Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้ง CALL CENTER ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 รรท.ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.ตม.6 รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1.รวบหนุ่มไต้หวัน-ญี่ปุ่น ตั้ง CALL CENTER ในไทย หลอกประชาชนผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นหลายราย 
บก.สส.สตม. ได้จับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ขบวนการแก๊ง CALL CENTER จำนวน 4 ราย ดังนี้ 
1.นายเฉิน (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไต้หวัน (เพิกถอนวีซ่า)
2.นายเหอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไต้หวัน (OVERSTAY)
3.นายไดซูเกะ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า)
4.นายทาโร่ (นามสมมติ) อายุ 41 ปี สัญชาติญี่ปุ่น (เพิกถอนวีซ่า)
ผู้ต้องหารายที่ 1,3 และ 4 ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผู้ต้องหายที่ 2 ถูกจับกุมในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม. ได้รับประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและญี่ปุ่น กรณีแก๊ง CALL CENTER กลุ่มหนึ่ง ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด บก.สส.สตม.จึงได้สืบสวนติดตามผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าว มาดำเนินคดีตามกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำความผิดคือ ขบวนการแก๊ง CALL CENTER มีคนไต้หวันทำหน้าที่ เป็นหัวหน้าทีม และคนญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นพนักงาน โดยพนักงานคนญี่ปุ่นจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อหลอกลวงคนญี่ปุ่น และรับหน้าที่จัดหาคนญี่ปุ่น ซึ่งบินจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นพนักงาน CALL CENTER ในประเทศไทย โดยจะให้ส่งข้อความโทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP ไปยังผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งฐาน CALL CENTER อยู่ในหมู่บ้านหรูสองหลังติดกันใน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น พบคนต่างด้าว จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายเฉิน (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติไต้หวัน 2.นายเหอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี สัญชาติไต้หวัน 3.นายไดซูเกะ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติญี่ปุ่น พร้อมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 11 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 2 เครื่อง บัตรกดเงินสด และบัตรเครดิต จำนวน 5 ใบ และสคริปต์บทสนทนาที่ใช้สำหรับการพูดคุยกับผู้เสียหายและแบบฟอร์มกรอกข้อมูลผู้เสียหายฉบับภาษาจีนและญี่ปุ่น จำนวนหลายชุด

จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวทั้ง 3 คน ปรากฏดังนี้
1. นายเฉิน (นามสมมติ) สัญชาติไต้หวัน เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2566 ประเภทวีซ่า นักท่องเที่ยว 60 วัน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด 
2. นายเหอ (นามสมมติ) สัญชาติไต้หวัน เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2566 ประเภทวีซ่า นักท่องเที่ยว 60 วัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 1 ก.ค.2566 (OVERSTAY)
3. นายไดซูเกะ (นามสมมติ) สัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2566 ได้รับการยกเว้นวีซ่า ประเภท ผ.30 การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้เสนอ ผบก.สส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ นายเฉิน และนายไดซูเกะ เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือ ความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) ประกอบกับมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อ กักตัวรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และจับกุมนายเหอ ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) นำตัวส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

จากการสืบสวนขยายผลพบว่า หัวหน้าของขบวนการดังกล่าวเป็นคนไต้หวัน ซึ่งสั่งการมาจากประเทศไต้หวัน  มีนายเหอเป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการจัดหาบัญชีม้า และควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER รวมถึงการประสานงานกับผู้ร่วมขบวนการในการหาคนญี่ปุ่นเข้ามาทำงานเป็นพนักงาน CALL CENTER นอกจากนี้ นายเหอ ยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการไต้หวันจำนวน 2 หมาย ในข้อหานำเข้ายาเสพติดและฉ้อโกง ส่วนนายเฉิน เป็นรองหัวหน้า ทำหน้าที่ในการควบคุมพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่พนักงาน CALL CENTER   ในการจัดหาข้อมูลของประชาชนชาวญี่ปุ่น เพื่อส่งให้กับพนักงาน CALL CENTER ใช้ในการโทรหลอก และนายไดซูเกะ ทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER ในการพูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น และหากหลอกผู้เสียหายได้จะทำการจดบันทึกข้อมูลของผู้เสียหายลงในแบบฟอร์ม 

