Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'อัษฎางค์' เหน็บ 'นายกฯ' เดินสายเล่นตลกไปทั่วโลก หวังจะสร้างอิมแพคผู้นำแฟชัน เอาอะไรคิด?

(13 มี.ค. 67) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า.. “ใคร….? ใคร… สามารถสร้างอิมแพค เกิดอิทธิพลเป็นผู้นำแฟชั่นกับโลกได้

เศรษฐา Vs ลิซ่า !
ใคร….สามารถสร้างกระแส จนกระแสกลายเป็น soft power ได้

เศรษฐา Vs ลิซ่า !
ผู้นำรัฐบาลอย่างนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี กับ ผู้นำแฟชั่น มันคนละคนกัน

น้องลิซ่า สวมเสื้อผ้ารองเท้าตัวไหน ถือกระเป๋าอะไร ของแทบจะขายหมดในวันรุ่งขึ้น

แต่คุณเคยเห็นคนแต่งตัวตามนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำทางการเมืองประเทศไหนบ้าง ?

คิดว่า นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักการเมือง ที่เคยเป็นนักธุรกิจ คือผู้นำแฟชั่นของโลกหรือ? เอาอะไรคิด? คิดว่า นายกรัฐมนตรี ที่มีรสนิยมสวมถุงเท้าสีฉูดฉาดข้างละสี คือผู้มีรสนิยมที่จะเป็นผู้นำแฟชั่นระดับโลกได้ด้วยหรือ? เอาอะไรคิด?

นี่หรือนักการเมืองจากพรรคที่สาวกเชิดชูว่า เก่งเศรษฐกิจการค้า!

เสนอนโยบาย Soft power ก็ผิดตั้งแต่ความเข้าใจเรื่องคำนิยามของ Soft power แล้ว

นี่ก็คงฝันว่า จะให้นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนต่างประเทศแล้วเกิดกระแสจนกลายเป็น Soft power ที่ทำให้คนหันมาสนใจผ้าขาวม้าของไทย

เลือก Presenter ก็ผิดตัวแล้ว
ยังเลือกผลิตภัณฑ์ผิดอีก
หนำซ้ำ ผิดกาลเทศะ อีกต่างหาก

เวลาคุณขายบ้าน คุณให้เซลส์แมน แต่งตัวยังไง

คุณว่า ถ้าเซลส์แมนของคุณแต่งตัวเสร่อ ๆ ไปขายบ้านระดับ 100 ล้าน จะมีใครซื้อบ้านหรือคุยกับเซลแมนของคุณหรือไม่?

ยกเว้นว่าขายทาวน์เฮาส์ไม่เกินล้านต้นๆ คนเขาจะมองข้ามรสนิยมเสร่อ ๆ ของเซลส์แมนของคุณอย่างแน่นอน

ทำการบ้านให้เยอะ ๆ เปลี่ยนทีมที่ปรึกษาและทีมทำงานใหม่ทั้งหมด อาจช่วยอะไรๆ ให้ดีขึ้น

แต่ถ้าให้ดี ต้องเปลี่ยน CEO และ Executive board ที่พากันหลงทิศหลงทางเข้ารกเข้าพง คือสิ่งที่ดีที่สุด

เดินสายเล่นตลกไปทั่วโลก ด้วยเงินภาษีกู สมเพชตัวเองกันบ้างมั้ย

อัษฎางค์ ยมนาค

'พงศ์พรหม' วอน!! หยุดหนุนวัฒนธรรม VIP หลังพบเคสรถหรู ไปจอดในที่คนพิการ

(13 มี.ค.67) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

คงต้องขอฝากหละครับ

การจอดรถไม่ว่าในกรณีใดๆ เราต้องไม่ละเมิดคนป่วย คนพิการ คนสูงอายุ เพราะพวกเขาไม่สะดวกอย่างเรา

ไม่ใช่เอา Ferrari และ Porsche ไปจอดในที่คนพิการแบบนี้

หรือแม้แต่หากรู้ว่าจอดผิด เข้าไปละเมิดคนพิการ ก็อย่าถ่ายรูปให้สาธารณะเค้าดู เพราะมันคือการสนับสนุนการกระทำที่ผิด

ผมเองสมัยทำการเมือง นั่งรถตู้ยุโรป ไปตามงานฝ่ายการเมืองตามโรงแรม หรือศูนย์ประชุม

มักมี รปภ.อำนวยความสะดวกให้ไปจอดตามที่จอดคนพิการ

ผมกับคนขับรถจะปฏิเสธ 100% ครับ

เรายอมไม่จอด และเราจะยอมเสียเวลาเป็นครึ่งชั่วโมงวนหาที่จอดรถ

ดีกว่าคิดเข้าข้างตัวเองว่า “อ้าว ก็รปภ.อนุญาตหนิ” แล้วก็จอดแบบละเมิดสิทธิคนพิการอย่างสบายใจ

