Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบโล่เกียรติคุณ อาสาสมัครดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ให้แก่อาสาสมัครมูลนิธิฯ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบโล่เกียรติคุณ อาสาสมัครดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ให้แก่อาสาสมัคร ประกอบด้วย อาสาสมัครกู้ภัย-กู้ชีพ อาสาสมัครบริการ อาสาสมัครศิลปิน อาสาสมัครจราจร อาสาสมัครหน่วยแพทย์  อาสาสมัครอินทรี อาสาสมัครแจ้งข่าว (คำรพ) รวม 191 ท่าน เพื่อเป็นรางวัล แทนคำขอบคุณ และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานร่วมกับมูลนิธิฯให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งการคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่น คณะอนุกรรมการฝ่ายปฏิบัติการ ได้กำหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา และได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกอาสาสมัครทั้ง 7 ประเภท โดยมี นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายสดใส โรจนวิชัย อาสาสมัครศิลปินเป็นผู้แทนกล่าวขอบคุณ โดยบรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ยินดี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้กล่าวให้โอวาท และกล่าวชื่นชมในความเสียสละ ที่ได้ช่วยกันทำงานตามแนวทางของหลวงปู่ไต้ฮง ในการทำกุศลสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ที่จะ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” และเพื่อเป็นการทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน  รวมทั้งกล่าวขอบคุณอาสาสมัครมูลนิธิฯ ทุกท่าน ที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจและกำลังทรัพย์ ปฏิบัติงานสาธารณกุศลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจและเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ให้กับตัวท่านเองและครอบครัว

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง “อาสาสมัคร” เป็นกำลังสำคัญหนึ่งที่ทำให้มูลนิธิฯ ได้รับการยอมรับและศรัทธาจากประชาชน  ด้วยภารกิจของมูลนิธิฯ ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 ร่วมส่งมอบกำลังใจให้ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมลงพื้นที่มอบสิ่งของช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 2 - 5 มกราคม 2566,พันเอก ธนวัฒน์ สายสกุลรัตน์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 พร้อมด้วยกำลังพลของหน่วย และสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 ร่วมบริจาคเครื่องอุปโภคที่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าขนหนู ผ้าอนามัย ของใช้เด็กอ่อน อุปกรณ์เครื่องครัวและเครื่องใช้อื่นๆ ที่จำเป็น ฯลฯ จากกำลังพลและครอบครัวภายในหน่วย ร.15 พัน.1 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ รวมทั้งประชาชนชุมชนรอบค่ายได้ร่วมบริจาคสิ่งของสมทบรวม 1 คันรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อนำไปส่งมอบให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดินโคลนถล่มบ้านพังเสียหาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ในห้วงที่ผ่านมา 

โดยเมื่อวันที่ 6 - 7 มกราคม 2566,พ.อ.ธนวัฒน์ สายสกุลรัตน์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 ร่วมกับเข้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ได้นำสิ่งของที่รับบริจาคไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านไอกาบู และพื้นที่ หมู่ 6 บ้านลีนานนท์ ต.สุคีริน อ.สุคีริน จ.นราธิวาส โดยคุณชฎาภรณ์ แจ่มแจ้ง ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองพลทหารราบที่ 5 ได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สำหรับบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นในพื้นที่ต่อไป

ข้อมูลข่าว / ภาพ 
มโนธรรม ใจหาญ จ.กระบี่ รายงาน 

สาวร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ล่าตัวหนุ่มอเมริกันที่รู้จักในแอปหาคู่ หลอกให้รัก ซ้อมทำร้าย ลักทรัพย์ ข่มขู่คุกคาม แอบถ่ายคลิปไปขาย

เวลา 10.30 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พาหญิงสาว 1 ใน 3 ราย เข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังถูก หนุ่มอเมริกันล่าแต้มในแอปฯ หาคู่ หลอกคบหาสร้างฝันมีครอบครัวที่อบอุ่น ก่อนมีความสัมพันธ์แอบถ่ายคลิป ซ้อมทำร้าย ลักทรัพย์ ข่มขู่คุกคาม และเอาคลิปไปเผยแพร่ขายในกลุ่มต่างๆ โดยขอให้ติดตามตัวหนุ่มอเมริกันรายนี้มาดำเนินคดี เพราะถือเป็นภัยร้ายของผู้หญิง หวั่นเอาคลิปสาวๆ ไปขายกลุ่มลับ คาดยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายไม่กล้าออกมาแจ้งความ 