บก.สส.สตม.ยังได้ขยายผลร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันและเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นที่ประจำประเทศไทย พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีคนไต้หวันเป็นหัวหน้าทีมและมีการนำคนชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำหน้าที่เป็นพนักงาน CALL CENTER แล้วจำนวนหลายราย โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังสืบทราบอีกว่า นายทาโร่ สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดหาคนญี่ปุ่นมาทำ CALL CENTER หลบหนีไปอยู่ที่ จ.กระบี่ จึงสืบสวน จนทราบว่า หลบหนีอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จากการตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ทราบว่า นายทาโร่ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2566 คนอยู่ชั่วคราว (NON-90) การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด จึงได้เสนอให้ ผบก.สส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายทาโร่ จากนั้นได้พบตัวนายทาโร่ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.กระบี่ จึงได้แจ้งให้นายทาโร่ ทราบ และนำตัวส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้ต้องหารายอื่นของขบวนการนี้ 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น จะได้ทำการออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาในไต้หวันและประเทศญี่ปุ่นต่อไป 

'เพจดัง' รับหลักฐานร้องเรียน อดีต ผอ.โรงเรียนในจันทบุรี พบถูกคนสนิท สส. 'คุกคาม-กลั่นแกล้ง' จนต้องออกจากงาน

(8 พ.ย. 66) เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร โพสต์ข้อความว่า

#ทุกคนคะ เมื่อคืนหนูส่งพี่ เค เสื้อแดง ลงพื้นที่นัดพบกับ อดีตผอ.รร. แห่งหนึ่งใน จันทบุรี เพื่อรับหลักฐานร้องเรียน ถูกคนสนิท สส. คุกคามและกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงาน

เบื้องต้นรายละเอียดเยอะมากกกกก อาจต้องประสานหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย ถ้ามีอะไรอัปเดตจะรีบแจ้งค่ะ

พี่โจ๊ก ควง ผู้ว่าชัชชาติ ตรวจสภาพการจราจรพื้นที่สามเสน นางเลิ้ง ดูสภาพความเป็นจริง และให้กำลังใจตำรวจจราจรในพื้นที่

วันนี้ (วันพุธที่ 8 พ.ย.66) เวลาประมาณ 06.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) รับผิดชอบงานจราจร พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันลงตรวจสภาพการจราจรในพื้นที่เขตสามเสน นางเลิ้ง ของกรุงเทพมหานคร ใน ถ.สามเสน , ถ.ราชดำเนิน , ถ.จรัญสนิทวงศ์ , สะพานพระราม 8 , สะพานกรุงธนบุรี เป็นหลัก ร่วมกับ พล.ต.ท.นิธิธร จิตกานนท์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. (อดีต ผบก.จร.) , พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รรท.รอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบงานจราจร, พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ รรท.ผบก.จร., พ.ต.อ.จิรกฤต จารุณภัทร์ รอง ผบก.จร., พ.ต.อ.กมล นุ่นหอม รอง ผบก.น.1 , พ.ต.อ.จามร ทองพัน ผกก.กก.1 บก.จร. , พ.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.สามเสน และ พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.นางเลิ้ง เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริง โดยลงพื้นที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนหลักบนถนนสามเสน ที่มีผู้ปกครองเดินทางมาส่งบุตรหลานเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลต่อสภาพการจราจรบนถนนสามเสน ต่อเนื่องแยกซังฮี้ ที่ข้ามมาจากฝั่งธนบุรีได้ แต่ก็พบว่าทาง สน.สามเสน ได้ร่วมกับสำนักงานเขตดุสิต และ สมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ช่วยกันอำนวยความสะดวกการจราจร ดูแลบุตรหลานและประชาชนบริเวณดังกล่าวได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ไม่มีปัญหารถสะสมบริเวณหน้าโรงเรียนแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้ไปตรวจสภาพการจราจรบริเวณสะพานกรุงธนบุรี , แยกบางพลัด , ถ.จรัญสนิทวงศ์ , ถ.ราชดำเนิน และ แยก จปร. ตรวจเยี่ยมให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ มอบกาแฟกระป๋อง ไว้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร.(มค) เปิดเผยว่า ท่าน ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้รับผิดชอบดูงานจราจรภาพรวมทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้ก็ได้รับรายงานถึงปัญหาการจราจรต่าง ๆ มาแล้ว วันนี้จึงตัดสินใจลงมาให้เห็นด้วยสายตาตัวเอง และต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน พ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันปัญหาการจราจรเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของประเทศ ที่ตำรวจต้องร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกันแก้ไขปัญหา จะทำเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้ โดยคิกออฟด้วยการสั่งให้สำรวจสภาพปัญหาทางกายภาพ ปัญหาภูมิประเทศ ที่ส่งผลต่อการจราจร ทำให้การจราจรติดขัด ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น พื้นผิวการจราจรที่ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ แล้วประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมกันช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เอง จะลงมาช่วยเสริมเติมเต็มในการช่วยประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียง โดยเฉพาะในส่วนของ กทม. ซึ่งได้หารือร่วมกับ นายชัชชาติฯ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจร และการลดอุบัติเหตุ

