เป็นการคืนคุณค่าสู่สังคมอย่างแท้จริง ในระยะเวลาแห่งการดำเนินธุรกิจ 60 ปีที่ผ่านมา ไทยยาซากิได้ผ่านปัญหาและอุปสรรคน้อยใหญ่มาอย่างมากมาย กว่าจะมาถึงวันนี้ การที่บริษัทก้าวข้ามผ่านวิกฤติการณ์เหล่านั้นมาได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมั่นคง ความร่วมมือที่ดีต่อภาครัฐ และที่สำคัญยิ่งคือความสามัคคีของคนในองค์กร ดังสโลแกนที่ว่า “บริษัทจะก้าวเดินไปพร้อมกับโลก และเราจะเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ”

ทั้งนี้ภายในงานได้มีการแสดงวีดิทัศน์ของไทยยาซากิในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา มีการแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิตสายไฟ การผลิตชิ้นส่วน การผลิตเทปพันสายไฟ และการประกอบชุดสายไฟในรถยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายไฟอีกหลายรายการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top