Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

ก.แรงงาน จัดสัมมนาเครือข่ายแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ สู่ประชาชนระดับพื้นที่

ปลัดแรงงาน เปิดสัมมนาเครือข่ายแรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงแรงงาน ไปสู่ประชาชนในระดับพื้นที่ พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณ และเข็มประกาศเกียรติคุณให้แก่อาสาสมัครแรงงานดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2566 จำนวน 79 คน

วันที่ 19 กันยายน 2566 เวลา 15.30 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาเครือข่ายแรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงแรงงาน ไปสู่ประชาชนในระดับพื้นที่ ณ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า การสัมมนาฯ ในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของกระทรวงแรงงาน ที่เล็งเห็นการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการพัฒนาจะส่งผลให้บุคลากรและเครือข่ายของกระทรวงแรงงาน มีองค์ความรู้ ประสบการณ์ มีศักยภาพและสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงแรงงาน ได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งได้มอบแนวทางในการจัดสัมมนาโดยให้มีการเรียนรู้ การศึกษาดูงาน การทำกิจกรรม และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงในโอกาสต่อไป กระทรวงแรงงาน จะผลักดันให้เครือข่ายของกระทรวงแรงงานได้รับสิทธิสวัสดิการและค่าตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการเข้าร่วมขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

ขอแสดงความยินดีกับอาสาสมัครแรงงานและบัณฑิตแรงงานดีเด่น ประจำปี 2566 และขอขอบคุณอาสาสมัครแรงงาน และบัณฑิตแรงงานทุกท่าน ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่และชุมชนให้กับกระทรวงแรงงาน ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท อุทิศแรงกาย แรงใจ และเวลาอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงแรงงานที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาฝีมือแรงงาน การฝึกอาชีพ การคุ้มครองแรงงาน และการประกันสังคม จนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและมีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม อีกทั้ง ในปีงบประมาณ 2567 กระทรวงแรงงานมีภารกิจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้อยู่ในวัยทำงานได้มีงานทำเพิ่มมากขึ้น เช่น ส่งเสริมการไปทำงานในต่างประเทศ การหาตำแหน่งงานให้กับผู้ว่างงานได้มีงานทำ การเพิ่มทักษะ เพื่อการมีรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายทุกท่าน ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวท้ายที่สุด

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครแรงงานดีเด่น ประจำปี 2566 จำนวน 75 คน และเข็มประกาศเกียรติคุณบัณฑิตแรงงานดีเด่น ประจำปี 2566 จำนวน 4 คน ได้แก่ นายกูไซพูดีน อาแด บัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส นายซำซีย๊ะ มาฮะ บัณฑิตแรงงานจังหวัดยะลา นางสาวสุณัฐฐา ยอดไกร บัณฑิตแรงงานจังหวัดปัตตานี และนางสาวสาริศา ลังคง บัณฑิตแรงงานจังหวัดสงขลา

ผบ.ตร. ร่วมพิธีมอบเงินรายได้ จัดสร้างพระพุทธโสธรรุ่น “ตร.108 ปี” ให้ 4 หน่วยงาน (มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลตำรวจ สมาคมตำรวจ และมูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ) พร้อมนำตัวแทน นรต.รุ่น 38 และภาคเอกชนร่วมบริจาคสมทบ ได้ยอดรวมกว่า 57 ล้านบาท

วานนี้ (19 ก.ย.66) เวลา 15.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีมอบเงินรายได้จากการเปิดให้เช่าบูชาพระพุทธโสธรรุ่น “ตร.108 ปี” โดยมี พล.ต.อ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นผู้แทนมอบ

ทั้งนี้ รายได้จากการเปิดให้เช่าบูชาพระพุทธโสธรรุ่น “ตร.108 ปี” จำนวนทั้งสิ้น 46,010,000 บาท ได้ถูกแบ่งบริจาคเป็น 4 ส่วน ตามวัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง ดังนี้ 