ส่วนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย มีกฎหมายใหม่ออกมาหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับเป็นพินัย ที่ออกมาเพื่อให้สอดคล้องและคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย.66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็จะไปเข้าพบปรึกษาหารือกับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ ประธานกรรมการว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แนวทางในการปฏิบัติงานและจะมีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ลูกน้องมีความเข้าใจ มีความมั่นใจ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะบังคับใช้อย่างไร การบังคับใช้กฎหมายเราต้องทำเพื่อการจัดการจราจร จัดระเบียบสังคม ต้องไม่ทำเพื่อหวังเงินค่าปรับหรือเงินรางวัล และการตั้งด่านจราจรก็ทำเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมุ้งเน้นเป้าหมายที่การลดอุบัติเหตุ และให้การกระทำความผิดลดลงและหมดไป ทั้งนี้เรายังต้องตั้งด่านตามปกติ แต่ต้องไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ที่ด่านจราจร เพราะด่านคือตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เห็นด่านต้องวิ่งเข้าด่าน เพราะเขามั่นใจในความปลอดภัย

ในเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุจราจรต่าง ๆ ต้องลดลง และต้องลดลงอย่างมีนัยนะสำคัญ ไม่ใช่ลดลงด้วยการทำตัวเลข ต้องเอาเรื่องจริงมาพูดคุยกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็จะมาช่วยเสริมเติมเต็ม ซึ่งที่ผ่านมาในพื้นที่ก็ช่วยกันทำงานดีอยู่แล้ว และในวันนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยท่าน ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็ได้เตรียมการ เตรียมแผนในเทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว จุดประสงค์เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย มีความเชื่อมั่น มีความมั่นใจ และกลับมาทำงานด้วยความปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย สร้างวินัยจราจร สิ่งใดที่เป็นควิกวินที่ต้องรีบทำ ต้องเร่งดำเนินการ เช่น การรณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อค การรณรงค์เมาไม่ขับ เรื่องฟุตบาท ทางเท้าต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน ประชาชนมีความเชื่อมั่น

สุดท้ายในการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ ดูการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนข้าราชการตำรวจ ก็จะได้นำความห่วงใยจากท่าน ผบ.ตร. ลงไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สร้างขวัญและกำลังใจ ช่วยเสริม เติมเต็มเป็นสำคัญ ต่อไป 

เชียงรายเปิดปฏิบัติการ 'เชียงรายฟ้าใส' เพื่อจัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ พร้อมออกตรวจ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของรัฐบาล จับคาราโอเกะค้ากาม พบเด็กอายุ 13 ปี

จังหวัดเชียงรายได้รับเรื่องร้องเรียนจาก องค์กรเอกชนด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ว่าสถานประกอบการร้านลาภ คาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องการตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต เปิดและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด และยินยอมให้แสวงหาประโยชน์ทางเพศกับพนักงานของตนซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี อันเข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เวลา 22.30 น. นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงได้สั่งการให้นายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1  และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1ร่วมกับ นายศัพทนา อินต๊ะ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองเชียงราย รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองเชียงราย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองเชียงรายที่ 3 กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และ ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย เข้าตรวจสอบ โดยได้มีการสืบสวนและตรวจสอบข้อมูลแล้วน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงได้ทำการวางแผนและเข้าจับกุมโดยวิธีล่อซื้อบริการทางเพศกับเหยื่อเป้าหมาย 

ต่อมาเวลาประมาณ 22.20 น. สายลับได้ทำการล่อซื้อ จำนวน 2 ราย และพาเหยื่อเป้าหมายมาที่โรงแรมฯ เมื่อรวบรวมหลักฐานจนเชื่อว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ทางชุดจับกุมได้เข้าทำการช่วยเหลือเหยื่อที่คาดว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้สำเร็จจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเหยื่อ 1 รายมีอายุเพียง 16 ปี และต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน ชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบภายในร้านดังกล่าว พบหญิงให้บริการเพิ่มเติมอีก 5 ราย ดื่มกินกับลูกค้าด้วยความสนุกสนาน และ ได้ขอตรวจสอบ พบหญิงให้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี อีก 2 คน ซึ่งมีอายุ 16 ปี 1 คน และพบเด็กอายุ 13 ปี 1 คน ให้บริการกับแขกภายในร้าน และได้ควบคุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันตั้งร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร

หรือน่าจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำความผิด, ร่วมกันบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็ก แสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะ ลามกอนาจาร ไม่ว่าว่าจะเป็นไปเพื่อได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด, ร่วมกันเป็นนายจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18ปี เป็นลูกจ้าง โดยไม่แจ้งการจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน, ร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมเป็นธุระจัดหา หรือชักพาไปซึ่งคนใดเพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี ทั้งนี้สำหรับข้อหาค้ามนุษย์ อยู่ระหว่างการสอบสวนพนักงานบริการจำนวน 7 คน โดยทีมสหวิชาชีพต่อไป 

เชียงใหม่-รมว.ยุติธรรม แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ยึดของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผนึกกำลังฝ่ายตำรวจ ทหาร ปกครอง และ ป.ป.ส. แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ต้องหา 3 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เวลา 11.00 น.พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.อ.วิชาญ  สุขสง ที่ปรึกษา รมว.ยธ.,นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ที่ปรึกษา รมว.ยธ., นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วย รมว.ยธ. ,นายนิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่, พล.ต.ท.ภาณุรัตน์  หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.เลขาธิการ ป.ป.ส., นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ป.ป.ส., พล.ต.ต.กฤตธาพล  ยี่สาคร รรท.ผบช.ภ.5 ,พล.ท.นฤทธิ์  ถาวรวงษ์  มทน.3/ผอ.ศอ.ปส.ชน., พล.ท.เสนีย์  ศรีหิรัญ  ผทค.พิเศษ ทบ.,พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์  รรท.รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.วีรชน  บุญทวี รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล  กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รรท.รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ดุลเดชา  อาชวะสมิตระกูล รรท.รอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.ธวัชชัย  พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,พล.ต.ต.วรพงศ์  คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , พ.อ.อัศพงษ์ นิลพันธ์ เสธ.ศอ.ปส.ชน.,พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กกล.ผาเมือง ,พ.อ.เกียรติอุดม นาดี รอง เสธ.กกล.ผาเมือง  และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 2 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ 

พฤติการณ์ของคดีดังนี้ ก่อนเกิดเหตุ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ได้บูรณาการประสานการปฏิบัติด้านข้อมูลข่าวสารยาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนทราบว่าจะมีกลุ่มขบวนการลับลอบค้ายาเสพติดทำการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนไปส่งให้กับกลุ่มขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงสั่งการให้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนออกทำการสืบสวนติดตามจับกุม ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจกลุ่มขบวนดังกล่าว ใช้รถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ในการขนลำเลียงยาเสพติด และใช้รถยนต์กระบะทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ในการนำทางตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทางลำเลียงยาเสพติด จึงได้ประสานกับศูนย์ควบคุมและสั่งการการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5 ตรวจสอบและวิเคราะห์เส้นทาง พร้อมทั้งดำเนินการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เข้าร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2566 พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ขับผ่านในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง - อ.แม่จัน จว.เชียงราย - อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น 

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ  โดยตั้งเป้ากวาดล้างยาเสดติดให้ลดน้อยลงและหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย รักษา ดูแล และส่งคืนเขากลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปเสพ จนถึงการตรวจยึดยาเสพติดและยึดทรัพย์  ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย  

พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง  ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่และท้าทายอย่างมาก  หากทำได้สำเร็จจะสามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนได้  เช่นเดียวกับการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ที่มีของกลางยาบ้ากว่า 5 ล้านเม็ด  ซึ่งหากปล่อยให้หลุดรอดไปได้  จะส่งผลเสียหายกระทบตามมาเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน  จึงขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสกัดจับเครือข่ายครั้งนี้ได้

ด้าน พลตำรวจตรี กฤตธาพล ยี่สาคร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 เปิดเผยถึงการจับกุมในคดีนี้ ว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 พบว่ารถยนต์คันดังกล่าว ขับผ่านพื้นที่ อ.ไชยปราการ, อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยมีรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับขี่ในลักษณะนำหน้ามาโดยตลอด โดยรถยนต์ทั้ง 2 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่  อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ออกทำการตรวจสอบตามเส้นทางที่คาดว่ารถยนต์ทั้ง 2 คันจะขับผ่าน จนกระทั่งเวลา 04.30 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ จอดอยู่บริเวณถนนเลียบลำน้ำปิง ใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ ถนนป่าตัน ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ โดยในกระบะหลังมีลักษณะเป็นโครงเหล็กเสริมและใช้ผ้าใบคลุม ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ได้รับแจ้งว่ามีการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เรียกให้หยุดรถและได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 

