Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประชุมติดตามคดียาเสพติดรายสำคัญ ภ.จว.เชียงราย กำชับบูรณาการทุกภาคส่วนป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย วันที่ 8-9 มกราคม 2567 โดยวานนี้ (8 ม.ค.67) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปยังตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สรวยพบ พ.ต.อ.ปริญญา เพชรมี ผกก.สภ.แม่สรวย พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ สภ.แม่สรวย รับการตรวจเยี่ยม โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะผู้บังคับบัญชาได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจ และร่วมรับประทานอาหารกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมมอบของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด เป็นการสร้างขวัญและกำลังแก่ข้าราชการตำรวจ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ขอบคุณกำลังพลทุกนาย และขอให้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยหัวใจเป็นข้าราชการตำรวจของพระราชาในสายตาประชาชน 

วันนี้ (9 ม.ค.67) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้บินสำรวจบริเวณจุดที่ตำรวจยิงปะทะกับขบวนการค้ายาเสพติด ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 7 ม.ค.67 ซึ่งสามารถตรวจยึดกระเป๋าเป้ จำนวน 21 ใบ ตรวจสอบภายในพบบรรจุยาไอซ์ใบละ 15 ห่อ น้ำหนักรวมทั้งหมด 323 กิโลกรัม 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปยัง ภ.จว.เชียงราย เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการตรวจยึดคดียาเสพติดรายสำคัญของ สภ.แม่ฟ้าหลวง จว.เชียงราย โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย , ข้าราชการตำรวจในสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มาประชุมขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการในการป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ ณ ห้องประชุม ด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้มอบนโยบายให้บูรณาการทำงานทุกภาคส่วน คุมเข้มมาตรการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้ปราบปรามอย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตัดวงจรการค้าให้สิ้นซาก ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นมา ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลดปริมาณยาเสพติดในพื้นที่ตอนในของประเทศ ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างเข้มข้น จริงจัง และเด็ดขาด โดยมีผลการปฏิบัติในปีงบประมาณ 2567 ในห้วงเดือนตุลาคม 2566 ถึงต้นเดือนมกราคม 2567 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เป็นยาบ้ามากถึง 60 ล้านเม็ด , ไอซ์ 520 กิโลกรัม เกิดเหตุปะทะ 12 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้า 7 ล้านเม็ด , ไอซ์ 323 กิโลกรัม ผู้ต้องหาเสียชีวิต 20 คน 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ครั้งนี้ได้มาเยี่ยมบำรุงขวัญ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจภูธรภาค 5 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองกำลังผาเมือง ฝ่ายปกครอง บูรณาการการปฏิบัติ เพื่อ ป้องกันปราบปราม และสกัดกั้น ยาเสพติด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการจัดหางบประมาณและเครื่องมือพิเศษ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาให้ดูแลขวัญและกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์จากขบวนการยาเสพติด เน้นย้ำการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทุกงานทุกด้านทุกเรื่อง กำชับข้าราชการตำรวจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด ให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง

ร้อยเอ็ด…ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน 

เมื่อวานนี้(9 มกราคม 2567) เวลา 09.30 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานกิจกรรมหน่วยแพทย์ พอ.สว. ครั้งที่ 4 และจังหวัดร้อยเอ็ดเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ครั้งที่ 3 เนื่องในวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ เหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด นายอำเภอเมืองสรวง และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ที่ โรงเรียนบ้านเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด 

ด้วยหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปฏิบัติงานโดยอาสาสมัครประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร หลังจากที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ประชาชนห่างไกล ทรงพบว่าราษฎรเหล่านั้นเมื่อเจ็บป่วยไม่มีโอกาสได้รับรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่โดยเสด็จฯอยู่เสมอ ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 ล้านบาทเป็นทุนเริ่มแรก 

โดยมีกิจกรรมการมอบสิ่งของพระราชทานแก่ราษฎรณ์ในพื้นที่ ประกอบไปด้วย ถุงยังชีพ และทุนการศึกษาแก่นักเรียน พร้อมมีการจัดบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เช่น การตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพ ทั้งนี้ ยังมีการจัดโครงการจังหวัดร้อยเอ็ดเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข จากทุกหน่วยงาน ที่จะเป็นประโยชน์ ในการรับบริการ ข้อมูลข่าวสาร และการส่งเสริมอาชีพ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนห รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหา ตอบสนองความต้องการของประชาชน ต่อไป 