1) มอบให้ มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อปรับปรุงห้องฟอกเลือดล้างไต และจัดซื้อเครื่องฟอกเลือดล้างไต และอุปกรณ์ที่จำเป็น จำนวน 30,010,000 บาท 
2) มอบให้โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อสมทบจัดซื้อเครื่อง เพทซีทีสแกน (PET CT Scan) เพื่อประสิทธิภาพสูงในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง จำนวน 10,000,000 บาท โดยมี พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ (สบ8) เป็นผู้รับมอบแทนมูลนิธิฯ และ รพ.ตร. /
3) มอบให้ สมาคมตำรวจ เพื่อกิจกรรมสาธารณกุศล หรือสาธารณประโยชน์ จำนวน 3,000,000 บาท โดยมี พล.ต.อ.วินัย ทองสอง เป็นผู้รับมอบ  
4) มอบให้มูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว เพื่อเป็นสวัสดิการ หรือช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 3,000,000 บาท โดยมี พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล

ผบ.ตร. ยังร่วมกับ พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายานนท์ และ พล.ต.อ. มนตรี ยิ้มแย้ม เป็นตัวแทนนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 38 มอบเงินสมทบอีกจำนวน 9,800,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) จัดซื้อเครื่องเพทซีทีสแกน (PET/CT Scan) จำนวน 5,000,000 บาท / 2) บริจาคเครื่องบำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง รุ่น PrisMax จำนวน 2 เครื่อง มูลค่า 2,800,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลตำรวจ และ 3) มอบให้สมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 2,000,000 บาท โดย คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ ยังได้มีภาคเอกชนร่วมบริจาคเงินแก่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นแก่การช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีรายนามของผู้บริจาค ดังนี้ 1) บริษัท สหพิพัฒนกิจ จำกัด โดย คุณคุปโกเมน วิริยาภิรมย์กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนมอบ จำนวน 1,000,000 บาท / 2) บริษัทโรลลิ่ง คอนเซปต์ อินโนเวชั่น จำกัด  โดย คุณประสงค์ สุดอำพัน ตัวแทนผู้บริหาร เป็นผู้แทนมอบ จำนวน 500,000 บาท / 3) คุณไกรสร จันศิริ จำนวน 200,000 บาท และ 4) คุณพิพัฒน์ เตียรวัฒน์ จำนวน 200,000 บาท  รวมยอดรวมการบริจาคในครั้งนี้ทั้งสิ้น 57,710,000 บาท

‘โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์กรุงเทพฯ’ จัดพิธีไหว้ครูประจำปี 66 แม้สอนโดยครูชาวต่างชาติ แต่ไม่ละทิ้งวัฒนธรรมอันดีของไทย

โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์กรุงเทพฯ ได้จัดพิธีไหว้ครูประจำปีการศึกษาในวันที่ 14 กันยายน 2566 ภายใต้ธีม ปลูกฝังจิตสำนึกความกตัญญูในการศึกษาแบบโรงเรียนนานาชาติที่สอนโดยครูชาวต่างชาติ

การจัดงานวันไหว้ครู ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณครูและนักเรียนทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทยซึ่งได้มีการจัดขึ้นในทุกๆ ปี

โดย มร.แอนดี้ เอ็ดมอนด์ ครูใหญ่ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคุณครู นักเรียนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ตลอดจนกล่าวถึงความสำคัญของพิธีไหว้ครู เนื่องจากรีเจ้นท์เป็นโรงเรียนนานาชาติ ที่มีนักเรียนชาวต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อศึกษาจนจบระดับชั้น Year 13 นอกจากชาวไทยแล้วเรายังมีนักเรียนชาวอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์มีเนีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ

ปัจจุบันผู้ปกครองไทยนิยมส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กๆ จะยังคงธำรงวัฒนธรรมไทยอันดีงามอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะความเคารพและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

วันนี้จะพาไปดูโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ที่มีความห่วงใยถึงเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ความกตัญญู ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้ถึงขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่งดงาม จากการจัดพิธีไหว้ครู มอบพานดอกไม้ พวงมาลัย เพื่อแสดงถึงความเคารพนอบน้อมด้วยความรักที่มีต่อคุณครูทุกท่าน

ชมภาพบรรยากาศภายในงานที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เเละความซาบซึ้งใจต่อพระคุณครู ได้ที่ >>> https://youtu.be/nU9hMfZBAKU?si=w1hwlK6m6ONLs1rI

‘วัยรุ่นดูไบเกาะสมุย’ รุมทึ้งมังคุด 10 กิโลฯ ภายใน 10 นาที หลังแกะกินเองไม่เป็น จนแม่ค้าผลไม้ว้าวุ่นต้องเข้ามาแกะให้