ผิดคือผิด

ไม่ใช่สนับสนุนวัฒนธรรม VIP อยู่เหนือกฎหมาย และคนที่ชนชั้นต่ำกว่าไปกันหมด

ฝากด้วยครับ

'นายกฯ เศรษฐา' ขึ้นปกนิตยสาร TIME ฉบับเผยแพร่ 25 มีนาคมนี้

(13 มี.ค. 67) ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์นิตยสารดังอย่าง ไทม์ (TIME) เผยแพร่ภาพหน้าปกนิตยสารลงวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งปรากฎภาพของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมข้อความระบุว่า “เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย เดอะ เซลส์แมน ที่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจในประเทศ”

โดยในเว็บไซต์ยังได้เผยแพร่บทความการให้สัมภาษณ์ของนายเศรษฐาซึ่งให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตการเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจในไทย ทั้งนี้ สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ ได้ที่ >> https://time.com/6899782/thailand-prime-minister-srettha-thavisin-business-hub/ 

ชื่นชม!! ‘นศ.เทคนิคท่าหลวงฯ’ คิดค้นนวัตกรรม ‘เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไต’ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย แถมลดค่าใช้จ่ายนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.67) ‘น้องแก้ว’ หรือ นางสาวแก้วทิพย์ศิริ พรมหงษ์ นักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ จังหวัดสระบุรี เล่าถึงเเรงบันดาลใจที่ประดิษฐ์เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไต แบบการล้างไตทางช่องท้องว่า เพื่อนสนิทของตน มีคุณตาที่ป่วยเป็นโรคไตและมีอาการหนาวสั่นเกร็งเวลาล้างไต

พอถามแพทย์ที่รักษาคุณตาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แพทย์อธิบายว่าเกิดจากน้ำยาล้างไตมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าร่างกาย ทำให้คุณตามีอาการดังกล่าว ซึ่งการล้างไต มีข้อสำคัญคือห้องที่ทำการล้างไต จะต้องเป็นห้องปลอดเชื้อปิดมิดชิด ซึ่งส่วนมากจะมีการเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยทำให้ห้องอุณหภูมิเย็น

ส่งผลให้น้ำยาล้างไตก็มีอุณหภูมิเย็นลงไปด้วย เมื่อนำเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยเพื่อทำหน้าที่ล้างของเสียที่สะสม น้ำยาจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย มีผลกระทบให้ผู้ป่วยที่ได้รับน้ำยาเข้าไปแล้ว จะมีอาการหนาวสั่น จึงจำเป็นจะต้องมีการอุ่นน้ำยาล้างไตเพื่อให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกายของผู้ป่วยก่อนนำน้ำยาล้างไตเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการอุ่นน้ำยาล้างไต ไม่สามารถใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น การนำไปต้มในน้ำเดือด การนำไปนึ่ง

ตนและเพื่อนๆ จึงได้คิดค้น เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องแบบใช้ไฟฟ้า โดยวิธีการใช้งานเครื่องฯ เริ่มจากนำน้ำยาล้างไตมาวางด้านในของเครื่องฯ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ถุงประคบร้อนที่ห่อผ้า กดปุ่มสวิตช์เพื่อเริ่มการทำงาน ปุ่มของเครื่องอุ่นถุงน้ำยาล้างไตจะเป็นสีแดง และจะทำการอุ่นน้ำยาฯ ให้มีอุณหภูมิที่ระบบตั้งไว้คือ  5 ถึง 37 องศาเซลเซียส และถ้าน้ำยาฯ พร้อมใช้งาน เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตจะเป็นสีเขียว และระบบจะตัดการทำงานทุกครั้ง

จากนั้นจึงนำน้ำยาฯ ไปใช้งานได้ โดยเครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องไฟฟ้า จะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวและอยากล้างไตมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำยาเท่ากับร่างกาย จึงทำให้คนไข้ไม่มีอาการหนาวสั่นเกร็งหรือปวดหน้าท้อง เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย และที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องดังกล่าวที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ

นวัตกรรมชิ้นนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ระดับภาค ภาคกลาง และรางวัลชมเชย ระดับชาติ ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ประจำปีการศึกษา 2566

ทั้งนี้ เครื่องอุ่นน้ำยาล้างไตทางช่องท้องไฟฟ้า ราคา 1,800 บาท สนใจติดต่อได้ที่ ไอดีไลน์ Krissada1 หรือ เบอร์ติดต่อ 0874896052 หรือ Facebook :ช่างไฟฟ้ากำลัง วท.ท่าหลวงฯ