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
087-864-4400  081-377-2689

‘นักวิจัย มข.’ เปลี่ยน ‘กากต้นเฉาก๊วย’ เป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด-ตัวซับสารพิษ’ ช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ-ต่อยอดของเสีย สู่ ‘ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า’

(9 ม.ค.67) มข.วิจัย ‘กากต้นเฉาก๊วย’ หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย ต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่าเพิ่ม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด และตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ภายใต้การอำนวยการของ รศ.นพ.ชาญชัยพาน ทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รายงานถึงสถานการณ์ ท่ามกลางความพยายามในการจัดการกับของเสียหรือขยะจากภาคอุตสาหกรรม นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่เพียงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้โจทย์ปัญหา Zero waste แต่ยังต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่า หรือ Waste to value ซึ่งเป็นเทรนด์ของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในขณะนี้ รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ น.ส.ฉัตรลดา ไชยวงค์ นักศึกษาปริญญาโท และทีมนักศึกษาปริญญาตรี จึงได้จับมือกับเฉาก๊วยแบรนด์ดังอย่าง “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” นำกากต้นเฉาก๊วยซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตที่ถูกฝังกลบทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ปีละหลายพันตันมาเพิ่มมูลค่าจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด

รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า “ทีมวิจัยของเรานับเป็นที่แรกของโลกที่นำกากต้นเฉาก๊วยมาสร้างเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดและตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้จริง ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ”ด้วยคุณสมบัติของกากต้นเฉาก๊วยที่ให้ค่าความร้อนที่สูงอยู่แล้ว การนำมาแปรรูปเป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด’ จะยิ่งช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั้งลดต้นทุนการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีความแข็งแรงทนทานมาก และไม่ต้องใช้ตัวประสานในการอัดเม็ด จึงทำให้ลดต้นทุนในการผลิตต่างจากชีวมวลชนิดอื่น ทั้งยังมีคุณลักษณะเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (มอก.) ไม่เพียงเชื้อเพลิงอัดเม็ด รศ.ดร. ยุวรัตน์ ยังชวนทำความรู้จักกับถ่านชีวภาพ (Biochar) และถ่านกัมมันต์ (Activated carbon) หรือชื่อที่หลายคนคุ้นเคย คือ ชาร์โคล ซึ่งเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยทีมวิจัยได้นำกากต้นเฉาก๊วยมาผ่านกระบวนการสร้างรูพรุนด้วยการให้ความร้อนและสารเคมี เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวของวัสดุให้มีคุณสมบัติในการดูดซับ ก่อนจะพัฒนาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้าน wastewater treatment โดยดูดซับไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และดูดซับสีย้อมเมทิลีนบลู (Methylene Blue Dye) ซึ่งเป็นสีย้อมที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เพื่อลดมลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ‘ประสิทธิภาพของถ่านชีวภาพจากกากต้นเฉาก๊วยนั้นดียิ่งกว่าถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพดหรือเมล็ดทานตะวันด้วย รวมถึงถ่านกัมมันต์จากวัสดุชีวมวลอีกหลาย ๆ ชนิด’

ทั้งนี้ รศ. ดร. ยุวรัตน์ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ผลงานวิจัยที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพืชเฉาก๊วยที่ไม่น้อยไปกว่าชีวมวลชนิดอื่น ๆ โดยหลังจากนี้ ทีมวิจัยจะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกากต้นเฉาก๊วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำขี้เถ้าที่เหลือภายหลังการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากกากต้นเฉาก๊วยมาทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น อาจนำมาสร้างเป็นอิฐบล็อกจากขี้เถ้ากาก ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานกับคณะหรือสาขาอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้มาร่วมกันต่อยอดต่อไป ไม่ให้งานวิจัยหยุดอยู่เพียงบนหิ้งเท่านั้น