(19 ก.ย.66) จากกรณีผู้ใช้ชื่อ นัทธิชา เด๊กใต้ แม่ค้าผลไม้ ได้โพสต์โซเชียล เป็นภาพนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลาง ประมาณ 9 คน เช่ารถจักรยานยนต์ตระเวนเที่ยวรอบเกาะสมุย ล้อมวงรุมกินมังคุด ผลไม้ไทยอย่างเอร็ดอร่อย บริเวณริมเขื่อนชายทะเลหน้าทอน พร้อมข้อความ “แบบนี้สนุกพี่เขาล่ะ…แกะไม่เป็นต้องแกะให้ดู…10 นาที 10 กิโลฯ ไอ้เราก็ว้าวุ่นเลยทีนี้ #วัยรุ่นดูไบ”

ทั้งนี้ มีผู้เข้ามาคอมเมนต์แสดงความเห็นกันหลากหลาย อาทิ

- เซอร์วิสดีเริ่ด ได้ขายของด้วย เจ๋งมากเลยค่ะ
- ขับรถผ่านอยู่ค่ะว่าเขาสุมหัวมุงอะไรกันหลังรถเต็มเลย นึกว่าวัยรุ่นนักท่องเที่ยวตีกัน พอดูใกล้ๆ แต่ละคนถือมังคุดในมือกินกันแบบหน้าเขาดูอเมซิ่งมากกันทุกคนเลย เรานี่แอบยิ้ม
- ผลไม้บ้านเราราคาถูก รสชาติก็ดีที่สุด ต่างชาติเลิฟมากๆ เขาบอก
- แขกบอกมันสุดยอดไปเลยนั่งกินมังคุดสดๆ 4 โล 100 ริมทะเลหาได้ที่นี่ที่เดียวสมุย
- ใช่ค่ะ เพราะที่ดูไบผลไม้ของไทยแพงมาก มังคุด 8 ลูกราคาเกือบ 500 บาท
- อยากจะบอกว่าที่ออสเตรีย ขายแพ็คละ 350 บาท ได้ 4 ลูก

‘ศาลอาญากรุงเทพใต้’ สั่งจำคุก ‘มานี-จินนี่’ ไม่รอลงอาญา หลังปราศรัยดูหมิ่นศาล ‘หยาบ-แรง’ แบบไม่มีมูลความจริง

(19 ก.ย.66) พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ๒ ยื่นฟ้อง นางสาวเงินตา คำแสน หรือ มานี และจิรัชยา สกุลทอง หรือ จินนี่ เป็นจำเลย ในความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม, หมิ่นประมาท, พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงในคดีหมายเลขดำที่ อ๑๔๕๑/๒๕๖๕ หมายเลขคดีแดงที่ อ๑๖๖๕/๒๕๖๖ ว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกล่าววาจาดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีว่า... 

“อันนี้ความคิดหนูเองนะ บางทีเนี่ย อ่า ที่ทำงานได้พวกเหี้ยเนี่ย ไอ้พวกพิพากที พิพากเหี้ยอะไรเนี่ย อ่า บางวันมันก็จะมีคนที่คุณธรรม มีจิตใจที่ดี คุณธรรม แล้วก็มองเห็นอนาคตของเด็ก แล้วก็เห็นอกเห็นใจเด็ก มันมีนะฮะ มันก็จะไม่มีการไต่สวนไง ไม่มีการยื่น ยื่นไปมันก็ คนนั้นยังไม่ได้มาทำงานไงพี่จินนี่ แต่วันไหนที่ยื่นก็จะโดนแต่ไอ้ตัวเหี้ยๆ ที่มานั่งรับคำสั่ง”

และ “คือ คนพวกนี้ พวกคนเหี้ยๆ ที่มานั่งรอรับคำสั่งเนี่ย โดยจิตใต้สำนึกเค้าด้วยนะคะ เค้าเป็นคนที่ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็คือลิดรอน...” และ “สารเลวอยู่แล้ว” และ “สารเลวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเรียนมาหาพ่อหาแม่หาพระแสงง้าวอะไรนะ” และ “พ่อกับแม่ขายควายส่งควายเรียน อันนี้ได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูด มาวันเนี้ย หนูถึงเข้าใจไงเนี่ยแหละไอ้พวกควายมันนั่งอยู่ข้างบนนี่แหล่ะ แล้วก็มีเหี้ยอยู่ข้างบนสั่งการนะฮะ” 