‘พี่หม่ำ’ แจ้งความอดีตลูกน้อง ยึดเพจเฟซบุ๊ก 1.7 ล้านผู้ติดตาม หวั่น!! เอาไปทำเรื่องไม่ดี หลังดีดภรรยาตนออกจากแอดมิน

(12 มี.ค.67) นายเพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หรือหม่ำ จ๊กมก นักแสดงตลกชื่อดัง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ สังข์แก้ว สว.สอบสวน สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ หม่ำ มด จ๊กมก แฟนคลับ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1.7 ล้านคน ของภรรยา ถูกอดีตลูกน้องคนสนิท ซึ่งเป็นแอดมินเพจร่วมกับภรรยายึดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไป พร้อมเปลี่ยนแปลงด้วยการดีดชื่อภรรยาของตน ซึ่งเป็นเจ้าของเพจร่วมออกจากการเป็นแอดมินเพจด้วย ทำให้ตนกับภรรยาเกรงว่า จะถูกอดีตลูกน้องรายนี้นำเพจไปใช้หลอกประชาชน หรือนำไปสร้างความเสียหายประเภทชักชวนเล่นการพนัน ชวนขายของออนไลน์ หรือไปเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย จึงมาเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ก่อนในเบื้องต้น

หม่ำ จ๊กมก กล่าวว่า ตนกลัวว่าอดีตลูกน้องคนนี้จะเอาเพจดังกล่าว ซึ่งมียอดผู้ติดตามถึง 1.7 ล้านคน ไปแอบอ้างทำอย่างอื่น กลัวจะเอาไปชักชวนเล่นการพนัน ชวนขายของออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ตนกับภรรยาเดือดร้อนในวันข้างหน้า จึงต้องป้องกันตัวเองด้วยการมาแจ้งความไว้ก่อน โดยอดีตลูกน้องรายนี้เคยเป็นลูกน้องมาก่อน ก่อนจะไปเป็นแอดมินเพจให้กับภรรยา ต่อมาเขาเปลี่ยนแปลงเพจด้วย แถมยังดีดภรรยาตนออกจากการเป็นแอดมินร่วมกัน แล้วนำเพจดังกล่าวไปทำเองเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่ภรรยาเป็นเจ้าของเครื่องที่ใช้ตั้งเพจนี้

แม้ว่าตนจะเคยบอกให้อดีตลูกน้องลบเพจเฟซบุ๊กนี้ออกไป แต่อดีตลูกน้องรายนี้ก็ไม่ยอมลบเพจทิ้ง ทั้งที่ตนได้ตักเตือนไปแล้ว จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันตัวเองกับภรรยาเอาไว้ก่อน แม้ว่าในตอนนี้อดีตลูกน้องจะยังไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายก็ตาม

ระยะหลังมีคนมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า อดีตลูกน้องรายนี้ไปโพสต์อะไรของเขาไม่รู้ จนทำให้มีคนเข้าผิดว่าเป็นภรรยาของตนเป็นคนโพสต์ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า อดีตลูกน้องยึดเพจดังกล่าวไปดูแลเอง และทำการเปลี่ยนแปลงเพจด้วยการดีดภรรยาออกจากการเป็นแอดมินเพจร่วมกันมานานเกือบปี

'สรวุฒิ' รับฟัง 'ผู้พิการ' หาทางแก้ปัญหาการเดินทาง 'เครื่องบิน-รถสาธารณะ' ส่งสัญญาณสายการบินไม่สามารถปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น

'เลขานุการ รมว.คมนาคม' รับฟังความคิดเห็นกลุ่มคนพิการ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาการเดินทางโดยเครื่องบิน-รถสาธารณะ หวังให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเดินทางสัญจรได้สะดวก

(12 มี.ค. 67) นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่สายการบินไทยเวียตเจ็ทปฏิเสธกลุ่มคนพิการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกหนังสือตักเตือนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้นั้น

ในวันนี้ (12 มี.ค. 67) ได้มีการประชุม และรับฟังความคิดเห็นกับกลุ่มคนพิการ นำโดย นายกฤษนะ ละไล พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้น-ยาว โดยขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานกระทรวงคมนาคม จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งจะประกอบไปด้วย...