'บางจาก' หนุน!! นักกอล์ฟไทยสายเลือดใหม่ ลุยเวทีระดับโลก ต่อยอดโปรเจกต์เพาะเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬา พาชื่อเสียงสู่ประเทศ

กลุ่มบริษัทบางจาก สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ รวมถึงนักกอล์ฟสมัครเล่นอนาคตไกล แอลล่า แกลิทสกีย์ สู่เวทีระดับโลกตลอดฤดูกาล 2024 หลังทางกลุ่ม มองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา

(9 ม.ค.67) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนฝ่ายดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยรายละเอียดการสนับสนุน ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ และ แอลล่า แกลิทสกีย์ ของกลุ่มบริษัทบางจาก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติตลอดฤดูกาล 2024  

โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากฯ เผยว่า ตลอดเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา บางจากฯ ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่นเดียวกับกลุ่มนักกอล์ฟที่เราเลือกสนับสนุนล้วนเป็นนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ที่บางจากฯ มองเห็นศักยภาพรวมถึงความมุ่งมั่น และเชื่อว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬาที่จะเจริญเติบโตและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “บางจากฯ มีความภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้ให้ยั่งยืนและเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนอย่างที่เราเคยสร้างไว้แล้วกับวงการแบดมินตัน คำถามที่ว่าทำไมเราถึงเลือกสนับสนุนนักกอล์ฟเหล่านี้ เพราะเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ หลายคนที่เซ็นเข้ามาถึงจะเป็นเด็กหน้าใหม่ แต่เราต้องการสื่อว่าถึงจะเป็นหน้าใหม่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้ อย่างกรณี แอลล่า ที่ยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น เราต้องการปั้นเขาตั้งแต่เด็กเหมือนกรณีของ เมย์ รัชนก และ แอลล่า ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ไม่ต่างกัน”

ด้าน นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนที่ดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยว่า “ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มบางจาก ทางเราจะเป็นฝ่ายที่ขับเคลื่อนนักกีฬาเหล่านี้ให้มีโอกาส ส่งต่อทุกความพยายามของพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เราต้องการสร้างคนในวงการกอล์ฟ และเริ่มต้นด้วยการพัฒนานักกอล์ฟระดับเยาวชน และตอนนี้ต่อยอดขึ้นมาในระดับนักกอล์ฟอาชีพ เป้าหมายของเราคือขับเคลื่อนบุคลากรวงการกอล์ฟของเราให้เติบโตอย่างถาวรและยั่งยืน ที่สำคัญคือพยายามพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้” 

สำหรับนักกอล์ฟที่กลุ่มบางจากให้การสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พชร คงวัดใหม่ แชมป์เอเชียนทัวร์ 1 รายการวัย 24 ปีที่เคยได้รับเชิญเข้าไปเล่นในลิฟกอล์ฟมาแล้ว, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์แอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ, สองนักกอล์ฟในแอลพีจีเอ จารวี บุญจันทร์ กับ อาภิชญา ยุบล เจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน และ วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่ซีซั่นที่ผ่านมาคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอไป 2 รายการ รวมถึง แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023

พชร คงวัดใหม่ นักกอล์ฟวัย 24 ปีที่เป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่ชนะรายการระดับอาชีพตอนที่เขาคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์ที่หัวหิน เมื่อปี 2013 ด้วยวัยเพียง 14 ปี ก่อนจะตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2014 ตลอดอาชีพคว้าแชมป์ไปแล้ว 10 รายการ ที่โดดเด่นที่สุดคือแชมป์เอเชียนทัวร์ที่ภูเก็ตเมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมาเคยเข้าไปร่วมเล่นในลิฟกอล์ฟลีกมาแล้ว 

“ต้องขอขอบคุณบางจากครับ สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวผมให้ออกไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย โดยมีสัญลักษณ์ของบางจากบนตัวผม นับเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางจากครับ ส่วนเป้าหมายในปี 2024 นี้นอกจากจะพยายามหาแชมป์ต่อไปให้ได้ในเอเชียนทัวร์ ยังมีโอลิมปิกที่ปารีส ถ้าได้เป็นตัวแทนประเทศไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ” พชร กล่าว