และ “ลูกเต้ามึงอ่ะไปโรงเรียน กูกลัวมันจะเอาปี๊บคลุมหัว ที่มีพ่อจังไรอัปรีย์ อย่างพวกมึง ทำงานยังไม่มีอิสระในการทำงาน ความคิดยังไม่มีอิสระเป็นของตัวเอง ถ้ามึงจะมาทำงานแบบเนี้ยมึงไปขายน้ำเต้าหู้เถอะ อีสัตว์ มึงอย่ามาเป็นผู้พิพากษาไอ้หน้าเหี้ย ตัดสินแบบนี้กูก็ทำได้ ไม่ต้องเรียนหรอกกฎหมายประเทศไทยอ่ะ กูไม่พอใจกูก็ขัง กูไม่พอใจใครก็อยากให้ให้ตายกูก็สั่งให้แม่งตายได้”

อันเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีดังกล่าว ว่าเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดีเป็นคนไม่ดี ไม่มีความเป็นกลาง และเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามทำให้บุคคลทั่วไป เข้าใจว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้พิพากษาไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณาคดี 

ทั้งนี้ การดูหมิ่นและหมิ่นประมาทผู้เสียหายดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้งสองได้ร่วมกันกระทำด้วยการกล่าววาจาโดยใช้ไมโครโฟนผ่านเครื่องขยายเสียงซึ่งใช้กำลังไฟฟ้า อันเป็นการโฆษณาโดยการกระจายเสียง โดยเครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า ต่อบุคคลที่สามซึ่งเป็นประชาชนที่สัญจรไปมาผ่านที่บริเวณหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ วันนี้ (๑๙ กันยายน ๒๕๖๖) ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาว่า “จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘, ๓๒๘ พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง, ๙ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ 

จำเลยทั้งสอง รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนโดยให้การรับสารภาพและแถลงขอโทษต่อผู้เสียหายตามคำแถลงประกอบคำรับสารภาพ ตลอดจนได้ลงประกาศข้อความขอโทษผู้เสียหายผ่านบัญชีผู้ใช้โปรแกรมเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสอง เห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน 

พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจ จำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยทั้งสองจะเขียนข้อความขอโทษผู้เสียหายและลงประกาศข้อความขอโทษดังกล่าวในบัญชีผู้ใช้โปรแกรมเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสองในทำนองว่า จำเลยทั้งสองสำนึกในการกระทำที่ได้ร่วมกันดูหมิ่นศาลและผู้เสียหายว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอันเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยทั้งสอง 

หากจำเลยทั้งสองได้ใช้ความระมัดระวัง และศึกษาข้อมูลมากกว่าในขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองคงไม่กระทำความผิด จำเลยทั้งสองทราบดีแล้วว่าศาลยุติธรรมได้อำนวยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีการเมืองซึ่งจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดไปว่าศาลไม่ให้ประกันตัวนักโทษ การเมืองและได้กล่าวถ้อยคำไม่สุภาพอันเป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้พิพากษาไปนั้น จำเลยทั้งสองกระทำไปด้วยความรู้น้อยและไม่ได้ใช้สติไตร่ตรองอย่างถ่องแท้

จำเลยทั้งสองรู้สึกสำนึกผิดและกราบขอโทษต่อผู้พิพากษาและผู้บริหารศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยจำเลยทั้งสองให้คำมั่นว่าจะไม่กระทำความผิดอีก แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองที่กล่าวถ้อยคำกล่าวหาผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายด้วยถ้อยคำหยาบคาย กล่าวหาว่าเป็นผู้พิพากษาที่มีความประพฤติไม่ดี ไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณาสั่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ได้ใช้ดุลพินิจโดยชอบของตนเอง แต่ต้องรอฟังคำสั่งจากบุคคลอื่นและมีคำสั่งไปตามที่บุคคลอื่นสั่งมา อันเป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายพิจารณาสั่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปภายใต้อิทธิพลครอบงำของบุคคลอื่น มีผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของทั้งผู้เสียหายและองค์กรศาลยุติธรรม 