และได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะคันดังกล่าว พบนายณัฐพล สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถาม  นายณัฐพลฯ โดย นายณัฐพลฯ ได้ให้การยอมรับว่า ตนได้ลำเลียงยาเสพติดจริง จากนั้นจึงได้ขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 5,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหลัง รถยนต์กระบะ และในเวลาต่อมาไม่นาน ได้พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด 

จึงได้เรียกให้หยุดรถ และได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น พบในรถยนต์กระบะคันดังกล่าวมี นายธนภัทร สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ และนายประสิทธิ์ สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้โดยสารมาด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอทำการตรวจค้นตัว  ผลปรากฏไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยทั้งสองได้ให้การยอมรับสารภาพว่า ทั้งสองเป็นผู้ขับขี่รถยนต์นำทางให้กับนายณัฐพลฯเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทาง จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพงส.สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้กำหนด Kick Off การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล 2 เรื่อง ประกอบด้วย การพิจารณาใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10) ในการกำหนดพื้นที่พิเศษ และโครงสร้างเฉพาะ เพื่อดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหาการนำเข้ายาเสพติดรุนแรง ใน 15 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และนครพนม

โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งคิดเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ของการนำเข้าทั้งหมดในห้วงปี 2565 ที่ผ่านมา  ซึ่งหากเราสามารถสร้างแนวทางสกัดกั้นที่เข้มแข็งตรงจุดเหล่านี้ได้ จะช่วยลดปริมาณยาเสพติดที่นำเข้าสู่ประเทศไทยได้จำนวนมาก  ขณะเดียวกันจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ Quick Win ในการนำผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการสำรวจกว่า 32,000 คน เข้ารับการบำบัดรักษา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และขอฝากประชาชนทุกคนร่วมกันเป็นหูเป็นตา ดูแลครอบครัว คนใกล้ชิด ชุมชน หากพบเห็นเบาะแสยาเสพติดสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. 1386

'สำนักพุทธฯ' ประสาน 'ตร.ไซเบอร์' จัดการเพจดัง ใช้ AI ทำภาพพระ 'เล่นกีตาร์-แข่งจยย.' ไม่เหมาะสม

(7 พ.ย. 66) นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พศ.ทำหนังสือถึงตำรวจไซเบอร์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบข้อมูล หลังจากที่ พศ.ตรวจพบมีเพจเฟซบุ๊กนำเสนอรูปภาพที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้นมาจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นภาพพระภิกษุกำลังเล่นดนตรี 9 ภาพ โดยอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของทางคณะสงฆ์ และอาจทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความไม่สบายใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

นายสุพัฒน์ กล่าวว่า พศ.จึงขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อดำเนินการนำภาพที่ไม่เหมาะสมออกไป พร้อมกันนี้พศ.กำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพเอไอ พระสงฆ์แข่งจักรยานยนต์ เพื่อประสานตำรวจไซเบอร์ดำเนินการต่อไปด้วย

โฆษกพศ. กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่ามีผู้ใช้เอไอไปสร้างภาพที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อคณะสงฆ์เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้ที่พบเห็นภาพดังกล่าวได้ และถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่มีการนำเอไอมาใช้สร้างภาพของพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียแล้วนำส่งต่อในโลกออนไลน์ หากพบภาพที่สงสัยว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียจริงหรือไม่ สามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทร 0-2441-7992

‘แพทย์’ เตือน!! ไถฟีด ‘TikTok-Reels’ อาจกระตุ้นโรคจิตแฝง แนะ!! เล่นมากๆ จนเห็นภาพหลอน-สับสน ให้รีบพบจิตแพทย์

เมื่อวานนี้ (6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า

“เจอ case เล่น TikTok และ Reel กระตุ้นโรคจิตแฝง

เร็ว ๆ นี้ เจอคนไข้ผู้หญิงราชการ อายุ ราว 40 ปี เล่น TikTok ติดงอมแงมต่อมาเห็นภาพหลอน

คือปกติคนไข้หูแว่วประสาทหลอนนี่เป็นคนไข้จิตเวช แต่นี่รับปรึกษาอายุรกรรมสมอง เพราะเป็นเร็ว เป็นแปลก ๆ

คนนี้เล่น TikTok Reel มา 4 เดือน post ทุกวัน ดู video วน ๆ ไปมา กดทั้ง Like ทั้ง Share มันสนุกรู้ใจ หัวเราะไป หลุดโลกความจริง เขาว่างั้น จนผลิตคอนเทนต์เอง วิ่งตาม Like Share คือมีคนกด Like Share Comment มีความสุขโดพามีนหลั่ง

คนไข้คนนี้ 5 วัน บอกว่ามีคนกระซิบให้ทำ video อย่างนั้น อย่างนี้ บอกเทคนิค เริ่มหลอนเห็นคนคุยด้วยไปนั่น ‘เค้ามาแล้ว มากระซิบด้วย เห็นไหม มีผู้ชายใส่ชุดดำมาตาม’ จนญาติเอามาส่ง รพ.

เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเจอ เพราะเดือนก่อนก็เจอ ป้าคนนึงนั่งเล่น TikTok วนไป โลกหลุดไปอยู่ใน TikTok จนวนหาทางออกไม่เจอ พอมาในชีวิตจริงก็มีชีวิตหลอน TikTok หลุดออกมาอยู่ด้วย มีคนบอกให้ทำนั่นนี่

Video วน Loop และความหลอน เราก็สงสัย เราเล่นวนไป สนุกดีหัวเราะก๊าก ๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย ไถไปเรื่อย ๆ เป็นวัน ลืมวันลืมคืนก็หนุกดี แต่คนที่มีโรคจิตแฝง หรือภาวะทางอารมณ์ไม่มั่นคงอาจไม่ใช่

คนเป็นจิตเภท Schizophrenia นี่บางทีแยกโรคจริง โรคไม่จริงไม่ออก และมักเสพคอนเทนต์หลุดจากความจริง ตัวอัลกอริทึ่มก็จับสิ คราวนี้ feed ใส่หนัก ๆ หลอนหนักไปอีก

Tammy Qiu จาก Stanford University Human-Centered Artificial Intelligence ได้กล่าวถึงความเห็นของนักจิตวิทยาที่มีต่อ social media ที่มีอัลกอริทึ่มสำหรับ feed ให้คนติดหนึบว่า

‘การออกแบบ video หรือ content และการไถฟีดแบบไม่สิ้นสุด แบบนี้เป็นออกแบบ แบบเหยื่อล่อสมอง หรือที่เรียกว่า Hook นั่นเอง โดยการออกแบบหวังเอาชนะการยับยั้งชั่งใจในสมอง โดยการกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน (dopamine) ซึ่งเหมือนการเสพติดยาเสพติด’

และเราก็ทราบว่า เจ้า Dopamine นี้แหละ ที่ทำให้เกิดโรคจิตได้ด้วย คือมันแชร์จุดกำเนิดเดียวกัน ยาต้านโรคจิตจึงใช้ยาที่ต้านสาร Dopamine ไง เช่น Haloperidol

ในปี 2021 นักวิจัย Ghosh และคณะตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Recent Scientific Research ก็รายงานคนไข้ที่ติด video TikTok นี่แหละ แล้วก็เกิดอาการหลอนโรคจิตกำเริบแบบนี้เหมือนกัน บางคนหลอนมีคนสั่งนุ่นนี่

ส่วนตัวคิดว่า เหตุที่ทำให้หลอน ๆ จาก video platform แบบ TikTok Reel แบบนี้ เป็นได้หลายประการ การเล่นจนติดนาน ๆ กระตุ้น Dopamine สูงขึ้น นั่นก็เป็นสาเหตุของจิตหลอน ส่วนใหญ่คนปกติทั่วไปไม่น่าจะเป็นไร แต่ใครเป็น trait คือโรคจิตแฝงที่รอการกระตุ้นก็อาจแสดงอาการได้ง่ายขึ้น

Video ที่มีลักษณะหลอน ๆ มีเยอะ ทั้งที่แบบสาวจีนร้องเต้น ภาษาอะไรก็ไม่รู้วนไป วนมา นี่ก็หลอน คนทำเสียงดัง ๆ กรี๊ด ๆ ก็มี นี่ก็หลอน ที่ทำแบบ Live แล้วเจอกับคนที่ทำท่าแปลก ๆ พูดจาเหมือนหุ่นยนต์ แถมทำแบบนี้วนซ้ำ ๆ ที่เรียกว่า NPC Live หรือการแสดงเป็นบอต (bot) อันนี้ อาจารย์ว่าคนโรคจิตอาจดูหลอน ๆ ก็ได้นะ

อัลกอริทึ่มที่มันจะฟีดแต่เรื่อง ๆ ที่เราดู ก็จะทำให้คนที่ชอบดูอะไรแปลก ๆ หลอน ๆ ได้รับ ฟีดอยู่นั่นแหละนะ ไม่หลุดไปสักที อยู่ในโลกที่หลุดจากความจริง

ในทางกลับกัน คนที่เป็นโรคจิตเวช บางทีก็ไม่กล้า หรือไม่อยากออกไปสังคม ก็ใช้ TikTok Reel หรือ social media อื่น ๆ นี่แหละเป็นช่องทาง