จารวี บุญจันทร์ นักกอล์ฟวัย 24 ปีอดีตผู้เล่นมหาวิทยาลัยดุ๊ก เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เธอในเล่นแอลพีจีเอทัวร์แบบเต็มฤดูกาลเช่นเดียวกับ อาภิชญา ยุบล นักกอล์ฟสาววัย 21 ปีเจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ส่วนในระดับอาชีพ อาภิชญา เคยชนะเลดีส์ ยูโรเปียน ทัวร์ เมื่อปี 2022 ในการแข่งขันที่สกอตแลนด์

โปรเปียโน อาภิชญา เปิดเผยว่า “ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เปียโนได้มีโอกาสออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแอลพีจีเอทัวร์ในฐานะรุกกี้ ก็สามารถรักษาทัวร์การ์ดไว้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนในปี 2024 อยากขยับขึ้นไปติดท็อป 60 ได้เล่นรายการเมเจอร์มากขึ้น ถ้ามีโอกาสก็อยากชนะแอลพีจีเอ การได้รับการสนับสนุนครั้งนี้ ทำให้เปียโนมีกำลังใจที่จะออกไปสู้กับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ต่อไป เรายังไม่มีผลงานในระดับโลก แต่ยังมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวบางจาก ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”

นอกจากนี้ยังมี ปาจรีย์ อนันต์นฤการ นักกอล์ฟสาววัย 24 ปี เจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์เมื่อปี 2016 ก่อนจะเทิร์นโปรในปี 2017 ด้วยวัย 18 ปี ปาจรีย์เข้าไปเล่นในแอลพีจีเอทัวร์ในปี 2019 และชนะครั้งแรกในรายการไอเอสพีเอส ฮันดะ เวิลด์ อินวิเตชั่นแนล เมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเพิ่งคว้าแชมป์รายการที่สองในรายการแบงค์ ออฟ โฮป แอลพีจีเอ แมตช์เพลย์

ส่วน 'โปรมิ้ม' วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่มีความสามารถในหลายประเภทกีฬาและสุดท้ายมาจบที่กีฬากอล์ฟที่ส่งเธอไปเป็นผู้เล่นมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สเตต เคยเล่นในระดับเลดีส์ ยูโรเปียนทัวร์ หรือ แอลอีที แต่ผลงานที่เด่นเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาคือการคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอทัวร์ไปครอง 2 รายการ

สำหรับ แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023 ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ทำให้เธอเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ นอกจากนั้นเธอยังเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติไทยชุดเหรียญทองกอล์ฟประเภททีมหญิง ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ปลายปีที่ผ่านมา

เลขาฯ อารี พบปะให้โอวาทแรงงานไทยฝึกภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมก่อนไปทำงานในรัฐอิสราเอล

วันที่ 9 มกราคม 2567 นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวให้โอวาทแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลจากค่ายฝึกอบรมเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมี คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย นายบรรจง ฉุดพิมาย ประธานที่ปรึกษาสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมด้วย ณ ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา คลอง 4 ตำบลลาดสวาย จังหวัดปทุมธานี 

นายอารี กล่าวว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทยให้มาเป็นประธานกล่าวให้โอวาทแก่คนงานที่เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในวันนี้ ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ฝากความห่วงใยมายังแรงงานไทยทุกคนที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล และขอให้กำลังใจต่อแรงงานไทยที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งกระทรวงแรงงาน
ต้องขอขอบคุณสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย และศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีแห่งนี้ ที่ได้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย ทางด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 
และการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานการทำงาน ประกอบด้วย 1) การฝึกอบรมค่ายภาษาอังกฤษ English Camp คนงานเข้าร่วมอบรม 120 คน เป็นเวลา 5 วัน 2) การฝึกอบรมความปลอดภัยการใช้บูมลิฟท์ และ เอ็กซ์ลิฟท์ 3) การฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณเครน (Rigger) 4) การฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR) 5) การฝึกการติดตั้งนั่งร้าน ( Ringlock Scaffolding) และการทำงานในที่สูง 6) การฝึกอบรม (เพิ่มเติม) FCAW 3G (ฟลักคอร์ 3 จี) จำนวน 10 คน เพื่อเดินทางไปเกาหลี