เหยื่อเล่าว่า รู้จักนายโทมัส อายุ 34 ปี อ้างเป็นทหารปลอดประจำการ ผ่านทางแอปหาคู่ เมื่อ 6 ธันวาคม มีการใช้ภาพเป็นทหาร หน้าตาดี เข้ามาพูดคุย อยากสร้างครอบครัว และ อนาคตด้วย จึงขอแต่งงาน แต่ยังไม่ตัดสินใจ จึงคบหาเป็นแฟนกัน และเคยไปพบฝ่ายชาย ที่บ้านเช่าย่านนนทบุรี แต่ระหว่างคบหากัน พบฝ่ายชายมีอารมณ์ร้อน ถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง จนสุดทน เมื่อขอเลิกก็ถูกทำร้ายร่างกาย กระทั่งโทรไปขอให้ตำรวจ สภ.บางใหญ่ มาช่วยเหลือ นอกจากนี้ฝ่ายชายยังได้เอาโทรศัพท์มือถือของเธอไป แต่ไม่แน่ใจว่ากรณีของเธอถูกแอบถ่ายคลิปไว้ขาย เหมือนกับผู้เสียหาย 2 รายก่อนหน้านี้หรือไม่ 

โดยหลังเกิดเหตุไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายโทมัสในข้อหาทำร้ายร่างกาย ที่ สภ.บางใหญ่ ทั้งนี้ นายโทมัสจะเน้นหลอกผู้เสียหายเป็นสาวที่อยู่ในประเทศแถบเอเชีย มีการศึกษาดี หน้าตาดี และฐานะดี


นอกจากนี้ เหยื่อยังเล่าถึงผู้เสียหายรายอื่นอีก 2 ราย ที่ถูกกระทำคล้ายกัน เพราะหลังเกิดเหตุ ได้รวมกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในทวีปเอเชีย ซึ่งผู้เสียหายรายแรก ถูกนายโทมัสหลอกลวงผ่านแอปฯ หาคู่ เช่นเดียวกันในปี 2565 

โดยนายโทมัสเดินทางมาที่ประเทศไทยช่วงเดือนเมษายน และคบหากัน 4 เดือน ผู้เสียหายได้เช่า โรงแรมย่านพระโขนง และระหว่างนั้นนายโทมัสได้ทำร้ายพร้อมถ่ายคลิปไว้ ก่อนนำไปประจานผ่านทางโซเชียล ด้วยการสร้างแอคเคาท์ปลอม และส่งคลิปไปยังกลุ่มต่างๆ ซึ่งผู้เสียหายรายที่ 2 ก็ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน แต่รายนี้ถูกหลอกให้จดทะเบียนสมรสด้วย และยังถูกขโมยสร้อยคอทองคำน้ำหนักสองสลึงไปด้วย จึงได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยายามขอฟ้องหย่า ทำให้นายโทมัสไม่พอใจและเอาคลิปไปประจานในพื้นที่ส่วนตัวและที่ทำงาน ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ที่ภูเก็ต นอกจากนี้ยังพบผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติ เช่น ชาวอินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า คนร้ายจะใช้แผนประทุษกรรมเดิมๆ ในลักษณะคล้ายกับแก๊งโรแมนสแกม หลอกให้รักออนไลน์ กรณีนี้เป็นการรู้จักกันผ่านทางแอปหาคู่ เนื่องจากรู้จุดอ่อน กลุ่มคนที่อยู่ในแอป เป็นคนโสดและต้องการผู้ชายมาดูแล มีการสร้างสตอรี่ต่างๆ หลอกสร้างอนาคต หลอกมีความสัมพันธ์ ถ่านคลิปไปขายในเว็บโป๊ 

