Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จฯ ทรงเปิด ‘ศูนย์เลิศพนานุรักษ์’ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ป่าและพันธุ์พืช ใน จ.ระยอง

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 66 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์เลิศพนานุรักษ์ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), นายวุฒิกร สติฐิต ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด, นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด พร้อมข้าราชการและคณะผู้บริหารเฝ้ารับเสด็จฯ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เปิดเผยว่า ศูนย์เลิศพนานุรักษ์ สร้างขึ้นในพื้นที่สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด   แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานและพื้นที่สีเขียวของชุมชนในจังหวัดระยอง โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานชื่อศูนย์การเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ป่าและพันธุ์พืชในนาม ‘ศูนย์เลิศพนานุรักษ์’ หมายถึง ศูนย์เรียนรู้อันเป็นเลิศด้านการอนุรักษ์ป่า และทรงพระราชทานชื่ออาคารโดมจัดแสดงพืชเมืองหนาวว่า ‘อาคารนิทรรศน์พรรณพฤกษา’ หมายถึง อาคารจัดแสดงพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณศูนย์เลิศพนานุรักษ์แห่งนี้ โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญพระอักษรพระนามาภิไธย ‘ส.ธ.’ ประดับที่ป้ายชื่อทั้งสองอาคาร ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563

‘ศูนย์เลิศพนานุรักษ์’ พัฒนาพื้นที่โครงการบนพื้นฐานของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมของภูมิทัศน์โดยรอบ จึงออกแบบให้มีระบบนิเวศที่หลากหลาย มีป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทต่าง ๆ สอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิมของจังหวัดระยอง พร้อมสะท้อนแนวคิดหลักของการประสานกันอย่างลงตัวระหว่างอุตสาหกรรม ธรรมชาติ และชุมชน รวมไปถึงการใช้พลังงานทดแทน อาทิ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่โครงการ และมี อาคารนิทรรศน์พรรณพฤกษา เป็นพื้นที่จัดแสดงไม้เมืองหนาวที่ปลูกและดูแลรักษาให้เจริญเติบโตจากการนำพลังงานความเย็นเหลือใช้จากกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LIQUEFIED NATURAL GAS (LNG) มาใช้ในการปลูกไม้เมืองหนาว เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพต่อยอดด้านการเกษตร อาทิ ดอกทิวลิป ดารารัตน์ ไฮเดรนเยีย ได้อย่างมีคุณภาพ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามแต่ละเดือนและเปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการคืนประโยชน์ให้แก่สังคมและเสริมสร้างการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดระยอง ปัจจุบันมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมสะสม ณ เดือนกันยายน 2566 จำนวน 273,440 ราย (ข้อมูลระหว่างวันที่ 3 มกราคม - 22 กันยายน 2566)

‘ประกันสังคม’ คุ้มครองการรักษา ‘โรคมะเร็ง’ แก่ ‘ม.33-39’ ยัน!! หากตรวจพบสามารถใช้สิทธิรักษา ‘ฟรี’ 20 ชนิด

(9 พ.ย. 66) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ให้การคุ้มครองด้านการรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจนสิ้นสุดการรักษา หากเข้ารับการรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) แต่ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) และมีความจำเป็นที่ต้องให้การรักษาด้วยยารักษาโรคมะเร็ง เคมีบำบัด รังสีรักษา ให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปี

นายคารม กล่าวว่า สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง สามารถเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งได้ 20 ชนิด ประกอบด้วย…

1.โรคมะเร็งเต้านม 
2.โรคมะเร็งปากมดลูก 
3.โรคมะเร็งรังไข่  
4.โรคมะเร็งมดลูก 
5.โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก 
6.โรคมะเร็งปอด 
7.โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ใหญ่ตรง 
8.โรคมะเร็งหลอดอาหาร 
9.โรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี 
10.โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 
11.โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 
12.โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร 
13.โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบลิมฟอยด์ในผู้ใหญ่ 
14.โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในผู้ใหญ่
15.โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ในผู้ใหญ่ 
16.โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในผู้ใหญ่แบบ Acute Promyelocytic leukemia (APL) 
17.โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ในผู้ใหญ่ 
18. โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีโลมาในผู้ใหญ่ 
19.โรคมะเร็งกระดูกชนิด Osteosarcoma ในผู้ใหญ่
20.โรคมะเร็งเด็ก