“ความรู้ที่คนงานได้รับจะทำให้แรงงานไทยสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการแข่งขันในตลาดแรงงานโลก 
ซึ่งในเวทีโลกแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีฝีมือและมีสมรรถนะที่นายจ้างต่างประเทศมีความต้องการสูง เพื่อเป็นประโยชน์และเปิดโอกาสให้แรงงานไทย ให้สมดั่งคำที่ว่า แรงงานไทยสร้างชาติ” นายอารี กล่าวท้ายสุด

สำหรับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ซึ่งได้รับการประสานร่วมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของแรงานไทยเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมีผู้เข้าอบรม จำนวน 120 คน ในการนี้คณะทำงาน ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐาน การฝึกอบรมการให้ความรู้สัญญาณเครน (Rigger) การฝึกอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ และการเคลื่อนย้ายสิ่งของในที่สูง รวมทั้งอบรมให้ความรู้ทางด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในที่ทำงานสำหรับแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีกด้วย

คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย กล่าวว่า มีแรงงานไทยกว่า 200 คน ที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลแล้ว และมีแรงงานไทยกำลังฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐาน และอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ อยู่อีกจำนวน 120 คน เพื่อเตรียมความพร้อมรอทางรัฐบาลไทยอนุญาตให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานที่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการจะเดินทางไปทำงานในอิสราเอล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จะมีการตรวจสอบไซต์งานก่อนจะอนุมัติให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงาน อีกทั้ง ขณะนี้ทางอิสราเอลมีการเจรจากับจัดหางานเพื่อให้โควตาภาคก่อสร้าง จำนวน 6,000 ตำแหน่งกับรัฐบาลไทย จึงขอให้ทางรัฐบาล กระทรวงแรงงาน ช่วยเร่งพิจารณาผ่อนผันให้แรงงานไทยได้เดินทางกลับไปทำงานในอิสราเอลในโซนสีเขียวที่มีความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานไทย รวมถึงต้องขอขอบคุณ ท่านอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เป็นตัวแทน ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาร่วมกล่าวให้โอวาทกับแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในครั้งนี้

ครั้งแรกของโลก EA เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตแก่สวิตเซอร์แลนด์จากโครงการ E - Bus ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้ข้อตกลงปารีส Article 6.2 ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ได้เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการ “รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” (“Bangkok E-Bus Programme”) ซึ่งเป็นโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศโครงการแรกของโลกที่มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น ภายใต้ความตกลงปารีส Article 6.2  ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านกรอบความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่มีการระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่อยู่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) มีการปฏิบัติตรงตามมาตรฐานด้านคุณภาพต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยมี Klik Foundation เป็นผู้ซื้อ Carbon Credit ที่เกิดขึ้นและนำ Carbon Credit ดังกล่าวไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายฉัตรพล ศรีประทุม ผู้อำนวยการโครงการกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 ซึ่งรถโดยสารประจำทาง EV นี้เป็นโครงการอันดับแรกๆ ของโลกที่มีการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตสำเร็จ โดยทาง EA มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้เราก้าวเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจแบบปลอดคาร์บอนฯ  อีกทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่ช่วยรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อม

Mr. Michael Brennwald Head International, Klik Foundation กล่าวว่า “โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ความตกลงปารีส ของรถโดยสารประจำทาง EV นี้ เป็นโครงการนำร่อง เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 นั้น มีการร่วมกันพัฒนามาอย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศไทยและประเทศข้างเคียง เพื่อที่จะสร้างโครงการในการร่วมมือกันระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทั้งประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการลงนามในความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส 6.2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 โดยสัญญาแบบทวิภาคีกำหนดกรอบความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองประเทศและสร้างแนวทางสำหรับ การพัฒนาโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือโดยสมัครใจสำหรับการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศและเป็นส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ควันหลงเคาท์ดาวน์ปีใหม่! เพจ “มนุษย์ควัน” ชี้ โลกออนไลน์แห่ถกประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” หนัก จี้ต้องควบคุมด่วน!