ซึ่งจำเลยทั้งสองรับว่า กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นศาลไปโดยไม่มีมูลความจริง ทั้งจำเลยทั้งสองยังกล่าวถ้อยคำดังกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงอยู่ที่บริเวณหน้าที่ทำการศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของผู้เสียหายในลักษณะเป็นการข่มขู่ ต้องการให้ผู้เสียหายและผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในศาลเสียขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรศาลยุติธรรม จึงไม่เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง

โดยสรุปสำหรับกรณี ‘ศาลอาญากรุงเทพใต้’ ฟ้องและสั่งจำคุก จำเลยทั้ง 2 นั้น สืบเนื่องมาจากทั้ง 2 ได้ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมกิจกรรมและปราศรัยเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ ‘บุ้ง-ใบปอ’ ที่หน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 โดยมีถ้อยคำกล่าวหาผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และกล่าวหาว่าผู้พิพากษามีความประพฤติไม่ดี ไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดีด้วยตนเอง ต้องรอคำสั่งของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าศาลอยู่ภายใต้อิทธิพลครอบงำของบุคคลอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง-ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรศาลยุติธรรม 

‘เมย์ รัชนก’ นักแบดสาวมือ 1 ของไทย บาดเจ็บหนักที่ข้อเท้าซ้าย ประกาศถอนตัวจากการแข่งทั้งหมดในปีนี้ รวมถึงเอเชียนเกมส์ด้วย

(19 ก.ย. 66) โรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอด ออกแถลงการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ‘เมย์ รัชนก อินทนนท์’ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 7 ของโลก จำเป็นต้องถอนตัวจากทุกรายการแข่งขันในปีนี้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ เริ่มตั้งแต่กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่นครหางโจว ประเทศจีน ซึ่งกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความว่า “อาการบาดเจ็บครั้งนี้ มาจากการบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้าย เนื่องจากพื้นสนามที่ค่อนข้างลื่นในศึกฮ่องกง โอเพ่น 2023 เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

โดยหลังเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ด้วยการสแกน MRI ผลพบว่า เอ็นรอบข้อเท้าซ้ายฉีกขาด จากการปรึกษาแพทย์วิธีการรักษาไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้น 6-8 สัปดาห์ ส่งผลให้นักตบลูกขนไก่หญิงเดี่ยวมือ 1 ของไทย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายและจะกลับมาลงแข่งขันอีกครั้งในปี 2024”

ทั้งนี้ รายการสำคัญที่เหลือในปีนี้นอกเหนือจากเอเชี่ยนเกมส์ จะมีรายการระดับซุปเปอร์ 750 ที่ประเทศเดนมาร์กและฝรั่งเศส ในเดือนตุลาคม รวมถึงที่จีน ในเดือนพฤศจิกายน และมีรายการใหญ่ที่สุดอย่างเวิลด์ทัวร์ไฟนัลส์ ที่นครหางโจว ประเทศจีน ในเดือนธันวาคมอีกด้วย

‘ศิษยานุศิษย์’ ร่วมพิธีเคลื่อนสรีระสังขาร ‘หลวงปู่แขก’ กลับบางระกำ หลังกู้ร่างกลับสู่สภาพเดิมสำเร็จ จากเหตุเพลิงไหม้โลงแก้ว ปี 65

(19 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศิษยานุศิษย์และคณะศรัทธา ‘หลวงปู่แขก’ หรือ ท่านเจ้าคุณพระมงคลสุธี (ลำยอง ปภาโส) อายุ 94 ปี พระเกจิชื่อดังเมืองพิษณุโลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมรณภาพเมื่อปี 2561 และนำร่างไปทำหุ่นขี้ผึ้งที่จังหวัดเชียงใหม่ นำมาเปลี่ยนถ่ายรถทหาร บชร.3 ที่หน้าวิหารวัดใหญ่ (พระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร) เคลื่อนย้ายไปวัดสุนทรประดิษฐ์ ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร โดยมีบรรดาลูกศิษย์ทราบข่าวต่างมาร่วมพิธีพร้อมกับส่องเลขรถที่ขนย้ายหลายคัน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 65 สรีระหลวงปู่แขกได้บรรจุโลงแก้วตั้งไว้บนศาลาการเปรียญชั้น 2 ของวัด แต่กลับเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรลามไหม้สังขารหลวงปู่แขก จนเสียหายทั้งร่างเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เค้าโครงสรีระยังอยู่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านที่นับถือศรัทธาหลวงปู่แขก