อาจารย์แนะนำว่า ดูแลบุตรหลาน หรือคุณแม่ที่แก่เฒ่าหน่อย ว่าเล่นมากไปไหม เล่นแล้วมีสับสนใน social media กับความจริงไหม หรือดูแล้วหลอนไหม หากมีก็ชวนกันไปเจอจิตแพทย์ครับ

อาจารย์สุรัตน์

ป.ล.คือ ข้อดีมันก็มีนะครับ คลิปการสอนสุขภาพ คลิปสอนการเรียน คลิปกลุ่มอ่านหนังสือ ครับ เสพอย่างมีสติครับ”

'หมีหมา' บุกห้องครัวแก่งกระจานกลางดึก ชาวเน็ตแซว!! หิวเก่ง จนท.เผยชื่อ 'ทุเรียน'

(7 พ.ย.66) กลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้โพสต์ภาพหมีหมา ชื่อเจ้าทุเรียน ได้บุกเข้ามาในครัวของที่พักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ

โดยเพจได้โพสต์แซวว่า “แม่ครัวครับ…เอาผัดกะเพราไข่ดาว 1 จานครับขอแบบพิเศษนะครับ มุมน่ารักของเจ้าหมีที่ชื่อทุเรียน555 #หมีหมาหรือหมีคน #เจ้าทุเรียนตัวแสบ555”

ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะความน่ารัก อีกทั้งยังแซวกันให้พรึบว่า… 

“สงสัยหิว หิวเก่ง หิวบ่อย หรือหิวตลอดเวลา”
“นี่แหละเชฟหมีตัวจริง”
“จะโดนแม่ครัวกินไหมคะ”
“น้อนนน”
“น่ารักอะ”
“นั่งคอยเรียบร้อยมากๆๆ”
“นั่งรอแป๊บนะพี่ เดี๋ยวทำให้”
“55 ความพยายามสูงครับ มาทุกคืน”

ทั้งนี้ ยังมีผู้เผยด้วยว่านอกจากมีหมีที่ชื่อทุเรียนแล้ว ก็ยังมีอีกตัวที่ชื่อขนุนด้วย

และล่าสุด นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ตามที่มีภาพข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ถ่ายภาพหมีในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโพสต์ใน Tiktok ภาพดังกล่าวเป็น หมีหมาหรือหมีคน (Malayan Sun Bear) ชื่อวิทยาศาสตร์ Helarctos malayanus พบได้ที่หน่วย กจ.4 บ้านกร่าง ซึ่งนักท่องเที่ยวพบเห็น และสามารถถ่ายภาพได้ทุกวัน เจ้าหน้าที่ตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องขนุน’ มีตำหนิรูปพรรณที่บริเวณหน้าจะมีรอยแผลเป็นค่อนข้างเยอะ และจุดสีดำบริเวณสัญลักษณ์ตัวยูที่หน้าอกด้านขวา

ส่วนภาพหมีหมาที่พบว่ากำลังนั่งบนโต๊ะกินข้าว เจ้าหน้าที่ตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องทุเรียน’ เป็นหมีที่พบประจำที่หน่วย กจ.19 เขาพะเนินทุ่ง ตำหนิรูปพรรณที่บริเวณหน้าจะมีรอยแผลเป็นค่อนข้างเยอะ และจุดสีดำบริเวณสัญลักษณ์ตัวยูที่หน้าอกด้านขวา

หมีทั้งสองตัว มีความคุ้นเคยกับการกางเต็นท์ของนักท่องเที่ยวและเป็นหมีนิสัยดี ไม่ดุร้าย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้นำอาหารไปไว้ในเต็นท์ และเฝ้าระวังไม่ให้หมีมารบกวนเต็นท์พัก และตักเตือนนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระยะปลอดภัยขณะถ่ายภาพ และไม่ควรให้อาหารสัตว์ป่า อันจะทำให้สัตว์ป่าเสียสัญชาตญาณการดำรงชีวิตในธรรมชาติ

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีข้อมูลการศึกษาวิจัยพบการกระจายพันธุ์ของหมีทั้งสองชนิดคือ หมีหมา (Helarctos malayanus) และหมีควาย (Ursus thibetanus) หรือที่เรียกว่า ‘หมีคอวี’ ซึ่งมาจากลักษณะทางกายภาพที่หมีควายมีขนสีขาวบริเวณหน้าอกเป็นรูปตัววี