นายคารม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน มุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ผู้ประกันได้คลายความกังวลเมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด สาขาทุกแห่ง หรือ สายด่วน 1506

‘น้องอิน-น้องเอม’ 2 พี่น้องเยาวชนไทยหัวใจนักอนุรักษ์ ผู้ริเริ่มโครงการอิ่มท้องน้องเต่า ช่วยชีวิตเต่าทะเล

จากโลกยุคสมัยใหม่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเทคโนโลยี่อนาคตเข้ามาและขยายวงกว้างขึ้นจนผู้คนห่างเหินธรรมชาติ สัตว์ป่าสัตว์ทะเลเริ่มลดน้อยลงเนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เกาะติดวัตถุนิยมกันมากกว่าใช้ชีวิตสัมผัสกับธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้รักและหวงแหนธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เด็กหรือเยาวชนไม่สนใจเลย เช่น นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง อายุ 16 ปี และ ด.ญ.อริสา น้องเอม ทองแตง อายุ 14 ปีสองพี่น้องที่ถือได้ว่าเป็นเยาวชนหัวใจนักอนุรักษ์ ที่ร่วมกันทำโครงการชื่อ Below the Tides: Zero Starving Sea Turtles (อิ่มท้องน้องเต่า)

โดยการเชิญชวนพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนร่วมกันอนุบาลลูกเต่าทะเล เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเต่าทะเลจาก 0.1% กรณีที่ปล่อยไปตามธรรมชาติให้สูงขึ้นถึง 70% ปัจจัยหลักในการมีชีวิตรอดคือไม่ตกเป็นเหยื่อสัตว์นักล่าอื่น ๆ ซึ่งโอกาสรอดจะอยู่ที่ขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมของลูกเต่าทะเล ซึ่งน้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม และความยาวไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ขณะปล่อยคืนสู่ท้องทะเล

นายอริณชย์ เปิดเผยว่า เกิดจากพวกตนสองพี่น้องมีความชื่นชอบสัตว์เลื้อยคลานโดยเฉพาะเต่า ที่บ้านจะเลี้ยงเต่า ทั้งเต่าบก และเต่าน้ำจืด ประกอบกับเมื่อปีที่ผ่านมาคุณแม่ได้พาไปเกาะมันใน จ.ระยอง เป็นที่ตั้งของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นสถานที่อนุบาลลูกเต่าทะเลก่อนจะปล่อยลงสู่ทะเล แห่งแรกของประเทศไทย พอได้ไปเจอและรับทราบถึงปัญหาของเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ที่กำลังเป็นวิกฤติระดับโลก รวมถึงเรื่องของการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของลูกเต่าหลังฟักออกมาจากไข่ ซึ่งทางผอ.ศูนย์วิจัยชายฝั่งทะเลฯ ตอนนั้นบอกอยากได้เงินมาอุดหนุนเพิ่มเติมมาอนุบาลเต่า ตรงนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ‘อิ่มท้องน้องเต่า’

นายอริณชย์ เผยอีกว่า ส่วนที่ชื่นชอบเต่าทะเลเพราะชอบและแปลกใจที่เต่าทะเลเกิดมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ อายุ 110 ล้านปี ซึ่งเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เพราะไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้วแต่เต่ามันสามารถมีอายุยืนและปรับตัวจนกระทั่งอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เป็นอะไรที่น่าพิศวงเลยทำให้สนใจ โดยเฉพาะเต่าทะเล มีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศใต้น้ำมาก อย่างอาทิที่ชอบกินแมงกระพรุน กินในจำนวนที่มาก ๆ ก็จะคุมระบบนิเวศไม่ให้มีแมงกระพรุนมากเกินไป ช่วยกินหญ้าทะเล เป็นควบคุมปริมาณหญ้าทะเล เพราะหากมีมากเกินไปก็จะมีผลต่อระบบน้ำทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นได้ นอกจากนั้นยังช่วยกินพวกฟองน้ำแถว ๆปะการังทำให้ตัวปะการังไม่โดนเบียดเบียนพื้นที่ทำให้เติบโตได้อย่างสวยงาม ทำให้ระบบใต้น้ำมันสมดุลย์ อีกอย่างการที่มันกินทุกอย่างเสร็จแล้วมันก็จะว่ายน้ำไปทั่วแล้วไปขยายพืชพันธุ์อย่างหญ้าทะเล ฟองน้ำในพื้นที่อื่นให้มีการเจริญเติบโตอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีก

ด้านด.ญ.อริสา เผยว่า รู้สึกดีใจภูมิใจที่ผู้ใหญ่ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของโครงการ ได้มีโอกาสเข้าพบ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยท่านบอกชื่นชมเยาวชนเด็กรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสาสนใจประโยชน์ส่วนรวม สิ่งแวดล้อม แล้วมาแอคทีฟ เปิดโครงการแบบนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างแม้จะเป็นโครงการที่ไม่ใหญ่ แต่ท่านก็มองว่าการที่เด็ก ๆ ขึ้นมาคิดทำสิ่งนี้แบบทำเองโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางโรงเรียน ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ตระหนักสนใจในเรื่องของสภาพสิ่งแวดล้อมที่กำลังมีปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันนี้ จึงมองว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงทรัพย์ฯ อยากจะสนับสนุนเยาชนให้เยอะเกี่ยวกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

ด.ญ.อริสา ยังเผยอีกว่า ทั้งนี้ท่านยังได้ถามด้วยว่าอยากให้กระทรวงฯช่วยเรื่องอะไรมากขึ้น ได้บอกไปว่าอยากให้ทางกระทรวงเพิ่มความตระหนักรู้ เพิ่มความเข้าใจในเรื่องของการดูแล รักษาเต่าทะเลให้กับประชาชนให้มากขึ้น เพราะมองว่าตอนนี้คนเข้าใจผิดว่าการปล่อยลูกเต่าทะเลตัวเท่าเหรียญบาทคืนสู่ท้องทะเลเป็นการทำบุญ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ กลับกลายเป็นการทำบาปเพราะปล่อยไปอย่างไรก็ตาย จึงอยากให้ทางกระทรวงฯช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนว่าถ้าจะให้เต่าทะเลรอดชีวิตได้ จำเป็นต้องเป็นอย่างไร ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการอิ่มท้องน้องเต่าของพวกตน คือต้องอนุบาลเต่าทะเลให้ได้ขนาดและน้ำหนักตามที่ต้องการคือ 2 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย หรือมีขนาดความยาว 30 ซม. หรือเลี้ยงประมาณ 200 วัน ก่อนปล่อยสู่ทะเล

“เพราะเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงร่วมกันคิดโครงการขึ้นมาเพื่อเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูลูกเต่าทะเล ให้มีขนาดน้ำหนัก ความยาวตามความเหมาะสม ก่อนปล่อยคืนสู่ทะเลเพื่อความอยู่รอด โดยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกเต่าจนได้ตามขนาดที่ต้องการ เป็นค่าอาหาร และค่ายา ในการอนุบาลลูกเต่า 100 ตัว เฉลี่ยตัวละ 30 บาทต่อวัน หรือ 6,000 บาทต่อตัว ตลอดระยะเวลาประมาณ 200 วัน เพื่อให้น้อง ๆ แข็งแรงพอที่จะกลับคืนสู่บ้านใต้ท้องทะเลอีกครั้ง โดยจะนำเงินบริจาคส่งมอบให้กับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งภายใต้กระทรวงทรัพยากร เพื่อนำไปใช้เป็นค่าอาหาร ยา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุบาลลูกเต่า 100 ตัว ต่อไป” ด.ญ.อริสา ระบุ

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการ ‘อิ่มท้องน้องเต่า’ - Below the Tides: Zero Starving Sea Turtles ผ่านเว็บไซต์ เทใจ เพื่อคืนความสมดุล ของห่วงโซ่อาหารในโลกใต้ทะเลได้ที่ https://taejai.com/th/d/below-the-tides-zero-starving-sea-turtles_an/

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยม หลังมอบหมายโรงพยาบาลตำรวจ เดินหน้าโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการข้าราชการตำรวจและครอบครัวทั่วประเทศ นำร่องกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มุ่งส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตแก่ตำรวจ

วันนี้ (9 พ.ย.66) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ตรวจเยี่ยมโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการข้าราชการตำรวจและครอบครัว ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ รรท.นายแพทย์ใหญ่ (สบ8) โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี รอง ผบช.ก. ประกอบด้วย พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ , พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย , พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง , พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ร่วมให้การต้อนรับ 