เพจ “มนุษย์ควัน” ยกกระแสข้อพิพาทบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่เพิ่งกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งในวงกว้างหลังเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่่ โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบ 1 พันราย ตั้งแต่ประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของคนดัง รัฐมนตรี นักการเมือง ส.ส. การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ถูก “แบน” จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำบุหรี่ไฟฟ้ามาควบคุมให้ถูกกฎหมายรับปี 2024

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน แอดมินเพจเฟซบุ๊กและ X (ทวิตเตอร์) “มนุษย์ควัน” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 26,000 ราย ระบุในโพสต์อ้างอิงจากกรณีที่มีบัญชีผู้ใช้รายหนึ่ง กล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่า ‘เรื่องดูดพอตนี่มีคนพูดยัง’ ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งข้อความดังกล่าวมีการเข้าชมกว่า 7.8 ล้านครั้ง และได้รับการแชร์ต่อกว่า 5,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นนับ 800 ราย โดยประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึงมีตั้งแต่ประเด็นมารยาททางสังคม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงมีผู้ใช้จำนวนมากตั้งคำถามไปในทำนองเดียวกันว่า การที่บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่กลับมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย สรุปแล้วบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายจริงหรือไม่

“มาฟังเสียงชาว X (หรือทวิตเตอร์) ถกกันเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ารับปีมังกรกันครับ คาดว่าน่าจะฟิวส์ขาดหลังงานปีใหม่ เพราะเท่าที่ผมเจอมา ไม่ว่าจะงานเคาท์ดาวน์ไหนๆก็เจอคนสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันเกลื่อนแบบไม่เลือกเวลาและสถานที่ ไม่แปลกที่จะโดนสาป (เพราะงั้นถึงได้บอกให้ควบคุมให้ชัดเจนสักที จะได้พูดได้เต็มปากว่าตรงไหนห้ามสูบ ตรงไหนสูบได้ ไม่งั้นก็ตีมึนกันไปเรื่อยแบบนี้นั่นแหละ)”
พร้อมกันนี้ นายสาริษฏ์ยังได้แนบข้อความของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในเรื่องการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่หลายในไทยว่า “มันผิดกฎหมาย แต่คนไทยถ้ามี 60 ล้านคนก็คือดูดไปละ 50 ล้านคน ไม่แบ่งแยกอะไรดูดหมดทุกอาชีพ ทุกวัย ทุกเพศ ไม่เลือกดารา นักร้อง คนธรรมดา สรุปแล้วมันผิดกฎหมายจริงมั้ย งง”

นอกจากนี้ผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกฎหมายการแบนบุหรี่ไฟฟ้าระบุว่า “เป็นเรื่องปกติช่วง?? คนไทยมองเรื่องแบบนี้ปกติกันละหรอ เพราะกฎหมายมันไม่แข็งแรงรึเปล่า ละเลยกันจนคิดว่าไม่ผิดทั้งที่มันผิดละมั้ง จะบอกว่านี่โทษกฎหมายก็ได้นะ ก็กฎหมายมันง่อยจริง เคสตัวอย่างก็มีให้เห็นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ต้องภูมิใจหรือทำเป็นเรื่องปกตินะถ้าคนรอบข้างสูบอะ มันอุ” โดยข้อความนี้มีการเข้าชมกว่า 266,000 ครั้ง และได้ถูกแชร์ต่อไปกว่า 8,300 ครั้ง

ทั้งนี้ นายสาริษฏ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นความปกติใหม่ของสังคมไทย ที่แม้ทุกคนทราบดีแก่ใจว่ายังผิดกฎหมายอยู่ และไม่ควรมีการใช้อย่างแพร่หลายเช่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ที่กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมแล้ว และการไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างในปัจจุบัน ทำให้เกิดแต่ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของมารยาทการใช้งานในที่สาธารณะ จนทำให้เกิดการตั้งคำถามและวิพากวิจารณ์ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันอย่างแพร่หลาย จึงควรเป็นการบ้านสำหรับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ บุหรี่ไฟฟ้า ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปอย่างเร่งด่วน โดยทางเพจ จะยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าไปร่วมให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ภายในสัปดาห์นี้