ส่วนหมีหมา เป็นหมีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร ขนตามตัวสั้นสีดำปนสีน้ำตาล ขนบริเวณอกโค้งเป็นรูปตัว U สีขาวนวล บริเวณหน้าตั้งแต่ตาไปถึงปลายจมูกสีค่อนข้างขาว หรือน้ำตาลอ่อน ปกติหมีหมาหากินกลางคืน บางครั้งก็ออกหากินกลางวัน มักหากินเป็นคู่ อยู่ในป่าทึบ ไม่ชอบอยู่ตามเขา ดุร้ายและขึ้นต้นไม้เก่งกว่าหมีควาย มีอุปนิสัยโมโหง่าย ชอบนอนบนต้นไม้หรือตามโพรงไม้สูงๆ ไม่ชอบนอนพื้นดิน บางครั้งร้องคล้ายเสียงสุนัขเห่ากระโชก จึงเรียกว่า หมีหมา เมื่อยืน 2 ขา จะยืนตัวตรง จึงเรียกอีกชื่อว่า หมีคน 

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมบริจาค “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566” เพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น. พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก รัตนศักดิ์ สิงห์สนั่น เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25  ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566” เพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์  ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายพิจิตร  บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อม นางนุชจรินทร์  บุญทัน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์/ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ร่วมรับบริจาคเงินและสิ่งของ จาก พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พันตำรวจเอก สุคนธ์ ศรีอรุณ รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ พันเอก สุดใจ แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท) นายอำเภอทุกอำเภอ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ที่มีจิตใจอันเป็นกุศล ร่วมบริจาคให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ร่วมบริจาค ในงาน “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566“

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ อาทิ การดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศล การดำเนินโครงการในพระราชดำริ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การสังคมสงเคราะห์ราษฎรผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในสังคม  การสนับสนุนกิจการยุวกาชาด อาสากาชาด จิตอาสากาชาด และกิจการอื่นๆ ของสภากาชาดไทย เป็นต้น ซึ่งการปฏิบัติภารกิจไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากสภากาชาดไทยแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องหารายได้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเหล่านี้ ซึ่งงานวันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ 2566 มีหน่วยงานเข้าร่วมและบริจาคเป็นจำนวนเงินข้างต้นในวันงาน ยอดบริจาคกาชาด จำนวน 2,080,002 บาท  (สองล้านแปดหมื่นสองบาทถ้วน)

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

พม. จับมือ ศูนย์พึ่งได้ รพ.ตำรวจ และเครือข่าย ปลุกกระแสสังคม เดินรณรงค์ใจกลางกรุง ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว 

วันนี้ (7 พ.ย. 66) เวลา 13.30 น. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ เพจ Because We Care และ ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ จัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว โดย นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และ พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ และที่ปรึกษาปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านสื่อสารสังคม พร้อมด้วยนางสาวนดา บินร่อหีม ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้กับ พลตำรวจโท ทวีศิลป์  เวชวิทารณ์ รักษาราชการเเทน นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ และคณะผู้บริหาร อีกทั้งมอบเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวและสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในสังคมในทุกรูปแบบ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ  

นางสุดา กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว จัดขึ้นเนื่องในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็น "เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว" เพื่อมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทั้งต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว รวมไปถึงความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ โดยให้สังคมได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการป้องกันและขจัดความรุนแรง ด้วยการติดริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ใช้ในการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ในทุกรูปแบบ 

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวว่า วันนี้ ผู้แทนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และประชาสังคม ประกอบด้วย กระทรวง พม. ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300  สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ทีมประชาสัมพันธ์ พม. มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) และบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จํากัด (มหาชน) (TTA) ร่วมเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เริ่มจากโรงพยาบาลตำรวจไปยังบริเวณลานน้ำพุ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยร่วมติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้กับ นายสุทรรศชัย พลายแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และคณะผู้บริหาร พร้อมทั้งมอบเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว เพื่อร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มีการเยี่ยมศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างบูรณาการแบบครบวงจรในรูปแบบศูนย์บริการแบบครบวงจร (One Stop Crisis Center) หรือ OSCC

หากพบเห็นการกระทำความรุนแรงในสังคมไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม  สามารถแจ้งเหตุได้ที่ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 2) ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ 3) เพจ FACEBOOK "Because We Care" และ 4) Line OA "ESS Help me" เพียงกดเพิ่มเพื่อน @esshelpme 

#ช่วย24ชั่วโมง #พม24ชม #ข่าวพม #esshelpme #วราวุธรับฟังทำจริง #พมพอใจให้ทุกวัยพึงพอใจในพม #กระทรวงพม #รมวพม #รับฟังทำจริง #ศรส #ศูนย์พึ่งได้ #becausewecare


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top