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้เน้นนโยบายเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงาน โดยมีความห่วงใยและตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องของการดูแลสุขภาพของข้าราชการตำรวจและครอบครัว ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และสุขจิตที่ดี ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ผบ.ตร.เล็งเห็นว่าโรงพยาบาลตำรวจซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมออกหน่วยบริการทางการเเพทย์ ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจและให้บริการด้านการแพทย์แก่ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ จึงเห็นควรให้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยมอบหมายให้โรงพยาบาลจัดโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการข้าราชการตำรวจและครอบครัว เวียนไปตามหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ นำร่องที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายนนี้ 

ซึ่งโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการข้าราชการตำรวจและครอบครัว ที่นำร่อง ณ บช.ก.ในครั้งนี้ ได้มีบริการทางการแพทย์ อาทิ ให้บริการคัดกรองความเสี่ยงทางหัวใจ , ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดกล้ามเนื้อ , ให้บริการตรวจความแข็งเเรงของกล้ามเนื้อ , การตรวจวัดความดันลูกตา , ให้บริการตรวจโรคทั่วไป , ให้บริการด้านทันตกรรม , ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ , ฝึกอบรม CPR และฝึกอบรมสัมมนา “ครูแม่ไก่” เพื่อไปสอนบุคลากรในหน่วยงาน 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า การดูแลสุขภาพของข้าราชการตำรวจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเจ็บป่วยแล้วรักษา เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ การดูแลสุขภาพก่อนป่วยเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า จึงส่งเสริมให้โรงพยาบาลตำรวจจัดทำโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการข้าราชการตำรวจและครอบครัว ลงพื้นที่ตำรวจหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อตรวจสุขภาพ และแนะนำการดูแลสุขภาพสำหรับข้าราชการตำรวจทุกหน่วย ทุกระดับต่อไป โดย ผบ.ตร.ได้กำชับให้โรงพยาบาลตำรวจศึกษาข้อมูลแต่ละพื้นที่ ว่าตำรวจแต่ละพื้นที่จะมีปัญหาสุขภาพด้านใด เพื่อจะได้ตรวจโรคและแนะนำการดูแลสุขภาพให้ตรงจุด เช่น พื้นที่นครบาล ดูแลกรุงเทพมหานคร ซึ่งสภาพการจราจรคับคั่ง ตำรวจจราจรมักมีปัญหาเกี่ยวกับมลภาวะด้านฝุ่นละออง ควันพิษ และเสียง ทีมแพทย์จึงควรให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ หรือพนักงานสอบสวนจะมีสภาวะความเครียด จึงควรดูแลเรื่องสุขภาพจิตเป็นพิเศษ เป็นต้น 

โดยในเร็วๆ นี้ ผบ.ตร.มีมีการลงพื้นที่เพื่อประชุมสัญจรในตำรวจภูธรภาคต่างๆ จะเริ่มที่ ภ.5 ซึ่งจะนำทีมแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ ไปร่วมโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ด้วย และจะทำลักษณะเดียวกันนี้กับพื้นที่ตำรวจภูธรภาคอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

'ปราชญ์สามสี' โพสต์ภาพเทียบ 'หยก' 2 เวอร์ชัน อนาคตอยากให้เป็นแบบไหน น่าจะคิดเองได้

(9 พ.ย. 66) จากเพจ 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ หากเส้นทางที่ 'หยก' เลือกเปลี่ยนไป ว่า...

ผมเชื่อว่า เยาวชนเขาน่าจะคิดได้ 
ระหว่างสองภาพนี้อนาคตของน้อง ๆ จะเป็นแบบไหน...
เลือกเอาเองนะครับ...