ล่าสุดมีรายงานว่านายโทมัส เดินทางออกนอกประเทศแล้ว ปลายทางที่เวียดนาม ตั้งแต่เมื่อวานนี้ จึงสั่งการให้ตำรวจ สภ.บางใหญ่ เร่งรัดในการออกหมายจับ พร้อมประสานอินเตอร์โพลในการล่าตัวมาดำเนินคดี ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เฝ้าระวังการเดินทางเข้าของนายโทมัส หากพบตัวให้จับกุมทันที 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังได้เตือนภัยสาวไทย ให้ตรวจสอบประวัติของชายหนุ่มที่รู้จักกันผ่านแอปหาคู่ ให้ดีก่อนตัดสินใจคบหากัน เพราะอาจตกป็นเหยื่อถูกหลอก ถูกถ่ายคลิปไปประจานเพื่อเรียกร้องทรัพย์สิน หรือถูกนำคลิปแบล็กเมลไปขายในช่องทางต่างๆ

ทั้งนี้ จากการตรวจประวัติ พบนายโทมัส เดินทางเข้าออกไทยตั้งแต่ปี 2565 ใช้วีซ่าท่องเที่ยว เฉลี่ยเดินทางเข้าออกไทย ปีละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สหรัฐ พบว่ามีประวัติลักทรัพย์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง เสริมสมรรถนะทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 8 ม.ค.-9 ก.พ.67 เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ พัฒนาทรัพยากรบุคคล และทักษะ
การบริหารงานแก่บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านบริหาร ตั้งแต่ระดับต้นถึงระดับสูงของหน่วยงาน
วันจันทร์ที่ 8 ม.ค.67 เวลา 08.30 น. ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมและสวัสดิการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยมี 
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ และผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้าร่วมพิธีฯ ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติในการปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Future : อนาคตประเทศไทย” และต่อด้วยการบรรยายพิเศษจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สำหรับโครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งนี้ 

มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อสนองตอบตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 4 ด้าน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มุ่งสู่ความเป็นเลิศ รวมถึงแผนแม่บทการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police HRD Blueprint) เพื่อการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในระดับตำแหน่งที่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร ตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูง ซึ่งประกอบด้วยภาวะผู้นำ, การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา,การจัดการเชิงกลยุทธ์ และศิลปะการจูงใจ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นเพื่อพัฒนาผู้บริหารให้เป็นนักคิดที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary Thinker) เพื่อนำองค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงได้ทันต่อสถานการณ์ มีทักษะการบริหารงาน สามารถขับเคลื่อนนโยบายขององค์กรไปสู่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ (Professional) มีความเชี่ยวชาญ สามารถบริหารงานด้านต่างๆ อาทิ งานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม, งานบริหารงานยุติธรรม และงานบริการอื่นๆ เป็นต้น รวมถึงความเป็น “ครู” ในการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้อื่นได้ และที่สำคัญ คือ การเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาล (Good Governance)

โครงการฝึกอบรมฯ ครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมผู้มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพที่จะรับการพัฒนาเป็นนักบริหาร ทั้งสิ้น จำนวน 90 คน ประกอบด้วยข้าราชการตำรวจ จำนวน 50 คน ข้าราชการทหารและข้าราชการประเภทอื่นๆ จำนวน 40 คน ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8 ม.ค.-9 ก.พ.67 โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารหรือมีความเชี่ยวชาญในหัวข้อวิชาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านการบริหารงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งใช้รูปแบบการบรรยายในห้องฝึกบรม หรือใช้รูปแบบออนไลน์ หรือรูปแบบการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

โดยแบ่งขอบเขตเนื้อหาวิชา เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มหัวข้อวิชาก้าวทันสถานการณ์โลก 
2. กลุ่มหัวข้อวิชาภาวะผู้นำและการบริหารสมัยใหม่
3. กลุ่มวิชายุทธวิธีและการบริหารงานตำรวจในมุมมองใหม่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานโครงการฝึกอบรมฯ ได้มีการจัดกิจกรรมจิตอาสา สร้างความเข้าใจและ
ให้เห็นความสำคัญในการทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และสามารถเป็นแกนนำให้ประชาชนในการทำกิจกรรมจิตอาสาต่อไป รวมถึงการแบ่งกลุ่มในการปฏิบัติ (Workshop) และการศึกษาดูงานหน่วยงาน

ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) ส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ 
จ.เชียงใหม่ โดยจะมีพิธีปิดโครงการฝึกอบรมฯ ในวันศุกร์ที่ 9 ก.พ.67 เวลา 13.00 น. ณ ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมและสวัสดิการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ร้อยเอ็ด…ชาวร้อยเอ็ดปลื้ม นายกฯ เศรษฐา Kick off นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

วันนี้( 7 มกราคม 2567 ) เวลา 18.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน Kick off นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวต้อนรับ ตลอดจนผู้บริหาร บุคลากรสาธารณสุข รองผุ้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน อสม. และประชาชน เข้าร่วม  จำนวน 10,101 คน ที่ ลานหน้าหอโหวด101 บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

โดยนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ เป็นการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ให้เจริญก้าวหน้า ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ลดภาระงานของบุคลากร จึงกำหนดให้เรื่องดิจิทัลสุขภาพเป็นหนึ่งในนโยบายการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งมีการ Kick off  ใน 4 จังหวัดนำร่อง เพื่อนำไปขยายผลอีก 8 จังหวัดในระยะที่ 2 และขยายครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จัดบริการสุขภาพ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอย และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาช

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด (ห)
087-864-4400  081-377-2689

เพชรบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เมืองโบราณศรีเทพติดตามการเตรียมงานพิธีเปิด และรับมอบใบประกาศการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567  ที่โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ  อำเภอศรีเทพ  จังหวัดเพชรบูรณ์   พลตำรวจเอก พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย  นายจตุพร  บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และ ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตาม ความพร้อมในการเตรียมการจัดงานพิธีเปิดและพิธีรับมอบใบประกาศการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง  

ทั้งนี้ เมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานสมัยทวารวดี ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2566  ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ที่ขยายออกมา ณ กรุงริยาด  ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 4  และเป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่  7 ของประเทศไทย

‘ลุงเจี๊ยบ’ เจ้าของร้านตามสั่งใจดี ให้ไรเดอร์พ่อเลี้ยงเดี่ยวกินข้าวฟรี หลังโดนลูกค้าเทมาหลายงาน ฝากถึงคนยกเลิกออเดอร์ เห็นใจเขาบ้าง

(7 ม.ค. 67) จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก ‘putonyourhair’ ได้ออกมาเเชร์เรื่องราวของไรเดอร์พ่อเลี้ยงเดี่ยวลูก 2 คน ที่ถูกยกเลิกมาหลายงาน เลยตัดสินใจให้กินฟรี โดย ‘ลุงเจี๊ยบ’ เจ้าของร้านครัวลุงเจี๊ยบ บ้านสวนซอย 11 ตำบลหนองข้างคอก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เผยว่า…

ตนได้คุยกับน้องไรเดอร์คนนั้นก็ทราบว่าเขามีงานประจำทำ แล้วมาทำงานเป็นไรเดอร์ช่วงเลิกงาน และเหตุการณ์วันนั้นก่อนหน้าที่จะมารับงานที่ร้านตนได้ไปรับงานที่อื่นมาก่อน แต่ว่าร้านนั้นเป็นร้านที่ปิดไปแล้วแต่ยังเปิดรับออเดอร์อยู่ จึงต้องรออยู่ตรงนั้นเพื่อปิดออเดอร์

ระหว่างรอปิดออเดอร์ที่นั่นออเดอร์ร้านตนก็เด้งเข้าไป แต่เขายังไม่สามารถมารับอาหารได้เพราะยังปิดงานไม่ได้ โดยตอนนั้นเขาเล่าว่ารออยู่เป็นชั่วโมง จนทำให้ลูกค้าที่สั่งจากร้านตนก็ยกเลิกออเดอร์เพราะว่าเสียเวลารอนาน

พอมาถึงร้านตนเขาก็เล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนหน้านี้โดนเทงานมาหลายงานมาก แล้วยังต้องมาเสียเวลาปิดออเดอร์และโดนออเดอร์ร้านตนยกเลิกอีก ซึ่งตนก็ถามไปว่าทำไมต้องรอนานขนาดนั้น เขาก็บอกว่าต้องรอปิดงานที่นั่นให้ได้ก่อนถึงจะรับออเดอร์อื่นได้