'นายกฯ' สั่งหน่วยงานรัฐจัด 'โครงการ-กิจกรรม' เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.๑๐ กระตุ้นประชาชน 'มีส่วนร่วม-แสดงความจงรักภักดี' โดยทั่วกัน

(9 ม.ค.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสดังกล่าว จึงได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำโครงการหรือกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความจงรักภักดีโดยทั่วกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 23.4 ล้านบาท ส่งความสุข มอบของขวัญให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567

วันนี้ (วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ.2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กระปุกออมสิน เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 23,400,000 บาท  (ยี่สิบสามล้านสี่แสนบาทถ้วน) 

และในวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ณ ห้องรับรอง ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 65 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วยเด็กดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไทยในอนาคต รวมทั้งขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2567 ที่มอบให้ คือ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์  เคารพความแตกต่าง  ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง 
ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ทาง รวมทั้งด้านส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ภาคีเครือข่าย ’ร่วมขับเคลื่อน’ โครงการอิ่มท้องเพื่อน้องๆ โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย ส่งต่อคุณภาพชีวิต 'ปลูกฝัง-บ่มเพาะ' วิถีถิ่นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

(9 ม.ค.67) บ่อปลาแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย โดยองค์การบริหารส่วนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ลงความเห็นชอบที่จะเลี้ยงปลา ตามโรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย หมู่ที่ 8 บ้านโคกค่าย ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต2

ร่วมภาคีเครือข่าย นักเรียน น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 บูรณาการจัดการเรียนการสอนถึงตัวผู้เรียน รูปแบบ active learning นักเรียนลงมือปฏิบัติจริง วันนี้กิจกรรมจับปลาในบ่อปลา จากความต้องการของนักเรียนและชุมชน ให้เมนูอาหาร สอดคล้องกับไทยสกูลลั้นวัตถุดิบในท้องถิ่น ได้ทานตามหลักโภชนาการ 

นางกัลยวรรธน์ จันทร์รัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย กล่าวขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อน โครงการฯ ที่นอกจากเลี้ยงปลาแล้ว มีปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เพาะเห็ดนางฟ้า สู่โครงการอาหารกลางวันที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนทุกคนเรียนรู้จากการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 บูรณาการรูปแบบ  active learning ให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีสมรรถนะ สู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริงตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเน้น ครู เป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อน มีภาคีเครือข่ายสนับสนุนแรงผลักมีฟันเฟืองอย่างนักเรียน เน้นลงมือทำโครงการการอิ่มท้องเพื่อน้อง  

วันนี้จับปลาจากบ่อ ส่งต่อเมนูอาหารกลางวัน พัฒนาคุณภาพการศึกษา นำความรู้ นำทักษะด้านโภชนาการและการเกษตรแผนใหม่ ไปประกอบอาชีพต่อไป โครงการอาหารกลางวันฯ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เนื้อหา บูรณาการและนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระบรมราโชวาท  

โครงการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่ออาหารกลางวันทำให้เด็กอิ่มท้อง เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์  นักเรียน ผู้ปกครองทำการเกษตร ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ทำปุ๋ย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมุ่งเน้นให้เกิด เพื่อพัฒนาจิตและปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม ตามหลักพุทธศาสนาส่งเสริมจิตสำนึกในการรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ,เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของนักเรียนให้มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข, เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านโภชนาการและสุขาภิบาล นักเรียนได้รับการเฝ้าระวังภาวการณ์เจริญเติบโต มีพัฒนาการสมวัย 

นอกจากนี้ ส่งผลให้ โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกทักษะด้านการเกษตร ส่งต่อโภชนาการ อาการกลางวัน อิ่มท้อง พร้อมเรียนรู้พัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนาอาชีพ มีคุณภาพชีวิตและปลูกฝังบ่มเพาะ เป็นคนดีที่สมบูรณ์ทุกด้านตามปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ในพระองค์ท่าน รัชกาลที่ 9 ที่นี่โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top