1. บุคลากรระดับสูงจากกระทรวงคมนาคมจำนวน 9 ท่าน 
2. บุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 ท่าน และ ตัวแทนกลุ่มผู้พิการจำนวน 5 ท่าน เพื่อร่วมบูรณาการแผนงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิผลที่ควรจะเป็นในระดับสูงสุด 

ทั้งนี้เตรียมสั่งการให้สายการบินแจ้งรายละเอียดและประชาสัมพันธ์ถึงกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ต่อผู้โดยสารที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางด้านร่างกาย ซึ่งหากกฎมีความก้ำกึ่ง สายการบินไม่สามารถปฏิเสธ ผู้โดยสารได้ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น แต่หากมีความเข้าข่ายและจะส่งผลกระทบระหว่างการบิน ต้องแจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป 

นายสรวุฒิ กล่าวต่อว่า โดยแนวทางเบื้องต้นนั้นต้องการให้ทุกสายการบิน เพิ่มช่องทางให้ใส่รายละเอียด ของกลุ่มเปราะบางทางด้านร่างกาย ในการจองตั๋วเดินทาง เพื่อให้สายการบินสามารถเตรียมการได้อย่างเหมาะสม 

ขณะที่ทาง นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการเพิ่มแนวทางอำนวยความสะดวกในการเดินทางด้านอากาศ สำหรับกลุ่มผู้เปราะบางแล้ว ยังมองว่าการขนส่งทางบก มีความสำคัญอย่างมาก ต่อกลุ่มดังกล่าวนี้ โดยล่าสุดได้เตรียมหารือกับทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อหาแนวทางในการลดหย่อนภาษี รถขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีการดัดแปลงสำหรับผู้พิการ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเดินทางสัญจรได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนั้นยังเตรียมเข้าปรึกษาหารือกับทางหน่วยงาน กทม. เพื่อผลักดันให้กลุ่มผู้เปราะบางมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

'รมว.ปุ้ย' กางแผนบริหารจัดการอ้อยทั้งระบบ 'ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร-ลดมลพิษ' ยกหูถึง 'พีระพันธุ์' ดันใช้ E20 พร้อมปลดล็อกเอทานอลอ้อย ขายให้อุตฯ อื่นได้

'รมว.พิมพ์ภัทรา' รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแผนบริหารจัดการอ้อยทั้งระบบ ยกหูถึง 'นายพีระพันธ์' รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ดันการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ปลดล็อกผู้ผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง ขายให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในราคาที่เหมาะสม เตรียมดึงแพลตฟอร์มจาก 'ไทยคม' เผยจุด Hot Spot ย้อนหลัง 3 ปี เร่งแก้ปัญหา PM 2.5

(12 มี.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่มผู้ประกอบการอ้อยและน้ำตาลทราย ในฐานะ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เข้าพบ โดยได้หารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย เนื่องจากปัจจุบันมีความไม่สมดุลในการสร้างรายได้ของเกษตรกร โดยกลุ่มเอทานอล ขอให้รัฐส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานช่วงการเปลี่ยนผ่าน และปลดล็อกให้ผู้ผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง สามารถจำหน่ายเอทานอลให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้

ขณะที่กลุ่มไฟฟ้าชีวมวล ขอให้เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในราคาที่เหมาะสม และต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าชีวมวลที่จะหมดอายุในราคาที่เหมาะสม

“กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารืออยู่ตลอดกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นทางที่รัฐบาลให้ความสนใจในการพัฒนาสอดคล้องกันอยู่แล้ว จากนี้จะเร่งเรื่องนี้เข้าเพิ่มเติมในรายละเอียดและผลักดันไปในระดับนโยบาย ล่าสุดที่ยกหูถึงพี่พี (รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน) ซึ่งก็ได้รับทราบแนวทางดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว”

นอกจากนี้ ยังมีการหารือในการที่จะนำเทคโนโลยีดาวเทียม การตรวจหาความร้อน แหล่งกำเนิดฝุ่นควัน PM2.5 มาใช้ในภาคการเกษตร โดยตน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง รวมถึงผู้บริหารจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล ได้ร่วมหารือกับ คณะผู้บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำโดย นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่จะมุ่งไปที่เรื่องของการใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เรียกว่า ‘Sugarcane Intelligence System’ มีข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลแปลงเกษตรไร่อ้อย และสามารถแสดงผลจุดความร้อน (Hot Spot) ดูข้อมูลย้อนหลังได้ 3 ปี

ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผน กำหนดทิศทางเกษตรกรรมของเกษตรกรชาวไร่อ้อย และโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลได้เป็นอย่างดี ครบวงจร ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องของการแก้ปัญหาเผาไร่อ้อยการเก็บเกี่ยวได้อีกด้วย

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเรื่อง ส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร สำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย ปัจจุบันได้มีการสนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดส่งโรงงานน้ำตาลให้ได้รับสิทธิในการลดดอกเบี้ยเงินกู้ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลือกการตัดอ้อยสดแทนการเผา และเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากใบและยอดอ้อย โดยการจำหน่ายให้กับโรงงานเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และเร็ว ๆ นี้จะมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นกฎหมายควบคุมมลพิษจากต้นกำเนิด PM 2.5 เป็นการแก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยได้อย่างยั่งยืน

“เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการบริหารจัดการไร่อ้อยแบบครบวงจร และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราขอเน้นเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรเป็นหลัก”

สำหรับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยมีมูลค่า 235,000 ล้าน แบ่งเป็นน้ำตาล 199,000 ล้านบาท (อ้อย 131,000 ล้านบาท) กลุ่มโมลาสและเอทานอล 22,000 ล้านบาท กลุ่มไฟฟ้าชีวมวล 14,000 ล้านบาท ที่มาจากใบอ้อยเพื่อต้องการลดภาวะฝุ่นควัน PM 2.5 และลดการเผาทิ้ง กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาคจากเอทานอล และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งเกรดบริสุทธิ์ เกรดอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เกรดเชื้อเพลิง

‘รอมฎอน 2567’ เดือนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของ ‘ชาวมุสลิม’

‘รอมฏอน’ เป็นเดือนที่ 9 ตามปฏิทินทางจันทรคติของอิสลาม แต่ละปีชาวมุสลิมทั่วโลกจะ ‘ถือศีลอด’ ตลอดทั้งเดือน โดยจะเริ่มถือศีลอดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งปีนี้ วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ตรงกับ วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2567 ตามประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรี

รอมฎอน ถือเป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานพระคัมภีร์อัลกุรอานลงมาให้แก่ นบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้สั่งสอน และเป็นเครื่องชี้ทางให้แก่อิสลามิกชนทั่วโลก

พระคัมภีร์ระบุว่า วันที่พระเจ้าประทานอัลกุรอานให้แก่ นบีมูฮัมหมัด คือ ช่วงวันที่ 26-27 ของเดือนรอมฎอน ซึ่งชาวมุสลิมถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ในเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมทุกคนจึงต้องรักษาศีล อดอาหารเพื่อฝึกฝนการบังคับตนเองและเพื่อให้เข้าถึงคำสอนของนบีมูฮัมหมัด รวมถึงใช้เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการบูชาพระเป็นเจ้า เดือนนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘เดือนบวช’

ตลอดเดือนรอมฎอน 29-30 วัน หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชาวมุสลิมจะปฏิบัติศาสนกิจเพื่ออัลเลาะห์ ด้วยการอดอาหาร งดเว้นเครื่องดื่ม พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี รวมทั้งเข้มงวดระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนา ไม่กระทำใดที่ขัดต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ดังนี้…

- ทางมือ ด้วยการทำร้าย หรือหยิบฉวย ลักขโมย
- ทางเท้า ด้วยการก้าวย่างไปสถานที่ต้องห้าม
- ทางตา ด้วยการจ้องมอง ดูสิ่งลามก
- ทางหู ด้วยการฟังสิ่งไร้สาระ การฟังคำนินทาให้ร้าย และ
- ทางปาก ด้วยการโกหก โป้ปด ให้ร้าย พูดเรื่องไร้สาระ หยาบคาย

การปฏิบัติตนเพื่อละเว้นจากการกระทำดังกล่าวเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และแสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกัน หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่น ๆ ด้วย

>> ความสำคัญของ ‘เดือนรอมฎอน’
แก่นสาระของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน มีจุดประสงค์ เพื่อให้อิสลามิกชนได้ตระหนักรู้ถึงความยากลำบาก ได้เรียนรู้อุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต การถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่าง ๆ ด้วยความเพียร และสติปัญญา

“การถือศีลอด เป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์”

การถือศีลอด จึงเป็นกระบวนการฝึกฝนจิตใจของชาวมุสลิมให้เป็นผู้มีสติ การถือศีลจึงมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่การงาน และกิจวัตรประจำวันของชาวมุสลิม

>> หลักปฏิบัติในการถือศีลอด
การเริ่มต้นวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ในเดือนรอมฎอน จะมีขึ้นตั้งแต่วันแรกของเดือน โดยการประกาศการเริ่มต้นเดือนรอมฎอนจะทำโดยผู้นำทางศาสนาของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะกำหนดจากการสังเกตคืนที่ปรากฎดวงจันทร์เสี้ยวเป็นครั้งแรกหลังจากคืน เดือนมืดให้เป็นวันที่ 1 ของเดือน และนับไปจนครบ 29-30 วันตามแต่ปฏิทินฮิจเราะญ์ของแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม ชุมชนมุสลิมหลักของโลก ในตะวันออกกลาง การเริ่มเดือนรอมฎอนจะยึดตามคำประกาศของผู้นำศาสนาอิสลามในอียิปต์เป็นสำคัญ