ตนจึงได้ถามว่าอีกว่าตั้งแต่ออกมาวิ่งงานได้เงินเท่าไหร่ น้องเขาก็บอกว่า 150 บาท แล้วก็บ่นอีกว่าเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมีลูก 2 คน ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวเพื่อเป็นรายได้เสริม และออเดอร์ที่ร้านตนที่ลูกค้ายกเลิกไปนั้น ก็ต้องนั่งรอปิดให้ได้อีกประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าปิดออเดอร์นี้เสร็จก็จะเข้าบ้านเลย

แต่ตอนนั้น ออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งที่ร้านตนทำเสร็จหมดแล้ว ก็เลยให้น้องไรเดอร์กินอาหารที่ลูกค้ายกเลิกทั้งหมดฟรีไปเลย

ลุงเจี๊ยบ กล่าวต่อว่า ที่ตนได้นำคลิปนี้ไปลงในโซเชียลเพราะว่าไม่อยากให้ไรเดอร์ทุกคนท้อ ซึ่งน้องเขาน่าสงสารมาก เห็นหน้าแล้วดูเบื่อๆ หน้าดูเหนื่อยมาก เพราะน้องเขาตั้งใจทำงานประจำเสร็จแล้วหารายได้เสริมเพื่อเลี้ยงครอบครัว

แล้วมาเจอแบบนี้อีกก็ยิ่งสงสารจับใจ ว่าทำไมเป็นแบบนี้ ก็เลยให้กินฟรี บอกว่า “ลุงเลี้ยงเอง” เขาก็รีบขอบคุณ ซึ่งเขาก็รีบกินจนหมด แต่ตนก็บอกว่ามันไม่เป็นไรตนทั้งขายบ้างแจกบ้างก็มีความสุขดี สงสารเขามากกว่าที่หาเงินเลี้ยงครอบครัว ก็อยากให้กำลังใจเขา

คิดดูว่า 1 วัน วิ่งได้แค่ 150 บาท ถ้าเกิดว่าตนเก็บเงินออร์เดอร์นี้จากเขามา 150 บาทก็เหลือแค่ไม่กี่บาท แล้วลูก 2 คน ตัวเขาเองอีก ค่าน้ำมันอะไรต่างๆ อีกแล้วตอนนั้นก็มืดแล้วตนก็เลยบอกให้น้องเขาเข้าบ้านไปได้เลย

ตั้งแต่ตนเปิดร้านอาหารมาก็เจอเรื่องราวประมาณนี้อยู่เรื่อยๆ ก็เห็นว่าน้องไรเดอร์หลายๆ คนก็สู้ชีวิตมาก ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกแค่ไหนเขาก็ยังทำงาน ยิ่งมาเจอเทงานแบบนี้ก็ยิ่งสงสาร ตนทำอาชีพค้าขายอยู่ก็ให้กินไปเลย

สุดท้ายนี้ ตนก็อยากฝากถึงลูกค้าที่สั่งแล้วยกเลิก ก็ไม่อยากไปตำหนิอะไรเขาเพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัวที่ยกเลิก แต่ผลกระทบก็คือไรเดอร์โดยตรงที่อยู่บนท้องถนน รับงานมาแล้วถูกกดยกเลิก ก็อยากให้นึกถึงตรงนี้สักหน่อยว่าเขาอาจจะลำบาก กว่าจะได้แต่ละงานบางทีวิ่งเป็น 10 กิโล

‘ดร.ชวลิต’ ชี้!! การเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ ไม่ได้ฟังธงว่าจะเกิดแผ่นดินไหว แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาติต่างหาก คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ปลอดภัย

(7 ม.ค.67) จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพพบ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือที่เรียกกันว่า ‘ปลาพญานาค’ ติดเรือชาวประมงขึ้นมาที่บริเวณเกาะอาดัง อำเภอละงู จังหวัดสตูล เมื่อไม่นานนี้ ทำให้หลายคนวิตกกังวล เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า เปรียบเสมือนตัวแทนผู้ส่งสารจากวังของพญามังกร ที่จะมาเตือนผู้คนว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน

ล่าสุด ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา และกรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเถียร กล่าวถึงเรื่องการเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือ ‘ปลาพญานาค’ ในน่านน้ำทะเลไทย ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อนเลย แต่ตอนนี้เจอถึง 2 ครั้ง 2 ตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ว่า แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงลางบอกเหตุแผ่นดินไหว และสึนามิในทุกครั้ง จากการพบปลาออร์ฟิช แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาตินี้ ก็เป็นทางหนึ่งของความปลอดภัยได้ เช่น ในช่วงนี้นักท่องเที่ยวแถบทะเลอันดามันควรสังเกตเป็นพิเศษ หากพบว่าที่ชายหาดเกิดน้ำลงเร็วผิดรอบจากที่ควรเป็น หรือลงมากกว่าปกติ ก็ควรระวังรีบเผ่นขึ้นที่สูงได้ทัน

สำหรับปลาออร์ฟิช หรือปลาพญานาค เป็นปลากระดูกแข็งในอันดับ Lampriformes อันดับเดียวกับปลาโอปอ (Opahfish) อยู่ในวงศ์ Regalecidae พบแล้ว 3 ชนิดทั่วโลก แต่ที่มีขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ 1.) Giant oarfish Regalecus glesne (P. Ascanius, 1772) มีครีบหลังยาวมาก มีก้านครีบ 390-450 อัน กระโดงตอนหน้าที่ยาวเป็นหงอนแรกมี 6-8 ก้าน ตอนสองมี 5-11 ก้าน มักพบในเขตอบอุ่น แถบแอตแลนติกและแคลิฟอร์เนีย เคยพบยาวสุดประมาณ 17 เมตร หนักได้ถึง 270 กิโลกรัม

2.) Russell’s oarfish Regalecus russelii (G. Cuvier, 1816) มีก้านครีบหลังน้อยกว่า 320-370 อัน กระโดงตอนหน้าที่มี 3-6 ก้าน ตอนสองมีก้านเดียว พบในเขตร้อน แถบอินโด-แปซิฟิกตะวันตก เช่น ญี่ปุ่น จีน ถึงคอสตาริกา และพบในมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงตัวที่พบในประเทศไทย เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่นี้ด้วย เจ้าตัวนี้มีความยาว 2.4 เมตร ได้มาโดยคุณธนิสร วสิโนภาส ไปเสาะหามาเพื่อนำมามอบให้ อพวช. เก็บเป็นตัวอย่างอ้างอิงของไทย

ปลานี้มีลำตัวบาง ยาว คล้ายปลาดาบเงิน ผิวบางมีสีเงินลายประสีคล้ำจางๆ ครีบสีแดง มันได้รับฉายาว่าเป็นปลาที่ตัวยาวมากที่สุด กินกุ้ง ปลาหมึกที่เป็นแพลงค์ตอนขนาดใหญ่ อาศัยอยู่กลางน้ำลึกตั้งแต่ 200 เมตร ลงไป เวลาว่ายน้ำมักเอาหัวตั้งขึ้น

ตามตำนานของญี่ปุ่นเชื่อว่าปลาพญานาค เป็นปลาส่งสารจากวังของพระเจ้าแห่งท้องทะเล เพราะมันจะโผล่มายังบริเวณผิวน้ำ ก่อนเกิดแผ่นดินไหว หรือสึนามิ

โดยตัวอย่างในปี 2011 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ฟูกูชิมะ ที่คร่าผู้คนร่วมสองหมื่นคน หลายดือนก่อนหน้า พบปลาพญานาคขึ้นมาที่ตื้นราว 20 ตัว เชื่อกันว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่ใต้ท้องทะเลก่อนหน้าการเกิดแผ่นดินไหว และมีตำนานของญี่ปุ่นกลาวถึงเรื่องจากปลานี้อยู่มานานแล้ว