‘ตร.นครบาล 5’ เตรียมตั้ง คกก.สอบปมรถบรรทุกตกท่อ หวั่น!! ตำรวจพื้นที่ปล่อยปละ - มีเอี่ยวส่วยสติกเกอร์

(9 พ.ย. 66) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการให้ พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุรถบรรทุกที่ขับขี่มาถึงบริเวณปากซอยสุขุมวิท 64/1 ได้ตกลงไปในหลุมท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ขณะขับผ่านฝาครอบหลุ่มและได้เกิดทรุดตัวลงไปนั้น เป็นเหตุมีรถ 2 คัน ได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมายังปรากฏข้อมูลว่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ มีสติกเกอร์หน้ารถบรรทุก พบว่าเป็นรูปดาวมีตัวอักษร (B สีเขียว) ทำให้เกิดเป็นประเด็นที่เคลือบแคลงสงสัยต่อประชาชนโดยทั่วไปว่าเกี่ยวข้องกับส่วยสติกเกอร์หรือไม่นั้น 

พันตำรวจเอกวิทวัฒน์ จึงได้ลงนามคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบปล่อยปละละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมีมูลอันเป็นการกระทำความผิดทางวินัยตำรวจหรือไม่ โดยให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ปิดตำนาน 20 ปี ร้านสมูทที ‘Squeeze by Tipco’ แฟนผลไม้สดปั่นหวิว ขายวันสุดท้าย 28 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘Squeeze by Tipco’ ของร้านสควีซ บาย ทิปโก้ โพสต์ข้อความว่า “GoodBye Squeeze by Tipco ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่อยู่กับเราตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาต้องจากลากันแล้ว

‘Squeeze by Tipco’ แบรนด์สมูทที ผลไม้แท้เต็มแก้ว ระดับพรีเมี่ยม เปิดให้บริการมาถึง 20 ปี เราบริการลูกค้าและเสิร์ฟสมูททีที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจที่สุด พวกเราชาว Squeeze จำเป็นต้องแจ้งข่าวนี้สำหรับแฟนคลับที่รักสมูททีของพวกเรา Squeeze by Tipco จะเปิดให้บริการวันสุดท้าย คือ 28 พฤศจิกายน 2566 ทุกสาขา

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ร่วมเป็นความทรงจำดีๆ ของชาว Squeeze by Tipco ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทั้งคำชื่นชม และคำติชมต่างๆ ที่ทำให้ Squeeze by Tipco ปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาจนถึงตอนนี้ Squeeze by Tipco จะบริการลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่และสร้างความทรงจำดีๆ ให้ลูกค้า จนถึงวันสุดท้ายที่เราให้บริการ หากพนักงานทำผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยลูกค้ามากๆ ค่ะ”

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สำหรับร้าน Squeeze by Tipco (สควีซ บาย ทิปโก้) เป็นธุรกิจค้าปลีกน้ำผลไม้สดปั่น หรือ ‘สมูทที’ (Smoothie) ก่อตั้งโดย บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2547 มีสาขาอยู่ในชอปปิงพลาซ่า โรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน ทั้งบริหารเองและสาขาแฟรนไชส์ ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ทิปโก้ รีเทล จำกัด ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2566 มีสาขา Squeeze by Tipco รวม 17 แห่ง โดยที่ผ่านมามีบางสาขาทยอยปิดตัวไปแล้ว

'ดร.เอ้' ชี้!! ควรมี #องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เสียที หลังฝาบ่อกลางถนนสุขุมวิท ยุบลึก น่ากลัว รถติด เดือดร้อนลุกลาม

เมื่อวานนี้ (8 พ.ย. 66) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘เอ้ สุชัชวีร์’ ระบุว่า…

ฝาบ่อกลางถนนสุขุมวิท ยุบลึก น่ากลัว รถติด เดือดร้อนถึงบางนา

จากภาพ ลองตั้งคำถามง่าย ๆ 
1. รถบรรทุก น้ำหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ 
หรือ 2. การก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางถนนกทม. ได้มาตรฐานหรือไม่ 
หรือ 3.ไม่ได้มาตรฐานทั้งสองข้อ 

แบบนี้ก็จบกัน 

ทางป้องกัน แก้ไข ทำให้ถนนกทม.ปลอดภัย

1. กทม. ในฐานะหน่วยงานกลาง ต้องระบุได้ว่า ถนนสายใด ตรงไหนมีความเสี่ยง ไม่ปลอดภัย ทำได้ทันที เพราะมีข้อมูลครบที่สุด 

2. ใช้เทคโนโลยีสแกนใต้ถนน ตรงจุดเสี่ยง หรือ ทดสอบความสมบูรณ์ด้วยหลักวิศวกรรม ในจุดที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนมาก เช่น ถนนสุขุมวิท พหลโยธิน พระรามสอง พระรามสาม พระรามสี่ และถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า เพื่อซ่อมแชมก่อนเกิดอันตราย 