ต่อมาศิษยานุศิษย์และคณะศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ นำร่างสรีระสังขารหลวงปู่แขกที่ถูกไฟไหม้ไปทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมและสมบูรณ์ที่สุดจาก จ.เชียงใหม่ กระทั่งอัญเชิญสรีระสังขารหลวงปู่แขกในรูปหุ่นขี้ผึ้งกลับสู่วัดสุนทรดิษฐ์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่แขกอายุครบ 99 ปีพอดี

โอกาสนี้ ขบวนรถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารหลวงปู่แขกยังวนรอบตลาดบางระกำ 1 รอบ ก่อนเข้าไปในวัดสุนทรประดิษฐ์ ท่ามกลางศิษยานุศิษย์โปรยข้าวตอกดอกไม้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ตั้งแต่ประตูทางเข้าวิหารวัดสุนทรประดิษฐ์

สำหรับประวัติท่านเจ้าคุณพระมงคลสุธี หรือ หลวงปู่แขก ปภาโส อายุ 94 ปี 70 พรรษา เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ ถือเป็นเกจิชื่อดังของเมืองพิษณุโลก มีลูกศิษย์ทั่วประเทศไทยให้ความเคารพและศรัทธา มีชื่อเสียงด้านปลุกเสกวัตถุมงคลและปลุกเสกน้ำมนต์

‘เศรษฐา’ ปลื้ม!! ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ขึ้นแท่นมรดกโลก ชี้!! เป็นสมบัติล้ำค่า หวังใช้ต้อนรับ นทท. เยือนไทย

(19 ก.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวแสดงความยินดีภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 45 มีมติให้ขึ้นทะเบียนแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกว่า ประธานคณะกรรมการมรดกโลก สมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยทุกคน ตนขอขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลกและองค์กรที่ปรึกษาอย่างยิ่งที่เล็งเห็นคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากลของเมืองโบราณศรีเทพ และมีมติขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันนี้ ซึ่งเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 3 พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกัน สามารถกำหนดอายุได้ก่อนประวัติศาสตร์ 

นายเศรษฐา กล่าวว่า นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่ที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสมัยทวารวดีแล้ว ยังมีลักษณะโดดเด่นกว่าเมืองในยุคเดียวกัน มีศิลปะ สถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับ ในชื่อศิลปะสกุลช่างศรีเทพ การขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและปกป้องสถานที่อันทรงคุณค่าแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และเป็นสมบัติอันล้ำค่า ไม่เพียงแต่ต่อคนทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเพื่อคนรุ่นหลังต่อไป 

ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านให้เยี่ยมเยือนแหล่งมรดกโลกเมืองศรีเทพ รวมทั้งประสานความร่วมมือในการอนุรักษ์ และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศร่วมกับประชาชนชาวไทย

‘ชัชชาติ’ นำทัพผู้บริหารกทม. เข้าพบ ‘อนุทิน’ เพื่อแสดงความยินดี พร้อมรับมอบนโยบายต่อ

(19 ก.ย.66) ที่กระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหารกทม. เดินทางเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่ง โดยนำพวงมาลัยดอกไม้ มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ในโอกาสรับตำแหน่งรมว.มหาดไทย พร้อมรายงานการทำงานของ กทม.และรับมอบนโยบายการโดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวง ร่วมหารือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการพบกันเป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง โดยนายอนุทิน ได้ทักทายนายชัชชาติ พร้อมกล่าวหยอกล้อและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ว่า "เมื่อวานนายชัชชาติ เข้าพบกับนายกฯ เป็นแบบพี่น้องกัน แต่วันนี้มาพบแบบเป็นเพื่อนกัน เพราะเป็นเพื่อนเรียนกันมา จากนั้นทั้งคู่จะชนหมัด ก่อนที่นายชัชชาติ บอกว่าจับมือดีกว่า เดี๋ยวจะไปเหมือนกับนายกรัฐมนตรี จึงได้เปลี่ยนมาจับมือแสดงความยินดีแทน โดยนายอนุทิน ได้มอบพระพุทธรูปปางลีลา เป็นที่ระลึกให้แก่นายชัชชาติ