การอดอาหาร แม้จะเป็นส่วนสำคัญในวัตรปฏิบัติของเดือนรอมฎอน แต่อาหารก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน โดยก่อนและหลังพระอาทิตย์ตก ชาวมุสลิมจะรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญร่วมกับครอบครัว โดยมีข้อบังคับว่าอาหารชนิดแรกที่อิสลามิกชนต้องรับประทานหลังจากถือศีลอดมา ทั้งวัน คือ ‘อินทผลัม’ ตามด้วยอาหารหวานต่างๆ เพื่อชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปจากการอดอาหาร

แม้ว่าในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ชาวมุสลิมจะสามารถรับประทานอาหารได้ แต่ยังคงต้องสำรวมและถือศีลไม่ปล่อยให้ตนเองมีความสุขกับการรับประทานอาหารและผ่อนคลายจนเกินไป

โดยถือว่าหากศาสนิกชนดื่มด่ำในรสชาติของอาหารและความสุขจากการรับประทาน การฝึกฝนตนเองที่กระทำมาทั้งวันก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่า

>> สิ่งที่ควรปฏิบัติในการถือศีลอด
- รับประทานอาหารซุโฮร์ให้ใกล้หมดเวลา และรีบแก้ศีลอดเมื่อเข้าเวลา
- ไม่พูดนินทา ไม่คิดร้าย ทำใจให้สงบ อ่านอัลกุรอ่าน
- เคี้ยวอาหารช้าๆ ห้าสิบครั้งต่อคำ ควรทานอาหารไม่อิ่มแน่นมาก
- ดื่มน้ำสะอาด หลังรับประทานอาหาร
- รับประทานอาหารเหมือนปกติ ไม่ควรเพิ่มอาหารมาก
- เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
- ไปละหมาดตะรอเวียะฮ์ (การละหมาดในเดือนรอมฏอน) ทุกๆ วัน อย่างช้าๆ ไม่รีบ
- แบ่งปันอาหารให้ผู้ที่ถือศีลอด
- พยายามเลิกสิ่งเสพติดต่างๆ เช่น บุหรี่ ชา กาแฟ
- ควรตรวจร่างกายก่อนเข้าเดือนรอมฎอน และหลังจากสิ้นเดือนรอมฎอน

>> ข้อห้ามขณะถือศีลอด ในช่วงเวลากลางวัน มีดังนี้...
- ห้ามรับประทานหรือดื่ม รวมทั้งการสูบบุหรี่ด้วยโดยเจตนา
- ห้ามร่วมประเวณี หรือทำให้อสุจิออกมาโดยเจตนา
- ห้ามทำให้อาเจียนโดยเจตนา
- ห้ามเอาสิ่งใดเข้าไปจนลึกเกินบริเวณภายนอกในอวัยวะที่เป็นรู เช่น ปาก จมูก โดยเจตนา

>> ดุแลใส่ใจสุขภาพ ‘ช่วงถือศีลอด’
นพ.ปรีชา วงศ์ศิลารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา เคยให้ข้อมูลว่า พฤติกรรมการรับประทานที่แตกต่างกันของแต่ละคน อาจทำให้ช่วงเวลาถือศีลอดยาวนานได้ตั้งแต่ 13 - 20 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันไป 29-30 วัน จึงอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

>> ในเดือนถือศีลอด ดูแลสุขภาพได้ดังนี้...
- รับประทานอาหารสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพราะจะทำให้กระหายน้ำได้ระหว่างการถือศีลอดในตอนกลางวัน
- อาหารมื้อเย็นควรเริ่มด้วยอาหารเหลวย่อยง่าย เลี่ยงอาหารที่ย่อยยากเพราะจะทำให้กระเพราะอาหารทำงานหนักขึ้น
- อาหารมื้อเย็น ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารมากเกินไป เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวกระเพาะอาหารจะมีน้ำย่อยออกมามาก การรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วจะทำให้กระเพาะอาหารปรับตัวไม่ทัน ระบบย่อยอาหารแปรปรวน เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
- หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ต้องอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง เพราะการนอนหลังรับประทานอาหารทันที อาจทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับ ทำให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวนเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ก่อนรับประทานอาหารหรือปรุงอาหารควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง สำหรับน้ำดื่มควร เป็นน้ำที่สะอาด เช่น น้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน

>> รู้หรือไม่ ‘รอมฎอน’ ขยับเร็วขึ้นมาทุกปี
เดือนรอมฎอน นอกจากการกำหนดเดือนในปฏิทินอิสลามที่ต้องสังเกตการณ์ดวงจันทร์เสี้ยวแรกแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องกับ ดาราศาสตร์ อย่างเรื่องการหมุนรอบตัวเองของโลก และการที่แกนโลกเอียง ดังนี้
เดือนรอมฎอน ขยับเร็วขึ้นมาทุกปี เมื่อเทียบกับปฏิทินสากล