3. จริงจังกับการควบคุมรถบรรทุก เกินมาตรฐาน ที่เข้ามาทำลายถนน และปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 

4. เจ้าของโครงการก่อสร้างที่รถบรรทุกผิดกฎหมายเข้ามาส่งของให้ ควรมีโทษปรับ และรับผิดชอบ ไม่งั้นบ้านเมืองพัง 

และผมยังมั่นใจว่า ถึงเวลาเสียที ที่ประเทศไทยต้องมี #องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ มาดูแลเรื่องความปลอดภัย แก้ปัญหาซ้ำซากนี้เสียที ช่วยกันเสนอกฏหมายตั้งองค์กรนี้ที่ suchatvee.com นะครับ เราต้องช่วยกัน

ผมเสนอด้วยหลักการ และด้วยความห่วงใย
ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียครับ 

ศาตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

นราธิวาส-รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ตรวจเยี่ยม ศปก.อ. และ ชคต. พื้นที่ จ.นราธิวาส ย้ำกำลังพลต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา และไม่ประมาท พร้อมปฏิบัติงานทันต่อสถานการณ์

พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) และ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ, อำเภอยี่งอ, อำเภอตากใบ, อำเภอเมืองนราธิวาส เพื่อรับทราบการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พร้อมสอบถามปัญหาข้อขัดข้อง และร่วมหารือแนวทางการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีผู้แทนสำนักอำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมติดตามคณะฯ และมีผู้แทนหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ร่วมให้การต้อนรับ

โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอบาเจาะ และ อำเภอยี่งอ  จังหวัดนราธิวาส เพื่อรับฟังการดำเนินงานและรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของชุดคุ้มครองตำบลกาเยาะมาตี และ ชุดคุ้มครองตำบลลูโบ๊ะบือซา พร้อมย้ำว่าได้นำข้อห่วงใยจาก พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะผู้บังคับบัญชา มายังเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลในพื้นที่ พร้อมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ภาพรวมมีความเข้มแข็ง แม้มีการปรับลดอัตราเจ้าหน้าที่ก็ตาม พร้อมย้ำว่ากำลังพลต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ประมาท มีสติ เพราะบางพื้นมีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายจุด กำชับต้องบูรณาการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อดูแลพื้นที่ร่วมกันให้มีความรัดกุมและปฏิบัติตามแผน 3 นอก 4 ใน อย่างเคร่งครัด เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่

จากนั้น รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังการดำเนินงานและรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของชุดคุ้มครองตำบลเกาะสะท้อน, ชุดคุ้มครองตำบลไพรวัน และ ชุดคุ้มครองตำบลกะลุวอ จังหวัดนราธิวาส  โดยกำชับกำลังพลทุกนายต้องทำการลาดตระเวนเส้นทางตลอดเวลา รู้จักสังเกต วิเคราะห์ วางแผนการปฏิบัติงานให้รอบคอบ และต้องเตรียมพร้อมร่างกาย และจิตใจอยู่เสมอ พร้อมย้ำว่าให้นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน และนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการลาดตระเวนรอบฐานปฏิบัติการ กำชับต้องหมั่นซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และการปรับแผนปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้จริง ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ

ผบ.ตร.สรุปผลงานรอบ 1 เดือน ขับเคลื่อนนโยบาย 10 ข้อ เน้นหนัก 4 ข้อ จับกุมอาญา 39,273 คดี ปราบปรามคดีออนไลน์ ยาเสพติด อาวุธปืน มาตรการท่องเที่ยวสนองนโยบายรัฐบาล และขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win (Police’s Home) พร้อมฝากเว็บ “ฉลาดโอน” ป้องกันภัยฉ้อโกงออนไลน์

วันนี้ (9 พ.ย.66)  ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. สรุปผลการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการ 10 ข้อ 4 นโยบายเน้นหนัก และนโยบาย “Quick Win” (Police’s Home) ในห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 - 31 ต.ค.66)   ซึ่ง ผบ.ตร. ได้ลงเร่งรัด ลงพื้นที่ ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เป็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนี้