จากนั้น นายอนุทิน ได้แนะนำคณะทำงาน อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ที่ย้ายมารับตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำให้นายชัชชาติ ระบุว่า ดีเลย จะได้ประสานทำงานกันอย่างเข้มข้น และที่ผ่านมากทม.ก็ประสานการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นอย่างดี จากนี้จะได้เดินหน้าทำงานต่อไป ทั้งนี้ใช้เวลาหารือ ประมาณ 30 นาที 

“พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ประชุมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ป้องกันทรมานและอุ้มหายฯ ชี้ ประชาชนจำนวนมากฝากความหวังไว้สูง

วันที่ 19 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ครั้งที่ 2/2566 ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการรายงานผลการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 และเพื่อพิจารณาร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับและควบคุม การแจ้งการควบคุมตัว และการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2566 และ พิจารณาร่างแบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2515 (ปท.1) 

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว ระหว่างการประชุม ตอนหนึ่งว่า “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พรก.ฉุกเฉิน ถ้าไปถามข้าราชการ ข้าราชการก็อยากจะได้ แต่ถ้าไปถามประชาชน ภาคประชาสังคม หรือท่านนายกฯ ก็จะเป็นประเด็น สำหรับประชาชนในภาคใต้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เวลาจับตามกฎอัยการศึก 7 วัน แล้วจากนั้นก็ไปอยู่ พรก.ฉุกเฉิน อีก 30 วัน  พอพ้น 37 วัน ก็ไปเริ่มเหมือนคนอื่น ไปเริ่มประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิ.อาญาฯ” 

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “คราวนี้ ในกระบวนการ 7 วัน หรือ 30 วัน การค้นหาความจริงที่สำคัญ คือ ส่วนใหญ่แล้วมีผู้ได้รับผลกระทบมากมาย ส่วนที่รัฐบาลจะต่อเวลาเนื่องจาก ครม. เราเข้ามาเร็วไป ถ้าจะต่อก็ควรจะต่อสักเดือนเดียว แล้วเมื่อจะครบระยะเวลาเดือนเดียว ก็ให้คณะ หรือให้รองนายกฯ ที่เป็นประธาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคง ลองประเมินดูว่า พอครบเดือนแล้ว จะต้องยกเลิกหรือไม่ ?  หรือจะทยอยยกเลิกตามแผน ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะอีกนาน ก็อยากให้พิจารณา และก็ พระราชบัญญัติเรื่องความมั่นคงที่ออกมาหลังปี พ.ศ.2551 ซึ่งตอนนั้นออกมาเพื่อจะยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็เหมือนว่าออก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก ยิ่งออกยิ่งใช้คู่กันไปหมด ก็เลยต่อ  และท่านนายกฯ ก็จะให้ยกเลิกที่กะพ้อ 1 อำเภอ แค่เดือนเดียว และในอีก 1 เดือน คงจะต้องมาพิจารณาว่าควรจะต่อหรือไม่ ?” 

“แต่เมื่อเกิด พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ก็อยากให้พิจารณาดูว่า มันจะมีศักดิ์สูงกว่า กฎอัยการศึก หรือ พรก. ฉุกเฉิน หรือไม่ ? เพราะว่าสิ่งที่ถูกทำให้มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ อย่างการเอาตัวไป 37 วัน เพื่อไปค้นหาความจริงจากผู้ที่จะถูกจับ ให้เขารับสารภาพ ให้เขาเล่าเรื่องพยานหลักฐาน เมื่อ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นมา กฎหมายใหม่ จะมายกเลิกกฎหมายเก่าหรือไม่ ฝากช่วยพิจารณาครับ”

“ซึ่งพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย นั้น ประชาชนฝากความหวังไว้สูง ดังนั้นกฎหมายจะดีแค่ไหน ถ้าผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่จริงจัง หรือไม่สัตย์ซื่อต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย มันจะเหมือนกฎหมายดี ๆ จำนวนมาก ที่เกิดมาแล้วไม่ได้ใช้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่คาดหวังของประชาชนครับ” พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top