ในแต่ละปี เดือนรอมฎอนจะขยับเร็วขึ้นมา 10 หรือ 11 วัน เมื่อเทียบปฏิทินสากล (ปฏิทินเกรกอเรียน) ปฏิทินสากลนั้นใน 1 ปี มีจำนวนวัน 365 หรือ 366 วัน แตกต่างกับปฏิทินอิสลามแบบจันทรคติ (เดือนกอมารียะห์) ที่มีทั้งหมด 12 เดือน แต่หนึ่งเดือนกอมารียะห์นั้นจะมีจำนวนวัน 29 หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับการสังเกตการณ์จันทร์เสี้ยวแรก

ดังนั้น 1 ปีของปฏิทินอิสลาม มีจํานวนวันประมาณ 354 หรือ 355 วัน น้อยกว่าปฏิทินสากลอยู่ประมาณ 10 หรือ 11 วัน ส่งผลให้แต่ละปี เดือนรอมฎอนจะขยับเร็วขึ้นมา และฤดูกาลที่ถือศีลอดจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เนื่องจากปฏิทินจันทรคติ เป็นปฏิทินไม่ตรงตามฤดูกาล

สำหรับปีนี้ วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1445 ตรงกับวันที่ 12 มีนาคม 2567 (ตามประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรี) เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1444 ตรงกับวันที่ 23 มีนาคม 2566
ใน 1 วันระยะเวลาถือศีลอด แต่ละพื้นที่บนโลกไม่เท่ากัน

ระยะเวลาการถือศีลอดของมุสลิมแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เพราะแกนหมุนรอบตัวเองของโลกที่เอียงทำมุม 23.5 องศากับเส้นตั้งฉากระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลให้พื้นที่ต่างๆ บนโลก ได้รับแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน จึงทำให้เกิดฤดูกาลบนโลกและระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกัน เช่น ช่วงฤดูร้อนของประเทศทางซีกโลกเหนือ กลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืน

ในขณะที่ซีกโลกใต้จะเป็นฤดูหนาวที่มีกลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน นั่นแปลว่า ในช่วงเดือนรอมฎอนของแต่ละปี มุสลิมแต่ละพื้นที่ทั่วโลกจะถือศีลอดใน "ฤดูกาล" ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีระยะเวลากลางวัน - กลางคืนแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

ทั้งนี้เดือนรอมฎอนจะสิ้นสุด1 เดือนในปฏิทินจันทรคติ อาจมี 29 หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับการมองเห็นดวงจันทร์ของเดือนใหม่ ดังนั้นในเย็นขอวันที่ 29 ของเดือนรอมฎอนมุสลิมก็จะพากันไปร่วมกันดูดวงจันทร์ หากเห็นก็ถือว่าวันต่อไปเป็นเดือนใหม่ และรอมฎอนก็สิ้นสุดลง เท่ากับว่ารอมฎอนของปีนั้นมี 29 วัน แต่หากไม่เห็นก็นับว่ารอมฎอนมี 30 วัน มุสลิมต้องถือศีลอดต่อไปอีก 1 วัน จึงถือว่าเดือนรอมฎอนของปีนั้นสิ้นสุดลง

เมื่อรอมฎอนสิ้นสุดก็จะเป็นการเฉลิมฉลอง ที่เรียกว่าวัน ‘วันอีฎิ้ลฟิตริ’

เดือนรอมฏอน นับว่ามีความสำคัญ ตามบัญญัติของศาสนา 1 ใน 5 ของอิสลาม หรือเรียกว่า "การถือบวช" คล้ายกับการถือศีล 5 ของชาวพุทธ แต่ศีลอดของอิสลามนั้นไม่ปฏิบัติไม่ได้ มุสลิมที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติศีลนี้อย่างเคร่งครัด ยกเว้นผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย คนชรา หญิงมีครรภ์ เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

อ้างอิง: สำนักสารสนเทศ กอ.รมน.ภาค 4 สน. / สสส. / สำนักจุฬาราชมนตรี / สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ 

‘โรงเรียนพรตพิทยพยัต’ ให้นักเรียนไว้ทรงผมตามเพศวิถีได้ เพศวิถีชาย-ผมสั้น เพศวิถีหญิง-ผมยาว แต่ต้องดูเรียบร้อย

เมื่อวานนี้ (11 มี.ค. 67) ‘โรงเรียนพรตพิทยพยัต’ ประกาศเรื่องให้นักเรียนสามารถไว้ทรงผมตามเพศวิถีได้ ผ่านเพจ ‘โรงเรียนพรตพิทยพยัต Protpittayapayat School’ โดยระบุว่า…