ยังไม่มีการอธิบายที่แน่ชัดสำหรับการปรากฎตัวของเจ้าปลานี้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์อาจอธิบายได้ว่า ด้วยความที่เจ้าปลาพญานาคเป็นปลาที่อาศัยอยู่บริเวณก้นทะเลลึก จึงไวต่อการรับรู้จากพื้นทะเลได้ก่อน หรือเป็นไปได้ที่มันจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสั่นสะเทือน หรือพลังงานใดๆ ขณะที่แผ่นเปลือกโลกกำลังขยับก่อนแผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ว่า การพบเห็นปลาออร์ฟิช อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเกิดลางร้ายแผ่นดินไหวทุกครั้งไป โดยมีการศึกษาถึงความเกี่ยวข้องของการพบเห็นปลาออร์ฟิชในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันถึงความเชื่อมโยงได้

‘หนุ่มตาบอด’ โพสต์หาเพื่อนเที่ยวเกาะล้าน เจอ ‘หนุ่มใจดี’ อาสาพาเที่ยว อึ้ง!! ที่แท้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิก เผย “มีความสุขมากกว่าที่คิด”

(7 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้พิการทางสายตา ได้โพสต์ในกลุ่ม ‘หาเพื่อนเที่ยวเพื่อนกิน’ เพื่อหาคนที่จะพาตัวเองไปเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เกาะล้าน จ.ชลบุรี แล้วก็เจอคนใจบุญตอบรับและพาไปเที่ยวจริงๆ

‘นายปริพล ทู้ไพเราะห์’ ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่พาชายตาบอดไปเที่ยว เปิดเผยว่า ตนเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวอยู่แล้ว และปกติก็มักจะไปเที่ยวคนเดียว จนมาเจอโพสต์ดังกล่าวของคนตาบอดรายนี้เข้า จึงติดต่อไปและอาสาพาไปเที่ยวด้วย

ยอมรับว่าทีแรกก็กังวลว่าจะพาไปเที่ยวอย่างไร จะดูแลอย่างไร แต่พอได้พูดคุยกับเจ้าตัวแล้วเขาบอกว่าเป็นนักกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิกด้วย ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ตนก็สบายใจขึ้นและพาไปเที่ยวที่เกาะล้าน พร้อมเช่ารถ จยย. พาเที่ยวรอบเกาะตั้งแต่บ่ายจนถึง 16.00 น.

นายปริพล กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองชายคนนี้เป็นคนธรรมดา ซึ่งตนก็ไปเที่ยวมาหลายที่ และพอนึกภาพว่าเขาตาบอด มองไม่เห็นอะไรเลย ตนจึงพยายามถ่ายทอดสิ่งที่มองเห็นให้ชัดเจนที่สุด และทุกครั้งที่พูดไป ชายคนนี้จะมีท่าทีตื่นเต้น นั่นก็ทำให้รู้สึกใจฟูมากๆ

จากนี้หากมีโอกาสได้พบผู้พิการที่อยากไปเที่ยว ก็อยากจะพาไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนก็ทำได้ ไม่ว่าจะพาผู้พิการเที่ยวหรือไม่พิการก็ตาม

"เชียงราย"ฉก.ทัพเจ้าตาก ตำรวจแม่จันและตำรวจภูธรภาค5ยิงปะทะเดือดกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดวิสามัญ1ศพยึดไอซ์ 323 กก."

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ได้รับการประสานจาก สถานีตำรวจภูธรแม่จัน ว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณ บ้านแม่สะแลป ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงได้จัดกำลังจาก กองบังคับการควบคุมผาแด่น หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน และ ตำรวจภูธรภาค 5 ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณดังกล่าว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย พร้อมเป้สัมภาระ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอพิสูจน์ทราบเมื่อมีแสงทางทหาร

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.00 นาฬิกา ของวันที่ 7 มกราคม 2567 ได้เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่เกิดเหตุ พบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เสียชีวิต จำนวน 1 ศพ และกระสอบปุ๋ยดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 21 ใบ ภายในบรรจุยาเสพติให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 323 กิโลกรัม, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ แดงดำ ทะเบียน 1 กด 988 เชียงราย จำนวน 1 คัน และลูกระเบิดขว้าง จำนวน 1 ลูก

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 นาฬิกา พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พลตรี สมจริง กอรี รองผู้บัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ, พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง, พันเอก ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าตรวจสอบพื้นที่ปะทะดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากนั้นหน่วยได้นำของกลางส่งให้สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top