1. การบังคับใช้กฎหมายและอาชญากรรม
1.1 สถิติคดีอาญา 4 กลุ่ม (เฉพาะเดือน ต.ค.66) 43,512 คดี จับกุมได้ 39,273 คดี คิดเป็น 90.25% แบ่งเป็น
- คดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย 1,329 คดี จับกุม 1,107 ราย
- คดีเกี่ยวกับทรัพย์ 4,918 คดี จับกุม 3,657 คดี
- คดีฐานความผิดพิเศษ(ค้ามนุษย์,ลิขสิทธิฯ) 767 คดี จับกุม 375 คดี
- คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย  28,362 คดี จับกุม 29,180 คน

1.2 ตร.ได้สั่งการให้ ระดม กวาดล้างฯ ในห้วงวันที่ 9 - 11 ต.ค.66 ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยผลการระดมกวาดล้าง ได้ทำการตรวจค้น จำนวน 3,224 จุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1,593 ราย  ของกลางเป็นอาวุธปืนรวมจำนวน 2,008 กระบอก แบ่งเป็น
 - อาวุธปืนมีทะเบียน จำนวน 219 กระบอก
 - อาวุธปืนไม่มีทะเบียน จำนวน 1,789 กระบอก (แบลงค์กัน จำนวน 528 กระบอก / บีบีกัน 202 กระบอก)
 - กระสุนปืนจำนวน 75,973 นัด
และได้ทำการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน รวม 291 บัญชี

2. นโยบายเน้นหนัก
2.1 มาตรการดูแลนักท่องเที่ยว ดำเนินการตามนโยบาลรัฐบาลโดยการฟรีวีซ่า จีน คาซัคสถาน อินเดีย ไต้หวัน เพิ่มการขยายระยะเวลาอยู่ในไทยให้รัสเซีย (ผ.90) ระงับการแจ้งใช้บัตร ตม.6 ด่าน ตม. สะเดา โดยสถิติคนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศไทย ภาพรวม 2566 (1 ม.ค.-1 พ.ย.66)  26,257,809 ราย โดยมีคนมาเลเซีย จีน ลาว อินเดีย เกาหลีใต้ เข้าประเทศสูงสุด 5 อันดับแรก และคาดว่าจะจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยากต่อเนื่อง

2.2 ยาเสพติด เน้นหนักมาตรการป้องกันปราบปรามยาเสพติด เฉพาะเดือน ต.ค.66 จับกุมคดียาเสพติดได้ถึง 16,418 คดี ผู้ต้องหา 16,102 ราย พร้อมสั่งการให้ขยายผลสืบสวนถึงเครือข่าย และใช้มาตรการริบทรัพย์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 

2.3 อาชญากรรมออนไลน์ ยังคงขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปราม ควบคู่กับการให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนในการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีสถิติรับแจ้งความออนไลน์ (ตั้งแต่ 1 มี.ค.65-31 ต.ค.66) เป็นคดีออนไลน์ 354,635 คดี อายัดได้ทัน 1,316 ล้านบาท  ความเสียหายรวม 48,137 ล้านบาท โดยมี 3 ประเภทคดีสูงสุดได้แก่ คดีหลอกซื้อขายสินค้าและบริการฯ(ไม่เป็นขบวนการ), หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน, หลอกให้กู้เงิน 

 2.4 การสร้างขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา การมอบรางวัลอัศวินแหวนเพชร, การมอบรางวัลสืบ ภ.2, มอบเงินวิจัย รร.นรต., การมอบพระประจำหน่วยคอมมานโด, การตรวจสถานีตำรวจ สภ.หนองปลิง จว.นครสวรรค์, สภ.แม่ยาว จว.เชียงราย, ด่าน ตม.เชียงแสน  และลงพื้นที่ความมั่นคง จว.ปัตตานี, จว.ยะลา

3. นโยบาย Quick Win “Police’s Home : เราดูแลคุณ เพื่อให้คุณดูแลประชาชน”
3.1 การปรับทรงผมและมอบเสื้อกั๊ก
- ผบ.ตร.ได้ลงนามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจเมื่อแต่งเครื่องแบบ พ.ศ.2566 ปรับแก้ไขให้มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ  เจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ หรือภารกิจแต่ละหน่วย โดยให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยพิจารณาตามความเหมาะสมได้เอง เช่น การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ฝ่ายสืบสวนหาข่าว หรือป้องกันปราบปรามยาเสพติด
- ผบ.ตร.มอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสง สีเขียวอมเหลืองแบบใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ปฏิบัติงานในสถานีตำรวจ นำร่องพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หรือพื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เพื่อให้ตำรวจใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