“ประกาศโรงเรียนพรตพิทยพยัต 

เรื่อง การไว้ทรงผมตามเพศวิถี

>> นักเรียนชาย และเพศวิถีชาย สามารถไว้ผมสั้นได้ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย

>> นักเรียนหญิง และเพศวิถีหญิง สามารถผมยาวได้ แต่ให้รวบผมและมัดโบสีตามระดับชั้นให้เรียบร้อย”

กระบี่-นักบินกรมฝนหลวง ดับไฟป่าเขาปากเบนวันที่สอง สามารถสกัดจุดใหญ่ไม่ให้ไฟลุกลามได้มาก ลุยต่อปฏิบัติการพรุ่งนี้อีกวัน

วันนี้ ( 11 มีนาคม 2567 )  นักบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ออกปฏิบัติการดับไฟป่าภูเขาปากเบน ม.4 บ้านน้ำโครมโครม ต.เขาทอง อ.เมืองกระบี่ เป็นวันที่ 2   โดยมีนายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ลงพื้นที่ติดตามปฏิบัติการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอเมืองกระบี่ สถานีควบคุมไฟป่า ท้องถิ่นในพื้นที่ เป็นต้น  โดยจากการประเมินสถานการณ์ พบว่า บริเวณไฟป่าไหม้อยู่ที่ด้านทิศตะวันออกมีกลุ่มควัน เป็นจุด ๆ ประมาณ 5 จุด ด้านทิศใต้มีกลุ่มควัน1จุด ด้านทิศตะวันตก ด้านบ้านท่าทองหลางบริเวณจุดเดิมที่มีไฟไหม้บนภูเขาได้มีกลุ่มควันขึ้นมาอีก ซึ่งน่าจะมีการลุกลามของเชื้อไฟ โดยลักษณะไฟไหม้ป่าภูเขาหินปูนความสูงชัน 90 องศา เป็นไฟผิวดิน ไม่รุนแรง ลุกไหม้ตามยอดภูเขา แต่มีการลุกลามจำนวนหลายจุด  และในวันนี้ เจ้าหน้าที่ปกครองในพื้นที่ตำบลเขาทอง ได้ร่วมสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลเขาทองแหล่งใหม่ เพื่อลดระยะทางในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งใช้น้ำในสระน้ำบ้านคลองกรวด หมู่ที่ 6 ตำบลเขาทองเป็นแหล่งน้ำในการดับไฟ แทนแหล่งเดิมที่อ่างเก็บน้ำเขาค้อม ที่มีระยะทางไกลกว่า 

โดยนักบินกรมฝนหลวง เริ่มปฏิบัติการภารกิจโปรยน้ำเวลา 11.00 น. ในทิศตะวันตก บ้านคลองกรวด ได้จำนวน 1 เที่ยวบิน แต่มีปัญหาอุปสรรคไม่สามารถปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าต่อได้ เนื่องจากวาล์วปิด – เปิดถังดับน้ำหล่นหายในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องวางแผนหาอุปกรณ์ทดแทน และเริ่มปฏิบัติการอีกครั้งในเวลา 15.20 น รวมตักน้ำดับไฟได้จำนวน 18 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 500 ลิตร ได้ปริมาณน้ำ จำนวน 9,000 ลิตร และหยุดปฏิบัติภารกิจ เวลา 16.55 น ผลการปฏิบัติการสามารถดับไฟป่าได้จำนวน 2 จุดในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลเขาทอง ซึ่งสามารถสกัดไฟไม่ให้ลุกลามได้เป็นอย่างมากในบริเวณที่ลุกลามช่วงกลางวันของวันนี้  ส่วนเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดับไฟป่าในระดับพื้นที่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ตำบลเขาทองและอบต.เขาทอง ก็ยังได้จัดเวรยามเตรียมพร้อมเฝ้าระวังไฟลุกลามตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย  และในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค.67) จะมีการปฏิบัติการดับไฟป่าต่อเป็นวันที่สาม 

สำหรับไฟไหม้ป่าบริเวณเขาปากเบน เกิดไฟไหม้ป่ามาตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม โดยขยายลุกลามกินพื้นที่ไปแล้ว กว่า 100 ไร่ พบผลกระทบฝุ่นปกคลุมพื้นที่หมู่ที่ 1,2,6 ตำบลเขาทอง และหมู่ที่ 2 ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ และเนื่องจากเป็นพื้นที่เทือกเขาสูงชัน ทำให้การดับไฟป่าเป็นไปได้ยากและใช้เวลาหลายวัน...

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top