3.2 การลดขั้นตอนการรายงาน
โดยการจัดสรรกำลังให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ สร้างระบบและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ลดภาระงานทบทวนระเบียบ คำสั่ง ตร.ที่ 419/2556 หรือการรายงานที่ไม่จำเป็น (โดยให้รายงานเหตุฯ ศปก.เพียงแห่งเดียว) หรือไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่

3.3 การจัดหาบ้านพัก
สั่งการให้ทุกส่วนสำรวจข้อมูลห้องพักอาศัยข้าราชการตำรวจทุกแห่ง ดำเนินการผู้ที่หมดสิทธิพักอาศัย และจัดสรรให้กับข้าราชการตำรวจผู้มีสิทธิต่อไป พร้อมสำรวจความต้องการห้องพัก ศึกษา การก่อสร้างที่พักอาศัยให้กับข้าราชการตำรวจเพิ่มเติม 

3.4 การแต่งตั้ง
ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในระดับ ผบช. ถึง ผบก. เป็นการแต่งตั้งที่โปร่งใส และได้รับการชื่นชมอย่างดีจากทุกภาคส่วน ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคใหม่ และสั่งการให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในทุกหน่วยให้ถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และข้อกำหนด ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัด ให้คำนึงถึงประโยชน์ทางราชการ ภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนความสุขของประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาอาชญากรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น 

3.5 การจัดตั้งศูนย์อาชญากรรมพิเศษ 11 ศูนย์ 
ผบ.ตร. ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 600/2566 เรื่องการมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ รอง ผบ.ตร., จตช., ผู้ช่วย ผบ.ตร และรอง จตช. ในงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษและศูนย์ปฏิบัติการ ตร. โดยยกเลิกศูนย์ฯ ของเดิม 8 ศูนย์ คงเหลือศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษและศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจ 11 ศูนย์  มอบหมายให้ รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร.ขับเคลื่อน โดยเน้นให้กำลังพลได้ทำหน้าที่ต้นสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ด้านอื่นๆ การออกแนวทางรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย และการขับเคลื่อนป้องกันปราบปรามหนี้นอกระบบและการดูแล รปภ. นักท่องเที่ยว และควบคุมสถานบริการฯลฯ

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ขอฝากประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ “ฉลาดโอน”  chaladohn.com ที่ช่วยเหลือประชาชน เพื่อป้องกันภัยการฉ้อโกงออนไลน์ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลมิจฉาชีพได้แก่ เลขบัญชีธนาคาร / เบอร์โทร / SMS หลอกลวง เว็บไซต์ฉลาดโอนช่วยให้ประชาชนมีเครื่องมือสำหรับใช้ในการตรวจสอบข้อมูลมิจฉาชีพ เป็นเสมือนศูนย์กลาง ในการตรวจสอบข้อมูลของมิจฉาชีพที่อยู่ทั้งในและนอกประเทศ โดยมี 4 ฟังก์ชั่นการทำงาน ได้แก่ ระบบเช็คก่อนโอนตรวจสอบข้อมูล / ระบบแจ้งคนโกง / ระบบช่วยรวมหลักฐาน รับฟัง จัดลำดับเหตุการณ์ / ระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย โดยระบบจะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 8 พ.ย.66 เป็นต้นไป โดยพบว่า มีประชาชนเข้าไปเช็คคนโกงกว่า 3,389,840 ครั้ง เช็คตัวต้นผู้ขายกว่า 24,629 ครั้ง แจ้งคนโกงกว่า 410,900 ราย มีสมาชิกจำนวนกว่า 32,412 ราย

ขอให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ฉลาดโอนทุกครั้งก่อนโอนเงิน และหากมีข้อมูลมิจฉาชีพ กรุณาช่วยแจ้งข้อมูลให้เว็บไซต์ฉลาดโอนเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนท่านอื่นถูกหลอกโอนเงินเพิ่ม ทุกข้อมูลที่ท่านส่งมา ล้วนมีประโยชน์ และสามารถลดอาชญากรรมออนไลน์ในสังคมของเราได้ ผบ.ตร. มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่เพื่อให้สังคมสงบสุข และลดเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือน้อยที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top